เมื่อได้ลองไปยืนประจันหน้ากับตัวจริงเสียงจริง All-New BMW iX3 บอกได้คำเดียวเลยว่า สายเลือดความเป็นตัวตึงค่ายใบพัดสีฟ้ายังคงหมุนเวียนอยู่รอบคันแบบไม่ต้องสืบ เพียงแต่เป็นหน้าตาใหม่เอี่ยมอ่องของค่ายบาวาเรียที่โดนกระชากข้ามมิติเวลาไปสู่อนาคตข้างหน้าอีกหลายปี! สลัดคราบรถในยุคปัจจุบันทิ้งไปอย่างไม่ใยดี แล้วหันมาคบหาคานล่างกับแพลตฟอร์มไฟฟ้า 100% ตัวใหม่ถอดด้าม แถมยังหยิบเอาเอกลักษณ์  กระจังฟันหนูใน BMW หน้าฉลาม  Shark-nose  ตำนานรุ่นเก๋าที่ทำให้ BMW อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ การนำชื่อแพลตฟอร์มในอดีตกลับมาปัดฝุ่นใหม่ให้ออกมาเฉิดฉายในยุคนี้  พลิกโฉมปรัชญาการออกแบบทั้งภายนอกภายในใหม่หมดจดจนแทบจำไม่ได้

BMW iX3 50 xDrive M Sport แพลตฟอร์มใหม่ Neue Klasse ราคา  3,599,000 บาท

...



แน่นอนครับ... ขึ้นชื่อว่าเป็นงานดีไซน์ใหม่หมดที่หักดิบ X3 โฉมสันดาปแบบออกมาคนละแนว หน้าตาของ BMWiX3 ที่เปลี่ยนใหม่ให้ทันสมัยขึ้น แน่นอนว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้นแตกออกเป็นสองฝั่ง และหลังจากที่ได้ลองขับสั้นๆในสนามปทุมธานีสปีดเวย์ ก็พอจะเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งว่า รูปถ่ายในจอคอมพิวเตอร์หรือบนมือถือมันหลอกตา มันทำให้ดูเหมือนว่ารถคันนี้ตัดขาดจากรากเหง้าในอดีตของแบรนด์ไปไกลลิบ ทั้งที่ความจริงแล้ว การควบคุมของ iX3 50 X Drive ไม่ได้หนีห่างจากความเป็น BMW X Model เลยสักนิด สิ่งที่ต้องยำเกรงและมีความน่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องหน้าตาและพละกำลังของ iX3  ก็คือ เอสยูวีไฟฟ้าคันนี้ไม่ได้ดีแค่ความสดใหม่ภายนอกเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้สึกใหม่เอี่ยมเมื่อก้าวลงไปนั่ง เบาะคนขับ iX3 รุ่นล่าสุดนี้มีความสุขุมนุ่มลึก งานวิศวกรรมที่ลงตัวของระบบต่างๆ ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ซึ่งทำการคำนวนและแปรผันค่าเพื่อสั่งงานเร็วกว่าคุณกระพริบตา iX3 ใหม่ พกความทะเยอทะยานมาเต็มเปี่ยม  มันขับได้เหนือชั้นกว่ารถไฟฟ้าทุกรุ่นที่ BMW เคยผลิตออกมา รวมถึงเอสยูวีไฟฟ้ารุ่นพี่อย่าง iX ก็ยังมีไดนามิกที่เป็นรองอย่างชัดเจน 



...


ถ้าจะให้วิจารณ์กันตรง ๆ แบบไม่อวย  ดีไซน์ของ iX3 ดูแปลกและแตกต่างไปจาก X3 รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน คนรุ่นใหม่มองว่าสวย โดยเฉพาะบั้นท้าย แนวโป่งซุ้มล้อด้านข้างที่เชื่อมกับเสาท้ายได้อย่างลื่นไหล ส่วนสมรรถนะการขับและการควบคุมก็ทำได้เนียนเอาเรื่อง แม้จะได้ขับสั้นๆ แต่พอจะจับความรู้สึกได้ว่า สิ่งที่ BMW ลงทุนลงแรงไปนั้น กำลังออกดอกออกผลเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทันสมัยแต่ยังคงยึดติดกับอารมณ์การขับเคลื่อนสไตล์ BMW  ห้องโดยสารนั้นบอกได้เลยว่า เมื่อเข้าไปนั่ง ไม่ว่าจะตำแหน่งเบาะคนขับ เบาะคนนั่งหน้า หรือเบาะหลัง เบาะของ iX3 ให้ความรู้สึกที่พิเศษและหรูหราอย่างแท้จริง เบาะมีสัมผัสของหนังและโทนสีคล้าย iX   แค่ก้าวผ่านความตื่นตาตื่นใจในแวบแรกที่เข้าไปนั่งและสัมผัสกับอุปกรณ์  เสียเวลาเรียนรู้ระบบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่นานนัก แล้วคุณจะรู้ว่านี่คือของจริงจากบาวาเรีย 

...


การเผยโฉมของ iX3  ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า ยุโรปได้ตื่นจากอาการละเมอแล้วเลิกเดินทอดน่องในสมรภูมิรถไฟฟ้าเสียที BMW iX3 50 XDrive M Sport ทุบสถิติความเร็วในการชาร์จ พร้อมตัวเลขระยะทางการวิ่งระดับ 800 กิโลเมตร เพื่อข้ามผ่านการทำระยะทางของ EV ตัวท็อปของแบรนด์จีนได้อย่างสมศักดิ์ศรี  สิ่งที่ค่ายบาวาเรียทำได้เหนือชั้นกว่าคือ การเอาตัวเลขสเปกเหล่านั้นมาจับคู่กับความประณีตในการประกอบ  ปรับการควบคุมไดนามิกให้สอดรับกับสไตล์การเข้าโค้งของลูกค้า  ความรู้สึกนิ่งสนิทแน่นหนาชนิดเอาอยู่ทุกสถานการณ์เมื่อใช้ความเร็ว  สิ่งเหล่านี้คือลายเซ็นดั้งเดิมที่ค่ายรถหรูฝั่งยุโรปยังคงทำออกมาได้ดีกว่าใครในโลกใบนี้

...

หากมองแค่รูปถ่าย iX3 เหมือนงานดีไซน์ที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ  แหกคอกไปจากรถทุกคันที่ BMW เคยสร้างมาในประวัติศาสตร์ แต่เชื่อเถอะครับว่า ทันทีที่ตาของคุณได้เห็นตัวจริง คุณจะไม่มีทางมอง iX3 เป็นแบรนด์อื่นไปได้เลย ดีไซน์ด้านหน้าดุดัน  ล้ำยุคเกินหน้าเกินตา  สัดส่วนรายละเอียดรอบตัวถังในจุดอื่น ๆ ทำออกมาได้อย่างสุขุมเรียบง่ายและดูสะอาดตาอย่างน่าประหลาดใจ ความเร็วในการชาร์จกระแสตรงดีซี (DC) กระโดดขึ้นไปแตะระดับ 400 kW สเปกจัดเต็มวิ่งได้ยาว ๆ 800 กิโลเมตร สมรรถนะการควบคุม ฟีลลิ่งการขับขี่สปอร์ต หนักแน่นตามแบบฉบับของ BMW แบบไม่มีบิดพริ้ว  งานตกแต่งภายในยกระดับความหรูหราพรีเมียมพร้อมรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยกว่าเดิม  การซับแรงกระแทกออกไปทางแข็งตึงตังไปหน่อยของโช้คอัพและสปริงมาตรฐาน เนื่องจาก ล้อ 22 นิ้วและยาง Series-35 ซึ่งมีแก้มเตี้ยต่ำเกือบจะติดกับพื้นถนน อัตราทดพวงมาลัยในจังหวะเลี้ยวโค้งแคบ ๆ ยังต้องออกแรงหมุนวงพวงมาลัยมากไปนิดแต่ความแม่นยำนั้นบ่งบอกถึงการเป็น BMW อย่างเด่นชัด


ดีไซน์ด้านหน้าตัวรถที่มาพร้อมกระจังหน้าไตคู่แบบทึบ  Faux Kidney Grille ขนาบข้างด้วยแถบไฟส่องสว่างเวลากลางวันทรงเรียวบาง บอกได้เลยว่ากระจังทรงฟันหนูนั้นโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน มันต่างจากรถ BMW รุ่นพี่บางรุ่นที่เอาไฟไปใส่ในกระจังหน้าแล้วดูขัดตาเหมือนเป็นของแต่งราคาถูกที่เพิ่งคิดได้แล้วเอามาแปะทีหลัง เพราะหน้าฉลามของ iX3 คันนี้ถูกขึ้นโครงสร้างเส้นสายและขัดเกลาทางวิศวกรรมดีไซน์มาเพื่อระบบไฟส่องสว่าง ตั้งแต่แบบพิมพ์เขียวในโรงงาน 

 


ความลาดเอียงและกร้าวร้าวของจมูกหน้ารถคือหนึ่งในการจงใจนำดีเอ็นเอของรถตระกูล Neue Klasse ยุคออริจินอลช่วงทศวรรษ 1960 ต้นกำเนิดที่ช่วยกำหนดทิศทางงานดีไซน์ของค่าย BMW มายาวนานหลายสิบปี ความฉลาดของทีมออกแบบ คือ  หยิบเอาความรุ่งโรจน์ในอดีตมาอ้างอิงได้อย่างมีชั้นเชิง โดยไม่ลดทอนคุณค่าจนทำให้ iX3 กลายเป็นแค่รถยนต์ย้อนยุคเลียนแบบของเก่าแบบไร้รสนิยม เส้นสายด้านข้างตัวถัง  คือมุมที่ผมชอบ  เพราะแทบจะไม่มีการละเลงเส้นสายหวือหวาอะไรเลย และเมื่อเทียบกับความล้ำสมัยในจุดอื่น ๆ ของตัวรถ มุมนี้จึงดูค่อนข้างจืดชืดไปนิด แม้จะมีการขีดเส้นเน้นส่วนโค้งบริเวณซุ้มล้อ และทิ้งรอยพับคม ๆ ไว้ที่ชายขอบล่างของประตูบานท้าย แต่มิติในเชิงการรับรู้ทางสายตากลับดูเรียบสนิท 




ขยับมุมมองเบี่ยงมาทางสามส่วนสี่ด้านท้าย แนวโป่งซุ้มล้อหลังที่เบ่งขยายออกมาอย่างเด่นชัด  ส่งให้รถดูดุดัน น่าเกรงขาม และเกาะหนึบแน่นหนาไปกับพื้นถนนด้วยล้อไซล์ใหญ่  รถทดสอบคันที่อยู่มือ พ่วงออปชันชุดแต่ง M Sport  ตั้งแต่กันชนหน้า-หลัง  ยัดล้อแม็กทูโทนลายสปอร์ตสุดพิเศษ  ปรับลุคห้องโดยสารภายในให้ซิ่งเต็มพิกัดด้วยเบาะนั่งทรงบัคเก็ตซีท  โอบกระชับลำตัวยามซัดเข้าโค้ง กันชนหลัง M Sport มีชิ้นงานดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งทำงานสอดรับกับแผงทับทิมสะท้อนแสงแนวตั้งที่ล้อมกรอบด้วยชิ้นงานพลาสติกสีดำเงา การจับคู่ตรงนี้ช่วยเปลี่ยนมิติด้านท้ายรถที่เคยจืดชืดให้กลายเป็นสปอร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 



การมาถึงของแพลตฟอร์มนวัตกรรมใหม่อย่าง Neue Klasse ถือเป็นการก้าวกระโดดทางวิศวกรรมครั้งสำคัญเหนือรถ EV รุ่นเดิม ๆ ของค่าย BMW ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ดัดแปลงโครงสร้างมาจากแพลตฟอร์ม CLAR หรือแม้กระทั่งรุ่นพี่อย่าง iX ที่แม้จะเป็นรถไฟฟ้าแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กลับยังขาดการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยที่ดีพอ แต่สำหรับ iX3 คันนี้ ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ BMW ที่มีช่องเก็บสัมภาระหน้ารถมาให้ใช้งาน พื้นห้องโดยสารตอนหลังยังออกแบบให้ราบ ช่วยให้ผู้โดยสารตัวกลางที่นั่งเบาะหลังสามารถวางเท้าได้อย่างสบายอารมณ์





iX3 คันนี้ มีขนาดไล่เลี่ยใกล้เคียงกับ X3 รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่พื้นที่ด้านในห้องโดยสาร กลับให้ความรู้สึกกว้างขวางโอ่โถงกว่าอย่างเห็นได้ชัด มิติความโปร่งโล่งขยับขึ้นไปทาบรัศมีรถเอสยูวีรุ่นพี่ในเซกเมนต์ที่ใหญ่กว่าอย่าง X5  ปรับตำแหน่งเบาะนั่งคนขับให้รองรับกับสรีระความสูงสำหรับคนช่วงขายาวได้สบายๆ ข้ามไปนั่งเบาะหลังแถวที่สอง พื้นที่วางขาก็ยังคงเหลือเฟือ  แต่ถ้าหากต้องยัดผู้ใหญ่ตัวโต ๆ ลงไปนั่งอัดกัน 3 คนตรงเบาะหลัง ก็อาจจะมีอาการไหล่ชนไหล่ให้รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายตาภายในห้องโดยสารของ iX3 คันนี้ ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรถยนต์คันอื่นของค่าย BMW จะมีก็เพียงแค่รุ่นพี่อย่าง iX เท่านั้นที่พอจะสร้างบรรยากาศใกล้เคียงกันได้  ท้ายที่สุดแล้ว iX3  ฉีกกรอบสร้างความแตกต่างได้อย่างเด็ดขาด การจัดวางเลย์เอาต์หน้าจอรูปแบบแปลกตา พวงมาลัยทรงประหลาดล้ำ การเลือกใช้ชุดวัสดุและผิวสัมผัสที่ไม่ซ้ำซากจำเจ

DRIVER ORIENTATION (การออกแบบที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง)
แนวคิดการควบคุมและแสดงผลผ่านหน้าจอรูปแบบใหม่นี้ คือการนำเอาปรัชญาคลาสสิกของ BMW ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นจุดศูนย์กลางมาตีความและรังสรรค์ขึ้นใหม่ โดยอาศัยหลักเรขาคณิตและการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าจอแสดงผล การจัดเรียงรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ในแนวทแยงให้อยู่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่โดยตรง ช่วยสร้างมุมมองที่เรียกว่า Cone of Vision หรือ กรวยแห่งการมองเห็น ซึ่งจะช่วยดึงสมาธิของคนขับให้จดจ่ออยู่บนท้องถนน นำสายตาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และช่วยให้ผู้ขับขี่รับรู้ข้อมูลรวมถึงควบคุมตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

แนวคิดนี้ยังได้รับการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยรูปทรงเฉพาะตัวของหน้าจอกลาง (Central Display) ร่วมกับการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ภายในหน้าจอ และด้วยการจัดเรียง UI (User Interface) ในแนวนอนอย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำสูงบนหน้าจอ BMW Panoramic Vision Display นี้เอง ทำให้การเชื่อมต่อและสั่งการระบบต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างง่ายดาย แม่นยำ และควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ 


ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กับการเผยโฉม BMW PANORAMIC iDRIVE ควบรวมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ BMW OPERATING SYSTEM X

 3D HEAD-UP DISPLAY หน้าจอแสดงข้อมูลบนกระจกหน้าแบบ 3 มิติ ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ในขณะนั้น และภาพกราฟิกแอนิเมชันแบบ 3 มิติ จะถูกยิงสะท้อนไปปรากฏอยู่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่โดยตรง โดยข้อมูลเหล่านั้นจะแสดงผลเสมือนลอยไปทาบขนานอยู่บนพื้นผิวถนนด้านหน้า โดยเฉพาะระบบนำทางอัจฉริยะ (Active Route Guidance) เมื่อเปิดใช้งานระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบแอ็กทิฟ เช่น ระบบตรวจจับรถยนต์คันข้างหน้า หน้าจอ BMW 3D Head-Up Display  ะทำหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุนคนขับได้อย่างแม่นยำ 

BMW PANORAMIC VISION (ระบบหน้าจอพาโนรามิกวิชัน)
เทคโนโลยี BMW Panoramic Vision เปลี่ยนพื้นที่แถบสีดำบริเวณฐานล่างของกระจกบังลมหน้า ให้กลายเป็นหน้าจอแสดงข้อมูลขนาดใหญ่เต็มความกว้างตัวรถสำหรับผู้โดยสารทุกคน โดยเนื้อหาข้อมูลที่แสดงผลออกมาจะให้ความรู้สึกเหมือนลอยตัวอยู่กลางอากาศ มอบเอฟเฟกต์ภาพแบบสามมิติที่ดูหรูหราและพรีเมียม 

CENTRAL DISPLAY (หน้าจอกลาง)
หน้าจอกลางดีไซน์ตัดขอบแนวทแยงแบบอิสระ Diagonal Free-Cut Design จัดวางในตำแหน่งที่สอดรับกับหลักสรีรศาสตร์ มอบสัมผัสในการกดสั่งงานด้วยระบบสัมผัสที่ง่าย ลื่นไหล สะท้อนดีเอ็นเอการออกแบบที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง สไตล์ BMW อย่างชัดเจนหน้าจอนี้ช่วยให้การเข้าถึงฟังก์ชันความบันเทิง Infotainment ทั้งหมดของตัวรถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ด้วยงานดีไซน์มุมจอแบบพิเศษ ผู้โดยสารที่นั่งอยู่แถวสองจะสามารถมองเห็นข้อมูลการแสดงผลต่าง ๆ บนหน้าจอได้อย่างชัดเจนและทั่วถึง 

MULTIFUNCTION STEERING WHEEL  พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน MFL 
ตัวพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน  หรือที่เรียกย่อ ๆ ในรหัสวิศวกรรมว่า MFL พัฒนาเพื่อให้คนขับสามารถเลือกควบคุมการแสดงผลของคอนเทนต์ต่าง ๆ บนหน้าจอกระจกหน้า BMW Panoramic Vision ได้อย่างอิสระ ทั้งหมด ขึ้นตรงกับความปลอดภัยพื้นฐานระดับสากล นั่นคือ Eyes on the road, hands on the wheel สายตาจับจ้องอยู่บนถนน มือสองข้างต้องกุมพวงมาลัย ส่งผลให้การควบคุมสั่งการทุกฟังก์ชันผ่านปุ่มกดบนก้านพวงมาลัยเป็นไปได้อย่างสะดวก มีความแม่นยำในทุกจังหวะการขับ 

สำหรับการแบ่งหมวดหมู่หน้าที่การควบคุม ทำได้อย่างชาญฉลาดและเข้าใจง่าย แผงปุ่มกด ฝั่งซ้าย  ของพวงมาลัย MFL จะถูกใช้สำหรับควบคุมการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driver Assistance Systems) ทั้งหมด เดินรอยตามระเบียบปฏิบัติในรถยนต์ BMW รุ่นพี่ก่อนหน้านี้ (โดยจะแสดงผลการทำงานอยู่บนพื้นที่ฝั่งซ้ายสุดของหน้าจอสะท้อนกระจก Panoramic Vision) ขณะที่แผงปุ่มกด “ฝั่งขวา” จะรับหน้าที่ควบคุมจัดการเนื้อหาข้อมูลที่แสดงผลบริเวณส่วนกลางและส่วนฝั่งขวาของหน้าจอ Panoramic Vision ทั้งหมด 

SHY TECH (เทคโนโลยีอัจฉริยะแบบซ่อนรูป)
ก้านพวงมาลัยคือการนำแนวคิดดีไซน์แบบ Shy Tech มาปรับใช้ ซึ่งปุ่มกดและสัญลักษณ์ต่าง ๆ จะราบเรียบเนียนไปกับตัวก้านพวงมาลัย และจะสว่างวาบขึ้นมาเฉพาะสถานะไฟตามฟังก์ชันการทำงานจริงในขณะนั้นเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนสายตาของคนขับโดยไม่จำเป็น โดยมีการปรับเปลี่ยนสถานะการแสดงไฟเตือนบนพวงมาลัยอย่างละเอียดดังนี้ 

Car in Parking สถานะตัวรถขณะจอดนิ่ง (ระบบจะดับไฟฟังก์ชันอื่นคงเหลือไว้เฉพาะปุ่มควบคุมพื้นฐาน)

Assisted Driving available ระบบช่วยเหลือการขับขี่พร้อมสแตนด์บายให้เรียกใช้งาน

Assisted Driving & Parking available ทั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบช่วยจอดอัตโนมัติพร้อมทำงานควบคู่กัน

Assisted Parking active ระบบช่วยจอดอัตโนมัติกำลังทำงานเต็มระบบ (แสดงสัญลักษณ์ไฟสีเขียวที่ปุ่มช่วยเหลือด้านบน)

Assisted Driving active ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะกำลังทำงานเต็มรูปแบบในขณะนั้น 

เทคโนโลยีระบบแสดงผลข้อมูลบนกระจกหน้าแบบ 3 มิติจาก BMW
ระบบแสดงผล BMW 3D Head-Up Display การพัฒนาต่อยอดจากหน้าจอ Head-Up Display เจเนอเรชันก่อนหน้าของ BMW  ระบบนี้จะทำหน้าที่ยิงสะท้อนข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ทั้งหมดขึ้นไปปรากฏอยู่บนกระจกหน้าในระดับสายตาของผู้ขับโดยตรง แต่ที่พิเศษคือ เป็นครั้งแรกที่ระบบทำการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบมิติภาพ  สามมิติ (3D)  จำลองมุมมองจากมุมสูงแบบนกมอง (Bird's-eye view) ของตัวรถ รวมถึงจำลองสภาพแวดล้อมรอบตัวรถ ระบบนำทางเส้นทาง และตำแหน่งของเพื่อนร่วมทางหรือรถยนต์คันอื่น ๆ ที่วิ่งอยู่ใกล้เคียงขึ้นมาแสดงผลได้อย่างสมจริงและแม่นยำ





การจัดวางเลย์เอาต์ของ iX3 ระหว่างหน้าจอพาโนรามิก (Panoramic Display) บริเวณฐานกระจกบังลมหน้า กับหน้าจอกลางทรงสี่เหลี่ยมด้านขนาน  มีจุดประสงค์และใช้งานได้จริงมากกว่า จอพาโนรามิกที่ว่า ทำหน้าที่เสมือนเป็นหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head-up Display) แบบเต็มความกว้างตัวรถ โดยยิงสะท้อนขึ้นมาจากด้านล่าง ซึ่งในการใช้งานจริงบอกได้เลยว่ามันทำงานได้ดีและฉลาด ระบบยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับเลือกปรับแต่งการแสดงผลได้ตามใจชอบ  จุดที่ถูกใจเป็นพิเศษคือ สามารถสั่งปิดระบบการแสดงผลในส่วนอื่น ๆ ให้เหลือเพียงแค่หน้าจอตรงหน้าคนขับเพื่อโชว์เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการขับขี่เท่านั้น ช่วยลดแสงแยงตาและตัดสิ่งรบกวนสมาธิยามที่ต้องขับรถทางไกลในช่วงค่ำคืนได้ดี 

 


หน้าจอกลาง เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ จากรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านขนานที่แปลกตา ผนวกกับความคมชัดของมิติภาพ อัตราการตอบสนองที่ลื่นไหล ให้ความรู้สึกพรีเมียมและสนุกยามใช้งานไม่ต่างจากหน้าจอ OLED ทรงกลมในรถมินิ (Mini) รุ่นใหม่ ส่วนระบบปฏิบัติการ OS X ล่าสุดของ BMW  ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมเกินคาด มีการวางเลย์เอาต์ที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาอย่างดี  ใช้งานง่ายและเข้าใจได้เป็นธรรมชาติกว่าเจนฯ ที่แล้วเยอะมาก แม้ว่าในใจแอบคิดถึงหัวปุ่มหมุน iDrive  ซึ่งเป็นของคู่อยู่รับใช้คนขับ BMW มายาวนานกว่าสองทศวรรษ 



ภายในของ iX3  มีชิ้นงานตกแต่งประเภทพลาสติกถัก (Knitted Plastic) ที่สัมผัสแล้วให้ความรู้สึกสากมือไม่ค่อยโสภาปรากฏอยู่บ้างทว่าก็โดนลดสัดส่วนการใช้งานลงไปชิ้นเล็กนิดเดียว ส่วนพื้นที่ห้องโดยสารในจุดที่เหลือทั้งหมดกลับถูกยกระดับการเลือกใช้วัสดุและขัดเกลาชิ้นงานออกมาได้หรูหรา พรีเมียม สมราคาค่าตัว พื้นผิวพลาสติกบริเวณส่วนบนของแผงประตูทำออกมาได้นุ่มนวล ถึงแม้จะเป็นชิ้นงานในตำแหน่งที่ต่ำลงไปด้านล่าง ผิวสัมผัสก็ยังคงทำได้ดีไม่สากกระด้าง  รถคันทดสอบเวอร์ชัน M Sport เพิ่มความพิเศษด้วยการขลิบผ้าหนังกลับ  ไล่ตั้งแต่แผงประตูด้านบน แผงหน้าปัดคอนโซลหน้า ไปจนถึงตัวเบาะนั่ง ซึ่งให้ทั้งลุคที่ดูแพงและฟีลลิ่งการสัมผัสที่ดี



เบาะนั่งและตำแหน่งท่านั่งขับ บอกได้เลยว่านั้งสบาย ไม่มีอะไรให้ต้องหักคะแนน ตำแหน่งเบาะสูงไปนิดนึง ตามสไตล์เบาะรถเอสยูวี แม้ว่าตอนนี้คนขับจะต้องเปลี่ยนมุมมองมาเป็นการมองข้ามวงพวงมาลัยเพื่อเช็กความเร็วตัวรถ  เนื่องจากหน้าจอพาโนรามิกถูกย้ายไปอยู่ฐานกระจก แต่ก็ไม่ได้ทำลายกลิ่นอายและฟีลลิ่งความเป็นรถขับสนุกในแบบฉบับของ BMW  เบาะนั่ง M Sport  ทำออกมาแบบผสมผสาน ระหว่างการโอบกระชับลำตัวด้านข้า และความนุ่มนวลนั่งสบายยามเดินทางไกล ผมชอบเบาะชุดนี้มากกว่าเบาะ M Sport ใน X3 รุ่นเครื่องยนต์สันดาปที่เคยขับ ทั้งในแง่ของความหล่อ และฟีลลิ่งยามเอาหลังลงไปพิง 

ดีไซน์ของตัวพวงมาลัย โดยเฉพาะเวอร์ชันก้านพวงมาลัยแบบสองก้าน พวงมาลัย M Sport ในรถทดสอบ  ซึ่งปรับตำแหน่งก้านพวงมาลัยให้ต่ำลงมาหน่อย ดูเป็นรูปทรงพิมพ์นิยมที่คุ้นตามากกว่า แต่ก็ยังคงรักษาธีมพวงมาลัยแบบลอยตัวเอาไว้ได้อย่างล้ำสมัย  ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไรกับหน้าตาของมัน ยามที่ฝ่ามือทั้งสองข้างได้กำลงไปบนวงพวงมาลัย บอกได้เลยว่ามันให้ความรู้สึกที่กระชับ รัดกุม พร้อมที่จะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากพวงมาลัย BMW รุ่นเก่า ทุกรุ่น เป็นการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และที่สำคัญ คือ การใช้งานจริง พวงมาลัยทรงแปลก ไม่เคยสร้างความเกะกะหรือเป็นอุปสรรคต่อการหักเลี้ยวในความเร็วต่ำ เอาเข้าจริงตอนแรกก็แอบมองอยู่ว่าน่าจะส่งผล แต่ขับจริงๆแล้วกลับเลี้ยวได้อย่างไม่ติดขัด




ขีดความสามารถในการรองรับแรงดันไฟชาร์จกระแสตรงดีซี (DC) สูงสุดทะลุ 400 kW  BMW เคลมตัวเลขการันตีไว้ว่า แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ความจุ 108.7 kWh ของ iX3  ประจุไฟจาก 10% ถึง 80% ได้ภายในเวลา 21 นาที  โดยมีความเร็วในการปล่อยกระแสไฟเฉลี่ยเสถียรอยู่ที่ราว ๆ 250 kW  ตัวเลขระดับนี้บอกได้คำเดียวว่าขึ้นไปยืนซัดหน้าท้าชนกับรถ EV ระดับท็อปโฟร์ของแบรนด์จีนที่กำลังอาละวาดโกยยอดขายอยู่ในตลาดยุโรปขณะนี้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ  ค่ายใบพัดสีฟ้ายังระบุอีกว่า การแวะจอดชาร์จไฟแบบด่วน ๆ แค่ 10 นาที ก็เพียงพอที่จะต่อลมหายใจให้รถวิ่งต่อไปได้ไกลถึง 350 กิโลเมตร แต่อย่าลืมว่า น้ำหนักของแบตฯ 108.7 kWh นั้น โคตรหนัก เพราะนั่นมันหนักกว่าแบตเตอรี่ของ New GLC Electric ถึงเกือบ 200 กิโลกรัม ทำให้ iX3 มีน้ำหนักตัว 2,300 กิโลกรัม หนักสูสีกับ X5 รุ่นสันดาปภายในตัวสุดท้าย มีกระแสข่าวออกมาว่า ฝั่งตราดาวยังคุยข่มว่า...แม้แบตฯของ iX3 จะโตกว่า แต่ด้วยระบบบริหารจัดการพลังงานของ New GLC 400 Electric ที่ไม่เป็นสองรองใคร รวมถึงน้ำหนักตัวที่เบากว่า ทำให้ระยะทางที่แท้จริงนั้น  GLC400 Electric ตามหลังไม่ไกลแบบหายใจรดต้นคอแค่ไม่เกิน 85 กิโลเมตร หรืออาจน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ เอ้า ตอนเปิดตัวเดือนตุลาคมนี้ ต้องตามดูตามขับกันอีกทีละครับว่าที่บอกมานั้น Mercedes-Benz ทำได้จริงหรือเปล่า แต่ดูจากเทคโนโลยีระบบจัดการพลังงานและระบบถ่ายเทความร้อนของชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าแล้ว  GLC400 Electric ของแบรนด์ตราดาวน่าจะทำได้จริงอย่างที่บอกละครับ 


การจับคู่กับล้อแม็กขอบเล็กสุดที่ออกแบบมาเพื่อรีดอากาศตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aero Wheels)  iX3 xDrive 50 คันนี้ จะมีระยะทางวิ่งสูงสุดเคลมตามมาตรฐาน WLTP อยู่ที่ 805 กิโลเมตร และในการทดสอบจับสถิติความเร็วต่ำบนถนนสาธารณะของทีมวิศวกร BMW  สามารถปั่นระยะทางไปได้ไกลเกินกว่า 1,000 กิโลเมตร แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงของการใช้งานบนท้องถนน ขับขี่ตามสัญชาตญาณปกติ และมีจังหวะกดคันเร่งกระชากพลังแรงบิด 645 นิวตันเมตรออกมาเชยชมบ้างเป็นครั้งคราว ไม่มีทางที่ระยะวิ่งจริงจะเข้าใกล้ตัวเลขสวยหรูบนโบรชัวร์ของมาตรฐาน WLTP แน่นอน เคลมมา 800 วิ่งจริงๆ 700 กิโลเมตรก็หล่อแล้ว





จากการทดสอบประจุไฟเข้าไป หน้าจอของรถคันทดสอบแสดงระยะทางวิ่งเหลืออยู่ 501 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมและน่าประทับใจ แต่ การขับในสนามแข่งแดรกไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณไฟฟ้ามากมายขนาดนั้น เมื่อคำนึงถึงพฤติกรรมการขับขี่แบบเท้าขวาขยี้หนัก ผนวกกับสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนในช่วงบ่ายในขณะที่ทำการขับทดสอบ หากเป็นการขับขี่ใช้งานทั่วไปในเมืองด้วยความเร็วต่ำ  iX3 ทำอัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 17 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร ทำให้มีระยะวิ่งใช้งานจริงในชีวิตประจำวันแตะระดับ 640 กิโลเมตร ซึ่งตัวเลขนี้บังเอิญไปตรงเป๊ะกับระยะทางวิ่งคาดการณ์ตามมาตรฐาน EPA ของสหรัฐอเมริกา และออกเบียดกับ GLC400 พอดิบพอดี อ้าว! 



การเหวี่ยงเอสยูวีไซส์กลาง ที่มีพิกัดน้ำหนักตัวถังหนักถึง 2,300 กิโลกรัม เข้าโค้งแรง ๆในปทุมธานีสปีดเวย์  เนื่องจากสัดส่วนความสูง ฟิลลิ่งของรถไม่ควรจะให้ความรู้สึกสนุกสนานและบันเทิงเริงใจได้ขนาดนี้!  เมื่อพิจารณาว่า iX3 คันนี้ ติดตั้งระบบโช้คอัพมาตรฐาน ไม่ใช่โช้คอัพแบบแปรผันอัจฉริยะ Adaptive Dampers  แต่ iX3 พร้อมระบบรองรับมาตรฐาน รักษาอาการของตัวถังเมื่อเข้าโค้งได้นิ่งสนิท แบนราบ ทรงตัวในช่างกลางโค้ง และทำสปีดได้เร็วกว่าเอสยูวีรุ่นอื่นที่ผมเคยขับในปทุมธานีสปีดเวย์อย่างเห็นได้ชัด สัมผัสในโค้งและการพุ่งทะยานเมื่อพ้นปลายโค้งทได้อย่างน่าทึ่งเหมือน BMW ที่ดีคันหนึ่ง 



ฟีลลิ่งยามหักพวงมาลัยลัดเลาะไปตามโค้งเฉียบคมและขับสนุกกว่า X3 รุ่นเครื่องยนต์สันดาปอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้ X3 M50 เครื่อง 6 สูบเรียงก็ยังเร็วได้ไม่เท่ากับ iX3 มอเตอร์คู่  นี่ต้องยกความดีความชอบให้กับการวางตำแหน่งแพ็กแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีน้ำหนักมหาศาลใต้พื้นรถในระดับที่ต่ำมาก แถมยังถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างแชสซีตัวถังโดยตรงเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของแชสซี  รถทดสอบ M Sport  ไม่ได้มีการโหลดเตี้ยหรือเซตสปริงช่วงล่างให้แข็งขึ้นแต่อย่างใด  เพราะฟีลลิ่งเดิม ๆ ที่ติดตัวมาจากโรงงาน เซตมาออกไปทางแข็งขืนตึงตังอยู่แล้ว อาการตึงตังจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเจอเข้ากับรอยต่อถนนที่เสียหายจากรถบรรทุก หลุมบ่อบนถนน ส่วนการวิ่งบนทางเรียบๆ นั้นก็นุ่มนวลใช้ได้ ที่ดีก็คือ iX3 วิ่งแบบโคตรเงียบ



โช้คอัพมาตรฐานซับแรงกระแทกให้มีความนุ่มนวลพอรับได้ แต่ถ้าว่ากันตามตรงยามที่ต้องหวดเจ้า iX3 ผ่านสภาพถนนโลกีย์ที่ขรุขระเป็นคลื่นลอน ฟีลลิ่งที่สะท้อนขึ้นมานั้นบอกได้เลยว่า "แข็งดิบ" เอาเรื่อง  ไม่ได้ถึงขั้นกระเด้งกระดอน พราะระบบลิ้นวาล์วซับแรงกระแทก (Damping)  ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยตัดอาการสะท้านในจังหวะกระแทกหนัก ๆ ออกไปได้ดี แต่ยางแก้มเตี้ยขอบ 22 นิ้ว ที่เติมลมมาแข็งโป๊ก ทำให้สัมผัสได้ถึงพื้นผิวถนนและกรวดหินทุกเม็ดได้ชัดเจนกว่าเอสยูวีคู่แข่งพิกัดเดียวกันในตลาด แม้กระทั่งพวกที่แปะป้ายเคลมว่าเป็นเอสยูวีสายสปอร์ตค่ายอื่นก็ตาม



ถ้าซ่าหนักและแอบปิดระบบควบคุมการทรงตัว หรือ Traction Control แล้วกดคันเร่งขวากระแทกส่งรถออกจากโค้ง ท้ายรถจะกวาดออกเบนท้ายโชว์อาการโอเวอร์สเตียร์อย่างง่ายดายและการลื่นไถลนั้นเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ส่วนท้ายที่บานออกนั้นควบคุมอาการได้ง่ายไม่ต้องเหงื่อตกกีบ  เมื่อเปิด Traction Control เพื่อลดอาการเสียหลัก การแรทรกแซงเท่าที่จำเป็น ยิ่งทำให้ iX3 ขับสนุกมากขึ้นไปอีก โค้งที่ต้องเบา ดูเหมือนรถจะยั่วยุให้ไปเร็วขึ้นอีก แม้จะโดนสื่อทั้งไทยละเทศอัดอย่างหนักมาทั้งวัน iX3 ก็ไม่ออกอาการเหนื่อยล้าให้เห็น แม้ว่าจะแกล้งจับโยนเข้าโค้งซ้ายทีขวาทีย้ำ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในจุดนี้ BMW ได้ลงมือปรับแต่งเอสยูวีไฟฟ้าคันเบ้อเริ่มให้ขับสนุกและเฉียบคมได้ขนาดนี้  ยิ่งทำให้ตั้งความหวังและรอคอยการมาถึงของซีดานไฟฟ้า i3 อย่างใจจดจ่อเข้าไปอีก



จุดที่รู้สึกขัดใจและแปลกประหลาดที่สุดในสัมผัสการขับขี่ของเจ้า iX3  คือ ระยะฟรีและการสาวพวงมาลัยที่ต้องหมุนวงเลี้ยวกันเยอะเกินเหตุ ในยุคที่รถยนต์สมัยใหม่แทบจะหมุนพวงมาลัยไม่ถึงหนึ่งรอบก็เลี้ยวสุดวงเลี้ยวได้แล้ว แต่อัตราทดพวงมาลัยของ iX3 กลับให้ความรู้สึกที่โบราณล้าสมัยไปนิด และมันดูเป็นการตัดสินใจที่แปลกของทีมวิศวกร BMW ที่จงใจปล่อยให้คนขับต้องมานั่งหมุนพวงมาลัยสาวเอาสาวเอาเหมือนกำลังควงพวงมาลัยรถแท็กซี่กลับรถทุกครั้งยามที่ต้องถอยตั้งลำกลับรถสามจังหวะในซอยแคบ



แต่จุดที่ทำให้ทึ่งและประทับใจในตัว iX3  คือ นวัตกรรมระบบขับเคลื่อนและแพลตฟอร์มไฟฟ้าที่ทรงพลัง ส่งผลลัพธ์ต่อการขับทดสอบได้อย่างโจ่งแจ้ง ฟังก์ชันหยุดรถแบบนุ่มนวลเมื่อยกคันเร่ง ราวกับมีคนขับรถลีมูซีนส่วนตัวคอยแตะเบรกให้ หรือที่เรียกว่า ‘Limo Stop’  โดยใช้ระบบเบรกหน่วงคืนพลังงานด้วยคันเร่งเดียว One-pedal Regen Braking  จนรถหยุดสนิท ตัวรถจะหยุดลงได้อย่างนุ่มนวลเนียน  ไม่มีอาการหน้าทิ่มหน้าคว่ำ โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนมาขับขี่ในโหมด B ที่มีแรงดึงหน่วงความเร็วที่หนักหน่วงกว่าปกติ ระบบนี้ ทำให้ iX3 ฉีกตัวเองออกจากรถยนต์ทุกคันที่เคยขับทดสอบมาในชีวิต แม้แต่ค่ายเจ้าพ่อ EV อย่าง Tesla ก็ยังมีระบบนี้แต่ก็ยังทำได้ไม่เนียนละเอียดเท่า และที่เจ๋งคือ ต่อให้คุณเป็นคนลงน้ำหนักเท้าแตะแป้นเบรกเองแท้ ๆ  สมองกลของ iX3 ก็ยังคงแอบเข้ามาช่วยซับแรงเบรกในจังหวะสุดท้าย เพื่อกำจัดอาการสะดุดกึกอันเป็นสาเหตุให้หัวของคนขับและผู้โดยสารต้องโยกไปกระแทกกับหมอนพิงศีรษะ อันนี้ดีต่อคุณภรรยาที่ค่อนข้างเรื่องมากเวลาเดินทาง..



ความดีความชอบทั้งหมดนี้ต้องยกให้ระบบประมวลผลอัจฉริยะ  Heart of Joy ซึ่งเป็นหนึ่งในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่คอยทำหน้าที่ควบคุมสั่งการสรรพสิ่งใน iX3  สมองกลอิเล็กทรอนิกส์ตัวเดียวกันนี้ยังทำหน้าที่คอยสั่งการจ่ายกำลังและตัดกำลังแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า  BMW เคลมว่า มันสามารถประมวลผลและตอบสนองได้เร็วกว่าระบบสมองกลในรถรุ่นเก่า ๆ ของทางค่ายถึง 10 เท่า!  หมายความว่า มันสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขและปรับแต่งแรงบิดที่ส่งลงพื้นถนนได้อย่างละเอียดถี่ยิบในระดับเสี้ยววินาที เพื่อคอยพยุงหัวรถให้พุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างมั่นคงปลอดภัย และในขณะเดียวกันก็ยังคงปล่อยพื้นที่ว่างเปิดโอกาสให้คนขับได้สนุกเร้าใจกับการกวาดท้ายเล่นโค้งได้ตามใจปรารถนา



กำลังแรงม้าของรุ่น xDrive 50  บอกได้เลยว่าเหลือกินเหลือใช้  ให้ฟีลลิ่งการพุ่งทะยานที่ดุดัน ทั้งที่ตัวเลขสเปกอย่างเป็นทางการบนหน้ากระดาษระบุไว้ที่ 462 แรงม้า  แรงบิด  644 นิวตันเมตร รถสามารถกระชากร่างจากจุดหยุดนิ่งทะยานไปแตะ 100 กม./ชม.  ใน 4.7 วินาที ก่อนจะไหลลื่นไต่ความเร็วไปแตะความเร็วสูงสุดที่ถูกจำกัดไว้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างรวดเร็วทันอกทันใจ



สิ่งเดียวที่แอบดรอปลงไปอย่างน่าเสียดาย คือเสียงสังเคราะห์จำลองอัตราเร่ง Acceleration Sound ที่ส่งผ่านลำโพงเข้ามาในห้องโดยสาร ยามกดยัดคันเร่งลงไปเต็มเหนี่ยว เสียงของมันฟังดูอวกาศเกินไปและไม่มีเสน่ห์ลุ่มลึกเร้าอารมณ์เหมือนกับแทร็กเสียงอลังการระดับโรงภาพยนตร์ที่ปรมาจารย์ด้านดนตรีระดับโลกเจ้าเก่าอย่าง ฮันส์ ซิมเมอร์ (Hans Zimmer) ซึ่งเคยฝากฝีไม้ลายมือรังสรรค์เอาไว้ให้กับรถ EV เจนเนอเรชันก่อนหน้าของ BMW ยอมรับเลยครับว่า คีตกรผู้สร้างเพลงประกอบภาพยนตร์คนนี้ ตั้งมาตรฐานเอาไว้สูงลิบลิ่ว แต่เสียงของเจ้า iX3 คันใหม่นี้ฟังดูแห้งแล้งไปหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลองเอาไปเปรียบเทียบกับเสียงกระหึ่มในโหมด Expressive ของรถไฟฟ้า BMW รุ่นก่อนหน้า หรือแม้แต่เสียงคำรามอย่างก้าวร้าวของ Hyundai Ioniq 5N ซึ่งใช้การสังเคราะห์เสียงเครื่องยนต์มาจากเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ 



ท้ายที่สุด BMW เพิ่งให้กำเนิดรถเอสยูวีไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบและไร้เทียมทานที่สุดในเซกเมนต์เดียวกัน ณ เวลานี้เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่า X3 ใหม่คันนี้ ไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์  และค่าตัวของมันก็ไม่ใช่ว่าจะถูก ๆ แต่มันสอบผ่านในทุกหัวข้อสำคัญที่รถ EV ควรจะมี ทั้งระบบการชาร์จไฟที่เร็วทะลุพิกัด ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จไกล งานวิศวกรรมที่ผ่านการคิดวิเคราะห์มาอย่างประณีตลึกซึ้ง  รักษาจิตวิญญาณฟีลลิ่งการขับขี่ในสไตล์ BMW ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น




หัวข้อสุดท้ายนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะในตลาดยุคปัจจุบัน มีเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าพิกัดแรง ๆทยอยเปิดตัวมาให้เลือกเกลื่อนกลาด แต่กลับหาคันที่มีความลงตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกลมกล่อมระดับนี้ได้ยากยิ่ง ส่วนเรื่องที่ต้องทำใจคือ ราคาค่าตัวที่แพงระยับเหลือกำลังลาก  ราคาเริ่มต้นซัดไป 3,599,000 บาท บวกออปชันจัดเต็มในรถทดสอบคันที่อยู่มือผม ออปชันตัวเจ็บที่ดึงราคาให้ไหลขึ้นไป ได้แก่ ชุดแต่งตัวซิ่ง M Sport  เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Innovation Package หลังคากระจกพาโนรามิกบานยักษ์  ซึ่งน่าเสียดายและขัดใจอยู่เหมือนกันที่มันออกแบบมาให้รับแสงได้อย่างเดียวแต่ดันเลื่อนเปิดรับลมไม่ได้






แต่ถึงจะแพงหูฉี่ขนาดไหน เมื่อคิดว่าเงิน 3.5 ล้านบาท แลกกับการขับในสไตล์ BMW SUV บนรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ถือว่าคุ้มค่าตัว การควบคุมเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่เฉียบขาดที่สุดของรถคันนี้ เมื่อมองภาพกว้างรอบคัน บอกได้เลยว่าหนนี้ BMW ไม่ได้เพียงแค่สร้าง X3 เวอร์ชันไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยมขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น แต่มันคือนวัตกรรมทางความคิดที่แสดงให้ชาวโลกเห็นอย่างชัดเจนว่า ยนตรกรรมไฟฟ้าเจเนอเรชันถัดไปภายใต้รหัส Neue Klasse จะไม่บังคับให้คนซื้อต้องเลือกข้างยอมเสียสละอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป ไม่ต้องรักพี่เสียดายน้องระหว่าง ระยะทางวิ่ง, ความเร็วการชาร์จ, งานประกอบระดับพรีเมียม หรือฟีลลิ่งขับสนุกหลังพวงมาลัย เพราะมันได้รับการปรุงแต่งมาให้กลมกล่อมไร้ข้อจำกัดแบบ compromise-free อย่างแท้จริง! แพงก็จริง แต่ iX3 คือผลงานวิศวกรรมชิ้นโบแดงที่ยากจะหาจุดจับผิด เหมาะสมกับครอบครัวที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย 

มอเตอร์ไฟฟ้า BMW eDrive technology รุ่นที่ 6

กําลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด  345 กิโลวัตต์ 469 แรงม้า

แรงบิดบิสูงสุด 645 นิวตันเมตร 

ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า , มาตรฐาน NEDC  820 กิโลเมตร

ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มาตรฐาน WLTP  678 - 805 กิโลเมตร

ชนิดนิแบตเตอรี่  Lithium-ion

ความจุพลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงสุด 113.4kWh

ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.9 วินาที

อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า มาตรฐาน NEDC 14.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง /100 กิโกิลเมตร

อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้า, มาตรฐาน WLTP   17.9 - 15.1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง /100 กิโลเมตร


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th    
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom   
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/