เรื่องของเรื่องคือ Audi A5 ตัวถังเดิม ทั้งแบบคูเป้  2 ประตู และสปอร์ตแบ็ก 5 ประตู ถูกฝังกลบปิดตำนานไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนรถที่มาแทนที่ A4 Avant ก็แทบจะเป็นรถคันเดียวกันนี่แหละ... เพียงแต่ว่ามันจะใส่ระบบส่งกำลังแบบผสมผสาน (ปลั๊กอินไฮบริด) ที่มีศักยภาพในด้านการทำความเร็วและความประหยัดให้มาจากโรงงานทีเดียวจบ ฟังดูย้อนแย้งพิกล...แต่สี่ห่วงรุ่นใหม่คันนี้ก็ทำในแบบที่คุยเอาไว้ได้จริง ทุกวันนี้  โลกแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ไม่ได้ทำอะไรออกมาก็ขายได้ง่ายๆอีกต่อไป ก่อนหน้านี้ Audi  นึกสนุกด้วยการสร้างความสับสนให้กับรถรุ่นใหม่ โดยประกาศว่า "เลขคู่จะเป็นรถไฟฟ้า ส่วนเลขคี่จะเป็นรถน้ำมัน" แต่หลังจากเปิดตัว A5 ได้ไม่ทันไร แบรนด์สี่ห่วงก็เปลี่ยนใจอีกรอบ! ขอกลับไปใช้เกณฑ์ตั้งชื่อแบบเดิมซะงั้น สำหรับเจเนอเรชันนี้ต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะ A5 ก็จะยังคงใช้ชื่อ A5 ต่อไปทั้งๆที่มันควรจะเป็น A4 ใหม่ด้วยซ้ำ อ่านแล้วปวดหัวตึ้บ 

Audi A5 Sportback TFSI e quattro Tech Pro ราคา 3,899,000 บาท

Audi A5 Avant TFSI e quattro Tech Pro ราคา 3,999,000 บาท (คันทดสอบ) 

...




Audi เคลมว่า A5 ใหม่นี้คือ รถซีดานหรือแวกอนที่มีเส้นสายแบบสปอร์ต (อีกแล้ว) เมื่อเดินไปสำรวจที่ท้ายรถ อ้าว! จริงๆแล้ว เจ้านี่คือ...รถสเตชันแวกอน 5 ประตูที่ฝาท้ายเปิดยกขึ้นด้วยระบบไฟฟ้า  รุ่นแวกอนก็ยังเป็นแวกอนเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปไหน เพียงแต่ต้องเรียกให้หรูตามภาษา Audi ว่า Avant ตัวรถจะหยิบยืมความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวลาดเทมาจาก A5 รุ่นเดิม แต่กระจกหน้าต่างแคบลงกว่าเก่า และการนั่งขับท่ามกลางบรรยากาศแบบเยอรมันก็ให้ความรู้สึกที่ต่ำเตี้ยติดพื้นมากกว่าเดิม อาจเป็นเพราะช่วงนี้สื่อสายยานยนต์ใช้ชีวิตอยู่บนรถ SUV ยกสูงมากเกินไปหน่อย มิติตัวถังของ A5 Avant รุ่นใหม่ ทั้งยาวขึ้น สูงขึ้น และกว้างขึ้นกว่ารุ่นก่อน ตัวถังซีดานและแวกอน (Avant) มีความยาวเท่ากันเป๊ะที่ 4.8 เมตรกว่าๆ หน้าตาดูเพรียวลมและดุขึ้น หรูหรามาอีกนิดนึง ส่วนภายในห้องโดยสารนี่บอกเลยว่าอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียบ!


...



ถามว่าขับสนุกไหม? ก็คงพูดได้เต็มปากว่า สนุกแบบนวลๆ  สิ่งที่คุณจะสัมผัสได้ทันทีคือ Audi ตั้งใจและพยายามอย่างมากในการเซ็ตติ้งรถคันนี้ให้ออกมาแบบมีฟีลลิ่งที่เป็นกลางมาก ควบคุมง่าย แรงมุทะลุดุดันแบบผู้ดี ส่วนการยึดเกาะที่เป็นหัวใจหลักของแบรนด์พอขับเร็วแล้วก็รู้สึกได้ถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม รถยนต์ในตระกูล A5 ใหม่ทุกรุ่น  จับคู่กับระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 สปีด เกียร์ลูกนี้บอกเลยว่าต้องสู้งานหนักและขยันขันแข็งเป็นพิเศษ คอยเค้นพลังส่งตัวรถให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง อันที่จริง ฟีลลิ่งไม่ได้ดุดันดิบเถื่อนระดับชวนหัวทิ่มเหมือนเครื่อง V6 เทอร์โบคู่บล็อกในตำนานของ RS5 รุ่นก่อน  ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะถนนฉุดกระชากร่างให้ทำตัวเลข 0-100 กม./ชม. ไวขึ้นเหลือเพียง 5 วินาทีนิดๆ เท่านั้น!

...


...

ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)  เป็นการฟีเจอริ่งกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ประกบมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ขนาดความจุใช้งานจริง 20.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) รีดพละกำลังรวมกันออกมาได้สูงสุดถึง 295 แรงม้า กับแรงบิด 450 นิวตันเมตร (332 lb ft) แรงจัดจ้านจนกด 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาสั้นๆ แค่ 5.9 วินาที แต่ A5 ใหม่ ทั้ง Tech Plus และ Tech Pro เหมาะกับการขับขี่แบบสุขุมนุ่มลึกไม่กระโชกโฮกฮากซะมากกว่า ถ้าต้องการจะปั้นตัวเลขให้ได้ตามที่โรงงานเคลมไว้หรูๆ ว่าประหยัดน้ำมันถึง 50 กิโลเมตร/ลิตร (141.1 mpg) และสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร  ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง!




Audi BMW และ Mercedes-Benz ใช้วันเวลาที่ผ่านมาพึ่งพาบารมีเก่า ทั้งความคุ้นชินของลูกค้า และความถวิลหาอดีต ในการดันยอดขายรถรุ่นใหม่ของตัวเองมาอย่างยาวนาน แต่ต้องยอมรับความจริงว่าใน พ.ศ. นี้  Audi A5 ไม่ใช่รถสามัญประจำบ้านที่จะพบเห็นได้เกลื่อนถนนเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากภาษีนำเข้าที่ทำให้ราคาของรุ่นแวกอนทะยานไปถึง 4 ล้านบาท แทนที่จะเป็น 3.4 ล้านเหมือน A4 Avant รุ่นที่แล้ว หากคุณเป็นสายซิ่งที่เลือกฟีลลิ่งการขับขี่ต้องมาก่อนความเอนกประสงค์ บอกได้คำเดียวว่า A5 คันนี้ขับดีทิ้งห่างรถ SUV ทุกรุ่นแบบไม่เห็นฝุ่น! แน่นอนว่าเจ้าของรถต้องแลกกับการสูญเสียพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถที่ไม่กว้างขวางจุใจเท่ากับพวกตัวลุยยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่การขับของA5 แวนนั้น เหมือนจะรักษามรดกตกทอดและวัฒนธรรมของแบรนด์สี่ห่วงเอาไว้อย่างเหนียวแน่น การเซ็ตรถแรงๆ เตี้ยๆ ให้ขับได้อย่างนุ่มสบาย มีแค่ Audi เท่าน้นที่ทำได้ นอกนั้นดูเหมือนจะดีแต่ก็กระด้างกว่าอย่างเห็นได้ชัด




ในด้านความประหยัด  เครื่องยนต์เบนซินปลั๊กอินไฮบริดช่วงเปิดตัวทำตัวเลขเคลมเฉลี่ยอยู่ราวๆ 14-16 กิโลเมตร/ลิตร และอย่างน้อยที่สุด Audi A5 เสียบปลั๊กก็ยังมีจุดเด่นในเรื่องของความประหยัดที่สมเหตุสมผลและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ไม่ทำร้ายกระเป๋าเงินจนเกินไป (จริงหรือ?) ส่วนพื้นที่เบาะหลังถือว่ากว้างขวางพอนั่งได้สบายๆ สำหรับผู้โดยสารสองคน (แต่รุ่น Sportback มีพื้นที่เหนือศีรษะหรือ Headroom มาค่อนข้างน้อย คนตัวสูงอาจอึดอัด) ขณะที่พื้นที่เก็บกระเป๋าเดินทางและข้าวของต่างๆ ก็ให้มาแบบเหลือเฟือ สำหรับสิ่งที่ทำให้Audi เกิดปัญหาก็คือ ราคา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องของ “ราคาค่าตัว” ที่แพงกว่าคู่แข่ง เพราะเมื่อคำนวณแล้ว ตระกูล A5 ใหม่ที่มีค่าตัวอยู่ราวๆ  3,999,000 บาท รวมภาษีนำเข้าเรียบร้อย  ถือว่าแพงกว่าเดิมค่อนข้างมากเหมือนกัน แต่การพ่วงระบบปลั๊กอินเข้าไปพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกภายในใหม่หมดก็มีต้นทุนที่ไม่ถูก ยิ่งเจอกับอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ทำให้โอกาสในการได้รถดีๆ ไปใช้ก็ลดน้อยลงไปอีก จากระดับของราคาที่ใกล้เคียง 4 ล้านบาท 

ไดนามิกและการทรงตัวของ Audi A5 คันนี้ พูดกันตามตรงคือ เซ็ตมาเนียนลงตัวพอที่จะต่อกรกับ BMW Series 3 Touring หรือ New C-Class Estate สำหรับจุดเด่นที่ A5 Avant เอาชนะรถคู่แข่งทั้งสองแบรนด์ก็คือ ทั้ง Benz และ BMW ไม่มีตัวสเตชันแวกอนขายในไทย และ A5 ก็ขับสนุกกระฉับกระเฉงกว่า ด้วยความพยายามที่จะจับปลาสองมือ มันโดยเด่นทั้งเรื่องความสปอร์ตและนุ่มสบายไปพร้อมๆ กัน  เจ้าของรถจะได้ความกลมกล่อมลงตัวแบบพอดี แรงได้และประหยัดพอตัวเมื่อขับแบบเรื่อยๆ ไม่รีบเร่ง 




ในความเป็นจริง New Audi A5 คันนี้ก็คือรถที่แฟนคลับสี่ห่วงคุ้นเคยและรู้ไส้รู้พุงกันดีในทุกมิติ จะมีก็แต่เรื่องชื่อรุ่นเท่านั้นแหละที่ทำให้สับสน และการตั้งชื่อใหม่ของค่ายสี่ห่วงก็จะเริ่มเข้าที่เข้าทางทำให้คนจำได้ในอนาคตอันใกล้ เมื่อมองย้อนกลับไป รถรุ่นพี่นั้นขึ้นชื่อลือชาเรื่องความทนทาน เป็นรถขับทางไกลที่วิ่งยาวๆ แบบไม่มีงอแง ซึ่งเจ้า A5 เจนล่าสุดนี้ก็ยังคงสืบทอดดีเอ็นเอความน่าเชื่อถือตรงนั้นมาได้อย่างครบถ้วน เทรนด์ของ Audi ยุคนี้ พยายามยัดเยียดเทคโนโลยีล้ำๆ เข้ามาแน่นรถมากจนเกินไป เริ่มกลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญและน่าปวดหัวสำหรับคนขับ นอกจากนี้ หากคุณมีลูกๆ ที่ต้องคอยรับส่งไปไหนมาไหนด้วยล่ะก็ ข้ามรุ่น Sportback ไปได้เลยเพราะรุ่นแวกอนอย่าง Avantเหมาะสมกว่าด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางมากกว่า 

 



ระบบบังคับเลี้ยวและแฮนด์ลิงที่เฉียบคมถูกแทรกแซงด้วยชุดเฝ้าระวังสำหรับนักขับหน้าใหม่  นั่นทำให้เจ้า A5 คันนี้เดินตามหลังคู่แข่งตลอดกาลในเซกเมนต์เดียวกันอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งที่มันเป็นรถที่เพิ่งเปิดตัวโมเดลเชนจ์มาใหม่สดๆ ร้อนๆ แท้ๆ ท้ายที่สุดแล้ว การที่ Audi A5 พยายามจะยืนเหยียบเรือสองแคม อยู่ตรงกลางระหว่างความนุ่มนวลและความสปอร์ตแบบกั๊กๆ มันเลยกลายเป็นการทำออกมาแบบไปไม่สุด   














งานตกแต่งภายในของ Audi A5 แน่นอนว่า นี่คือรถที่ให้ความหรูหราและความสะดวกสบายอย่างเต็มเหนี่ยวในราคา 3.9 ล้านบาท วัสดุที่ใช้จึงมีความประณีต แต่ก็ไม่หรูจนเกินไป จนคุณไม่สามารถขับไปไหนมาไหนได้โดยมีลูกๆนั่งอยู่ด้านหลัง อย่างไรก็ตาม พลาสติกสีดำเงาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ปรากฏอยู่ทั่วทุกมุมด้านหน้า และจากประสบการณ์ มันจะสกปรกง่ายมาก  Volkswagen Group หลงทางไปบ้างในเรื่องการออกแบบภายใน แต่ A5 ก็มาพร้อมระบบควบคุมด้วยเสียงที่ล้ำหน้ากว่า ปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยกดโดนโดยไม่ตั้งใจได้ง่ายถ้าไม่ระวัง พื้นที่หน้าจอสัมผัสบางส่วนที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับระบบควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร เบาะปรับไฟฟ้า แดชบอร์ดคอนโซลดูซับซ้อน มีจอภาพมาให้ถึงสามจอ สำหรับคนขับสองจอและผู้โดยสารตอนหน้าอีกหนึ่งจอ 





ดูไปแล้วหน้าจอมันใหญ่ไปหน่อย อาจจะไม่ใช่ จอ Hyperscreen ของ Mercedes แต่จอนี้ก็กินพื้นที่บนแดชบอร์ดมากจนมองข้ามอย่างอื่นไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถรุ่นสเปคสูงที่มีจอสัมผัสขนาด 10.9 นิ้วสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า รวมถึงจอดิจิทัลขนาด 11.9 นิ้วและจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 14.5 นิ้วอีกด้วย การเชื่อมต่อไร้สายสำหรับ Apple และ Android การชาร์จแบบไร้สาย  มาพร้อมกับพัดลมระบายความร้อนด้านล่างเพื่อป้องกันไม่ให้โทรศัพท์ร้อนจัดเกินไปในระหว่างการเติมไฟ  การออกแบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารทั้งโทนสีและรูปแบบที่ค่อนข้างเรียบง่าย  แถบไฟ LED ในประตูและตามฐานกระจกหน้ารถที่จะสว่างขึ้นพร้อมกับคำแนะนำการนำทาง ไฟที่ขอบคอนโซลยังแจ้งเตือนถึงความปลอดภัยต่างๆ แสงจะปรากฏขึ้นบนขอบของคอนโซลด้านใดด้านหนึ่งเมื่อเปิดไฟเลี้ยว 




สำหรับหน้าจอแดชบอร์ดและเทคโนโลยีใหม่ โดยรวมแล้วถือว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย: หน้าจอทำงานได้ดี ภาพคมชัด ตอบสนองเร็ว และมีข้อมูลมากมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของคุณ แต่บางทีอาจจะมากเกินไป การต้องคอยปรับแต่งหน้าจอสัมผัสตรงกลางอาจทำให้เสียสมาธิได้ แม้ว่าไอคอนจะใหญ่และแตะได้ง่ายแค่ไหนก็ตาม หน้าจอฝั่งผู้โดยสา สงสัยว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายรถในโชว์รูม แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันใช้งานได้น้อย  นอกจากระบบนำทางและวิทยุแล้ว มันยังสามารถเล่นวิดีโอได้  แต่...คนส่วนใหญ่ก็คงดูโทรศัพท์ของตัวเองมากกว่า หน้าจอสัมผัสตรงกลางเอียงออกจากผู้โดยสาร  งานออกแบบทั้งหมดเน้นความเรียบง่ายแต่หรูหราด้วยการเลือกใช้วัสดุ






Audi A5  นั่งสบายในส่วนหน้า มีพื้นที่กว้างขวางให้นั่งได้อย่างสะดวกสบาย และมีพื้นที่วางขาด้านหลังพอสมควร  รูปหลังคาแก้ว Panoramic มีฟิลม์ที่ปรับความเข้มเพื่อลดแสงและอุณหภูมิได้ แต่เจ้าของรถส่วนใหญ่น่าจะไปติดฟิลม์เพิ่มเพราะดูแล้วมันโปร่งมากเกินไปแม้จะปรับให้กระจกหลังคาทึบแสงแล้วก็ตาม ทรงหลังคาที่เพรียวบางทำให้พื้นที่เหนือศีรษะด้านหลังลดลง คนสูง 180 เซนติเมตร นั่งโดยสารที่เบาะหลังได้ และถ้าเลือก Audi Avant แน่นอนว่า พื้นที่เก็บสัมภาระจะกว้างขวางพอๆกับเอสยูวีเลยทีเดียว  พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีขนาด 485 ลิตรในรุ่นสเตชั่นแวกอนที่มากกว่ารุ่น Sportback 31 ลิตร   หากพับเบาะลง จะมีพื้นที่เก็บสัมภาระมากถึง 1,306 ลิตรในรุ่นสเตชั่นแวกอน PHEV 


ระบบเสียงใน Audi A5 Avant e-hybrid quattro รุ่นใหม่ล่าสุด บอกเลยว่าหมากเกมนี้ของ Audi ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะทำวิศวกรรมตัวรถมาดีบนแพลตฟอร์มใหม่อย่าง PPC แล้ว ในพาร์ทของระบบเสียงพรีเมียม แบรนด์สี่ห่วงยังคงจับมืออย่างเหนียวแน่นกับ Bang & Olufsen (B&O) เพื่อออกแบบระบบ Acoustic ภายในห้องโดยสารแบบตลบหลังคู่แข่งร่วมสัญชาติอีกตะหากเพื่อความเหนือกว่าด้านเสียงดนตรีขณะเดินทาง สำหรับรายละเอียดชุดเครื่องเสียงระดับท็อปของรุ่นนี้ มีความน่าสนใจในเชิงวิศวกรรมเสียง จากโครงสร้างและจำนวนลำโพง ที่มากถึง 20 ตำแหน่ง พร้อมกำลังขับ 810 วัตต์ 

สำหรับเวอร์ชันท็อปสุด (หรือออปชันที่พ่วงมากับ Technology Pack / ตัวรถกลุ่มพรีเมียมอย่าง Vorsprung) ระบบเสียง Bang & Olufsen 3D Premium Sound System จะถูกอัปเกรดขึ้นไปใช้สเปกโหด กำลังในภาคขยายแอมพลิฟายเออร์: ให้กำลังขับรวมสูงถึง 810 วัตต์ อัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นก่อน ที่มักจะอยู่แถว 685 วัตต์ มีลำโพงให้มาทั้งหมด 20 ตำแหน่ง รอบทิศทาง เทคโนโลยีแอมป์ ไดรเวอร์ตัว Woofer และ Subwoofer ขับเคลื่อนด้วยแอมป์ดิจิทัลประสิทธิภาพสูงตระกูล ICEpower การจัดการพลังงาน มีความร้อนต่ำ และให้ไดนามิกของเนื้อเสียงเบสที่สะอาด วิศวกรรม Headrest Speakers" (ลำโพงฝังพนักพิงศีรษะ)

นี่คือความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในห้องโดยสารยุคใหม่ของ Audi ครับ เขาทำการฝังลำโพงขนาดเล็กจำนวน 4 ตัว เข้าไปที่พนักพิงศีรษะ (Headrest) ของเบาะนั่งคู่หน้า (ฝั่งละ 2 ตัว)  ประโยชน์ในเชิง Acoustic: มันช่วยสร้างสนามเสียงแบบส่วนตัว (Personalized 3D Soundtrack) ทำให้มิติเสียงแหลมและเสียงกลางโอบล้อมใบหูได้สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องเปิดวอลลุ่มเผื่อให้ลำโพงที่แผงประตูพ่นเสียงมาถึง ฟังก์ชันอัจฉริยะ (Privacy & Isolation) ระบบสามารถแยกแยะการทำงานได้ เช่น เวลาที่พี่เปิดเพลงฟังอย่างสุนทรีย์ แต่ระบบนำทาง (Navigation) หรือเสียงเตือนของรถทำงาน ระบบจะส่งเสียงคำสั่งนั้นออกเฉพาะที่ลำโพงหัวหมอนฝั่งคนขับเท่านั้น ทำให้เพลงที่กำลังเปิดอยู่ไม่ถูกลดทอนความดังลง และไม่รบกวนผู้โดยสารท่านอื่นด้วยครับ  

มิติเสียง 3D และการจัดตำแหน่งลำโพงแบบปิด 3D Sound Generation ใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลขั้นสูงเพื่อจำลองความลึก ความกว้าง และความสูงของเวทีเสียง (Soundstage) ให้ฟิลลิ่งเหมือนนั่งฟังคอนเสิร์ตอยู่ตรงกลางห้องโดยสาร โดยเสียงร้องจะลอยเด่นอยู่เหนือแดชบอร์ดหน้าหน้าอย่างชัดเจน  Acoustic Isolation (เฉพาะรุ่น Advanced/Vorsprung) ลำโพงบางตำแหน่งจะถูกติดตั้งแยกขาดในโครงสร้างตู้ปิดที่แข็งแรง (Sealed Cabinets) ของตัวเอง ไม่ได้แปะลอยๆ เข้ากับโครงเหล็กของประตูรถ ซึ่งเหลี่ยมวิศวกรรมแบบนี้จะช่วยลดแรงสั่นสะเทือนไปยังแชสซีส์รถ (Chassis Vibration) ป้องกันเสียงเพลงเล็ดลอดออกไปนอกรถ และลดเสียงรบกวนภายนอกเข้ามาพังมิติเสียงข้างในด้วยครับ  

ความได้เปรียบเรื่องความเงียบจากระบบ e-HYBRID  มีแบตเตอรี่ลูกใหญ่ขึ้น วิ่งไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลนับร้อยกิโลเมตร ทำให้ช่วงรถติดในเมือง หรือซิ่งสั้นๆ ด้วยพลังงานไฟฟ้า ห้องโดยสารจะ "เงียบสงัดสนิท" ไม่มีแรงสั่นสะเทือน (Vibration) หรือเสียงลูกสูบของเครื่องยนต์มารบกวน Noise Floor ของระบบเสียง สัญญาณเสียงที่ปล่อยออกมาจากแอมป์ B&O จึงใส เคลียร์ และแสดงรายละเอียดเสียง (Detail Resolution) ออกมาได้ระยิบระยับเต็มศักยภาพ สเปก 20 ลำโพง 810 วัตต์ พ่วงลำโพงหัวหมอนของ Audi A5 Avant ตัวใหม่นี้ ออกแบบมาเน้นความสมจริงและมิติเสียงที่โอบล้อมหัวคนฟังแบบมีสไตล์คลาสสิกผสมความล้ำคอยคุมหน้าเวที ยิ่งอยู่ในบอดี้ทัวริ่ง (Avant) ที่ท้ายยาว พื้นที่สะท้อนเสียงด้านหลังจะเปิดกว้างกว่ารถซีดานทั่วไป ทำให้เสียงเบสและเสียงแอมเบี้ยนด้านหลังมีมิติที่โปร่งโล่งเป็นพิเศษ 

Audi A5 เจเนอเรชันล่าสุด ใช้แพลตฟอร์มใหม่ Premium Platform Combustion (PPC)  เพื่อเอาใจสายรักษ์โลกที่ยังรักความแรงด้วยเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มีการยกระดับความสบาย + นวัตกรรม + เทคโนโลยี เพื่อการขับขี่ในชีวิตประจำวัน แบตเตอรี่แรงดันสูง (HV) เจเนอเรชันใหม่  ความจุเพิ่มขึ้น 45% พ่วงระบบชาร์จพลังงานกลับจากการเบรก (Regenerative Braking) ที่ปรับให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ดันระยะทางวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกล 110 กิโลเมตร แต่ขับจริงไม่อิงการอวยทำได้ 90 กิโลเมตรโดยไม่ต้องขับแบบย่องเบา และตั้งแต่ทดสอบยานปลั๊กอินไฮบริดทั้งเยอรมัน ญี่ปุ่น และจีนก็พบว่า รถเสียบปลั๊กของ Audi ไฟในแบตฯเหนียวหนึบกว่าทุกแบรนด์ ระดับพลังงานไฟฟ้าค่อยๆลดลงตามการใช้คันเร่งที่แท้จริงไม่ได้หล่นฮวบฮาบแบบไฟรั่วเหมือนรถคู่แข่ง นี่เป็นจุดเด่นของซอฟแวร์บริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าของค่ายสี่ห่วงที่ทำออกมาได้เหนือชั้นกว่านิดๆ 

A5 ใหม่เปิดฉากประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ Audi ในกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง (Mid-size)  ด้วยการออกแบบที่เฉียบคมมากกว่าเดิม  พร้อมเทคโนโลยีระบบส่งกำลังพลังงานผสม ด้วยเครื่องยนต์สันดาปรุ่นใหม่ล่าสุด  ระบบควบคุมการทำงานแบบใหม่ กับชุดเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด เน้นความยืดหยุ่นและอัตราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น (เฉลี่ย 16.2 กิโลเมตรต่อลิตรเมื่อใช้ความเร็วปกติ และ 14.5 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อขับเร็ว) เพื่อให้จดจำได้ง่ายขึ้นหลังจากสร้างความสับสนเรื่องชื่อรหัสโมเดล Audi ใช้ชื่ออย่างเป็นทางว่า “e-hybrid”

เกอร์นอต ดอลเนอร์ (Gernot Döllner) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Audi เผยว่า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เชิงรุกด้านผลิตภัณฑ์ Audi ได้ขยายไลน์อัปของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดด้วยพละกำลังสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW) ขุมพลัง PHEV เจนใหม่ ให้การขับขี่ที่ทั้งฟิลลิ่งเดิมๆ แบบสปอร์ตและความสมดุลที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะและความประหยัด เจฟฟรีย์ บูโคต์ (Geoffrey Bouquot) กรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาเทคนิคของ AUDI AG กล่าวเสริมว่า "ระยะทางวิ่งไฟฟ้าที่ไกลขึ้น ช่วยให้เดินทางในชีวิตประจำวันโดยใช้ไฟฟ้า 100% ได้ใกล้เคียง 100 กิโลเมตร แม้จะใช้ความเร็วสูงในบางช่วง 

 

Audi A5 Avant e-hybrid quattr Thch Pro ตัวถังเอสเตท/แวกอน) และ Audi A5 Sedan e-hybrid quattro Tech Plus (ตัวถังซีดาน) กำลัง 270 กิโลวัตต์ ทั้งคู่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจหลักอย่างเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 TFSI กำลัง 185 กิโลวัตต์ (252 แรงม้า) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด  270 กิโลวัตต์ หรือ 367 แรงม้า แรงบิดปาเข้าไป 500 นิวตันเมตร ทั้งตัวถัง Sedan และ Avant กระชากร่างจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด (Top Speed) ล็อกไว้เท่ากันทุกรุ่นที่ 250 กม./ชม.

 

หัวใจสำคัญของ A5 ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่  คือแบตเตอรี่แรงดันสูงเจเนอเรชันใหม่ ติดตั้งอยู่บริเวณส่วนท้าย Audi ได้อัปเกรดความจุขึ้นมาอยู่ที่ 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) (ความจุสุทธิใช้งานจริง 20.7 kWh) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม  45% พร้อมอัปเกรดระบบชาร์จไฟกระแสสลับ (AC) รองรับสูงสุดที่ 11 กิโลวัตต์ ช่วยย่นระยะเวลาชาร์จไฟจาก 0-100% เหลือเพียง 2.5 ชั่วโมงเท่านั้น ระบบชาร์จไฟกลับจากการเบรก (Regenerative Braking)  สามารถปรับระดับการหน่วงความแรงในการดึงพลังงานกลับในโหมด EV  ผ่านแป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัย ระบบสมองกลของ A5 e-hybrid จะคำนวณให้รถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำงานร่วมกับระบบนำทาง (Navigation) เพื่อประเมินสภาพเส้นทางและดึงพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ และต่อให้ไม่ได้เปิดระบบนำทาง ตัวรถก็ยังมีระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะคอยคำนวณชาร์จไฟกลับให้อยู่ดี

 

ระบบบริหารจัดการไฮบริด (Hybrid Management) ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นประสิทธิภาพและความสะดวกสบายสูงสุด โดยระบบจะเลือกกลยุทธ์การขับเคลื่อนที่ดีที่สุดให้อัตโนมัติ ผ่าน 2 โหมดหลัก ได้แก่ 

โหมด EV รถจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%

โหมด Hybrid ระบบจะผสมผสานการทำงานอย่างสมดุล และสามารถล็อกปริมาณแบตเตอรี่ที่ต้องการเก็บไว้ใช้ในภายหลังได้ (เช่น เก็บกระแสไฟไว้ใช้วิ่งไฟฟ้าล้วนเมื่อขับเข้าเขตเมืองหลวงที่มีการจราจรหนาแน่น) ซึ่งความล้ำในรุ่นนี้คือ ผู้ขับขี่สามารถใช้นิ้วเลื่อนแถบสไลด์ดิจิทัลบนหน้าจอเพื่อเลือกกำหนดระดับแบตเตอรี่ที่ต้องการเก็บไว้ได้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก

 




ฟีลลิ่งการขับขี่ของ Audi A5 Avant Quattro e-Hybrid  มาพร้อมความสุขุมนุ่มลึกและคาดเดาอาการได้ง่ายตามความคาดหมายของรถยนต์ระดับท่อน้ำเลี้ยงหรือตัวทำเงินหลักของค่าย ซึ่ง Audi เองก็รู้มือตัวเองดีและไม่มีทางปล่อยให้รถรุ่นสำคัญขนาดนี้พังพินาศคามืออย่างแน่นอน ทุกอย่างทำหน้าที่ของมันได้อย่างที่ควรจะเป็น e-Hybrid คือรถทางไกลที่ประหยัดน้ำมัน เป็นรถที่มีความยืดหยุ่นสูง ใช้งานได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะรุ่นที่อัปเกรดพละกำลังให้แรงขึ้นด้วยการผสานระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งกลายเป็นตัวเลือกขวัญใจพ่อบ้านสายเซฟน้ำมันได้ดี แถมถ้าใครอยากได้อะไรที่เผ็ดร้อนขึ้นมาอีกหน่อย ก็ยังมีเครื่องยนต์เบนซิน V6 ในรหัส RS5 ให้เลือก ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวในตลาดโลกไปสดๆร้อนๆ และอีกเดี๋ยวก็น่าจะโผล่มาไทย 


ช่วงล่างถูกเซ็ตมาเน้นความนุ่มนวลชวนฝัน แม้จะใช้ยางแก้มอิงนรก 245/35R20 98 Y อาจจะมีอาการสะเทือนตึงตังเล็ดลอดเข้ามาให้รู้สึกบ้างตามระดับของผิวถนนที่เจอกับยางแก้มเตี้ยเรี่ยพื้น ล้อแม็กขนาดใหญ่และยางแก้มเตี้ยนั่นแหละคือตัวปัญหาที่จะต้องระวังกันอย่างที่สุด รถทดสอบที่เอามาลองใส่ช่วงล่างสปอร์ต Turanza Enliten เทคนิคใหม่ของสูตรผสมในเนื้อยางแบบซับแรงกระแทก (ตัวรถเตี้ยลง 20 มิลลิเมตร) แต่อาการตึงตังและเหนื่อยหน่อยเมื่อต้องเจอกับสภาพถนนที่เป็นคลื่นลอนและหลุมบ่อกลับน้อยลงอย่างหน้าประหลาด ระบบรองรับพยายามทำหน้าที่ซับแรงกระแทกอย่างสุดความสามารถ สรุปคือ A5 คันนี้จะฟินที่สุดเมื่อวิ่งด้วยความเร็วเดินทางไกล (Cruising speed) ซึ่งมันจะพาคุณรูดผ่านหลักกิโลเมตรบนมอเตอร์เวย์ M81 ไปได้อย่างเงียบสงบและราบรื่น



พฤติกรรมที่โตเป็นผู้ใหญ่ของ A5 อานิสงส์ส่วนใหญ่มาจากระบบรองรับ (โช้คอัพ+สปริง) ที่คอยควบคุมไม่ให้ตัวรถออกอาการยวบยาบโคลงเคลงไปมาเวลาสาดโค้ง  ไม่ว่าจะหักพวงมาลัยเข้าโค้งหักศอกแคบๆ หรือโค้งกว้างที่ใช้ความเร็วสูง  A5 Avant e-Hybrid ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเร้าใจหรือยุยงให้คุณกดคันเร่งเพิ่ม ในจุดนี้บอกเลยว่ามันเป็นรถที่มีฟิลลิ่งตามหลังคู่แข่งอย่าง BMW Series 3 หรือ  C-Class ในด้านความบันเทิงอยู่พอสมควร เนื่องจากวิศวกรจงใจเซ็ตให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างสุภาพนุ่มนวลแม้จะมีพลังล้นเหลือก็ตาม  เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร TFSI ใน A5 คันนี้ เป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่แกะกล่องจาก Audi  ทำงานอย่างเงียบเชียบและไหลลื่น แต่อาจจะต้องแลกกับการสูญเสียคาแรกเตอร์สปอร์ตเพื่อแลกกับความสุภาพเรียบร้อย นุ่มนวลและสบายตัว ซึ่งจุดนี้ เครื่องยนต์ได้อานิสงส์จากเทคโนโลยีเทอร์โบสุดล้ำ ช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดมลพิษได้ดีขึ้น แถมในรุ่น PHEV  ยังมีแรงบิดเหลือเฟือให้กดแซงได้อย่างมั่นใจ ตัวเลข 0-100 ใน 4.5 วินาทีนิดๆ บ่งบอกว่ามันไม่ได้เป็นรถที่เร็วน้องๆ ซุปเปอร์คาร์  วัตถุประสงค์ของการจูนรถในลักษณะดังกล่าวให้ออกมาในแบบ แรงแต่สุภาพและขับสบาย หากกระทืบคันเร่งในโหมด Dynamic แบบไม่ยั้ง รับรองว่าดึงกันหน้าหงายและควรมองพื้นที่โล่งข้างหน้าไกลๆ กับและเผื่อระยะเบรกให้ดีๆด้วยก็แล้วกัน    




ตามสเปกอย่างเป็นทางการ ทั้งสองรุ่น (Sportback Tech Plus / Avant Tech Pro) สามารถทำตัวเลขประหยัดน้ำมันทะลุ 14 กิโลเมตร/ลิตร (40 mpg) ได้สบายๆ และที่เจ๋งคือ ในหน้ากระดาษระบุว่า ต่อให้คุณเลือกตัวถังแวกอนท้ายตัดอย่าง Avant ก็ไม่ได้กินน้ำมันเพิ่มขึ้นเลย ระบบส่งกำลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)  เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร TFSI บล็อกแรงสุด มีพละกำลัง 248 แรงม้า  มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 141 แรงม้า รีดพละกำลังรวมกันออกมาได้สูงสุดถึง 367 แรงม้า  แรงบิดล้นๆที่ 500 นิวตันเมตร หัวใจสำคัญของขุมพลัง Audi A5 ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ อยู่ที่แบตเตอรี่แรงดันสูง (HV battery) เจเนอเรชันใหม่ ติดตั้งอยู่บริเวณท้ายรถ  หนีบความจุมาเต็มพิกัด 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) (ความจุสุทธิใช้งานจริงอยู่ที่ 20.7 kWh) ซึ่ง Audi อัปเกรดให้มีความจุเพิ่มขึ้นจากรุ่นพี่ไฮบริดตัวเดิมอย่าง A6 TFSI e ถึงราวๆ 45% แต่ที่น่าทึ่งคือ ขนาดพื้นที่ในการติดตั้งกลับใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพียงนิดเดียวเท่านั้น  ตัวแบตเตอรี่มีมิติอยู่ที่ 992 × 996 × 177 มิลลิเมตร นอกจากนี้ Audi ยังได้พัฒนาและปรับปรุงการทำงานร่วมกันระหว่างระบบเบรกแบบกลไก (ผ้าเบรกปกติ) และระบบชาร์จไฟกลับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้เนียนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบชาร์จพลังงานกลับจากการเบรก (Regenerative Braking) ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม 

เนื่องจากพื้นที่บริเวณท้ายรถมีจำกัด เซลล์แบตเตอรี่ของ A5 e-hybrid จึงถูกจัดเรียงไว้เป็นแบบชั้นเดียว (Single layer) โดยเซลล์แบตเตอรี่ทรงปริซึม (Prismatic cell) แต่ละก้อนสามารถกักเก็บพลังงานได้มากกว่าเซลล์แบบเดิมที่เคยใช้ในรถเก๋งท้ายลาดกลุ่ม C-Segment ถึงประมาณ 46% และมีความจุแสตนด์บายต่อเซลล์อยู่ที่ 70 แอมแปร์-ชั่วโมง (Ah) ยิ่งไปกว่านั้น สูตรส่วนผสมของวัตถุดิบภายในเซลล์ทั้ง 102 ก้อนนี้ ยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานได้ดี พลังงานทั้งหมดจะถูกมัดรวมกันแบ่งเป็น 6 ตับ (Stacks) ตับละ 17 เซลล์ เทคโนโลยีล้ำ Cell-to-Pack ไม่พึ่งพาโมดูลในแง่ของโครงสร้างการจัดเรียงเซลล์แบตเตอรี่ เพราะ Audi  ฉีกตำราเดิมๆ ด้วยการหันมาใช้แนวคิดใหม่อย่าง Cell-to-Pack ซึ่งกระบวนการนี้จะไม่มีการจับเซลล์แบตเตอรี่ใส่ลงในกล่องโมดูลย่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่จะนำเซลล์ทั้งหมดมาหยอดกาวและยึดเข้ากับเคสหรือกล่องหุ้มแบตเตอรี่หลักโดยตรง ผลลัพธ์ที่ได้คือ การจัดวางที่หนาแน่นขึ้น ทำให้สามารถอัดปริมาณไฟและความหนาแน่นของพลังงานเข้าไปในระบบแรงดันสูง (HV System) ได้มากขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง การพัฒนาสูตรเคมีภายในเซลล์ให้ล้ำไปอีกขั้น ทำให้รถคันนี้มีกำลังจ่ายไฟที่แรงต่อเนื่อง แม้ในยามที่แบตเตอรี่เหลือน้อย หรือต้องวิ่งใช้งานในสภาพอากาศที่หนาวจัด 

มีการอัปเกรดระบบชาร์จ AC 11 kW สองชั่วโมงครึ่งเต็ม! ปิดท้ายด้วยระบบชาร์จไฟกระแสสลับ (AC) ที่แฟนๆ สี่ห่วงต้องกดไลก์ เพราะ Audi ได้อัปเกรดกำลังชาร์จสูงสุดจากเดิมที่เป็นแบบ 2 เฟส 7.4 กิโลวัตต์ ขยับขึ้นมาเป็นระบบ 3 เฟส 11 กิโลวัตต์ (ขึ้นอยู่กับแรงดันไฟของแต่ละสถานี) ซึ่งกำลังไฟที่แรงขึ้นนี้ ช่วยย่นเวลาชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ให้เหลือเพียง 2.5 ชั่วโมง แน่นอนว่าในชุดส่งมอบรถจะมีสายชาร์จมาตรฐาน (Mode 3, หัวชาร์จ Type 2) มาให้พร้อมสรรพสำหรับการชาร์จที่บ้านหรือตามสถานีทั่วไป และสำหรับลูกค้าในยุโรป Audi ยังมีบริการ "Audi charging" ที่ช่วยให้เจ้าของรถสามารถเลือกเข้าใช้บริการสถานีชาร์จ AC ได้อย่างสะดวกรวดเร็วครอบคลุมถึง 29 ประเทศ 




ระบบหน่วงอัจฉริยะ ปล่อยไหลก็ชาร์จไฟกลับเองได้ เทียบกับตระกูล A6 ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นก่อน ต้องบอกว่า Audi ได้ยกระดับระบบชาร์จพลังงานกลับจากการเบรก (Regenerative Braking) ใน A5 e-hybrid ใหม่นี้ให้ทรงพลังขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยพื้นฐานแล้ว  รถจะพยายามวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อใช้กระแสไฟในแบตเตอรี่ให้คุ้มค่าที่สุดก่อนจะถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งความประหยัดของระบบปลั๊กอินไฮบริดของ New A5 Avant  ขึ้นอยู่กับจังหวะที่ผู้ขับถอนเท้าออกจากคันเร่ง โดยระบบจะควบคุมการชาร์จไฟกลับขณะปล่อยไหล (Overrun Recuperation) ผ่านแรงหน่วงที่ถูกเซ็ตค่าเอาไว้ตามโหมดการขับขี่ที่เลือก ผู้ขับสามารถตั้งค่าหน้าผ่านหน้าจอ MMI ให้ระบบชาร์จไฟกลับทำงานแบบอัตโนมัติได้ ทั้งในตำแหน่งเกียร์ D และเกียร์ M ระบบควบคุมการชาร์จพลังงาน จะปรับระดับความแรงในการดึงพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ด้วยตัวเองอย่างอัจฉริยะ สมองกลจะคำนวณจากข้อมูลเส้นทางที่บันทึกไว้ในระบบนำทาง (Navigation) ไม่ว่าจะเป็นความลาดชันของทางลาด, รัศมีวงเลี้ยวของโค้ง, ป้ายบอกชื่อเมือง หรือแม้กระทั่งป้ายจำกัดความเร็ว  ระบบยังเอาสภาพการจราจรและรถคันหน้ามาเป็นปัจจัยร่วมในการคำนวณ 




เมื่อเลือกโหมดชาร์จไฟกลับอัตโนมัติ ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ (Predictive Efficiency Assistant หรือ PEA) จะส่งสัญญาณคาดการณ์ล่วงหน้าเข้าไปสั่งการระบบหน่วงทันที และที่เจ๋งสุด คือ ต่อให้คุณไม่ได้เปิดระบบนำทาง เจ้า A5 e-hybrid ใหม่คันนี้ก็ยังสามารถโชว์เหนือ ชาร์จไฟกลับแบบอัตโนมัติตามสภาพทางจริงได้เองอยู่ดีเบรกเนียนไม่หน่วงจนหัวทิ่มหัวตำ ด้วยระบบไฟฟ้า ชาร์จกลับกระหน่ำ 88 กิโลวัตต์ เมื่อผู้ขับขี่เหยียบแป้นเบรกเพื่อลดความเร็ว ทั้ง A5 Avant e-hybrid quattro และ A5 Sportback e-hybrid quattro จะสามารถสลับหน้าที่ไปทำหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่แรงดันสูงได้สูงสุดถึง 88 กิโลวัตต์ เลยทีเดียว ในการใช้งานจริง มอเตอร์ไฟฟ้าจะรับหน้าที่จัดการชาร์จไฟกลับจากการหน่วงความเร็วไปมากกว่า 90% ของการเบรกทั้งหมดในชีวิตประจำวัน ความเนียนต้องยกความดีความชอบให้ระบบควบคุมการเบรกอัจฉริยะแบบผสานพลัง (integrated Brake Control System หรือ iBRS) ที่ช่วยให้การเบรกเป็นไปอย่างนุ่มนวล ไร้แรงต้านที่แป้นเบรก และดึงพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยระบบเบรกไฮดรอลิก (ปั๊มเบรกและจานเบรกปกติที่ล้อ) จะถูกสั่งให้เข้ามาทำงานเฉพาะในจังหวะที่กระทืบเบรกกะทันหันหรือเบรกหนักๆ เท่านั้น การสลับหน้าที่ไปมานี้จะไม่ส่งผลต่อความรู้สึกที่ฝ่าเท้าของผู้ขับเลยแม้แต่น้อย เพราะตัวแป้นเบรกและระบบไฮดรอลิกถูกแยกส่วนการทำงานออกจากกัน (Decoupled) มอบฟีลลิ่งการลงน้ำหนักเบรกที่เนียนแน่นและแม่นยำทุกครั้งที่เหยียบเบรกเพื่อลดความเร็ว




ดึงแป้นเปลี่ยนเกียร์สไตล์รถไฟฟ้า ล็อกระดับหน่วงได้ตามใจสั่ง มันคืออานิสงส์จากสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ล่าสุดอย่าง E³ ที่สิงสถิตอยู่ในแพลตฟอร์ม Premium Platform Combustion (PPC) ช่วยให้ A5 ใหม่ สามารถปรับระดับการชาร์จไฟกลับขณะถอนคันเร่ง (Thrust Recuperation) ในโหมดไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ถึง 3 ระดับผ่านแป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัย ถอดแบบมาจากรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ของค่ายสี่ห่วงแบบไม่มีผิดเพี้ยน โดยการกระดิกแป้นฝั่งซ้าย (เครื่องหมายลบ) จะเป็นการเพิ่มแรงหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อดึงพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ ส่วนแป้นฝั่งขวาเครื่องหมายบวก จะใช้ลดระดับการหน่วงลง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถดึงแป้นฝั่งซ้ายเพื่อหน่วงความเร็วรถล่วงหน้าก่อนเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำแทนการเหยียบเบรก และหากปรับมาที่ระดับศูนย์ (Level 0) รถปลั๊กอินไฮบริดคันนี้จะปล่อยไหล (Coast) ได้อย่างอิสระโดยไม่มีแรงดึงจากมอเตอร์มาหน่วงให้เสียจังหวะ ระบบจะหันไปชาร์จไฟกลับเฉพาะตอนที่เท้าคนขับเหยียบแป้นเบรกเท่านั้น สมองกลอัจฉริยะ ล็อกโหมดขับขี่ให้ประหยัดขั้นสุด ด้วยระบบจัดการพลังงานของ Audi A5 PHEV ใหม่  พร้อม 2 โหมดการทำงานหลัก ได้แก่ “EV” และ “Hybrid”




ในโหมด EV รถจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบ 100%  เครื่องยนต์สันดาปตื่นขึ้นมาช่วยงานเฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น ผู้ขับจงใจกดปิดระบบ EV ผ่านแถบปุ่มกดใต้จอพาโนรามิคหรือผ่านหน้าจอ MMI, เปิดใช้โปรแกรมขับขี่โหมด S, หรือเลือกโหมด Dynamic ผ่านสวิชท์ควบคุม Audi drive select หรือเริ่มเปิดระบบนำทางโดยเปิดฟังก์ชันไฮบริดช่วยขับขี่เอาไว้ นอกจากนี้ เครื่องยนต์จะคำรามขึ้นมาทันทีเมื่อคุณกดคันเร่งจมมิดแบบ Kickdown เพื่อเร่งแซง (และจะกลับเข้าสู่โหมด EV ทันทีหลังเสร็จสิ้นการแซง) แต่ถ้าไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ A5 e-Hybrid จะสูบกระแสไฟจากแบตเตอรี่มาวิ่งแบบเงียบๆ จนกว่าไฟจะหมดเกลี้ยง ทั้งนี้ ในโหมด EV แถบสไลด์ดิจิทัลสำหรับล็อกปริมาณแบตเตอรี่บนหน้าจอ MMI จะถูกล็อกไม่ให้ใช้งาน เพื่อเปิดทางให้รถใช้กระแสไฟได้อย่างเต็มเหนี่ยว โดยทำความเร็วสูงสุดในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ที่ 140 กม./ชม. และความเจ๋งคือตอนสตาร์ตรถ ระบบจะจำค่าโหมดสุดท้ายก่อนดับเครื่องให้อัตโนมัติ ไม่ต้องคอยกดตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่ขึ้นรถ





โหมด Hybrid ใช้วิ่งเมืองหรือออกทางไกลหายห่วง เมื่อสลับมาวิ่งในโหมด Hybrid สมองกลจะคอยบริหารจัดการรักษาระดับไฟในแบตเตอรี่เอาไว้ตามความเหมาะสม เพื่อเซฟพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในจังหวะที่จำเป็น เช่น เก็บไฟไว้ขับท่ามกลางสภาพการจราจรที่ติดขัดในเมือง  ตามสเปกมาตรฐาน WLTP EAER City ระบุว่า A5  e-hybrid quattro สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนในเมืองได้ไกลถึง 116 กิโลเมตร แต่พอขับจริงทำได้ 90 กิโลเมตร ถือว่าเยอะพอสมควร  เป็นความประหยัดที่สมน้ำสมเนื้อ โหมด Hybrid  เป็นคำตอบสุดท้ายทั้งการเดินทางระยะสั้นและยาว  ระบบจะประเมินสถานการณ์และน้ำหนักเท้าขวาของผู้ขับขี่ เพื่อเลือกสลับการทำงานระหว่างระบบไฟฟ้าและระบบไฮบริดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวรถจะเน้นใช้ไฟฟ้าเป็นหลักเมื่อวิ่งในเขตเมือง และจะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนการทำงานของระบบไฮบริดเมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น และถ้าเปิดระบบนำทางล็อกจุดหมายเอาไว้ สมองกลในระบบจัดสรรพลังงานจะคำนวณเส้นทางข้างหน้าล่วงหน้าทันที เพื่อวางแผนการใช้พลังงานไฟฟ้าในจุดที่เหมาะสมที่สุด เช่น เลือกเก็บไฟไว้ใช้ตอนรถติดหรือเขตชุมชนที่ใช้ความเร็วต่ำ และเมื่อระบบไฮบริดอัจฉริยะทำงานร่วมกับระบบนำทาง มันจะทำการจัดระเบียบและสั่งการข้ามระบบ (Overwrite) ค่าที่ผู้ขับขี่ตั้งไว้ก่อนหน้าทั้งหมด เพื่อล็อกเป้าหมายเดียวคือ ขับยังไงให้ประหยัดน้ำมันมากที่สุด (โดยอัตโนมัติ)

 




ฃAudi A5 Avant e-hybrid quattro โฉมใหม่ล่าสุดบนแพลตฟอร์ม PPC ถือเป็นรถยนต์สเตชันแวกอนที่หล่อเหลาตามตำนานแวกอนของ Audi  มิติตัวถังยาว 4,835 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,900 มิลลิเมตร ทรงรถได้ความเตี้ย ยาวกำลังพอดีแบบสมส่วน ไม่มีตรงไหนที่ดูขาด หรือเกิน ซุ้มล้อโป่งนูนอย่างมีมิติ จอดเทียบข้างใครก็ดูเป็นรถของคนเลือกเป็นและมีรสนิยมลุ่มลึก ไม่ใช่แค่รถแวนทรงโบราณทั่วไป คันนี้คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่ยังทำใจเปลี่ยนไปคบรถไฟฟ้า 100% ไม่ลง แต่อยากเสพเทคโนโลยีที่เงียบ ทรงพลัง และประหยัด  หัวใจหลักเครื่องยนต์ลูกผสมที่ฉลาดขึ้น พกลิเธียมไอออนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 25.9 kWh (Net 20.7 kWh) ซึ่งใหญ่พอๆ กับรถไฟฟ้า 100% ไซส์เล็กยุคก่อน ทำให้สามารถทำระยะทางวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลถึง 95 - 108 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP หรือลากยาวไปได้ถึง 114 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ขับจริงทำได้ 90 กิโลเมตร ไฟในแบตฯลงช้าไม่ฮวบฮาบแบบรถปลั๊กอินของคู่แข่ง ช่วยให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันในเมืองไปกลับที่ทำงานแทบไม่ต้องใช้น้ำมันสักหยด วิ่งเป็นรถไฟฟ้า BEV  เงียบสงัด Noise Floor ต่ำ พอเสาร์-อาทิตย์จะออกไปขับซิ่งต่างจังหวัด เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร TFSI เทอร์โบ ก็พร้อมทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทันทีโดยไม่มีคำว่ากังวลเรื่องสถานีชาร์จ แถมยังอัปเกรดระบบชาร์จภายในรถ (On-board Charger) เป็น 11 kW (3-Phase AC) สามารถชาร์จไฟจาก 0-100% ผ่าน Wallbox ที่บ้านได้ในเวลาเพียง 2.5 ชั่วโมง หัวค่ำเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ก่อนนอน พอไม่นานแค่ 3 ชั่วโมงก็เต็มพร้อมซิ่ง






DNA การขับขี่ กำลังที่มีให้ 270 kW (367 แรงม้า) รีดแรงบิดมหาศาลระดับ 500 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที ให้แรงดึงหลังติดเบาะ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro with ultra technology ที่ชาญฉลาด คอยส่งกำลังไปล้อหลังทันทีที่ตรวจพบการลื่นไถลหรือเมื่อกดคันเร่งหนัก ทำให้เกาะถนนหนึบหนับขับสนุกและคิกดาวน์ได้ดั่งใจ โดยความเร้าใจทั้งหมดนี้ถูกควบคุมอยู่ภายในห้องโดยสารดีไซน์ใหม่หมดแบบ Digital Stage โอบล้อมด้วยหน้าจอโค้ง OLED ประกอบด้วยหน้าจอมาตรวัด Virtual Cockpit ขนาด 11.9 นิ้ว หน้าจอ MMI Touch ขนาด 14.5 นิ้ว และหน้าจอแยกสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 10.9 นิ้ว พร้อมระบบ Privacy Mode ไม่ให้รบกวนสายตาคนขับ




สิ่งที่เป็นไฮไลท์เด็ดสำหรับคนเล่นเครื่องเสียงคือ สุนทรียภาพจากระบบเสียง Bang & Olufsen 3D Premium Sound System สเปกโหดพละกำลังแอมพลิฟายเออร์ดิจิทัลตระกูล ICEpower รวมสูงถึง 810 วัตต์ อัดลำโพงมาแน่นๆ 20 ตำแหน่งรอบทิศทาง โดดเด่นด้วยหมัดเด็ดเชิงวิศวกรรม Acoustic อย่าง "Headrest Speakers" ลำโพงขนาดเล็ก 4 ตัวที่ฝังเข้ากับพนักพิงศีรษะของเบาะนั่งคู่หน้า ช่วยสร้างสนามเสียงแบบส่วนตัวโอบล้อมใบหูโดยไม่ต้องเปิดวอลลุ่มเผื่อ แถมยังมีฟังก์ชันอัจฉริยะแยกเสียงคำสั่งระบบนำทางหรือเสียงเตือนให้ดังเฉพาะหัวหมอนฝั่งคนขับ เพลงที่เปิดอยู่จึงไม่ถูกลดทอนความดังและไม่รบกวนผู้โดยสารท่านอื่น ลำโพงบางตำแหน่งยังติดตั้งแยกขาดในโครงสร้างตู้ปิด (Sealed Cabinets) ของตัวเองเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนไปยังแชสซีส์รถ ป้องกันเสียงเพลงเล็ดลอดออกไปนอกรถ และลดเสียงรบกวนภายนอกเข้าพังมิติเสียงข้างใน ยิ่งระบบนี้ได้ทำงานควบคู่กับความเงียบสงัดของระบบ e-HYBRID ที่ไม่มีแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์มารบกวน รายละเอียดเสียงจึงใส เคลียร์ และแสดงมิติความลึก ความกว้าง ความสูงของเวทีเสียง (Soundstage) ออกมาได้ระยิบระยับเต็มศักยภาพ ยิ่งอยู่ในบอดี้ทัวริ่ง (Avant) ที่ท้ายยาว พื้นที่สะท้อนเสียงด้านหลังยิ่งเปิดกว้างโปร่งโล่งเป็นพิเศษ



จุดที่ต้องนำมาพิจารณา คือ พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถที่ลดลงเหลือ 361 ลิตร (พับเบาะได้ 1,306 ลิตร) เนื่องจากต้องแบ่งพื้นที่ใต้ห้องสัมภาระด้านหลังไปวางแพ็คแบตเตอรี่ลูกใหญ่ ซึ่งน้อยกว่ารุ่นน้ำมันล้วนที่กว้างราวๆ 476 ลิตรอยู่พอสมควร และไม่มีพื้นที่สำหรับยางอะไหล่ใต้พื้นรถ แต่โดยรวมแล้ว การขับที่ยอดเยี่ยมของมันทำให้ลืมเรื่องที่เก็บสัมภาระท้ายรถ นี่คือรถสำหรับคนที่เกลียดการรอคิวที่ตู้ชาร์จ แต่อยากเสพความเงียบและแรงบิดแบบรถไฟฟ้าในวันทำงาน และพร้อมระเบิดพลังขับสี่ Quattro บู๊ทางไกลในวันหยุด มอบคำตอบที่กลมกล่อมและเปี่ยมด้วยรสนิยมอย่างที่สุด ข้อสำคัญ แบรนด์อื่นเลิกขายรถแวนไปนานแล้ว เหลือแค่ Audi นี่แหละที่เท่อยู่คนเดียว. 


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/