แม้ตัวเลขยอดขายของรถกระบะในไทยจะดิ่งเหวร่วงรูดมาเกือบ 2-3 ปีแล้ว แต่ Ford ยังคงสู้ต่อ ด้วยRanger รุ่นประหยัดที่มีราคา 7.7 แสนบาท ในความเป็นรถปิคอัพราคาชาวบ้าน Ranger XL+ 2026 ถูกปรับลดอุปกรณ์ เพื่อทำราคาให้ครอบคลุมกับกลุ่มลูกค้าที่มีงบถอยกระบะป้ายแดงไม่ถึง 8 แสนบาท Ranger XL+ ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งเพื่อการทำงาน เดินทางไกลในวันพักผ่อน หลังจาก Ford Thailand เปิดตัว Ranger XLS ในปี 2024 และได้รับความนิยมในระดับที่พอจะไปต่อได้ การปล่อยรถกระบะ ราคามิตรภาพในภาคต่อขยายคือกลไกในการทำตลาดที่ยังหลงเหลืออยู่ ในยุคที่รถกระบะสี่ประตูยกสูง โดนรุกไล่จากแบรนด์รถยนต์จีนอย่างหนักจนแทบจะไม่มีที่ยืน
...
...
ยอดขายที่เคยอยู่ในอันดับที่ 3 ของรถกระบะในไทยเหลือน้อยลงไปทุกที แต่ในความยากลำบากนั้น Ford พยายามปรับรถใหม่เพื่อให้โดนใจลูกค้า ทั้งระบบส่งกำลังและราคาค่าตัว XL+ ขับเคลื่อนล้อหลัง รุ่นปี 2026 มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด (จากที่เคยใช้เกียร์ออโต้ 6 สปีด) พร้อมจัดราคาที่มีความคุ้มค่าต่อยุคสมัยที่หาเงินได้ค่อนข้างยาก ล่าสุด Ranger XLS ปี 2026 ตัวถัง Double Cab สี่ประตู พร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง Extra Pack ชุดแต่งพิเศษ สิริราคารวมไม่ถึง 8 แสนบาทแน่นอนว่ารถรุ่นใหม่นั้น ดีไซน์ภายนอกและภายใน มีการปรับเพิ่มเล็กน้อย ส่วนประสิทธิภาพการใช้งาน หลังจากที่ได้ลองขับทั้งในและนอกเมือง XL+ ยังคงเป็นกระบะ Ford ที่ตอบโจทย์สไตล์อเนกประสงค์ได้อย่างลงตัว ด้วยราคาที่คนทั่วไปสามารถจับจองได้ หากไม่โดนสถาบันทางการเงินเบรกเอาไว้ซะก่อน!
Ford Ranger XL+ ราคาเริ่มต้น 779,000 บาท รับส่วนลดราคาสูงสุด 110,000 บาท (จากราคาปกติ 889,000 บาท)
...
เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบรองรับน้ำมันเชื้อพลิงไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมไม่เกิน 20% (B20)กำลังสูงสุด 170 แรงม้า(125 กิโลวัตต์)/3,500 รอบต่อนาทีแรงบิดสูงสุด 405 นิวตัน-เมตร / 1,750-2,500 รอบต่อนาที ระบบขับเคลื่อนและระบบส่งกำลัง ขับเคลื่อน 2 ล้อเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงระบบกันสะเทือนหลังแบบแหนบซ้อนดิสก์เบรกหน้าพร้อมครีบระบายความร้อน / ดรัมเบรกหลัง
...
มิติตัวถังภายนอกและกระบะท้าย ความยาว 5,370 มิลลิเมตร กว้าง 1,918 มิลลิเมตร (ไม่รวมกระจกมองข้าง) สูง 1,884 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,270 มิลลิเมตร ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 235 มิลลิเมตร มิติกระบะท้าย กว้าง 1,420 มิลลิเมตร ยาว 1,584 มิลลิเมตร สูง 540 มิลลิเมตร ล้อและยางล้อ อัลลอย 17 นิ้วยาง Bridgestone Dueler H/T 685 ขนาด 255/70 R17 น้ำหนักตัวรถเปล่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,038 - 2,046 กิโลกรัม ขยับขึ้นมาแตะพิกัด 2 ตันพอดี จากโครงสร้างประตูและห้องโดยสารที่เพิ่มเข้ามา น้ำหนักบรรทุกสูงสุด รองรับการบรรทุกสัมภาระและผู้โดยสารรวมกันได้ประมาณ 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) น้ำหนักรวมบรรทุกสูงสุด (GVM - Gross Vehicle Mass) น้ำหนักรวมตัวรถ รวมของบรรทุกทั้งหมด ไม่เกิน 3,190 กิโลกรัม
อุปกรณ์ภายนอกของกระบะตัวต่ำ 4 ประตู ขับเคลื่อนสองล้อ Ford Ranger XL+ 2026 เริ่มจากของถูกอย่างไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟหรี่กลางวันและไฟสูง ไฟต่ำยังคงใช้หลอดไฟแบบฮาโลเจนสีเหลืองนวลตาที่หาได้ยากแล้วในรถยนต์ยุคใหม่ ระบบปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลากระจกมองข้างปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว ตะขอลากจูงด้านหน้า กระจังหน้าสีดำ ไฟเบรกดวงที่ 3 บันไดข้างสีดำบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย
ภายใน ทีม Ford เข้าใจรูปแบบชีวิตที่เปลี่ยนไป พวงมาลัยหุ้มไวนิล ปรับเลื่อนเข้า/ออกได้ มีสายชาร์จช่องเสียบ USB และแม้แต่ช่องเสียบก็ยังมีทั้ง Type A และ C ช่องใส่ของ มีเยอะ มือจับเปิดประตูก็ย้ายจากด้านบนลงไปอยู่ตรงบริเวณที่เท้าแขน พอถามวิศวกรว่าทำไมไม่ใช้แบบเหนี่ยวเปิดแล้วเอาศอกดันประตูเหมือนเดิม เขาบอกว่า เวลาเอาไว้ตรงนี้ เมื่อเอามือบีบคันโยก แล้วประตูเด้งออก คุณก็คือเอาอุ้งมือดันเปิดประตูได้เลย มันไม่ต้องขยับตัวเยอะเกินจำเป็น เบาะนั่งจากที่เคยหุ้มหนังสังเคราะห์ ในรุ่น XLS พอมาเป็น XL+ เปลี่ยนจากหนังเทียมมาเป็นเบาะผ้า
เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าปรับมือแบบแมนนวล หน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 8 นิ้ว กุญแจรีโมท ช่องต่อไฟ 12V 2 ช่อง กระจกหน้าต่างปรับไฟฟ้าด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า พร้อมระบบเปิด-ปิดแบบสัมผัสเดียว พวงมาลัยหุ้มวัสดุยูรีเทน พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย หน้าจอสัมผัส ขยับจาก 10.1 นิ้ว มาเป็น 12 นิ้ว พร้อม แอปฯ Ford Pass, ระบบเครื่องเสียงและการเชื่อมต่อหน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Apple CarPlay® and Android AutoTM ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ และ ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A ร ช่องต่อ USB 2 จุดลำโพง 6 ตำแหน่ง จุดเด่นก็คือเมื่อเชื่อมต่อแล้ว พอขึ้รถ ระบบก็จะเข้าสู่หน้าที่โทรศัทพ์ได้ทำงานเชื่อมต่อไว้ทันที ไม่มีหลุดให้หงุดหงิดใจ
จอกลางขนาด 12 นิ้ว ซึ่งนอกจากจะเอาไว้ใช้เล่นฟังก์ชั่นระบบบันเทิงได้หลากหลายแล้ว ในด้านความปลอดภัย มันทำให้รถรุ่น XL+ โชว์ภาพกล้องหลัง ช่วยให้การถอยจอดหรือการขับในที่แคบทำได้ง่ายขึ้น หน้าปัดเปลี่ยนเป็นแบบจอ MID ขนาดโตขึ้น ซึ่งสามารถปรับให้แสดงผลได้หลากหลายขึ้น ฟังก์ชั่นบนจอ MID ยังมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่มันไม่สามารถปรับให้โฉมเป็นเข็มแบบที่คนส่วนใหญ่ถนัดทำได้ และวัดรอบก็ขึ้นเป็นแบบแผนภูมิแท่ง มีเอฟเฟกต์เฟดสีซึ่งดูแล้วเอาไว้โชว์เก๋มากกว่าจะเป็นวัดรอบที่ใช้เพื่อสังเกตก่อนสับเกียร์ที่เรดไลน์ได้
พูดถึงเกียร์ใน Manual Mode นั้น Ford ยังทำเหมือนเดิม คือ ไม่มี Paddle Shift ถ้าอยากไเ้แป้นเปลี่ยนเกียร์ ก็มีแค่ Ranger Raptor เท่านั้น สำหรับ XL+ กับเกียร์ 10 สปีด มีปุ่ม +/- ไว้ที่หัวเกียร์ ซึ่งการกด +/- ในเกียร์ D คือการสั่งว่ารถจะใช้เกียร์สูงสุดที่เกียร์ไหน ถ้าไปกด +/- ใน Mode M ก็จะเป็นการชิฟต์เกียร์ต่ำ/สูง ซึ่งเวลาขับจากทางราบมาเจอเขาพบว่ าใช้ฟังก์ชั่นจำกัดเกียร์สูงสุดง่ายกว่าการเล่นเกียร์เอง เพราะต้องละมือจากพวงมาลัยมากดปุ่มที่หัวเกียร์ ไม่สะดวกเท่าไร เมื่อถาม Ford ก็ได้คำตอบว่า เขาทำวิจัยมาแล้วว่า ลูกค้าของรถรุ่นที่ไม่ใช่ Raptor มักจะใส่เกียร์ D แล้วปล่อยไว้อย่างนั้น ไม่เล่นเกียร์กันเท่าไร อันนี้เป็นคำตอบที่ดูเหมือนจะเข้าใจได้ แต่ในความเป็นจริง รถราคา 7.7 แสนบาท นั่นคือการลดต้นทุนเพื่อทำราคาและไม่ไปเบียดกับ Raptor ที่มีทุกอย่างครบมากกว่า แต่ก็แพงกว่าเกือบๆ 1 ล้านบาทเลยทีเดียว
อุปกรณ์ภายใน ช่องกระจกหน้าต่างปรับไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนีบ ด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าพร้อมระบบเปิด-ปิดแบบสัมผัสเดียวระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวาเบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าปรับ 4 ทิศทางเบาะผ้าแบบพรีเมียมพวงมาลัยไฟฟ้าปรับ 4 ทิศทาง และยุบตัวเมื่อเกิดอุบัติเหตุ พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงกุญแจรีโมท
ระบบเครื่องเสียงและการเชื่อมต่อหน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย Apple CarPlay® and Android AutoTMระบบเชื่อมต่อบลูทูธ และ ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A โมเด็มเชื่อมต่อ Ford appช่องต่อ USB 2 จุดลำโพง 4 ตำแหน่ง
ความปลอดภัยถุงลมนิรภัย 6 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / และม่านถุงลมนิรภัยระบบช่วยโทรฉุกเฉินกล้องมองหลังขณะถอยจอดระบบกุญแจนิรภัย Immobilizerระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BAไฟเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี
เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
จุดที่ใช้งานได้จริงก็คือ บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ขึ้นลงและขนย้ายของ Ford ออกแบบบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ช่วยให้การขึ้นลงและขนย้ายสัมภาระสะดวก หลังจากพบว่าลูกค้าต้องปีนขึ้นไปบนล้อรถยนต์หรือพยายามดันตัวเองข้ามขอบกระบะท้าย ซึ่งไม่มีความสะดวกในการใช้งาน บันไดเหยียบข้างท้ายกระบะ กลายเป็นคำตอบที่ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกสบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกระบะท้ายแบ่งสัดส่วน จากความยุ่งยากในการจัดการพื้นที่ใช้สอยท้ายกระบะของผู้ใช้งานรถปิคอัพ Ford ทำการออกแบบพื้นปูกระบะท้ายให้ผู้ใช้งานจัดสรรพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนได้เองด้วยแผ่นไม้อัด และสามารถเก็บอุปกรณ์ในกระบะท้ายได้อย่างเป็นระเบียบตามต้องการ รวมถึงลดความเสี่ยงที่อุปกรณ์จะเคลื่อนที่ไปมาจนเกิดความเสียหายได้
Ranger ออกแบบมาให้ลูกค้าทำงานต่างๆ ได้แบบอเนกประสงค์ ด้วยการเปลี่ยนฝาท้ายเป็นโต๊ะทำงานเคลื่อนที่ได้ โดยมีจุดยึดอุปกรณ์ช่าง 2 จุด มาพร้อมกับไม้บรรทัดวัดขนาดแบบ Built-in (ในรุ่นที่ไม่ติดตั้งพื้นปูกระบะเสริม) แบ่งระยะวัดทุก 10 มิลลิเมตร สำหรับวัดขนาดวัตถุต่างๆ ที่ใช้ในการทำงานได้ จุดยึดสำหรับอุปกรณ์เสริม Ranger พัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงลูกค้าที่ต้องการติดตั้งอุปกรณ์เสริม จึงติดตั้งจุดยึดสำหรับอุปกรณ์เสริมตามการใช้งานในชีวิตประจำวันของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นฝาปิดกระบะท้าย หรือเต้นท์พับ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งด้านการทำงาน การพักผ่อน และการเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัว
หน้าตาแบบตั้งๆ ของรถ บวกกับไฟหน้า C-Shape ทำให้นึกถึงกระบะขนาดใหญ่จาก Ford ในยุค 70s-80s มาก มันคือหน้าที่มีเสียงพูดห้าวๆ เวลาเห็นในกระจกมองหลังว่า “เฮ้ยมาแล้วนะช่วยหลบหน่อยซิ” ขนาดตัวรถที่ดูใหญ่คับถนน ด้านท้ายที่มีลูกเล่นกับไฟท้ายทรงใหม่ แต่ภาพรวมก็ยังดูบึกบึนและทันสมัย ถ้าเพียงแค่ Ford ปรับรูปทรงของประตูหน้าและหลังให้ต่างจากเดิม ผมว่าคงไม่มีใครรู้หรอกว่า พื้นฐานโครงรถคือ T6 เหมือนรุ่นเดิม
Ford Ranger XL+ 4 ประตู ขับเคลื่อนสองล้อ เกียร์ออโต้ 10 สปีด เป็นกระบะประกอบไทยที่มีช่วงล่างนั่งเนียนก้น ความสะเทือน สไตล์ช่วงล่างหลังแบบแหนบ ถูกลดทอนจนนึกว่ามีใครแอบเปลี่ยนเป็นช่วงล่างคอยล์สปริง Ford เลือกใช้โช้คอัพที่ปรับแต่งสำหรับ Ranger โดยเฉพาะ แต่มันไม่ใช่โช้คซิ่ง ทำขึ้นเพื่อการยุบยืดตัวคล่อง กรองเอาความสะเทือนของถนนออกไป รถหักเลี้ยวได้ดีกว่ารุ่นเดิม ช่วงล่างแน่นกว่า เป็น Ranger XL + ตัวใหม่ที่ดูจะทำมาเอาใจคนขับแบบปกติเน้นขับเร็วเวลาเดินทางไกล เพราะทำได้เหนือกว่าคู่แข่งทุกแบรนด์ในราคาที่สูสีกัน ย้ำตรงนี้ว่า ขับดีกว่าคู่แข่งทุกคันที่มีราคา 7-8 แสนบาทนะครับ
ถ้าให้ Ranger XL + ไปแข่งกับเจ้าตลาดอย่าง Travo โดยเอาจุดเด่นแบบรถเจ้าตลาดมาใช้ ก็ไม่มีทางชนะ แต่การเซ็ตรถที่เน้นความเงียบของเครื่องยนต์และเสียงลม เนียนจนแม้แต่คนที่เคยเกลียดรถกระบะเพราะดังและกระเด้งกระดอน นั่งไม่สบาย แข็งกระด้าง อาจเปลี่ยนใจมาชอบ RangerXL + ก็ได้เมื่อดูจากตัวเลขยอดขายก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะยอดขายXL นำโด่งแซงหน้า Ranger รุ่นอื่น จากราคาและประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าและฟิลลิ่งหลังพวงมาลัย เรียกว่ามาครบ จบในคันเดียว พร้อมราคาที่พอจะจับต้องได้ในวันที่เศรษฐกิจเป็นแบบที่เห็นมา 2-3 ปีแล้ว
ลูกค้ารถระบะในไทย ไม่ว่าจะสอย Travo D-MAX Ranger Navara Triton หรือ BT-50 ที่น่าสงสาร (เพราะการไปจับมือกับ Isuzu ทำให้ฟิลลิ่ง BT หายไปในบัดดล) ลูกค้า ร้อยทั้งร้อย จะเน้นเรื่องความทนทานและศูนย์บริการเป็นหลัก เรื่องดังกล่าวไม่มี Ford อยู่อันดับต้นๆ ในนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณอยากมาสายกระบะอินดี้ Ford ครองตำแหน่งที่สุดในหลายด้าน ทั้งอัตราเร่ง พลังแรงบิดในการเอาตัวรอดท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก ความนุ่มนวล ความเงียบ รายการอุปกรณ์มาตรฐานทางด้านความปลอดภัย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยลดโอกาสการเก็บกวาดซาก ยังมีจุดเล็กจุดน้อยที่บรรดาวิศวกรกับฝ่ายวิจัยช่วยกันดันจนผ่านฝ่ายบัญชีมาได้ และเป็นของที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของเรากับรถง่ายขึ้น ถ้าคุณชอบความครบแบบนี้โดยวางดวงกันเอาเองเรื่องความทนทาน (ไม่ได้แช่ง แค่ยังไม่รู้ เพราะรถยังไม่ถูกส่งให้ลูกค้าเลยด้วยซ้ำ) Ford Ranger เป็นรถที่เหมาะกับคุณมาก ถ้าคุณคาดเข็มขัดแล้วมันผ่านหัวไหล่ได้พอดี ก็จบ ทำเรื่องขออนุมัติคุณภรรยา หรือพาเธอไปนั่ง ขี้คร้านภรรยาคุณอาจจะแย่งขับเลยก็ได้
สรุป.......ไดนามิกของกระบะ 7.7 แสนบาทคันนี้ ชนะเลิศด้านสมรรถนะ พวงมาลัย ช่วงล่าง ชุดส่งกำลัง ไม่รงรังเพราะระบบขับสี่ที่มีทั้งเพลาหน้าและหลัง การมีเพลาหลังอย่างเดียว อาจเกิดปัญหาบนเส้นทางออฟโรดโหดๆ แต่ น้ำหนักที่ไม่มากเท่ารุ่นขับสี่ ทำให้ Ranger XL + กินน้ำมัน 10.5 กิโลเมตรต่อลิตร ในการขับทดสอบปกติ มีเร่งแซง ใช้ความเร็วเฉลี่ย 90-110 กิโลเมตร ตอนแซงหรือบางทีมีลูกติดพันว่ากันไป 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางที่ใช้ เป็นทางเนินยาวๆ ไม่ใช่ทางราบที่ทำให้กินน้ำมันลดลง บางช่วงเกิดสนุกก็กดไม่ยั้งอยู่เหมือนกัน ตัวเลขระดับนั้น ถือว่าโอเคกว่ารถกระบะที่รับประทาน 7-8 กิโลเมตรต่อลิตร ในสภาวะที่เชื้อเพลิงยังคงมีราคาสูง ถือว่าประหยัดพอใช้ได้
ภายในโอเค ราคา 7.7 แสน แน่นอนว่าของเจ๋งๆในรุ่นสูงกว่าถูกเอาออกเกือบหมด สัญญาฯเสียงตอนถอยหลังก็ไม่มีมาให้ ซึ่งควรจะให้มาเพราะมันช่วยทำให้การถอยรถคันใหญ่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เกียร์ 10 สปีด รุ่นปรับปรุงทำหน้าที่ได้อย่างไหลลื่นและหวังว่ามันจะทนทานมากยิ่งขึ้น เครื่อง 2.0 ลิตร เร่งแล้วไม่อืด กดไปตามเท้า อัตราเร่ง 0-100 ใน 10.7 วินาที ถือว่าไม่เร็ว แต่ก็ไม่อืดเป็นเรือเกลือที่ 13.14 วินาที อันนั้นเวลาเร่งแซงต้องปลุกหลวงพ่อขึ้นมาช่วยลุ้นกันแทบแย่
สงครามราคารถจีน ความเข้มงวดในหนี้เน่าของไฟแนนชท์ และการหาเงินหาทองที่ยากลำบากในยุคนี้ เมื่อมีรถกระบะราคาประหยัดที่มีทุกอย่างเกือบจะ ครบ นั้น น่าจะช่วยให้การทำมาหาเช้ากินค่ำพอจะรอดตัวไปบ้างไม่มากก็น้อยละครับ
สรุป ข้อดี และ ข้อเสีย ของ Ford Ranger XL+ (รุ่นปี 2026) เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 779,000 บาท
ข้อดี
1-ความคุ้มค่าและราคาจับต้องง่าย: ในงบประมาณไม่ถึง 8 แสนบาท (ราคา 7.7 แสนหลังจากหักส่วนลดสูงสุด 110,000 บาท) ถือเป็นกระบะสี่ประตูยกสูงราคามิตรมวลชนที่คุ้มค่าต่อยุคสมัยที่หาเงินยาก
2-ชุดส่งกำลังและเครื่องยนต์ลงตัว เปลี่ยนมาใช้เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดรุ่นปรับปรุง ทำงานไหลลื่นขึ้น จับคู่กับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 170 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 10.7 วินาที ตอบสนองตามเท้า ไม่อืดอาดเป็นเรือเกลือเวลาเร่งแซง
3-ช่วงล่างและไดนามิกชนะเลิศ เซ็ตติ้งโช้คอัพเฉพาะตัวซับแรงกระแทกได้เนียนกริบ ลดทอนความกระเด้งของแหนบหลังจนให้ฟิลลิ่งเหมือนคอยล์สปริง เก็บเสียงลมและเสียงเครื่องยนต์ได้เงียบ ขับขี่และหักเลี้ยวเดินทางไกลดีกว่าคู่แข่งทุกค่ายในพิกัดราคา 7-8 แสนบาท
4-อัตราสิ้นเปลืองดีเกินคาด ด้วยความที่เป็นรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (ไม่มีชุดเพลาหน้าและระบบขับสี่มาถ่วงน้ำหนัก) ทำให้ประหยัดน้ำมันพอใช้ได้ โดยทำตัวเลขได้ 10.5 กิโลเมตรต่อลิตร บนเส้นทางเนินยาวและมีการเร่งแซงความเร็วสูง
5-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และหน้าจอจัดเต็ม หน้าจอสัมผัสกลางขนาดใหญ่ถึง 12 นิ้ว (ขยับจาก 10.1 นิ้ว) รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมหน้าปัดจอสี MID ขนาด 8 นิ้ว และมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) มาให้
6-ลูกเล่นอเนกประสงค์รอบคัน มีบันไดเหยียบข้างกระบะท้ายช่วยให้ขึ้นลงสะดวก พื้นปูกระบะออกแบบสัดส่วนให้กั้นแผ่นไม้ได้ ฝาท้ายเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานเคลื่อนที่พร้อมจุดยึดแคลมป์ช่างและไม้บรรทัด Built-in รวมถึงย้ายตำแหน่งมือจับเปิดประตูด้านในให้บีบและใช้อุ้งมือดันออกได้ง่ายขึ้น
ข้อเสีย / ข้อจำกัด
1-การลดต้นทุนเพื่อทำราคาทำให้อุปกรณ์บางจุดโดนถอด อุปกรณ์เจ๋ง ๆ ในรุ่นสูงถูกถอดออกเกือบหมด เบาะนั่งถูกลดสเปกจากหนังสังเคราะห์ (ในรุ่น XLS) มาเป็นเบาะผ้า และไฟหน้ายังคงเป็นมัลติรีเฟลกเตอร์หลอดฮาโลเจนแสงสีเหลืองนวลตา
2-ไม่มีสัญญาณเสียงเตือนตอนถอยหลัง แม้จะมีกล้องมองหลังมาให้แสดงผลบนจอ 12 นิ้ว แต่การตัดระบบเสียงสัญญาณเตือนถอยหลังออกไป ถือเป็นจุดที่น่าเสียดายเพราะรถมีขนาดตัวถังค่อนข้างใหญ่
3-ข้อจำกัดของเกียร์และการเปลี่ยนเกียร์ ไม่มีแป้น Paddle Shift มาให้ (มีแค่ใน Raptor) ปุ่มชิฟต์เกียร์ +/- อยู่ที่หัวเกียร์ ทำให้เวลาขับขึ้น-ลงเขาต้องละมือจากพวงมาลัยมาเตอร์กด ซึ่งใช้งานไม่ค่อยสะดวก
4-กราฟิกหน้าปัดปรับเป็นทรงเข็มไม่ได้ หน้าปัดจอ MID มีข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ไม่สามารถปรับให้เป็นรูปทรงเข็มคลาสสิกที่คนส่วนใหญ่ถนัดได้ ส่วนวัดรอบก็ขึ้นเป็นแบบแผนภูมิแท่งเน้นเอฟเฟกต์เฟดสีสวยงาม
ความทนทานระยะยาว สำหรับแบรนด์อินดี้อย่าง Ford เรื่องความทนทานและศูนย์บริการยังคงไม่ใช่อันดับต้น ๆ ในใจของลูกค้าชาวบ้านทั่วไปเมื่อเทียบกับเจ้าตลาด XL + ปี 2026 ยังต้องรอการพิสูจน์จากผู้ใช้งานจริงหลังจากส่งมอบรถ.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/