ภารกิจทริป Eco Extreme 1 Change 1 Tank Challenge ของ BYD SEALION 5 DM-i  สื่อและอินฟลูเอนเซอร์สายยานยนต์ ลงทดสอบแบบขับประหยัด เพื่อทดสอบประสิทธิภาพอัตราสิ้นเปลืองในย่านความเร็วต่ำ ภาพรวมออกมาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  BYD SEALION 5 DM-i กับกิจกรรมขับประหยัดน้ำมันระดับทำลายสถิติ ร่วมกับทางค่าย BYD ลากยาวข้ามภูมิภาคจากเนินเขาสูงในแถบภาคเหนือลงไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในภาคใต้ ด้วยรถทดสอบ BYD SEALION 5 DM-i   ระบบ DM-i  PHEV ยิ่งวิ่งความเร็วต่ำเฉื่อย ๆ  รถแทบจะตัดเข้าโหมด EV วิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียวยาวไกลลิบโลก และต่อให้ไฟหมด แบตเตอรี่ลูกใหญ่ก็จะสั่งให้เครื่องยนต์เสี่ยวหยุน 1.5 ลิตร ปั่นไฟกลับเข้ามาด้วยรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำและนิ่งที่สุด ซึ่งเป็นย่านที่ประหยัดน้ำมันจนน่ากลัว เคลมตัวเลขกันทะลุ 25–27 กิโลเมตรต่อลิตร สบาย ๆ  และที่ว่าสบายยังไงก็ลองอ่านดูครับ


...


การทดสอบแบบมาราธอนข้ามวันข้ามคืน จาก จ. เชียงใหม่ ลงไปยังภูเก็ต  กับ BYD SEALION 5 DM-i  Eco Extreme  1 Change 1 Tank Challenge ภารกิจรีดน้ำมันจนหยดสุดท้ายของ BYD SEALION 5 DM-i เปิดแผนที่พิสูจน์ความอึด! บันทึกหน้าประวัติศาสตร์การทดสอบความประหยัดเชื้อเพลิงสุดขั้วกับ BYD SEALION 5 DM-i  วิ่งทดสอบประสิทธิภาพความประหยัดด้วยความเร็วต่ำ ลากยาวข้ามภูมิภาค จากยอดดอยเหนือสุดแดนสยามจรดฝั่งทะเลอันดามันใต้สุด ยิงยาวม้วนเดียวจาก เชียงใหม่ สู่ ภูเก็ต ระยะทางรวม เกินกว่า 1,500 กิโลเมตร ทลายขีดจำกัดวิศวกรรมและการทดสอบทางไกล 

Eco Extreme 1 Change 1 Tank Challenge เป็นเส้นทางที่ต้องล็อกคันเร่งแช่ 40-60 กม./ชม. ยาวนานสองวันเต็ม ช่วงที่ 1 ล่องเหนือเซาะร่องเขาสู่อ่าวไทยขบวนทดสอบเริ่มสตาร์ทความอึดออกจากโรงแรมที่พักในจังหวัด เชียงใหม่ ตัดเข้าเส้นทางสายหลักทางหลวงหมายเลข 11 (ซุปเปอร์ไฮเวย์) มุ่งหน้าสู่จังหวัด ลำพูน ก่อนจะโชว์ความนิ่งของคันเร่งไต่ระดับข้ามดอยขุนตาน มุ่งหน้าสู่จังหวัด ลำปาง จากนั้นตัดเข้าแยกต่างระดับภาคเหนือเพื่อเข้าสู่ถนนพหลโยธิน ทางหลวงหมายเลข 1 ยิงยาวฝ่าความล้าผ่าน ตาก, กำแพงเพชร, และนครสวรรค์ โดยใช้ทางเลี่ยงเมืองหมายเลข 122 ก่อนตบกลับเข้าสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32) วิ่งแช่ความเร็วนิ่ง ๆ ผ่าน ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, และอยุธยา เข้าสู่ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก (ทางหลวงหมายเลข 9) มุ่งหน้าสู่ย่านบางบัวทอง/บางใหญ่

ช่วงที่ 2 ตัดเข้าราชบุรีแล้วขับลงใต้ เมื่อถึงบางใหญ่หันหัวลงใต้ ลัดเลาะเข้าทางด่วน M81 ลงด่านศรีษะทอง เพื่อตัดเข้าถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4  ผ่านจังหวัด นครปฐม, ราชบุรี, และเพชรบุรี ก่อนจะหักเข้าทางเลี่ยงเมืองบายพาสชะอำ-หัวหิน บนทางหลวงหมายเลข 37 มุ่งหน้าสู่ปราณบุรี และกลับเข้าสู่เพชรเกษมสายหลักอีกครั้ง ฝ่าความง่วงและความเหนื่อยล้าผ่าน ประจวบคีรีขันธ์ และ ชุมพร
ช่วงที่ 3 ทะลวงอันดามัน ข้ามสะพานสารสินสู่จุดหมายปลายทางเมื่อถึงแยกปฐมพร ขบวนสลับมาใช้ทางหลวงหมายเลข 41 มุ่งหน้าสู่ สุราษฎร์ธานี แล้วเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางเซาเทิร์นซีบอร์ด ทางหลวงหมายเลข 44 วิ่งตรงดิ่งจนสุดถนนที่อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ก่อนจะกลับรถเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4 ลากยาวอีกประมาณ 13 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 1002 มุ่งหน้าสู่จังหวัด พังงา จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 4 อีกครั้ง มุ่งหน้าสู่จังหวัดภูเก็ต เข้าถนนหมายเลข 4303 และ 402 ตามลำดับ พา SEALION 5 DM-i ข้ามสะพานสารสิน แลนด์มาร์คสำคัญของไข่มุกอันดามัน เข้าสู่จุดหมายปลายทางสุดท้าย ที่โรงแรม โฮม่า ภูเก็ต ทาวน์ กลายเป็นบทพิสูจน์ของทีมเซ็ตเส้นทางและเพื่อนร่วมทริป เป็นการเดินทางที่ไม่มีการตัดตรง แต่เน้นลากเลาะผ่านทางเลี่ยงเมืองและเส้นทางบายพาสเพื่อรักษาความเร็วระดับ 40-60 กม./ชม. ให้คงที่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระยะทางรวม 1,847 กิโลเมตร จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขประหยัดน้ำมันระดับ 33.6 กม./ลิตร แต่คืออนุสาวรีย์แห่งความอดทน 

...



...



DM-i หรือ Dual Mode - intelligent เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของแบรนด์ BYD ออกแบบมาสำหรับรถยนต์ไฮบริดที่เน้นการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเป็นหลัก หรือ Electric-first hybrid  รถยนต์ BYD ที่ใช้ระบบนี้ จะใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ บวกมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงในการขับขี่เป็นหลัก การเสริมแรงบิดด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 1.5 ลิตร ที่มีประสิทธิภาพการทำงานเชิงความร้อนสูง ระบบควบคุมและจัดสรรพลังงานอัจฉริยะ  ทำหน้าที่หลักในการปั่นไฟเพื่อเพิ่มระยะทาง หรือช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนเมื่อต้องการเร่งความเร็วเพื่อแซง DMi คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ให้ความรู้สึกในการขับขี่เหมือนรถยนต์ไฟฟ้า 100% เพิ่มระยะทางการวิ่งโดยรวมที่ยาวไกลเมื่อใช้คันเร่งอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ความเร็วต่ำ มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำมากเมื่อเดินทางไกล

...

เทคโนโลยีล้ำอนาคต BYD DM-i ปลั๊กอินไฮบริดหัวใจไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ในยุคที่กระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นวาระระดับโลก อุตสาหกรรมยานยนต์ขยับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง ราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น หนึ่งในนวัตกรรมที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ ต้องยกให้ เทคโนโลยี DM-i จากค่าย BYD ระบบปลั๊กอินไฮบริดอัจฉริยะที่ฉีกตำราเดิมทิ้ง แล้วชูระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก DMi ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ตอบโจทย์ทั้งนักขับสายสมรรถนะและคนรุ่นใหม่ที่ชอบรถยนต์ประหยัดน้ำมัน นี่คือระบบส่งกำลังที่สลับการทำงานระหว่างพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันได้แบบไร้รอยต่อ  มีความประหยัดโดยไม่ยอมลดทอนความแรง ด้วยงานวิศวกรรมที่สดใหม่และฟังก์ชันบริหารจัดการพลังงานที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ BYD DM-i เป็นระบบขับเคลื่อนพลังงานผสมที่มีความน่าสนใจเหมาะกับยุคมสมัยที่เปลี่ยนไป


โครงสร้างของระบบ DM-i  ปลั๊กอิน-ไฮบริดหัวใจไฟฟ้าของ BYD มีโครงสร้างวิศวกรรมที่แตกต่างจากระบบไฮบริดแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง รถไฮบริดทั่วไปส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาพละกำลังจากเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก แต่ DM-i สลับขั้วความคิดดังกล่าวแล้วหันมาเน้นการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นด่านแรก ผ่านการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงและแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ส่วนเครื่องยนต์เบนซินจะลดบทบาทลงมาเป็นเพียงเครื่องปั่นกระแสไฟ  (Generator) ส่งผลให้การขับขี่เงียบเชียบและสมูทนุ่มนวล โดยเฉพาะในช่วงความเร็วต่ำที่พลังงานไฟฟ้าครอบครองพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ BYD Tang DM-i ที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียว ๆ (Pure EV) ได้ไกลเกินกว่า 115 กิโลเมตร ช่วยให้การขับรถไปทำงานหรือแวะทำธุระในเมืองหลวงกลายเป็นเรื่องชิล ๆ โดยไม่ต้องเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันให้ระคายกระเป๋า! นอกจากจะคอยเติมไฟใส่แบตเตอรี่แล้ว เครื่องยนต์ยังรับหน้าที่เสริมแรงบิด ไม่ได้ปั่นไฟลูกเดียวแบบ REEV


ระบบ DM-i ขับเคลื่อนด้วยส่วนประกอบของระบบส่งกำลังปลั๊กอินไฮบริด ทำงานสอดประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงซึ่งถูกออกแบบให้มีความเสถียร มอเตอร์ขับเคลื่อน หมุนได้สูงถึง 16,000 รอบต่อนาที  รีดประสิทธิภาพการทำงาน 97.5%  หมายความว่าทุกหยดพลังงานไฟฟ้าจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงบิดเชิงกลลงสู่พื้นถนนโดยแทบจะไม่มีการสูญเปล่า มอเตอร์และเครื่องยนต์ให้การตอบสนองฉับไว ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 8.5 วินาที ในรถยนต์เอสยูวีไซล์กลางที่มีมิติตัวถังใกล้เคียง Honda CR-V แบตเตอรี่ Blade มีความปลอดภัยจากการออกแบบโครงสร้างลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP)  ทนทานต่อความร้อน มีความหนาแน่นของพลังงาน รองรับการประจุและจ่ายกระแสไฟได้ดี

ความอึดของแบตเตอรี่ 18.3 kWh ผ่านการบริหารจัดการของระบบจัดสรรพลังงาน DMi คือหัวใจสำคัญที่ช่วยอัปเกรดสมรรถนะโดยรวมของรถ เครื่องยนต์เสี่ยวหยุน (Xiaoyun Engine) ขุมพลังที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อความประหยัด โดยมีค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Brake Thermal Efficiency)  43% เครื่องยนต์บล็อก 1.5 ลิตร ไม่ได้แค่ทำงานไปเรื่อย ๆ แต่ทำงานอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะตอนที่ไฟในแบตเตอรี่เหลือน้อย หรือเข้าเกณฑ์ที่ระบบDMi จะสั่งให้เครื่องยนต์ทำงานเพื่อเสริมแรงบิด  เครื่องยนต์ยังรักษาระดับการกินน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำได้อย่างที่ควรจะเป็น ในจุดนี้ ทำให้การใช้ความเร็วต่ำ มีความประหยัดขั้นสุด 


เครื่องยนต์เสี่ยวหยุน Xiaoyun Engine หรือ 骁云 ในภาษาจีน คือ เครื่องยนต์สันดาปภายในยุคใหม่ พัฒนาโดยยักษ์ใหญ่ BYD เพื่อทำหน้าที่เป็นชิ้นสำคัญในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดตระกูล DM-i หรือ Dual Mode - intelligent  และ DM-p โดยเฉพาะ  อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ไม่งง กับความซับซ้อนของชิ้นส่วนต่างๆและขั้นตอนการทำงาน เครื่องยนต์บล็อกนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อส่งกำลังไปหมุนล้อรถโดยตรงเป็นหลักเหมือนรถปลั๊กอินไฮบริดทั่วไป แต่ Xiaoyun Engine ถูกออกแบบวิศวกรรมเพื่อทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องปั่นไฟประสิทธิภาพสูง เพื่อป้อนพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบไฮบริด รวมถึงยังเสริมแรงบิดร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ความพิเศษที่ทำให้เครื่องยนต์เสี่ยวหยุนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในวงการยานยนต์ คือ ค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อน 43% หรือ Brake Thermal Efficiency ซึ่งถือเป็นจุดสมดุลของเครื่องยนต์ตัวนี้ รถยนต์สันดาปทั่วไปในตลาดจะมีค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อน การเปลี่ยนน้ำมันหนึ่งหยดให้กลายเป็นพลังงานใช้งาน โดยสูญเสียเป็นความร้อนทิ้งน้อยที่สุด อยู่ที่ราว ๆ 30–35%  แต่เครื่องยนต์เสี่ยวหยุน 1.5 ลิตร สามารถดันตัวเลขขึ้นไปได้สูงถึง 43% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานได้คุ้มค่าที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน ว่ากันไปนั่นเลยทีเดียว 

เครื่องยนต์ตัวนี้ ใช้ขบวนการทำงานแบบ Atkinson Cycle ใช้ระบบวาล์วแปรผัน ทำให้ช่วงเวลาในการดูดไอดีและจุดระเบิด มีความสอดคล้องกับการเน้นความประหยัดน้ำมันขั้นสุด แม้ว่าเครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศ จะให้แรงบิดในรอบต่ำที่ไม่จัดจ้านเท่าที่ควร ถ้าเอาไปวางในรถสันดาปเพียว ๆ รถจะอืดจนโดนด่ายับ แต่เมื่อเอาเสี่ยวหยุนมาทำงานร่วมกับระบบ DM-i  มีมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงที่ทำงานตั้งแต่ช่วงออกตัวไปจนถึงความเร็วเดินทาง เครื่องยนต์เสี่ยวหยุนจึงสามารถทำหน้าที่ปั่นไฟในย่านรอบเครื่องนิ่งและประหยัด 

การตัดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกเพื่อลดแรงเสียดทาน เนื่องจากรถปลั๊กอินไฮบริดระบบ DM-i มีระบบไฟฟ้าแรงดันสูงคอยจัดการพลังงานอยู่แล้ว เครื่องยนต์เสี่ยวหยุนจึงตัดอุปกรณ์พ่วงข้างแบบเดิม ๆ ออกไปเกือบหมด มันไม่มีไดสตาร์ทแบบเก่าอีกต่อไป โดยหันมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แทน หรือใช้มอเตอร์เจนเนอเรเตอร์ไม่มีสายพานหน้าเครื่องปั๊มน้ำ ไม่มีปั๊มน้ำมันเครื่อง คอมเพรสเซอร์แอร์เปลี่ยนไปใช้คอมแอร์ไฟฟ้า การตัดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป ช่วยลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ลง ทำให้เครื่องเดินเรียบ เงียบ รับประทานเชื้อเพลิงต่ำ แม้ในยามที่แบตเตอรี่รถเหลือไฟน้อย สรุปง่าย ๆ เครื่องยนต์เสี่ยวหยุน ก็คือโรงไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดกะทัดรัด กินน้ำมันน้อย ฉลาด เป็นหัวใจหลักที่ช่วยให้ BYD SEALION 5 DM-i  ทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองทะลุโลกได้ขนาดนั้น!




ระบบควบคุมอัจฉริยะ คือสมองกลไฟฟ้าของเทคโนโลยี DM-i ทำหน้าที่ตัดสลับระหว่างพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันโดยอัตโนมัติ  ระบบจะทำการคำนวณความเร็วและระดับไฟในแบตเตอรี่ให้เองทั้งหมด แน่นอนว่า หากซอฟแวร์ถูกเขียนโดยมือขั้นเทพ สมองกลของรถที่เข้ามาจัดการทุกอย่าง ทำให้เทคโนโลยี DM-i ของ BYD โดดเด่นมากในเรื่องของความประหยัด รถยนต์ BYD ปลั๊กอินไฮบริดที่ใช้ระบบส่งกำลัง DMi  สามารถทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียง 3.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือเซฟสุดติ่งราว 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร ที่ความเร็วต่ำประมาณ 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขระดับนี้เขย่าขวัญคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน ยิ่งในยุคที่ค่าน้ำมันผันผวน การที่ระบบยังคงรักษาอัตราสิ้นเปลืองที่ต่ำได้แม้แบตเตอรี่จะไม่มีไฟเหลือ ถือเป็นทีเด็ดที่ได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งเซฟเงินในกระเป๋าและช่วยเซฟโลกเรื่องการลดคาร์บอน  DM-i ของ BYD  โผล่ออกมาอย่างถูกที่ถูกเวลา เมื่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำ ปริมาณไอเสียที่ปล่อยออกจากท่อน้อยลง การเปลี่ยนผ่านระหว่างโหมดไฟฟ้าและน้ำมันที่เนียนตา ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างไหลลื่น  


ระบบ DM-i ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เน้นพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ดังนี้

เมื่อแบตเตอรี่เต็ม รถจะทำงานเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (Pure EV) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ในเมือง และเมื่อแบตเตอรี่มีกระแสไฟต่ำ เครื่องยนต์จะสตาร์ทขึ้นมาเพื่อชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ หรือช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ จะทำหน้าที่ปรับสมดุลระหว่างการทำงานของแบตเตอรี่ มอเตอร์ และเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเพื่อประหยัดน้ำมันสูงสุด โดยที่ยังคงรักษาการตอบสนองของตัวรถได้อย่างฉับไว

โหมดการขับขี่หลัก 4 รูปแบบ (Four Main Driving Modes)

ระบบได้รับการออกแบบมาให้รองรับสถานการณ์ที่แตกต่างกันใน 4 โหมด  

EV Mode หรือ โหมดไฟฟ้าล้วน รถยนต์จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น และไม่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงใด ๆ ตราบเท่าที่แบตเตอรี่มียังคงมีไฟอยู่

Series Mode โหมดซีรีส์ / ปั่นไฟขับเคลื่อน เครื่องยนต์จะส่งกำลังไปขับเคลื่อนเจนเนอเรเตอร์เพื่อชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ หรือส่งกระแสไฟไปเลี้ยงมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง โดยที่ล้อรถจะถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่ใช่จากตัวเครื่องยนต์ โหมดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกลและการขับขี่บนทางหลวง

Boost Mode โหมดบูสต์ / ผสานพละกำลัง เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอัตราเร่งที่ทรงพลัง และเครื่องยนต์ยังสามารถช่วยชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ควบคู่กันไปได้หากจำเป็น

Charge Mode โหมดชาร์จไฟ เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ในระหว่างการขับขี่ เพื่อเก็บระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า (EV Range) เอาไว้ใช้ในภายหลัง

ระบบทั้งหมดนี้จะทำงานร่วมกันโดยอัตโนมัติเพื่อช่วยให้การขับขี่มีความนุ่มนวล เรียบง่าย และเพลิดเพลิน

ประโยชน์ของระบบขับเคลื่อนพลังงานผสมเครื่องยนต์ + มอเตอร์ไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ BYD DMi Plug in Hybrid การขับใช้งานเน้นขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลักจากแบตเตอรี่  18Kwh เมื่อใช้ความเร็วต่ำ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในการขับระยะไกล DMi PHEV จะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่า REEV หรือ HEV พอสมควร แต่ก็ต้องขับในย่านความเร็วไม่เกิน 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วเดินทางทั่วไปที่ถูกกฏจราจร 


สมรรถนะและการตอบสนองดี 0-100 ใน 8.5 วินาที ถือว่าไม่อืด เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ลดการปล่อยมลพิษ ทำงานร่วมกับระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารเชื้อเพลิง คือต้องยอมรับว่าคนเขียนซอฟแวร์ กับกลไกของชุดส่งกำลัง DMi PHEV นั้นทำงานประสานกันได้ดี ในย่านความเร็วต่ำ รถให้การขับขี่ที่นุ่มนวล  และเงียบ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ของ BYD  ปลอดภัยใช้ได้ ชาร์จ DC ได้แต่ไม่เร็วหรือชาร์จแบบบ้าพลังมากนัก เป็นรถที่ถ้าขับไม่เกิน 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะตอบโจทย์การใช้งานจริงสำหรับคนที่ต้องการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง  ข้อดีของ DMi ขึ้นได้จากการออกแบบชิ้นส่วนและระบบต่าง ๆ อย่างซับซ้อนแต่พิถีพิถัน เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ 

แบตเตอรี่ใบมีด (Blade Battery)

มอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor)

เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine - ICE)

ระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Intelligent Energy Management System - IEMS)

ระบบอินเวอร์เตอร์และชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (Power Electronics/Inverter)

ระบบส่งกำลัง / เกียร์ (Transmission/Gearbox)

ระบบระบายความร้อน (Cooling Systems)


เทคโนโลยี DM-i คือการผสานสิ่งที่ดีของรถยนต์ทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน ทั้งสันดาปภายในที่ปั่นไฟใส่แบตฯและช่วยเสริมแรงบิดเมื่อต้องการเร่งแซง  มีประสิทธิภาพสูงแบบรถไฟฟ้า แต่สามารถทำระยะทางวิ่งที่ไกลลิบระดับ 1400 - 1500 กิโลเมตร ด้วยเชื้อเพลิงเต็มถังและไฟเต็มแบตเตอรี่  

BYD SEALION 5 DM-i  Eco Extreme Challenge  ขับทดสอบทางไกลแบบแข่งประหยัด งานนี้พูดได้คำเดียวว่าตัวรถวิ่งชิล นั่งสบายใช้ได้ ... แต่คนขับและทีมที่รอขับนี่บอกเลยว่าโหดหินมากกับทั้งระยะทางและเวลาที่ต้องอยู่ในรถ ด้วยระบบ DM-i Super PHEV ยิ่งวิ่งความเร็วต่ำแบบฉ่ำเฉื่อย กะขิงว่ายังไงแล้วต้องเอาตัวเลขระยะทางจากน้ำมัน 1 ถังกับไฟเต็มแบตฯ ที่คิดว่าจ้าสิงโตทะเลปลั๊กอินคันนี้จะทำได้ไกลที่สุด ความเร็ว 50 กิโลเมตร จากการเลี้ยงคันเร่งของพี่หนึ่ง ออโต้อินโฟ ร่างทองของลงเท้าตั้งแต่ออกสตาร์ทไปจนถึงเข้าเส้นชัยแบบรีดจนน้ำมันหยดสุดท้ายหมดไปแล้วยังต้องเผาไฟในแบตเตอรี่ให้หมดอีกด้วย ตลอดระยะทาง 1,847 กิโลเมตร จากเชียงใหม่ ลงไปยังจังหวัดภูเก็ต ตัวรถแทบจะตัดเข้าโหมด EV วิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียว ๆ ยาวต่อเนื่องเกือบจะตลอดเวลา เครื่องยนต์มีติดขึ้นมาไม่นานเพื่อปั่นกระแสไฟร่วมกับการรีเจนแบบเบาสุด และต่อให้ไฟหมด DMi ก็จะสั่งให้เครื่องยนต์เสี่ยวหยุน 1.5 ลิตร ปั่นไฟกลับเข้าแบตฯ ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำและนิ่งสุดติ่ง  ซึ่งเป็นย่านที่ประหยัดน้ำมันจนน่ากลัว เคลมตัวเลขกันทะลุ 25–27 สำหรับรถของน้องๆ ที่ร่วมแข่งด้วยอีก 2 คันที่ล่วงหน้าไปก่อน ส่วนคันผมที่ชนะเลิศการทำระยะทางนั้น ทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง 33.7 กิโลเมตรต่อลิตร นั่นบ้าไปแล้วแน่ๆ ! ถามว่า เชียงใหม่-ภูเก็ต แค่ 1500 กิโลเมตร แล้วทำไมวิ่งไปถึง 1847 กิโลเมตร ก็เพราะว่า เมื่อรถทดสอบเข้าเส้นชัยที่หน้าโรงแรมใน จ ภูเก็ตแล้ว ยังเหลือน้ำมันในถังวิ่งได้ 155 กิโลเมตร กับไฟในแบตเตอรี่อีก 50% ทีมต้องส่งตัวแทนไปละลายน้ำมันและไฟในแบตให้หมดเกลี้ยงแล้วบันทึกระยะทาง ตัวเลข 1847 กิโลเมตร จึงเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนสายยานยนต์ สามารถทำได้จริง



การแข่งประหยัดชาเลนจ์สายแข็งทรมานสื่อรถถือเป็นความท้าทายที่ทุกคนต้องการเอาชนะให้ได้ อย่างน้อย ต้องวิ่งให้ถึงภูเก็ต นั่นเป็นโจทย์ที่ยากพอดู เพราะถ้าเผลอใช้ความเร็วเกิน 90 กิโลเมตร ยาวๆ อาจไปไม่ถึงระยะทางเชียงใหม่ - ภูเก็ต 1500 กิโลเมตร การขับรถความเร็ว 40–50 กม./ชม. เป็นเวลา 14–16 ชั่วโมงต่อวัน คือการทดสอบ ทั้งสมาธิของคนขับและเพื่อนร่วมทีมที่ต้องผลัดกับควบคุมพวงมาลัย  ความอดทนขั้นสุดกับระยะทางจาก เชียงใหม่ลงไปยังภูเก็ต ที่ตามปกติมนุษย์ทั่วไป ใช้ความเร็วเดินทาง 100–120 กม./ชม. เพื่อให้ถึงที่หมายเร็ว การต้องคุมคันเร่งให้นิ่ง แช่ความเร็วต่ำ ไม่ให้รอบกระชาก เพื่อรีดทุกลูกบาศก์เซนติเมตรของน้ำมันในถัง 52 ลิตร ออกมาเป็นระยะทางที่ไกลถึง 1847 กิโลเมตร ถือเป็นงานที่เครียดและเหนื่อยล้าเอาเรื่อง 




การพิสูจน์คำเคลม 1,000+ กิโลเมตร ทาง BYD เคลมระยะวิ่งรวมน้ำมันหนึ่งถังบวกแบตเต็มของสิงโตทะเลเสียบปลั๊กคันนี้ไว้เกิน 1,000 ถึง 1,200 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อสื่อเอามาแข่งประหยัดแล้ววิ่งความเร็วต่ำคงที่สม่ำเสมอ ทำให้โอกาสของการสร้างตัวเลขสถิติใหม่ที่น่าเหลือเชื่อลงบนหน้าปัดรถคันนี้ เป็นความจริงที่ไม่อาจปฎิเสธได้  อย่างที่บอกว่าทั้งสองทีมที่ลงแข่ง ต่างนั่งหลังพวงมาลัยแช่ข้ามวันข้ามคืน ร่างกายรับภาระหนักหน่วง ผลลัพธ์ตัวเลขการสิ้นเปลืองน้ำมันของ SEALION 5 DM-i สรุปออกมาสำหรับคันชนะเกือบๆ 1900 กิโลเมตร  น้ำมันหนึ่งถัง+ แบตฯ ลากไปสิ้นใจที่ ตัวเมืองภูเก็ตด้วยตัวเลขระยะ 1,670 กิโลเมตร แล้วยังเหลือน้ำมันอีก 5 ลิตร บวกไฟในแบตฯ อีก 50% ต้องมาวิ่งเผาน้ำมันและไฟในแบตฯรอบเกาะภูเก็ตให้หมดตั้งแต่ตีหนึ่งไปจนถึงตีสี่ เมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงานเพราะน้ำมันหมดก็ต่อด้วยไฟในแบตเตอรี่ที่ลงปั่นมอเตอร์ และเมื่อไฟในแบตเตอรี่หมด รถทำระยะทางได้ 1,847 กิโลเมตร 


ขับ 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น ถ้าไม่อึดจริง อารมณ์ความรู้สึกแบบน่าเบื่อ ทรมานนั้น โผล่มาอย่างต่อเนื่อง แต่การใช้ความเร็วต่ำขนาดนั้น คือเคล็ดลับในการเอาชนะ  BYD กำหนดเพดานความเร็วในการขับทดสอบประหยัดมาให้ไม่เกิน 70-80 กม./ชม. นั่นหมายความว่าถ้าทุกคันอยากชนะ ก็ต้องวิ่งต่ำกว่านั้น  แต่การใช้ความเร็วแบบประคับประคองให้เหลือ 40-60 กม./ชม.  ระบบ DM-i Super PHEV ของ BYD SEALION 5 DMi ขอบอกเลยว่า ย่านความเร็วนี้คือสวรรค์ของความประหยัด แรงต้านลมน้อย มอเตอร์แทบไม่ต้องกินกระแสไฟสูง เครื่องยนต์ปั่นไฟจะทำงานในรอบที่ต่ำและนิ่ง หรือบางทีแทบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ วิ่ง EV เพียว ๆ ได้ยาว ๆแบบไหลไปเรื่อยๆ 

ถ้าขับ 80-90 กม./ชม. กระแสลมต้านทานตัวรถที่ปะทะกับตัวถังส่วนหน้าจะมากขึ้น ทำให้มอเตอร์กินไฟดุขึ้น เครื่องยนต์ก็ต้องทำงานต่อเนื่อง อัตราสิ้นเปลืองจะร่วงลงมาทันที เป้าหมายของการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองและแข่งประหยัดในครั้งนี้ก็คือ  ความต้องการในการเอาชนะ โดยขับ 40-60 กม./ชม. ซึ่งกลายเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องที่สุดทางวิศวกรรมยานยนต์ เพราะหากขยับขึ้นไป 70 กม./ชม. เมื่อไหร่ โอกาสแพ้คันอื่นจะสูงขึ้นทันที 



มีเรื่องแปลกแต่จริงก็คือ มีกฎในรถที่ต้องเปิดแอร์แค่ 25 องศา  การเปิดแอร์ 25 องศา คอมเพรสเซอร์แอร์ของรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดยุคใหม่กินไฟจากแบตเตอรี่ High-voltage โดยตรง ยิ่งแอร์ทำงานหนัก แบตเตอรี่ก็ยิ่งหมดไว เครื่องยนต์ก็ต้องสตาร์ทมาปั่นไฟบ่อยขึ้น การตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศา เป็นไฟต์บังคับของการแข่ง Eco Run อย่างแท้จริง แต่คนที่ชอบแอร์ฉ่ำๆแบบผมนี่ก็ขับไปหงุดหงิดไป ส่วนการห้ามชาร์จมือถือของเพื่อนในรถที่คอยห้าม ในทางทฤษฎี การชาร์จมือถือผ่านพอร์ต USB กินไฟน้อยมากแค่ไม่กี่วัตต์ แทบไม่มีผลต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน แต่ในทางจิตวิทยาของคนจะเอาชนะ อะไรที่เซฟได้แม้แต่ 0.0001% ก็จะทำทันที อาจจะดูตึงเกินไปหน่อยในแง่วิศวกรรม แต่เข้าใจได้ในมุมของความต้องการที่จะชนะ



อืกเรื่องหนึ่งก็คือ กฎในรถที่เพื่อนร่วมทีมตั้งขึ้นมาว่า ให้แวะห้องน้ำทุก 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น นั่นเป็นเรื่องของความต่อเนื่องที่ผมไม่ค่อยจะให้ความสนใจเท่าไหร่แต่กลับส่งผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง รถ PHEV เวลาเบรกจนหยุดนิ่ง แล้วต้องออกตัวใหม่ (Stop & Start) คือช่วงที่กินพลังงานสูงที่สุด การเลี้ยวเข้าปั๊มบ่อย ๆ หมายความว่าคนขับต้องเบรก ชะลอรถ จอด แล้วต้องกดคันเร่งเพื่อทำความเร็วขึ้นมาใหม่ที่ 40-60 กม./ชม. ทุกครั้งที่เร่งออกตัว ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยบนหน้าปัดจะโดนดึงลงทันที การลากยาว 4 ชั่วโมงแวะที จึงเป็นการรักษา Momentum ของรถให้นิ่งที่สุด เพื่อไม่ให้สูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น นี่ดูเหมือนโคตรบ้า แต่กลับได้ผลในแบบที่ผมเองก็ไม่กล้าเถียง


มองในมุมของความมุ่งมั่นในการแข่งขัน เพื่อนร่วมทีมที่ต้องการชนะเท่านั้นทำถูกทุกอย่าง และศึกษาจริตการทำงานที่ละเอียดซับซ้อนไปตามเงี่อนใขของการขับเคลื่อนในระบบ DM-i มาเป็นอย่างดี  ทุกคนในรถแข่งทั้น 4 คัน ยอมแลกความสะดวกสบายเพื่อแลกกับ ตัวเลขสถิติที่ดีที่สุด เพื่อเอาชนะคันอื่น ถ้ายอมขับตามใจตัวเอง แวะบ่อย ขับเร็วกว่านี้ ทีมก็จะแพ้ทันที และน้ำมันอาจจะหมดก่อนถึงภูเก็ต 



นี่คือคือการทดสอบที่โหดหินและไม่สะท้อนการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน การนั่งในรถวันละ 14-16 ชั่วโมง ขยับตัวไม่ได้ แอร์ไม่เย็น ชาร์จแบตไม่ได้ มันสร้างความเครียดสะสมและอันตรายต่อสุขภาพ เสี่ยงต่ออาการง่วงหลับใน หรือกล้ามเนื้ออักเสบ บอกตามตรงก็คือ เพื่อนร่วมทีมทำถูกแล้วในฐานะนักแข่งที่ต้องการชัยชนะ แต่ลืมคำนึงถึงสภาพร่างกายของคนในรถ งานนี้ต้องยอมรับใจว่า สัญชาตญาณดิบในการจะขิงด้วยตัวเลขระยะทางที่ไกลที่สุดนั้นได้ใจ แต่คนขับร่วมทีมอย่างผม บอกได้คำเดียวว่า ร่างทองตอนนี้ กลายเป็นทองม้วนไปแล้วละครับ 


หน้าจอแสดงผลแจ้งระยะทางการขับขี่รวม 1,847 กิโลเมตร 
ระยะทาง 1,847 กิโลเมตร นั้นไกลเกินกว่าระยะทางที่แท้จริงจาก เชียงใหม่-ภูเก็ต แบบปกติไปไกลโคตร (ประมาณ 1,500 กม.) เป็นการจงใจวิ่งวนเพื่อลากให้หยดน้ำมันสุดท้ายหมดถัง ความเร็วเฉลี่ยของรถ 51.0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือหลักฐานความตึงแบบไม่มีหย่อนยาน! วิ่งไปพันแปดร้อยกว่ากิโลเมตร แต่ทำความเร็วเฉลี่ยได้ 51 กม./ชม. คือการล็อกคันเร่งแช่อยู่แค่ย่าน 40–60 กม./ชม. ตลอดสองวันเต็ม ๆ  ปริมาณพลังงานที่ชาร์จผ่าน 0.0 kW·h ตอกย้ำกติกาห้ามเติมน้ำมัน ห้ามชาร์จไฟอย่างเด็ดขาด ตัวเลขเป็นศูนย์กลม ๆ คือใช้น้ำมันเพียว ๆ ปั่นไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ด้วยตัวเองล้วน ๆ ไม่มีไฟหลวงมาช่วยแม้แต่วัตต์เดียว อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยรวมคือ 54.9 L นี่ถ้าเครื่องยนต์มันพูดได้คงด่ายับไส้ว่าจะไม่ให้กินอะไรกันเลยหรือยังไง?



รถคันนี้ถังน้ำมันความจุประมาณ 53 ลิตร เติมเพิ่มลงไปจนล้นก่อนออกสตาร์ที่เชียงใหม่  ใช้น้ำมันไปทั้งหมด 54.9 ลิตร ถ้าเราลองคำนวณความบ้าพลังของการขับแข่งประหยัดในครั้งนี้ ด้วยน้ำมัน 1 ถัง พร้อมไฟเต็มแบตฯ 18.3 kWh เอาระยะทาง 1,847 กิโลเมตร มาหารด้วยน้ำมันที่ใช้ไป 54.9 ลิตร ผลลัพธ์ที่ได้คือ 33.64 กิโลเมตรต่อลิตร! อย่าลืมว่า BYD SEALION 5 DM-i นั้นเป็นรถ SUV ที่มีขนาดไม่เล็กน้องๆ  CR-V น้ำหนักตัว 1.7 ตัน แต่ทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองจากการแข่งได้ทะลุ 33.6 กม./ลิตร แถมหน้าจอยังโชว์ค่า AFC สะสม หรืออัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยสะสม  อยู่ที่ 3.6 L/100km อีกต่างหาก มองในแง่วิศวกรรมยานยนต์ ระบบ DM-i ของ BYD SEALION 5 คันนี้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ถ้ารู้จักควบคุมความเร็วให้อยู่ในย่านที่ถูกต้อง มันจะประหยัดจนน่ากลัว แต่ถ้ามองในแง่ของ "คนขับ" และ "คนนั่ง" ตัวเลข 1,847 กิโลเมตร กับความเร็วเฉลี่ย 51 กม./ชม. มันคืออนุสาวรีย์แห่งความอดทนอดกลั้นของทีมแข่งทั้งสี่ทีมอย่างแท้จริง  การเปิดแอร์ 25, ห้ามชาร์จแบตมือถือ, อั้นฉี่ 4 ชั่วโมง ห้ามใช้คันเร่งแบบจมลึก ออกดอกออกผลเป็นตัวเลขระดับประวัติศาสตร์ของการแข่งประหยัดเลยทีเดียว 



สำหรับทริปยาว Eco Extreme 1 Change 1 Tank Challenge เชียงใหม่-ภูเก็ต   สื่อมวลชนสายรถยนต์แทบทุกสำนักต่างลงความเห็นเหมือนกันว่าระบบ DM-i Super PHEV คือของจริงในเรื่องการรีดน้ำมัน ขับปกติ ตัวเลขทะลุ 1,000+ กม. น้ำมัน 1 ถัง (ความจุถังน้ำมันราว 53 ลิตร) พ่วง Blade Battery 18.3 kWh สามารถเคลมและทำระยะทางวิ่งได้เกิน 1,000 ถึง 1,200 กิโลเมตรจริง  ภายใต้การควบคุมความเร็วอย่างเป็นระบบ  การขับขี่ใช้งานในชีวิตจริง พบว่า ขับเร็วปกติก็ยังประหยัด SEALION 5 DM-i ขับบนถนนโดยใช้รูปแบบและสไตล์การขับขี่ปกติของคนทั่วไป  ที่ความเร็ว 100-110 กม./ชม.: หากขับแช่ความเร็วคงที่ประมาณ 100 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่แถว ๆ 23–25 กม./ลิตร  ส่วนการใช้ความเร็ว 110-120 กม./ชม.: หากขยับขึ้นไปซัดยาวบนไฮเวย์ข้ามจังหวัด ตัวเลขจะดรอปลงมา ตามธรรมชาติของรถ SUV แต่ก็ยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่ประมาณ 20–21 กม./ลิตร ซึ่งก็ยังเป็นตัวเลขที่ประหยัดกว่ารถน้ำมันล้วนหรือรถไฮบริด HEV ในพิกัดเดียวกันอยู่ดี.

ราคา BYD SEALION 5 DM-i  

รุ่น DYNAMIC ราคา 759,900 บาท  วิ่งไฟฟ้าและน้ำมัน 1,200 กม.+ วิ่งไฟฟ้าล้วน 110 กม. 

รุ่น PREMIUM ราคา 799,900 บาท วิ่งไฟฟ้าและน้ำมัน 1,200 กม.+ วิ่งไฟฟ้าล้วน 110 กม. 

ขนาดและน้ำหนัก

ความยาว  4,735 มิลลิเมตร

ความกว้าง  1,860 มิลลิเมตร

ความสูง 1,710 มิลลิเมตร

ระยะห่างของล้อ คู่หน้า / คู่หลัง  1,575 / 1,585 มิลลิเมตร

ระยะฐานล้อ 2,712 มิลลิเมตร

ความสูงใต้ท้องรถไม่รวมน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 175 มิลลิเมตร

ความสูงใต้ท้องรถรวมน้ำหนักบรรทุกสูงสุด  156 มิลลิเมตร

ความจุพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายต่ำสุด  530 ลิตร 

ความจุพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายสูงสุด  1,482 ลิตร 

น้ำหนักรถเปล่า 1,720 กิโลกรัม

น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 2,130 กิโลกรัม

ประเภทชุดมอเตอร์ไฟฟ้าหน้ามอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (PMS)

ระบบขับเคลื่อนขับเคลื่อนล้อหน้า

กำลังสูงสุดชุดมอเตอร์ไฟฟ้าหน้า 120 กิโลวัตต์ 

แรงบิดสูงสุดชุดมอเตอร์ไฟฟ้าหน้า 210 นิวตัน-เมตร 

ประเภทเครื่องยนต์เครื่องยนต์ Xiao Yun ปลั๊กอินไฮบริด 1.5 ลิตร

กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ 73 กิโลวัตต์ 

แรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์ 125 นิวตัน-เมตร 

กำลังสูงสุด 155 กิโลวัตต์ 

แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร 

ความจุถังน้ำมัน 52 ลิตร 

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง

แบตเตอรี่และการชาร์จ

ประเภทแบตเตอรี่BYD Blade Battery

ความจุแบตเตอรี่สูงสุด 18.3 กิโลวัตต์ - ชั่วโมง 

ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าสูงสุด ตามมาตรฐาน NEDC (กิโลเมตร)110

สายชาร์จแบบพกพา (Mode 2)

รองรับหัวชาร์จแบบ AC Type 2(กำลังสูงสุด 3.3 kW)

รองรับหัวชาร์จแบบ DC CCS2(กำลังสูงสุด 18 kW)

ระบบ VtoL (Vehicle to Load)

อุปกรณ์เสริมสำหรับระบบ VtoL

ระบบเบรกพร้อมระบบชาร์จพลังงานกลับอัตโนมัติ (Regenerative Braking)

ระบบกันสะเทือนและระบบเบรก

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัท

ระบบกันสะเทือนด้านหลังมัลติลิงก์

ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกแบบระบายอากาศ

ระบบเบรกด้านหลังดิสก์เบรก

ประเภทล้อล้ออัลลอย

ขนาดยาง 225/60 R18

ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก

ไฟหน้าแบบ LED

ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

ฟังก์ชันหน่วงเวลาการปิดไฟหน้าFollow-Me-Home

ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED

ไฟท้ายแบบ LED

ระบบไฟเลี้ยวด้านหลังแบบ Sequential

ไฟเบรกบน ดวงที่ 3 แบบ LED

ไฟตัดหมอกด้านหลัง

กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมระบบทำความร้อนไล่ฝ้า

กระจกมองข้างพับไฟฟ้า และพับเก็บอัตโนมัติ

ไฟส่องพื้นบริเวณภายนอกกระจกมองข้าง

ประตูท้ายปลดล็อคด้วยไฟฟ้า

ระบบเปิด-ปิดประตูท้ายด้วยระบบไฟฟ้าแบบ One-touch

ราวหลังคา

ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ

ที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง

อุปกรณ์มาตรฐานภายใน

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน

ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (C-EPS)

หน้าจอเรือนไมล์ผู้ขับขี่แบบ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว 

ไฟส่องแผนที่ ด้านหน้า

ไฟส่องแผนที่ สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

กระจกเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบสัมผัสสวิต์ครั้งเดียว พร้อมระบบป้องกันการหนีบด้านหน้า และด้านหลัง

ช่องเก็บของคอนโซลกลาง

ช่องเก็บแว่นตาบริเวณเหนือศีรษะ

จำนวนที่นั่ง 5

เบาะนั่งแบบหุ้มหนังสังเคราะห์

เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง

เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง

เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ

พนักพิงเบาะโดยสารด้านหลังพับแบบ 60/40

ที่พักแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้ว 2 ช่อง

ที่บังแดดด้านหน้าพร้อมกระจกและไฟส่องสว่าง

ไฟส่องพื้นบริเวณผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า

ไฟส่องสว่างในพื้นที่เก็บสัมภาระ

จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX

ระบบมัลติมีเดีย และความสะดวกสบาย

หน้าจอสัมผัสระบบมัลติมีเดีย 12.8 นิ้ว 

รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ

รองรับ Apple CarPlay® และAndroid Auto™

วิทยุ FM

ลำโพง 8 ตำแหน่ง 

ระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย /ภาษาอังกฤษ

มิวสิคสตรีมมิ่ง

ช่อง USB - C และ USB - A อย่างละ 1 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหน้า

ช่อง USB - C และ USB - A อย่างละ 1 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย

ช่องจ่ายไฟ 12V

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ

ระบบกรองฝุ่น PM 2.5

ช่องปรับอากาศตรงกลางด้านหลัง

ระบบ Keyless Entry และ Keyless Start

ระบบกุญแจแบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ NFC (NFC Card)

Bluetooth Key

BYD Digital Key

เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต สำหรับใช้งาน BYD app และการอัปเดตซอฟต์แวร์ (OTA)

รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต (OTA)

ระบบความปลอดภัย

ถุงลมนิรภัยคู่หน้า - ฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า

ถุงลมนิรภัยด้านข้าง - ฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า

ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ด้านหน้าและด้านหลัง

ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย ด้านหน้าและด้านหลัง

ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (TPMS)

ระบบช่วยเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)

ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC)

ระบบช่วยเบรกอัจฉริยะ

ระบบควบคุมการชะลอความเร็วเมื่อใช้เบรกมือ (CDP)

ระบบควบคุมการทรงตัวของตัวรถขณะเข้าโค้ง (VDC)

ระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก (EBD)

ระบบควบคุมการทรงตัวบนทางลาดชัน (HHC)

ระบบเพิ่มความนุ่มนวลในการเบรก (CST)

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC)

กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา

เซนเซอร์ช่วยตรวจจับวัตถุด้านหน้า 2 ตำแหน่ง

เซนเซอร์ช่วยตรวจจับวัตถุด้านหลัง 4 ตำแหน่ง

ระบบช่วยควบคุมการไหลของรถอัตโนมัติ (AVH)

ระบบช่วยเปิดไฟสูงอัตโนมัติอัจฉริยะ (IHBC)

ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)

ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ (ICC)

ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัจฉริยะ (ISLC)

ระบบแจ้งเตือนจำกัดความเร็วอัจฉริยะ (ISA)

ระบบจดจำป้ายสัญญาณจราจร (TSR)

ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)

ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า (FCW)

ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง (RCW)

ระบบช่วยควบคุมรถไม่ให้ออกนอกช่องทางเดินรถ (LDP)

ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)

ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถฉุกเฉิน (ELKA)

ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)

ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)

ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)

ระบบช่วยเตือนวัตถุเคลื่อนผ่านขณะเปิดประตู (DOW)

ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเริ่มเคลื่อนที่ (FVSR)

สีภายนอก

สีขาว Horizon White

สีเทา Space Grey

สีดำ Quantum Black

สีภายใน

สีเทา

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/