Mitsubishi X Force HEV พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับตลาดรถยนต์ในอาเซียน เน้นอุปกรณ์ไฮเทค ความคล่องตัวและประสิทธิภาพการใช้งาน เป็นรถยนต์ 5 ที่นั่งสไตล์ครอสโอเวอร์ที่มีความอเนกประสงค์ X Force อยู่ในกลุ่มเดียวกับ Corolla Cross Honda HR-V Subaru XV มีการผสมผสานประโยชน์ใช้สอย ความน่าเชื่อถือในหลากหลายด้านโดยเฉพาะระบบความปลอดภัยและระบบช่วยทรงตัว ความสะดวกสบายด้านพื้นที่ใช้สอยแบบรถ SUV รวมถึงสมรรถนะทางฝุ่น ที่รู้กันดีว่าเป็นเอกลักษณ์ของยานยนต์จาก Mitsubishi Motors
...
Xforce HEV IGNITE 899,000 บาท
Xforce HEV ULTIMATE 1,039,000 บาท
Xforce HEV ULTIMATE X 1,089,000 บาท (คันทดสอบ)
สีตัวถังภายนอก
สีขาวมุก White Diamond
สีเงิน Blade Silver Metallic
สีเทา Graphite Grey Metallic
สีดำ Jet Black Mica
สีเหลือง Energetic Yellow
สีแดง Red Metallic (คันทดสอบ)
...
มองกันดีๆ แม้จะดูหัวโต แต่ Xforce วางรูปลักษณ์ให้มีความทันสมัย ทรงครอสโอเวอร์ของมัน คล้ายรถอเนกประสงค์ฝั่งยุโรปมากกว่าจะเป็นรถญี่ปุ่นในยุค 2025 กระจังถูกดีไซน์ให้กลมกลืนไปกับกันชนหน้า ไฟหน้า LED กับไฟหรี่กลางวัน LED Daytime Runninglight ชุดกระจังพลาสติกสีดำ ตัดขอบสี่เหลี่ยมด้วยโครเมี่ยมสีเงิน กันชนหน้าเล่นเหลี่ยมมุมกับกระจังเพื่อสร้างมิติของความลึก! ไฟตัดหมอก LED ติดตั้งอยู่ที่ชายล่างบริเวณมุมทั้งสองข้างของกันชน ขอบฝากระโปรงหน้ามีตัวอักษร Xforce นั่นคือรุ่น ULTIMATE X คันทดสอบ ราคา 1,089,000 บาท ยังไม่รวมกับโปรของMitsubishi ที่ปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย
...
...
ด้านข้างของตัวถัง เน้นมิติของซุ้มล้อด้วยพลาสติกกันกระแทกสีดำ บังโคลนหน้า-หลังที่ยกขอบให้นูนขึ้นมา เส้นด้านข้างของตัวรถอยู่ชายล่างของบานประตู เชื่อมโยงกับพลาสติกกันกระแทกที่ติดตั้งอยู่บริเวณส่วนล่างของประตูทั้งหน้า-หลัง มือจับที่เปิดประตูสีเดียวกับตัวถัง เสาอากาศครีบปลาฉลาม สัญลักษณ์ Hybrid EV ที่ส่วนบนของบานประตูหน้า ล้ออัลลอยลายกงจักรสีดำสลับเงิน ขนาดขอบ 18 นิ้ว ยาง bridgestone alenza ไซล์ 225/50R18 95V มิติตัวถัง ยาว 4,390 มิลลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร สูง 1,660 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,245 กิโลกรัม ถือว่าเบาใช้ได้เพราะชุดไฮบริดมีแค่แบตเตอรี่เล็กๆ เท่านั้น สำหรับความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ อยู่ที่ 183 มิลลิเมตร ออกแนวครอสโอเวอร์ขับลุยน้ำท่วมขัง 30 Cm. หรือ ขับบนทางลูกรังแบบชิลๆ
ความจุถังเชื้อเพลิง 42 ลิตร ค่อนข้างเล็ก เติม 1000 บาท ก็แทบจะเต็มถังแล้ว 43 ลิตร ขับดีๆ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 17 กิโลเมตรต่อลิตร หากขนาดถังน้ำมัน 43 ลิตร สามารถคำนวณระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน - 731 กิโลเมตร แม้ว่าตัวเลขทางทฤษฎีจะอยู่ที่ 731 กิโลเมตร แต่ในสถานการณ์จริงมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม น้ำมันสำรอง โดยปกติเมื่อไฟเตือนน้ำมันโชว์ จะยังมีน้ำมันค้างถังอยู่ประมาณ 5-8 ลิตร เพื่อป้องกันปั๊มติ๊กเสียหาย ดังนั้นระยะทางที่วิ่งได้อย่างปลอดภัยจะอยู่ที่ประมาณ 600-640 กิโลเมตร สภาพการจราจร หากวิ่งในเมืองที่รถติดขัด อัตราสิ้นเปลืองจะตกลงจาก 17 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับพฤติกรรมการขับขี่ก็ยังส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลือง ขับทดสอบ มีการเร่งแซงบ่อย ใช้ความเร็วสูงเพื่อจับอาการทั้งทางตรงยาวและการเข้าโค้งที่เร็วกว่าปกติ ทำให้ระยะทางสูงสุดลดน้อยลงกว่าตัวเลขคำนวณ
บั้นท้ายใช้ฟท้าย LED มีดีไซน์ขอบตวัดลงด้านล่างที่แปลกตา ฝาท้ายไฟฟ้า พร้อมเซนเซอร์ กันชนหลังออกแบบได้ดีเพื่อเพิ่มมิติความคมชัดและลึกของทั้งฝาท้ายและกันชนที่เชื่อมต่อกัน ไม่มีส่วนไหนที่ดูขาด หรือเกินสำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของ Mitsubishi Xforce โดยเฉพาะองศาความลาดเอียงของเสาหน้า กับเสาท้ายขนาดใหญ่บนสีตัวถังแบบทูโทนที่ทำให้รถดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น
Mitsubishi xForce HEV ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับ Xpander HEV แต่มีการปรับเปลี่ยนหลายจุดเนื่องจากเป็นรถคนละประเภท เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงสี่สูบใน X-Force ถูกจูนใหม่ให้ตอบสนองได้สอดคล้องกับ 7 โหมดขับเคลื่อนหลัก เพื่อส่งถ่ายความเป็น ไฮบริดอีโมชัน HEV e:Motion 1.6 Hybrid เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงสี่กระบอกสูบ รหัส 4A92 ความจุ 1.6 ลิตร 1,590 ซีซี. ระบบวาว์ลแปรผัน MIVEC กำลังสูงสุด 107 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้า กำลัง 116 แรงม้า แรงบิด 255 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาดเล็กความจุแค่ 1.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง เกียร์อัตโนมัติ 2-Speed Transaxale ขับเคลื่อนล้อหน้า Mitsubishi เคลมอัตราสิ้นเปลือง Xforce ถึง 24.4 กิโลเมตรต่อลิตร
โหมดการขับขี่ Drive Mode : Normal / Wet / Gravel / Mud / Tarmac ช่วงล่างด้านหน้า แมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คอัพ เหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชันบีมคานแข็ง ระบบเบรก ด้านหน้าและ หลังใช้ดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ
ชุดตกแต่งกันชนหลัง
ชุดตกแต่งด้านข้างประตู
ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว สีทูโทน
ยาง Bridgestone ALENZA ขนาด 225/50 R18
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Brake Hold
ไฟหน้า LED
ระบบเปิด-ปิด ไฟหน้า แบบอัตโนมัติ
ไฟท้าย LED โคมสีรมดำ Smoke Chrome
ฝาท้าย เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า
ระบบเปิด-ปิด ฝาท้าย โดยไม่ต้องใช้มือ Kicks Sensor
ภายในห้องโดยสาร สีดำ Black / สีน้ำตาล Mocha
วัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสาร White Melange Fabric
เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง แบบลดความร้อน Anti-Temperature Rise
เบาะนั่งด้านหลัง แยกอิสระ 60 : 40
เบาะนั่งด้านหลัง ปรับเอนได้ 8 ระดับ
มาตรวัด Full Digital ขนาด 8 นิ้ว
หน้าจอกลาง Touchscreen ขนาด 12.3 นิ้ว
รองรับ Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย Wireless
ระบบเสียงรอบทิศทาง YAMAHA Premium Sound
ลำโพง 8 ตำแหน่ง
ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Wireless Charger
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา Dual Zone
ระบบปรับสมดุลอากาศ Nanoe X
ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
กล่องเก็บของสามารถแช่เครื่องดื่มเย็น Cool Box
ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร Ambient Light
ระบบเบรก ABS / EBD / BA
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA
ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ASC
ระบบ Active Yaw Control
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ DIAMOND SENSE
ระบบเตือนมุมอับสายตา BSW
ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง RCTA
ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCM
ระบบไฟสูงอัตโนมัติ AHB
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control
ระบบเตือนเมื่อรถด้านหน้าเคลื่อนที่ LCDN
กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา
ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า-ด้านข้าง-ม่านนิรภัย)
ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS
ห้องโดยสารสีทูโทนสว่างตาในส่วนของแดชบอร์ดคอนโซลที่มีการใช้ผ้าสีเทามาหุ้มกับพลาสติกที่มีโทนสีตัดกัน เบาะปรับไฟฟ้าหุ้มหนัง ตัวเบาะนั่งสบายใช้ได้ การปรับเบาะค่อนข้างครอบคลุมต่อสรีระของคนขับ ตำแหน่งการใช้อุปกรณ์ โดยเฉพาะจอภาพมอนิเตอร์กลางกับคันเกียร์ที่จับหรือแตะได้อย่างถนัดมือ พื้นที่ของเบาะคู่หน้ามีพอเพียง รวมถึงเบาะหลังปรับได้แบบ 40:20:40 หรือปรับเอนได้ 8 ระดับเพื่อเอนหลังสบายๆเวลาเดินทางไกล เบาะหลังมีพื้นที่วางเท้ามากพอ การออกแบบแนวของหลังคาและความสูงทำให้นั่งเบาะหลังแล้วไม่อึดอัด แต่นั่งสองคนสบายตัวกว่านั่งเบียดกันไปถึงสามคน Mitsubishi แจ้งว่า หนังสังเคราะห์ที่ใช้หุ้มเบาะเป็นแบบ Heat Guard ช่วยป้องกันและสะท้อนความร้อนจากแสงแดด ไม่มีหลังคาพาโนรามิกไฟฟ้า นั่นตัดปัญหาเรื่องน้ำรั่วเมื่อใช้งานไปนานๆออกไปได้ แต่ก็ไม่ครบเท่าที่ลูกค้าบางคนอยากจะได้ในจุดนี้
อีกตำแหน่งที่ Mitsubishi นำเสนอได้ดี ก็คือ เครื่องเสียง Yamaha ซึ่งถือเป็นแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำของญี่ปุ่นที่ผมใช้อยู่ในบ้าน (Yamaha DSP A1 AV) Xforce ติดตั้งเครื่องเสียง dynamic sound yamaha premium sound system พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง การติดตั้งชุดลำโพงที่มีกำลังขับสูง ทำให้แผงประตู คอนโซล และชิ้นส่วนอื่นๆ ถูกปรับให้ต้องรองรับพลังเบสที่ออกมาจากลำโพงและอาจสร้าง resonance หรือเสียงรบกวนซึ่งกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ไม่พึงประสงค์เมื่อเล่นเพลงดังๆ ทวิตเตอร์คู่หน้า อยู่ในเสา A ส่วนชายล่างของบานประตูทั้งสี่ก็มีลำโพง Yamaha ฝังอยู่เพื่อสร้างมิติ ความชัดและลึกของดนตรี dynamic sound yamaha premium มาพร้อมโปรแกรมการปรับแต่งเสียง 4 แบบ เพื่อให้มีความสมดุลกับประเภทของเพลงที่เล่น เมื่อลองฟังดู ก็ต้องบอกว่า ลำโพงที่ให้เสียงเป็นธรรมชาติของ Yamaha ใน Xforce เหมาะกับเพลงคลาสสิก เพลง Jazz หรือดนตรีบรรเลงที่ใช้เครื่องดนตรีธรรมชาติมากที่สุด ส่วนเพลงวัยรุ่นว้าวุ่นสมัยใหม่ถ้าชอบก็เล่นได้เลย
หน้าจอมอนิเตอร์กลาง ขนาด 12.3 นิ้ว สั่งงานด้วยระบบสัมผัส มีความคมชัดและมีลูกเล่นแพรวพราว ใช้แสดงผลได้อย่างหลากหลาย ควบรวมกับระบบอินโฟเทนเมนท์ การเชื่อมต่อ การปรับตั้งค่าต่างๆของตัวรถและการเลือกดูข้อมูลสำคัญของระบบขับเคลื่อน รวมถึงการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับอุปกรณ์ไฟฟ้าพกพาต่างๆ จอแสดงผลกลาง ออกแบบให้เป็นแบบมัลติวิกเจ็ต จอภาพแบ่งออกเป็นสามส่วนเพื่อแสดงข้อมูลต่างๆ พร้อมกันบนหน้าจอเดียว จุดที่ชอบคือการแสดงมาตรวัดที่คล้ายกับมาตรวัดอากาศยาน เช่น ระดับความสูง มุมเอียง และทิศทาง ระบบอินโฟเทนเมนท์ รองรับ apple carplay + android auto รวมถึง Weblink ระบบฟอกอากาศ Nanoe - X ไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Light ที่คอนโซล แผงประตูด้านหน้า
พวงมาลัยทรงสามก้านแบบใหม่ของ Mitsubishi Motor หุ้มหนังรอบวงเพิ่มความกระชับ พวงมาลัยมีขนาดกำลังพอดี มีหน้าตาคล้ายๆกับพวงมาลัยของ Xpender ก้านวง มีสวิชท์สั่งงานต่างๆ ติดตั้งอยู่เต็มไปหมด ก้านวงด้านขวา เป็นสวิชท์สั่งงานของระบบ Adaptive Cruise Control ส่วนด้านซ้ายใช้ควบคุมและปรับตั้งจอภาพมาตรวัด ปุ่มควบคุมระดับเสียงของลำโพง ปุ่มรับหรือวางสายโทรศัพท์ ปุ่มเลือกฟังก์ชันของระบบอินโฟเทนเมนท์
ภายในกว้างพอสมควรกับขนาดตัวถังที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก พื้นที่เก็บของหลากหลาย รุ่นท็อป Ultimate X มาพร้อมระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Premium ลำโพง 8 ตำแหน่ง ห้องโดยสาร สีดำ Black / สีน้ำตาล Mocha วัสดุตกแต่งภายใน White Melange Fabric เบาะหุ้มหนังลดความร้อน Anti-Temperature Rise เบาะนั่งด้านหลัง แยกอิสระ 60 : 40 เบาะนั่งด้านหลัง ปรับเอนได้ 8 ระดับ มาตรวัด Full Digital ขนาด 8 นิ้ว หน้าจอกลาง Touchscreen ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Wireless Charger ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา Dual Zone ระบบปรับสมดุลอากาศ Nanoe X ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กล่องเก็บของสามารถแช่เครื่องดื่มเย็น Cool Box ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร Ambient Light เรียกว่าเยอะใช้ได้เลยทีเดียว
ข้อดีของระบบฟูลไฮบริด ในรถยนต์ทั้งสองรุ่น ก็คือ ความเงียบ ไหลลื่น อัตราเร่งออกตัว ในการใช้ EV PRIORITY MODE และ TARMAC MODE มีประโยชน์ในชีวิตการขับขี่จริงโดยเฉพาะการใช้ความเร็วต่ำในที่ชุมชน การประหยัดน้ำมันในสภาพการจราจรติดขัดรวมไปถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศได้น้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน 100% นั้นเอง
DRIVE MODE โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ
Mitsubishi Xforce HEV มีโหมดการขับขี่ที่ตอบสนองความต้องการในสถานการณ์รูปแบบต่างๆ ถึง 7 รูปแบบ ทั้ง 7 โหมด เปิดมิติการขับขี่ที่ครอบคลุมการใช้งานเกือบจะทุกสภาพเส้นทาง ทั้ง 7 โหมด มีดังนี้
CHARGE MODE : โหมดการชาร์จพลังไฟฟ้าขณะขับขี่ที่จะสามารถชาร์จไฟฟ้ากลับสู่แบตเตอรี่ได้เร็วขึ้นEV PRIORITY MODE : โหมดพลังงานไฟฟ้าที่จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 100%NORMAL MODE : โหมดขับขี่ธรรมดา สำหรับการขับขี่ในสภาพถนนทั่วไปในชีวิตประจำวัน
WET MODE : โหมดถนนเปียกลื่น สำหรับการขับขี่บนสภาพถนนที่มีความลื่นสูง เช่น ขณะฝนตก
GRAVEL MODE : โหมดถนนลูกรัง สำหรับการขับขี่บนสภาพถนนขรุขระหรือถนนลูกรัง
TARMAC MODE : โหมดถนนลาดยาง สำหรับการขับขี่บนถนนลาดยางมะตอยMUD MODE : โหมดถนนโคลน สำหรับการขับขี่บนถนนที่เป็นดินโคลน
AYC ระบบควบคุมการขับเคลื่อน และสมดุลขณะเข้าโค้ง อีกโหมดที่ช่วยทำให้รถมีความเสถียร ก็คือ AYC ระบบควบคุมการทำงานของล้อด้านในและด้านนอกขณะเข้าโค้ง ให้ทำงานสัมพันธ์กันและรักษาสมดุลของตัวรถทำให้สามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ระบบจะช่วยดึงรถกลับเข้ามาอยู่ในเส้นทางหากเริ่มมีอาการเสียหลัก
Xforce HEV ULTIMATE X ขับทางไกลดีเลย โดยเฉพาะการทรงตัวที่ความเร็วสูง การรักษาสมดุลในโค้งมุมแคบ ถ่ายเทน้ำหนัก การทำงานของ AYC ระบบควบคุมการขับเคลื่อน และสมดุลขณะเข้าโค้ง ไม่เปิดโอกาสให้รถเสียหลักและจะเข้ามาแทรกแซงทันทีที่รถเริ่มเสียอาการ ไม่ว่าจะเป็นการขับเข้าโค้งด้วยความเร็วเกินบนทางฝุ่น การดึงรถกลับเข้าสู่เส้นทางในโค้งมุมแคบ โหมด Wet ใช้งานได้ดีเมื่อฝนตก เหมาะกับสถานการณ์ขับขี่ขณะที่มีน้ำขังอยู่บนผิวถนน ระบบ Adaptive Cruise Control ช่วยลดอาการเมื่อยล้าเมื่อขับทางไกล หยุดและเคลื่อนตัวตามรถคันข้างหน้า แต่ก็ต้องมีการกดสวิชท์ re-Set ทุกครั้งที่คันหน้าเคลื่อนตัว
MITSUBISHI e:MOTION ระบบขับเคลื่อนไฮบริด Generation ล่าสุด มีการปรับให้เครื่องยนต์ไฮบริดตอบสนองได้ดี โดยเฉพาะอัตราเร่งถือว่าใช้ได้ รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ทำได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียวแม้บางช่วงจะลองทดสอบการทรงตัวที่ความเร็วสูงแต่อัตราสิ้นเปลืองยังทำได้ระดับ 16.8-17.2 กิโลเมตรต่อลิตร Mitsubishi เคลมตัวเลขประหยัดน้ำมันของ Xforce เฉลี่ยอยู่ที่ 24.4 กิโลเมตร/ลิตร เมื่อลองขับบนถนนจริง แบบใช้ความเร็วตามกฏหมายกำหนด ทำได้ 17 กิโลเมตรต่อลิตร บนเส้นทางที่อุดมไปด้วยเนินสลับโค้งยาวลัดเลาะไปตามหุบเขาแถวอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตะกึง กาญจนบุรี
ผมลองเปลี่ยนโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ถึง 7 รูปแบบ หรือ 7 Drive Mode พร้อมระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ค่อยๆ ไล่มาทีละโหมดที่เหมาะกับทางเรียบ ซึ่งมีทั้งโหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดอีวี และโหมดถนนลื่น ก็เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะขับเคลื่อน ช่วงล่างและระบบกันสะเทือนให้สัมผัสที่ใช้ได้ ขับทางไกลแล้วไม่กระแทกสะเทือนหรือโคลง สมดุลของรถ โดยเฉพาะช่วงล่าง มีติดกลิ่น RallyART ระบบบังคับเลี้ยวพวงมาลัยไฟฟ้าอัตราทดน้ำหนักแปรผัน แม้จะไม่คมมากในโค้งเท่ากับคู่ต่อสู่ แต่ถือว่าทำออกมาได้ดี ช่วงล่างและการเลือกยางติดรถปรับให้เหมาะสมกับสภาพถนนในประเทศไทย สำหรับการทำงนของระบบรักษาเสถียรภาพ AYC คอยควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง ในจุดนี้ถือว่าโอเคเลย เนียนใช้ได้ ทรงตัวได้ดี ไม่ต้องแต่งพวงมาลัยกันให้มากเรื่อง
ช่วงล่างด้านหน้า แมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คอัพ เหล็กกันโคลง ด้านหลังทอร์ชันบีมคานแข็ง ระบบเบรก ด้านหน้าและ หลังใช้ดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ ผสานการทำงานของ AYC (Active Yaw Control) ของ Mitsubishi ระบบควบคุมการขับเคลื่อน และสมดุลขณะเข้าโค้ง อีกโหมดที่ช่วยทำให้รถมีความเสถียร ก็คือ AYC ระบบควบคุมการทำงานของล้อด้านในและด้านนอกขณะเข้าโค้ง ให้ทำงานสัมพันธ์กันและรักษาสมดุลของตัวรถทำให้สามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ระบบจะช่วยดึงรถกลับเข้ามาอยู่ในเส้นทางหากเริ่มมีอาการเสียหลัก
Active Yaw Control (AYC) เป็นเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนที่เป็นเอกลักษณ์ของ Mitsubishi Motors ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาจากการแข่งขัน World Rally Championship (WRC) โดยมีหน้าที่หลักคือการควบคุม Yaw Moment (แรงเหวี่ยงรอบแกนดิ่ง) เพื่อให้รถเข้าโค้งได้คมและนิ่งขึ้น หลักการทำงานพื้นฐานก็คือ การ "สร้างความต่างของแรงบิด" ระหว่างล้อหลังฝั่งซ้ายและฝั่งขวา เพื่อช่วยในการเลี้ยว (Torque Vectoring) เซนเซอร์ตรวจจับ กล่อง ECU จะรับข้อมูลจากเซนเซอร์ความเร็วล้อ, องศาพวงมาลัย, แรงจี (G-sensor) และแรงดันเบรก การวิเคราะห์ ระบบจะคำนวณว่าในขณะนั้นรถกำลังมีอาการ Understeer (หน้าดื้อ) หรือ Oversteer (ท้ายปัด) หรือไม่ การถ่ายเทแรงบิด ขณะเข้าโค้ง ระบบจะส่งแรงบิดไปที่ "ล้อวงนอก" ให้มากกว่าล้อวงใน แรงผลักที่มากกว่าของล้อวงนอกจะช่วย "จิก" หัวรถให้เข้าหาโค้งได้คมขึ้น ลดอาการหน้าดื้อพวงมาลัย ขณะออกจากโค้ง ช่วยรักษาสมดุลไม่ให้ท้ายปัดเหวี่ยงออกมากเกินไป
ความแตกต่าง AYC ในรถขับเคลื่อน 4 ล้อ vs ขับเคลื่อน 2 ล้อ ใน Lancer Evolution (S-AYC) จะเน้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่ในระดับสูง (Performance) ช่วยให้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเลี้ยวได้คล่องตัวเหมือนรถขับเคลื่อนล้อหลัง ลดภาระของยางคู่หน้า ในรถรุ่นปัจจุบัน (เช่น Xpander Cross และ X-Force ) เป็นระบบ Brake AYC ที่เน้นความปลอดภัยและการควบคุมรถบนถนนลื่นหรือการหักหลบกะทันหัน ช่วยให้รถที่ตัวถังสูงมีความมั่นคง ไม่เสียอาการเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็ว หากเปรียบเทียบกับการพายเรือ AYC ก็เหมือนการที่คุณจ้ำพายฝั่งซ้ายให้แรงกว่าฝั่งขวา เพื่อให้เรือเลี้ยวขวาได้เร็วและคมขึ้น โดยที่คนขับไม่ต้องหมุนพวงมาลัยมากขึ้นนั่นเอง
Xforce รุ่นท็อป HEV ULTIMATE X ราคา 1,089,000 บาท มีรูปทรงที่สวยงามใช้ได้ ภายในมีพื้นที่พอเพียงต่อการใช้งาน เบาะหลังปรับเอนได้เล็กน้อยพร้อมที่วางแก้วน้ำตรงกลาง จอภาพมาตรวัดและจอมอนิเตอร์กลาง คมชัดมองเห็นได้ง่ายและสั่งงานได้เร็วด้วยการสัมผัสที่ปราศจากอาการหน่วงหรือชักช้าเสียเวลา เบาะไฟฟ้าคนขับไม่ยอมให้เบาะคนนั่งเป็นไฟฟ้า แต่ก็ยังมีฝาท้ายไฟฟ้า และเครื่องเสียง dynamic sound yamaha premium sound system กับระบบความปลอดภัยและระบบช่วยขับอีกนับสิบรายการถือว่าพอสมน้ำสมเนื้อกับราคาที่ต้องควักกันเป็นล้าน
เครื่องดี เกียร์ CVT ย้วยตามประสาของเกียร์ HEV ที่มีมอเตอร์พ่วง ให้ฟิลลิ่งยืดๆ ย้วยๆ แต่ช่วงล่างเกาะถนนใช้ได้และมีอัตราสิ้นเปลืองในการเดินทางไกลค่อนข้างประหยัด ยอมรับว่าราคาระดับนี้ พี่มิตซูเค้ายัดของมาให้ใช้เยอะจริง สำหรับคนที่เคยขับ Xpender HEV การลองมาขับ Xforce ก็จะได้รสชาติอีกแบบที่แตกต่างออกไป ครอสโอเวอร์รุ่นนี้ เกาะถนนใช้ได้ ขับบนทางฝุ่นพร้อมโหมดรองรับถือว่าเหนือกว่าคู่แข่งทุกแบรนด์เมื่อวิ่งเร็วๆบนทางลูกรังหรือทางดิน ไว้เอามาเดี่ยวแล้วจะลองว่าที่เคลม 24 กิโลเมตรต่อลิตรนั้นจริงหรือเปล่า เพราะถ้าทำได้ก็ถือว่าเป็นรถที่ประหยัดเอาเรื่องเลยทีเดียวละครับ.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/