ถ้าชอบรถยนต์ REEV ที่ดูมีสเปซ ไม่ซ้ำใครบนท้องถนน Forthing Friday ตัวถังสีขาวมุกสะท้อนแสงแดดตัดกับล้อดำเงาได้ลงตัว สัดส่วนด้านข้างพอได้ แต่ในมุมของความเนี้ยบและการสร้างอัตลักษณ์ หรือ Brand Identity งานดีไซน์ด้านหน้ายังดูพยายามอัดดีเทลมากเกินไปจนขาดความสมดุล และช่องเจาะรังผึ้งรวมถึงฝาถังน้ำมันยังคงฟ้องชัดเจนถึงการเป็นรถแชร์แพลตฟอร์มเพื่อลดต้นทุน ซึ่งในราคาระดับนี้ ผู้บริโภคยุค 2026 มักจะคาดหวังงานตัวถังที่เนียนตาและเคลียร์ผิวได้คลีนมากกว่านี้
...
รูปลักษณ์ภายนอก จริตความสปอร์ตครอสโอเวอร์ที่เน้นความหวือหวา เมื่อมองดูตัวรถรอบคัน Forthing Friday จะไม่ได้มาในทรง SUV ทรงกล่องแบบอนุรักษนิยม แต่เลือกใช้แนวทางดีไซน์แบบ Dynamic & Sporty ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ค่อนข้างชัดเจน ด้านหน้าออกแบบกระจังหน้าแบบกึ่งปิดทึบ บริเวณส่วนบนจะเป็นแผงทึบสีเดียวกับตัวรถตามเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า แต่บริเวณส่วนล่างจะทำเป็นช่องดักลมขนาดใหญ่ที่เป็นลวดลายรังผึ้งหรือตาข่ายสีดำ (เพื่อเอาไว้ระบายความร้อนให้ระบบเครื่องยนต์ปั่นไฟในรุ่น REEV) แผงรังผึ้งรูระบายอากาศทรงหกเหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เจาะอยู่สองฝั่งข้างป้ายทะเบียน มีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับพื้นที่สีขาวขนาดใหญ่ของกันชนหน้า ทำให้เวลามองตรง ๆ ดูเหมือนจมูกหมู หรือช่องทางวิศวกรรมที่ถูกเจาะเพิ่มเข้ามาทีหลังอย่างไม่เนียนตาเท่าไหร่นัก ส่วนชุดไฟหน้าสองชั้น แถบไฟ DRL ด้านบนเรียวบางรับกับเส้นสายฝากระโปรงหน้าได้ดี ตัวโคมไฟส่องสว่างหลักที่ฝังอยู่ด้านล่างมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และขนาบข้างด้วยแถบพลาสติกสีดำทรงคล้ายเคียว ซึ่งพยายามดันให้รถดูดุดัน แต่ในมุมมองภาพรวมทำให้หน้ารถดูหนาและหนักเกินไป
...
ชุดไฟหน้าสองชั้น (Split Headlights) ชั้นบนสุดเป็นไฟเลี้ยวและไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) ดีไซน์เป็นเส้นเรียวบาง คมกริบ ทอดตัวยาวตามแนวขอบฝากระโปรง ส่วนชุดไฟส่องสว่างหลัก (LED Projector) จะถูกซ่อนแยกสัดส่วนลงมาอยู่ที่เบ้าด้านล่างบริเวณกันชนหน้า ทรงบูมเมอแรงแนวตั้ง เส้นสายไฮไลต์สีสะท้อนแสง ขึ้นอยู่กับสีตัวถังภายนอก บริเวณชายกันชนล่าง เพิ่มอารมณ์แบบรถแต่งซิ่งจากโรงงาน ด้านข้าง เส้นสายตัวถัง สัดส่วนกึ่ง Coupe SUV แนวหลังคาที่ทอดตัวยาวและค่อย ๆ ลาดลงด้านท้ายสไตล์รถครอสโอเวอร์ยุคใหม่ ทำออกมาได้ส่วนสัด เส้นโครเมียมที่วิ่งขอบกระจกด้านบนช่วยเพิ่มความหรูหรา และการทำเสา C สีดำทึบก็ช่วยให้รถดูเพรียวยาวขึ้นจริง
ล้ออัลลอยสีดำเงา Gloss Black ตัดกับตัวถังสีขาวมุก ลายก้านมีความซับซ้อน แต่แอบเสียดายที่ในรถคันจริงไม่มีแถบสีสะท้อนแสงขลิบที่ชายล่างเหมือนในโบรชัวร์ต่างประเทศ ทำให้มุมมองด้านข้างดูเรียบไปนิดเมื่อเทียบกับหน้าตาที่ล้ำโลกมีการลากเส้นจิกคมบริเวณโป่งล้อหน้า และลากเฉียงขึ้นไปยังประตูบานหลัง ทำให้รถดูมีมิติ มัดกล้าม ไม่ดูแบนเรียบ
...
...
หลังคาลาดเอียงแบบ Floating Roof แนวหลังคาจะค่อยๆ ลาดเทลงทางด้านท้ายเล็กน้อยเพื่อความลู่ลม เสา C (เสาหลังสุด) ถูกคาดด้วยแถบสีดำเงาตัดผ่าน เพื่อทำให้เกิดเอฟเฟกต์หลังคาลอยตัว แยกส่วนออกจากตัวถังรถ สเกิร์ตข้างตัดสี มีแถบสีดำด้านชายล่างรอบคันเพื่อบ่งบอกความเป็น SUV พร้อมขลิบเส้นสีสะท้อนแสงรับกับกันชนหน้า
ด้านท้าย ไฟท้ายแบบแนวยาว Light Bar ไฟท้าย LED ทอดตัวยาวเชื่อมฝั่งซ้ายและขวาเข้าหากันเป็นเส้นเดียวตามพิมพ์นิยมยุคปัจจุบัน ยามค่ำคืนจะเห็นเป็นเส้นกราฟิกที่เด่นชัด ดิฟฟิวเซอร์หลังและท่อไอเสีย ชายล่างของกันชนท้ายออกแบบเป็นครีบรีดอากาศ (Diffuser) ทรงสปอร์ตจัดจ้าน โดยในรุ่น REEV จะมีการซ่อนปลายท่อไอเสียจริงไว้ด้านล่างอย่างมิดชิด เพื่อพยายามรักษาภาพลักษณ์ให้ดูสะอาดตาเหมือนรถ EV
Forthing Friday รถยนต์ SUV จากค่าย Forthing (เครือ Dongfeng) ในประเทศไทย มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นอย่างเป็นทางการดังนี้
รุ่นไฟฟ้า 100% (BEV)
รุ่น Luxury ราคา 699,900 บาท
รุ่น Exclusive: ราคา 789,900 บาท
รุ่นขยายระยะทาง (REEV - น้ำมัน 1.5 ลิตร ปั่นไฟ + มอเตอร์ไฟฟ้า)
รุ่น Luxury: ราคา 789,900 บาท
รุ่น Exclusive: ราคา 859,900 บาท (คันทดสอบ)
ข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลตัวถังของ FORTHING FRIDAY RHD REEV เวอร์ชันพวงมาลัยขวา Right Hand Drive ระบบส่งกำลังแบบขยายระยะทาง Range Extended Electric Vehicle ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทย มีรายละเอียดเจาะลึกในแต่ละส่วน มิติตัวถัง (Dimensions) จัดอยู่ในกลุ่ม SUV พิกัดขนาดกำลังพอดีตัว โดยมีโครงสร้างและมิติดังนี้ ความยาว 4,600 มิลลิเมตร กว้าง 1,860 มิลลิเมตร สูง 1,680 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,715 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถเปล่า (Kerb Weight) 1,820 กิโลกรัม ความจุสัมภาระท้าย: 480 ลิตร ขยายได้สูงสุด 1,480 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวหลังลง
เครื่องยนต์ขยายระยะทาง (Range Extender Engine) ทำหน้าที่เป็น Generator ปั่นกระแสไฟส่งกลับเข้าไปยังแบตเตอรี่หรือมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ ประเภทเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ขนาด 1.5 ลิตร (1,498 ซีซี) แบบไม่มีระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated) กำลังสูงสุดจากเครื่องยนต์ 101 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดจากเครื่องยนต์ 130 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ความจุถังน้ำมัน 43 ลิตร
มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบเกียร์ (Motor & Transmission) การขับเคลื่อนหลักเป็นหน้าที่ของระบบไฟฟ้าเพียว ๆ ประเภทมอเตอร์ ใช้มอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motor) ขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังมอเตอร์สูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดมอเตอร์สูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์ ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติแบบจังหวะเดียว (Single-speed Automatic) สไตล์รถยนต์ไฟฟ้า 100% โหมดการขับขี่ Eco / Normal / Sport
แบตเตอรี่และการชาร์จ (Battery & Charging) ประเภทแบตเตอรี่: ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (Lithium-ion Phosphate - LFP) ความจุแบตเตอรี่ 31.94 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) การชาร์จไฟ รองรับทั้งหัวชาร์จแบบ AC กำลังไฟ 6.6 kW และรองรับการชาร์จเร็วแบบ DC สูงสุด 60 kW
การทำระยะทาง และอัตราสิ้นเปลือง (Range & Efficiency) ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียว (EV Mode) มากกว่าหรือเท่ากับ 200 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ทดสอบตามมาตรฐาน NEDC) ระยะทางวิ่งรวมสูงสุด (Combined Range) สามารถวิ่งทำระยะทางยาวไกลได้สูงสุดถึง 1,100 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันเต็มถัง (43 ลิตร) ร่วมกับการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม ซึ่งถือเป็นจุดเด่นหลักของระบบ REEV ที่หมดห่วงเรื่องการหาสถานีชาร์จระหว่างเดินทางไกล
ระบบช่วงล่าง ระบบเบรก ล้อ และยาง (Chassis, Brakes, Wheels & Tyres) ช่วงล่างด้านหน้าอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงด้านข้าง (MacPherson Strut with Lateral Stabilizer Bar) ช่วงล่างด้านหลังคานบิด ทอร์ชันบีม (Torsion Beam) ระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน (Ventilated Discs) / ด้านหลังเป็นดิสก์เบรก (Solid Discs) ล้ออัลลอยขนาดใหญ่สีดำเงาลายสปอร์ต ขนาดยาง 235/55 R19 ซีรีส์ยางแก้มหนาปานกลางที่ช่วยซับแรงกระแทกจากพื้นผิวถนนและให้ความนุ่มนวลในการเดินทาง ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดล REEV (ขยายระยะทาง) ในตลาดที่ออกแบบมาตัดปัญหาความกังวลใจเรื่องสายชาร์จสำหรับคนเดินทางไกล แต่ยังคงได้ฟีลลิ่งการขับเคลื่อนที่สมูทเงียบเชียบและแรงบิดติดมือแบบรถไฟฟ้า 100%
เรื่องการสื่อสารและการทำตลาดของแบรนด์ในเครือ Dongfeng รวมถึง Forthingในประเทศไทย ต้องยอมรับตรงๆ ว่าเป็นประเด็นที่คนในวงการยานยนต์และผู้บริโภคตั้งคำถามกันเยอะมาก ด้วยโครงสร้างการจัดจำหน่ายที่มีการเปลี่ยนมือหรือใช้ดิสทริบิวเตอร์หลายเจ้าในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทิศทางการสื่อสารแบรนด์ดูไม่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร ส่วนแผนการตั้งโรงงานประกอบในไทยปี 2570 (2027) ก็เป็นหมุดหมายที่ต้องจับตาดูความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถเดินสายพานการผลิตได้ตามกำหนดการจริงหรือไม่
ประเด็นเรื่องทำไมรถเวอร์ชัน EV ไฟฟ้า 100% ถึงยังมีฝาถังเติมเชื้อเพลิงของรุ่น REEV ติดมาด้วย? ทางวิศวกรรมยานยนต์มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องของ การลดต้นทุนการผลิต (Cost Reduction & Platform Sharing)
การใช้แม่พิมพ์ตัวถังชิ้นเดียวกัน
ในการผลิตรถยนต์ สิ่งที่แพงที่สุดอันดับต้นๆ คือ แม่พิมพ์ปั๊มขึ้นรูปโครงสร้างตัวถังเหล็ก (Stamping Dies) ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลหลักหลายร้อยล้านบาท เพื่อความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ โรงงานจึงเลือกใช้วิธีออกแบบตัวถังภายนอก (Exterior Body Shell) ให้เป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะนำไปทำเป็นรุ่นเครื่องยนต์สันดาป (ICE), ไฮบริด (REEV) หรือรถไฟฟ้า 100% (EV) เมื่อตัวถังด้านข้างเป็นบล็อกเดียวกัน ช่องสำหรับเจาะฝาถังน้ำมันเดิมจากโรงงานจึงถูกปั๊มขึ้นรูปมาตั้งแต่ต้นทาง ทางเลือกในไลน์ผลิต แทนที่จะต้องตัดเหล็กชิ้นใหม่เพื่อปิดตายช่องนั้น (ซึ่งทำให้ขั้นตอนการพ่นสีและรอยต่อไม่เนียน) โรงงานเลือกที่จะติดตั้งฝาปิดพลาสติกปั๊มรูปทรงเดียวกันเข้ามุมไปเลย เพียงแต่ในรุ่น EV ด้านในจะเป็นช่องโล่งที่ถูกซีลปิดตาย หรือถูกดัดแปลงให้เป็นตำแหน่งของพอร์ทชาร์จไฟกระแสสลับ (AC) / กระแสตรง (DC) แทน
การบริหารจัดการโมเดลรถยนต์ค่ายจีน (Chinese Modular Architecture) ค่ายรถยนต์จีนยุคใหม่นิยมใช้แพลตฟอร์มแบบมัลติพลังงาน (Multi-Energy Platform) คือโครงสร้างแชสซีส์ส่วนล่างรองรับได้ทั้งถังน้ำมันและแพ็กแบตเตอรี่ รถอย่าง Forthing Friday ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีทั้งเวอร์ชันน้ำมัน, ไฮบริดขยายระยะทาง (REEV) และไฟฟ้าล้วน (EV) การคงชิ้นส่วนฝาถังไว้ทั้งสองฝั่ง (ฝั่งหนึ่งชาร์จไฟ อีกฝั่งหนึ่งเติมน้ำมันในรุ่น REEV) แต่พอเป็นรุ่น EV ก็นำชุดสายไฟชาร์จไปพ่วงไว้ฝั่งหนึ่ง ส่วนอีกฝั่งก็ปล่อยเป็นฝาปิดหลอกไว้ ดีกว่าการไปปรับเปลี่ยนไลน์การประกอบหรืองานสถาปัตยกรรมตัวถัง ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนต่อคัน (Cost per Unit) พุ่งสูงขึ้น และจะทำราคาขายสู้กับคู่แข่งในตลาดไม่ได้ แต่รถรุ่นนี้ ก็ถือว่ามีราคาไม่ถูก (859,900 บาท)
การแชร์พาร์ทร่วมกันเพื่อประหยัดต้นทุน แม้ในมุมของผู้บริโภคจะมองว่าดูไม่ค่อยเนียนหรือขัดหูขัดตาไปหน่อย แต่ในมุมของวิศวกรโรงงาน การปล่อยฝาถังทิ้งไว้แบบนั้น (แล้วปิดตายระบบข้างใน) เป็นวิธีที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าบริษัท และทำให้ทำราคารถออกมาขายได้ถูกที่สุด
ถ้าเอา Forthing Friday ไปจอดเทียบกับ NETA X จะเห็น DNA งานดีไซน์รถยนต์ไฟฟ้าพิมพ์นิยมของจีน เมื่อ 2-3 ปีก่อน ซ่อนอยู่แทบทุกจุด ซึ่งหากเป็นสื่อสายยานยนต์ที่คลุกคลีกับงานดีไซน์มาเยอะ ขอบอกตามตรงว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากเทรนด์การออกแบบและซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนร่วมกันในจีน ดีไซน์ภายนอกอารมณ์สปอร์ต แต่องค์ประกอบทับซ้อน ถ้ามองแบบผ่านๆ รูปทรงและเส้นสายมีความคล้ายคลึงกับรถยนต์ค่าย NETA ยุคใหม่ รวมถึงแบรนด์ร่วมชาติอย่าง Changan หรือ BYD บางรุ่น ด้านหน้า (Front Facelift) การออกแบบกระจังหน้าแบบปิดทึบ (Closed Grille) ตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า แล้วลากเส้นไฟส่องสว่าง Day-time Running Light เป็นเส้นเรียวบางคมๆ แบบพู่กันจีน คล้ายตาหยีของ NETA หรือดีไซน์ด้านหน้าของรถไฟฟ้าตระกูล Geely/Zeekr จุดนี้ทำให้รถดูมีความสปอร์ตและดูล้ำอนาคต ชุดไฟหน้าหลักด้านล่าง เป็นทรงบูมเมอแรงขนาดใหญ่ที่ฝังเข้าไปกับตัวกันชน ซึ่งมุมนี้ถ้าคนมองผ่านๆ อาจจะสับสนระหว่าง NETA X หรือไม่ก็ครอสโอเวอร์ฝั่งยุโรปอย่าง Peugeot บางรุ่นได้เลย เส้นสายตัวถังงานหลังคาลาดลงสไตล์ Coupe-SUV เล็กๆ และการทำเสา C ด้วยแถบสีดำเพื่อสร้างเอฟเฟกต์ Floating Roof (หลังคาลอยตัว) ถือเป็นพิมพ์นิยมที่รถ SUV จีนแทบทุกแบรนด์ต้องใช้ในการดึงดูดวัยรุ่น
จากภายนอก การพยายามอัดดีเทล เข้าไปเยอะเกินไป ทั้งเส้นสายคมๆ รอบคัน, คิ้วสีส้ม/สีสะท้อนแสงตัดขอบชายล่าง, รวมถึงช่องเจาะฝาถังน้ำมันหลอกที่ยังเหลืออยู่ ทำให้ภาพรวมภายนอกของ Forthing Friday ดูเป็นงาน "Mix & Match" ที่หยิบยืมความสำเร็จของแบรนด์อื่นมาผสมกัน จนขาดเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Originality) ที่ชัดเจน
ดีไซน์ภายใน (Interior Critique) ตาพราว แต่ฟังก์ชันเหมือนแกะกล่องแชร์พาร์ท เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องโดยสาร ฟีลลิ่งและเลย์เอาต์จะชวนให้นึกถึงพวกรถพรีเมียมคอมแพกต์ หรือรถไฟฟ้าจีนระดับแมสอย่าง NETA X หน้าจอคู่แบบลอยตัว หน้าจอมาตรวัดและหน้าจอกลาง แบบแยกจากกัน จอกลางใหญ่ จอมาตรวัดคนขับเล็ก เลย์เอาต์นี้เป็นโครงสร้างมหาชนที่แทบจะก๊อปปี้กันมาในรถยนต์จีนยุคปัจจุบัน ข้อดีคือล้ำสมัย แต่ข้อเสียคือทำให้อารมณ์ภายในรถค่ายไหนๆ ก็หน้าตาเหมือนกันไปหมด รูปลักษณ์ภายใน ห้องโดยสารดิจิทัล ผสมผสานความหรูหรางานออกแบบภายในห้องโดยสารตั้งใจยกระดับให้ดูพรีเมียมเกินราคาค่าตัว ด้วยเลย์เอาต์ที่เปิดโล่งทัศนวิสัยดี และลดปุ่มกดที่ไม่จำเป็นออกไปแผงคอนโซลหน้า (The Dashboard) หน้าจอคู่แบบลอยตัว (Dual Screen Panel) จอแสดงผลขนาดใหญ่ 2 จอ แบ่งเป็นหน้าจอมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัลอยู่หลังพวงมาลัย และหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนท์ตรงกลาง ตัวหน้าจอวางลอยตัวขึ้นมาจากแผงคอนโซลเล็กน้อยเพื่อให้อยู่ในระดับสายตา
ช่องแอร์คู่กลางและฝั่งซ้าย-ขวา ออกแบบเป็นทรงกลมสไตล์ใบพัดเครื่องบินเจ็ท (Turbine) ชุบโครเมียมเงินเงา เพิ่มความพรีเมียมและตัดกับความเหลี่ยมคมของหน้าจอได้อย่างดี ช่องแอร์ทรงกลมสไตล์เทอร์ไบน์ (Turbine Air Vents) การเลือกใช้ช่องแอร์ทรงกลมชุบโครเมียม จุดนี้ตั้งใจรับอิทธิพลมาจาก Mercedes-Benz ยุคใหม่เพื่อดึงอารมณ์ความพรีเมียมลักชัวรี ซึ่งจะต่างจาก NETA ยุคหลังๆ ที่มักจะใช้ช่องแอร์แบบซ่อนเป็นเส้นตรงคลีนๆ สไตล์เดียกับ Tesla วัสดุบุนุ่มและด้ายตะเข็บ พื้นผิวคอนโซลส่วนใหญ่จะใช้วัสดุหนังสังเคราะห์บุนุ่ม ในจุดที่ร่างกายต้องสัมผัส พร้อมเดินด้ายตะเข็บสีเดียวกับเส้นไฮไลต์ภายนอกรถคอนโซลกลาง ดีไซน์แบบสะพานลอยตัว คอนโซลกลางถูกยกขึ้นมาสูงในระดับข้อศอก แยกฝั่งคนขับและผู้โดยสารชัดเจน พื้นผิวตกแต่งด้วยลวดลายคาร์บอนเคฟล่าร์หรือวัสดุสีดำเงา Piano Blackหัวเกียร์ไฟฟ้าคริสตัล
จุดขายสำคัญคือตัวสวิตช์เปลี่ยนเกียร์ไฟฟ้า (Electronic Shifter) ขนาดเล็กกะทัดรัด ดีไซน์คล้ายก้อนคริสตัลใส สะท้อนแสงไฟ Ambient Light ในตอนกลางคืน ดูหรูหราเกินตัวการจัดสรรพื้นที่: ด้านหลังหัวเกียร์มีช่องวางแก้วน้ำ ช่องชาร์จไฟไร้สาย (Wireless Charger) และมีปุ่มกดฟังก์ชันสั่งงานระนาบไปกับตัวคอนโซล ส่วนใต้สะพานคอนโซลกลางจะถูกเจาะเป็นช่องโล่งขนาดใหญ่สำหรับวางกระเป๋าถือหรือทิชชู่
พวงมาลัยและเบาะนั่ง พวงมาลัยท้ายตัด (D-Shape) พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังจับกระชับมือ ทรงท้ายตัดเพิ่มพื้นที่ช่วงขาและให้อารมณ์สปอร์ตแบบรถแข่งเบาะนั่งทรงสปอร์ต (Bucket Seats) เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบมาเป็นชิ้นเดียว (Integrated Headrest) พนักพิงศีรษะเชื่อมต่อกับตัวเบาะ ตัวปีกเบาะค่อนข้างสูงเพื่อช่วยโอบรับสรีระและลำตัวเวลาเข้าโค้ง หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ลายฉลุระบายอากาศ มีการใช้ทูโทนตัดสีเพื่อให้ห้องโดยสารดูสว่างและมีมิติคอนโซลกลางและวัสดุ คอนโซลกลางยกสูงแบบสะพาน (Floating Console) ด้านล่างเป็นช่องโล่งวางของตามพิมพ์นิยมรถไฟฟ้า หัวเกียร์ทำจากแก้วโปร่งใสสวยงาม การเลือกใช้วัสดุบุนุ่ม ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานจีนยุคนี้ แต่สัมผัสทางกลไกของปุ่มกดและพลาสติกบางจุดยังดูบาง และไม่ได้ให้ความรู้สึกทนทานแข็งแกร่งในระยะยาวเท่าไหร่ Forthing Friday REEV คันนี้ ถ้าให้พูดตรงๆ มันคือการผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุดในตลาดที่ผู้บริโภคชอบ มารวมไว้ในคันเดียว ทรงของรถมีความโฉบเฉี่ยว สัดส่วนมิติตัวถังและหน้าจอล้ำๆ คล้าย BYD หรือ Changan มีความหรูหราพราบางมุมคล้ายรถฝั่งยุโรป แต่สิ่งที่ขาดหายไปอย่างน่าเสียดายคือ Brand Identity หรืออัตลักษณ์ที่แค่เห็นเงารถวิ่งผ่านตอนกลางคืนก็รู้ทันทีว่าเป็นรถ Forthing ซึ่งค่ายรถจีนอย่าง BYD หรือ GWM เริ่มสร้างตัวตนตรงนี้สำเร็จแล้ว แต่ Forthing ยังคงติดอยู่ในลูปของการทำรถให้หน้าตาหล่อเหลาตามเทรนด์ตลาด แต่ยังไม่มีลายเซ็นการออกแบบเป็นของตัวเอง
Forthing Friday RHD สถาปัตยกรรมระบบขับเคลื่อนแบบ REEV (Range Extended Electric Vehicle) ขอบอกตามตรงว่าฟีลลิ่งและสมรรถนะการขับขี่ของ Forthing Friday REEV คันนี้ จะมีความแตกต่างจากรถยนต์ไฮบริด (HEV) หรือปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทั่วไปในตลาดอย่างชัดเจน เพราะมันคือการขับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่พกพากล่องปั่นไฟส่วนตัวไปด้วยตลอดเวลา
รุ่น REEV คันทดสอบ มีฟีลลิ่งการตอบสนองของมอเตอร์ที่เน้นฟิลลิ่งถ่ายเทแรงบิดแบบสมูท การขับและความรู้สึกจะลอกคราบมาจากรถ EV ล้วน พวงมาลัยดีเลย มีน้ำหนักที่เหมาะสมในแต่ละช่วงความเร็ว ทำให้ควบคุมได้มั่นใจ แต่ช่วงล่างและไดนามิกกลับแตกต่างจากรุ่น EV เพราะเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรไม่ได้มีหน้าที่ส่งกำลังลงล้อเลย ซอฟต์แวร์ควบคุมส่งพละกำลังทั้งหมดผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 163 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า ช่วงออกตัวและสปีดต้น: การตอบสนองสมูทนุ่มนวล ไม่มีจังหวะรอยต่อหรืออาการกระตุกของเกียร์ให้เห็น เพราะใช้เกียร์อัตโนมัติจังหวะเดียวสไตล์รถไฟฟ้า กดคันเร่งแล้วแรงบิดค่อยๆ ไหลออกมา ไม่เหมือนกับ Changan S05 REEV ที่มีการทำงานของมอเตอร์แรงกว่ามาก สปีดต้นในเมืองของ Forthing Friday RHD REEV เน้นความสุภาพนุ่นนวลเป็นหลักและมีความคล่องตัวพอใช้ เมื่อเทียบกับรุ่น EV ล้วน ต้องบอกก่อนว่าตัวเลขความแรงจะหย่อนกว่ารุ่น EV ล้วน รุ่น EV จะมี 204 แรงม้า / 340 นิวตัน-เมตร รุ่น REEV อัตราเร่งแซงช่วงความเร็วกลาง-ปลาย (80-120 กม./ชม.) จะออกแนวไหลลื่นต่อเนื่อง สุภาพ สไตล์รถครอบครัว ไม่ได้ดึงหน้าหงายดุดันแบบรุ่นไฟฟ้าล้วน
พฤติกรรมของเครื่องยนต์ปั่นไฟ หรือ The Generator Behavior นี่คือจุดที่คนขับต้องปรับความเข้าใจเชิงจิตวิญญาณในการขับขี่ของ Forthing Friday RHD REEV โหมด EV (แบตเตอรี่เต็ม) ในช่วงที่แบตเตอรี่ LFP ความจุ 31.94 kWh ยังมีไฟเหลือเยอะ รถจะวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียวๆ ได้ไกลราว 200 กิโลเมตร (NEDC) ช่วงนี้ห้องโดยสารจะเงียบสงบเหมือนรถ EV ทั่วไป โหมดปั่นไฟทำงาน (Battery Depleted) เมื่อไฟในแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับที่ตั้งไว้ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรจะสตาร์ทตัวเองขึ้นมาปั่นกระแสไฟ สัมผัสที่คนขับจะรู้สึกคือ เสียงรอบเครื่องยนต์จะไม่สัมพันธ์กับความเร็วรถ เช่น คุ กำลังติดไฟแดงอยู่ หรือเพิ่งออกตัวเบาๆ แต่เครื่องยนต์อาจจะครางรอบสูงค้างไว้เพื่อเร่งปั่นกระแสไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นอาการปกติของระบบ REEV แต่อาจจะขัดความรู้สึกในช่วงแรก ความเร็วปลายยาวๆ หากวิ่งทางไกลด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง (เช่น 120-140 กม./ชม. ยาวๆ ขึ้นเขา) เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรแบบไม่มีเทอร์โบ (102 แรงม้า) จะต้องทำงานหนักมากเพื่อปั่นไฟให้ทันกับการบริโภคของมอเตอร์ ในจังหวะนี้อาจจะมีเสียงเครื่องยนต์เล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารพอสมควร
ช่วงล่างและบาลานซ์ตัวรถยามเดินทางไกล การกระจายน้ำหนักพอใช้ได้ ช่วงล่างค่อนข้างแข็ง การที่เปลี่ยนจากแบตเตอรี่ลูกใหญ่ยักษ์ในรุ่น EV มาเป็นแบตเตอรี่ขนาดกลาง (31.94 kWh) แต่ต้องเพิ่มเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรและถังน้ำมันขนาด 43 ลิตร เข้ามาที่ด้านหน้าและท้ายรถ ทำให้บาลานซ์หน้า-หลังของรุ่น REEV จะมีความใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปทั่วไป อาการหน้ารั้นหรือท้ายปัดเวลาสลัดเข้าโค้งแรงๆ จะควบคุมได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ ฟีลลิ่งช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท / หลังทอร์ชันบีม เซ็ตหนึบแต่ตึงตังเมื่อขับผ่านทางขรุขระ สำหรับการเดินทางไกล มีความสบายพอใช้ได้ แต่เบาะแข็งเกินไป ทำให้นั่งแล้วไม่ค่อยสบายตัว ยางซีรีส์หนาปานกลางขนาด 235/55 R19 ทำให้การซับแรงกระแทกจากคอสะพานหรือผิวถนนเมืองไทยทำได้ดีในระดับมาตรฐานรถ SUV จีน แต่ไม่ใช่สายสปอร์ตคมกริบยามสลาลม
สำหรับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงของ Forthing Friday REEV ในกรณีที่ไฟในแบตเตอรี่หมดลง (หรือลดลงจนถึงจุดที่ระบบตั้งไว้) แล้วเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ต้องสตาร์ทขึ้นมาทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟให้มอเตอร์ขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวนั้น อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยตามสเปกโรงงานแจ้งมาว่า ค่าเฉลี่ยมาตรฐาน (Combined) ทางผู้ผลิตเคลมตัวเลขสิ้นเปลืองเฉลี่ยของระบบ REEV ตัวนี้ไว้ที่ประมาณ 18.5 กิโลเมตรต่อลิตร หรือราว 5.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรซึ่งเป็นการคำนวณในสภาวะการขับขี่แบบผสมผสาน อัตราสิ้นเปลืองช่วงความเร็วคงที่ 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งทางไกลด้วยความเร็วเสถียรและคงที่ในช่วง 80 - 90 กม./ชม. ซึ่งถือเป็นช่วงความเร็วที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพที่สุด ของรถยนต์เกือบทุกประเภท ตัวเลขจริงจะขยับขึ้นมาดีกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 19 - 21 กิโลเมตรต่อลิตร
ทำไมระบบ REEV ถึงทำตัวเลขในช่วงความเร็วต่ำได้ดี ? มอเตอร์ไม่กินกระแสไฟสูงเกินไป: ที่ความเร็ว 80-90 กม./ชม. แรงต้านลม (Aerodynamic Drag) ยังไม่สูงมากเหมือนตอนวิ่ง 110-120 กม./ชม. ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนไม่ต้องใช้กำลังไฟในระดับ Peak ส่งผลให้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ไม่จำเป็นต้องเร่งรอบสูงจัดเพื่อปั่นกระแสไฟ มันสามารถเดินรอบในพิกัดที่เสถียรและประหยัดที่สุด (Thermal Efficiency สูงสุด) เพื่อป้อนไฟเข้าสู่ระบบได้อย่างชิลๆ
มีระบบนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Regenerative Braking) ในช่วงความเร็วนี้ หากมีการถอนคันเร่งหรือชะลอความเร็วตามจังหวะการจราจร มอเตอร์จะสลับหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ช่วยปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ทันที ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ได้อีกทางหนึ่ง ถ้าไฟแบตเตอรี่เกลี้ยงแล้วต้องพึ่งน้ำมันเพียวๆ วิ่งยาวบนไฮเวย์ล็อกความเร็วไว้เนียนๆ ที่ 80-90 กม./ชม. ตัวเลขระดับ 20 กม./ลิตร (+/- นิดหน่อยตามสภาพการจราจรและน้ำหนักบรรทุก) เป็นตัวเลขที่เห็นได้ไม่ยาก และจัดว่าประหยัดเทียบเท่ากับรถยนต์ไฮบริด (HEV) พิกัดคอมแพกต์ SUV ทั่วไปในตลาด
หากคาดหวังความแรง ดุดัน ดึงหนัก แบบรถ EV ยุคใหม่ เจ้า Forthing Friday REEV ไม่ได้ตอบโจทย์ข้อนั้นเต็มร้อย แต่สมรรถนะของมันถูกสร้างมาเพื่อขับเรื่อยๆเมื่อเดินทางไกล ขับสมูท เงียบ คล่องตัวเหมือนรถไฟฟ้า แต่เติมน้ำมันวิ่งยาวๆ ได้เกิน 1,000 กิโลเมตรต่อถัง (ที่ความเร็วต่ำ) เหมาะกับคนที่อยากได้ฟีลการขับแบบ EV แต่ขี้เกียจไปแย่งตู้ชาร์จกับใครเวลาขับออกต่างจังหวัด แต่ก็อย่างที่บอกว่า อยากได้ความชัดเจนของแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากว่านี้ เพื่อที่จะเชียร์ได้อย่างสนิทใจ แบบนี้ออกแนว กล้าๆ กลัวๆ ซะมากกว่ามาแบบเต็ม 100% ครับ.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/