Land Rover Defender หนึ่งในรถยนต์ออฟโรดที่รู้จักมากที่สุดในโลกยานยนต์ นอกจากรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีองค์ประกอบหลายอย่างยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ในรุ่นใหม่ รวมถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายทศวรรษแล้ว Defender ถือเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่ ในช่วง 20 ปีระหว่างปี 1980 ถึง 2000 การแข่งขันรถยนต์บนเส้นทางหฤโหดที่รู้จักกันในชื่อ เดอะ คาเมล โทรฟี ได้ดึงดูดจินตนาการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย ความตื่นเต้นและความท้าทายให้กลายเป็นค่านิยมของโลกแห่งยานยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ การแข่งขัน เดอะ คาเมล โทรฟี ในรูปแบบการผจญภัยเริ่มต้นขึ้นอย่างแปลกประหลาด เมื่อชาวเยอรมันหกคนซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสำนักงาน RJR ในเยอรมนีตะวันตก ออกเดินทางในปี 1980 เพื่อแข่งขันบนเส้นทางออฟโรด นาน 12 วัน ข้ามทางหลวงทรานส์-อเมซอนในประเทศบราซิลซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเส้นทางในป่าดิบชื้นที่มีความยากขั้นสุด
...
ถนนทรานส์-อเมซอน (Rodovia Transamazônic) สร้างขึ้นในทศวรรษ 1970 ตัดผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเส้นทางคดเคี้ยวผ่านป่าฝนอเมซอน ข้ามรัฐบราซิลเจ็ดรัฐ เส้นทาง ทรานส์-อเมซอน มีจุดประสงค์เพื่อความสะดวกของการค้าขายข้ามรัฐและสร้างเส้นทางเชื่อมต่อทางบกไปยังประเทศอื่นๆ ในอเมริกาใต้ แต่ต้นทุนการก่อสร้างที่สูงและเศรษฐกิจของบราซิลที่ย่ำแย่ ทำให้ถนนยาว 2,500 ไมล์ มีผิวจราจรที่ลาดด้วยยางมะตอยเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่เหลือ เป็นทางดิน ลูกรัง หล่มโคลน และอีกสารพัดความยากลำบากที่พร้อมทำลายรถยนต์ทุกคันที่วิ่งผ่าน สภาพการขับขี่จะเลวร้ายอย่างหนักในช่วงฤดูฝน เกิดหลุมบ่อขนาดมหึมาเมื่อถนนแห้ง สถาพอากาศที่รุนแรงของป่าฝน สร้างสถานที่สำหรับการแข่งออฟโรดที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาเองตามธรรมชาติ
นักขับชาวเยอรมันทั้งหกคน แบ่งออกเป็นสามทีม ไม่สามารถทำภารกิจการแข่งขันระยะทาง 1,000 ไมล์ที่แสนยากลำบากให้สำเร็จได้ ด้วยรถ Ford U50 (ซึ่งจริงๆ แล้วคือรถ Jeep CJ5 ที่ผลิตโดย Ford Brasil) การแข่งขันครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการโปรโมตบุหรี่ Camel ในแง่การโฆษณานั้น ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ในด้านของการแข่งขันกลับไม่เป็นไปตามที่หวัง ทีมแข่งกลับไปยังเยอรมนีในฐานะวีรบุรุษ หลังจากที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้รักการผจญภัยทั่วโลก ซึ่งทีมผู้บริหารของ Land Rover ก็ไม่พลาดที่จะสังเกตเห็น
ในความเป็นจริง การแข่งขันโทรฟี่ครั้งแรกนั้นกลับได้รับความนิยมอย่างมาก จน Land Rover ต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนการแข่งขันครั้งที่สอง ซึ่งจัดขึ้นในปีถัดมา โทรฟี่ครั้งที่สองนี้ เป็นการแข่งขันที่โหดกว่าบนเกาะสุมาตรา จากสภาพภูมิประเทศที่ทุรกันดานสุดๆ เหมาะกับรถ Land Rover ที่ได้รับการดัดแปลง เพื่อให้ทนทานและสามารถแล่นฝ่าภูมิประเทศเขตร้อนที่ยากสุดๆ แต่ละทีม ผู้ขับขี่ได้รับรถ Land Rover V8 ผลิตจากโรงงานรุ่นเดียวกันทั้งหมด แต่ละคันทาสีเหลือง Sandglow Yellow (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Camel Trophy Yellow) พร้อมสติกเกอร์โลโก้ Camel, แร็คหลังคา, บันไดปีน, ท่อหายใจ, ไฟสปอตไลท์ และอื่นๆ อีกมากมาย และด้วยเหตุนี้ การแข่งขันระดับตำนานจึงถือกำเนิดขึ้น
...
กลุ่มนักแข่งออฟโรดชั้นนำชาวเยอรมันเข้ามาล่าถ้วยรางวัล Camel Trophy เป็นว่าเล่น ทำให้การชิงชัยบนเส้นทางหฤโหดถูกขยายออกไปเพื่อรวมนักแข่งจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้การแข่งขันในแต่ละปี มีการรวบรวมนักแข่งออฟโรดที่มีความสามารถมากที่สุดในโลก ขับรถ 4x4 ที่ดีที่สุดในโลก บนภูมิประเทศที่อันตรายที่สุดในโลก นั่นนคือบททดสอบขั้นสุดของมนุษย์และเครื่องจักร ทำให้นักขับจำนวนมากต่างกระตือรือร้นที่จะสมัครเพื่อคว้าโอกาสที่จะนำถ้วยรางวัล Camel Trophy ครั้งต่อไปกลับบ้านสู่ประเทศของตน
...
ในช่วงที่การแข่งขันใช้รถยนต์ Land Rover ทีมจากอิตาลีคว้าถ้วยรางวัลไปสามครั้ง ในปี 1982, 1984 และ 1987 ส่วนทีมจากเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี และตุรกี ต่างก็คว้าถ้วยรางวัลคาเมลโทรฟีไปทีมละสองครั้ง ขณะที่ทีมจากสหรัฐอเมริกาคว้าถ้วยรางวัลไปหนึ่งครั้งในปี 1993
ตลอดระยะเวลา 17 ปี การแข่งขันได้ย้ายไปจัดในสถานที่แปลกใหม่และมีความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปาปัวนิวกินี ซาอีร์ บอร์เนียว มาดากัสการ์ สุลาเวซี ไซบีเรีย และแทนซาเนีย-บุรุนดี เป็นต้น รุ่นรถที่ใช้ในการแข่งขัน ได้แก่ Land Rover Series III 88-inch/ , Land Rover Defender 110 , Land Rover Defender 90, Range Rover TD (Turbo Diesel), Land Rover DISCOVERY 200Tdi, Land Rover DISCOVERY 300tdi และ Land Rover Freelander
...
ในที่สุด การแข่งขันก็ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อดึงดูดความสนใจและขยายฐานผู้ชมให้มากกว่าเดิม โดยกำหนดให้แต่ละทีมต้องทำภารกิจบังคับระหว่างทาง ภารกิจเหล่านี้รวมถึง การใช้รอกดึงรถ การลุยน้ำ การหาเส้นทาง และการแข่งขันจับเวลา นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันที่ไม่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รพายเรือคายัค ปั่นจักรยานเสือภูเขา การผสมผสานระหว่างการทดสอบสมรรถภาพทางกายและยานยนต์ ทำให้การแข่งขันได้รับฉายาว่า โอลิมปิกแห่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ยี่สิบปีหลังจากการแข่งขัน เมื่อภารกิจบังคับเหล่านี้เริ่มบดบังจุดประสงค์ดั้งเดิมของการแข่งขัน Land Rover ถอนตัวจากการแข่งขัน Camel Trophy เพื่อเปิดตัวการแข่งขันผจญภัยรูปแบบใหม่ ถือเป็นการยุติการแข่งขันซึ่งอาจจะถึงจุดจบแล้ว เนื่องจากกฎหมายห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขายยาสูบในหลายประเทศเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง
ห้าปีหลังจากถอนตัวจากการแข่งขัน Camel Trophy แบรนด์รถออฟโรดอังกฤษเปิดตัวรายการ Land Rover G4 Challenge การแข่งขันออฟโรดระดับโลกอีกรายการหนึ่ง กำหนดจัดขึ้นทุกสามปี แต่มีเพียงสองครั้งเท่านั้น คือในปี 2003 และ 2006 ส่วนครั้งที่สาม กำหนดไว้ในปี 2009 ถูกยกเลิกเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเงินอย่างรุนแรงที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แม้จะเป็นการแข่งขันที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ G4 Challenge ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในระดับตำนาน เช่นเดียวกับ Camel Cup และไม่เคยกลับมาจัดอีกเลยหลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินคลี่คลายลง ถึงกระนั้น การแข่งขัน Camel Trophy และการแข่งขันที่ต่อยอดมาจาก Camel Trophy อย่าง G4 Challenge ได้ตอกย้ำชื่อเสียงของ Land Rover ในฐานะยานยนต์แห่งการขับขี่ออฟโรดระดับนานาชาติอย่างแท้จริง
นับตั้งแต่เปิดตัว Defender รุ่นใหม่ มีรุ่นสมรรถนะสูงหลายรุ่นออกมา เช่น Defender X, Defender V8 (ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ตามชื่อรุ่น) และ Defender OCTA (ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 จาก BMW และติดตั้งอุปกรณ์อัพเกรดทางกลไกมากมาย) และล่าสุด Defender 110 Trophy ก็ได้เข้าร่วมไลน์อัพ โดยเน้นไปที่ความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดเป็นพิเศษ
Land Rover เฉลิมฉลองการเปิดตัว Defender 110 Trophy ด้วยการเริ่มต้นรูปแบบของการแข่งขันใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกิจกรรม Trophy และ Challenge ในอดีต โดยใช้ชื่อรายการว่า Defender Trophy มีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกมาร่วมกันเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มีการแข่งขันรอบคัดเลือกในระดับท้องถิ่นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผู้ชนะจะได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ สำหรับรอบชิงชนะเลิศมีกำหนดจัดขึ้นที่ทวีปแอฟริกาในปี 2026 และจะมีการถ่ายทอดสดให้ทั่วโลกได้รับชมผ่านทางอินเทอร์เน็ต
แต่ละด่านของการแข่งขันโทรฟี่รูปแบบใหม่ ประกอบไปด้วยสถานีที่มีความท้าทายหลายประเภท ได้แก่ การควบคุมรถ ไหวพริบ พละกำลัง ความท้าทายด้านการขับขี่ ทดสอบทั้งทักษะการขับขี่และการนำทาง เนื่องจากต้องเผชิญกับภูมิประเทศที่ขรุขระและอุปสรรคที่คาดเดาไม่ได้ ความท้าทายด้านไหวพริบเน้นการแก้ปัญหา ทดสอบทักษะการคิดของทีม ความท้าทายด้านพละกำลัง เน้นเรื่องความฟิตและความแข็งแกร่งทางกายภาพ เกี่ยวข้องกับภารกิจ เช่น การข้ามแม่น้ำและการเดินลุยหุบเขา
ผู้ชนะการแข่งขันรอบสุดท้าย จะได้ทำภารกิจอนุรักษ์สัตว์ป่า จากองค์กรอนุรักษ์ Tusk ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Tusk ได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าทั่วแอฟริกามานานกว่าสามทศวรรษแล้ว การแข่งขัน Defender Trophy ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูมรดกของ Land Rover เท่านั้น ยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย
กลางปี 2025 การถือกำเนิดของดาวดวงใหม่ที่เริ่นต้นการฉายแสง Defender 110 Trophy รถยนต์ออฟโรดหรูที่ผสมผสานการออกแบบระดับไฮเอนด์ ความสะดวกสบาย ความสามารถในการขับบนสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก ชื่อของมันมาจากรายการแข่งขันผจญภัยใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวโดยแบรนด์ Defender เพื่อเป็นการยกย่องประวัติศาสตร์อันยาวนานของรุ่นนี้ในการแข่งขันและกิจกรรมต่างๆ ทั่วโลก Land Rover Defender 110 Trophy มาพร้อมคุณสมบัติหลักที่ทำให้รถรุ่นนี้ ได้รับฉายาว่าเป็นสุดยอดรถออฟโรดสุดหรู Defender 110 Trophy ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเจ้าของที่ต้องการพิชิตภูมิประเทศที่ยากลำบากในการเข้าถึง
นอกจากนี้ Defender Trophy ยังมาพร้อมกับแร็คหลังคาสำหรับเดินทางไกล (Expedition Roof Rack) ซึ่งให้พื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกลในเส้นทางที่ทุรกันดาร ที่คุณอาจต้องขนส่งสิ่งของต่างๆ เช่น อุปกรณ์ตั้งแคมป์หรืออุปกรณ์กีฬา หากคุณกังวลเรื่องความสะดวกในการเข้าถึงสิ่งของเหล่านี้ Land Rover ก็ได้คิดถึงเรื่องนี้ไว้แล้วเช่นกัน บันไดหลังคาแบบพับได้สีดำ ช่วยให้การปีนขึ้นไปหยิบสิ่งของจากช่องเก็บของด้านบนง่ายกว่าที่เคย
หากพื้นที่บนหลังคายังไม่เพียงพอ ก็ยังมีทางเลือกในการจัดเก็บสัมภาระเพิ่มเติมอีกด้วย ที่วางสัมภาระด้านข้างตัวรถ ซึ่งเคลือบสีดำเงาเหมือนกับฝากระโปรงและล้อรถ ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการขนส่งสัมภาระได้มากยิ่งขึ้น คุณสมบัตินี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเดินทางกลับ: เมื่อคุณกลับบ้านจากการผจญภัยพร้อมกับสิ่งของที่เปื้อนโคลน ทราย หรือเปียก ที่วางสัมภาระด้านข้างจะช่วยเก็บสิ่งของเหล่านั้นให้พ้นทาง บังโคลนแบบคลาสสิกที่ด้านหน้าและด้านหลังของรถช่วยปกป้องรถจากสิ่งสกปรก ขณะที่ช่องรับอากาศที่ยกสูงขึ้นช่วยกรองฝุ่น ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ Defender 110 Trophy จึงไม่หวั่นเกรงต่อความท้าทายที่ยากที่สุด
ไม่ใช่แค่เรื่องฟังก์ชั่นการใช้งานเท่านั้น Defender Trophy ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งความหรูหราเอาไว้และใส่ใจในเรื่องรูปทรง การออกแบบและสไตล์ เป็นองค์ประกอบสำคัญ Defender 110 Trophy สร้างขึ้นมาเพื่อให้ดูดีและมีสมรรถนะที่ดีเยี่ยม รุ่นนี้ตั้งใจที่จะเป็นการยกย่องอดีตของ Defender ในโลกแห่งการแข่งขัน และการออกแบบก็สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งนี้ด้วยองค์ประกอบทางภาพหลายอย่างที่ชวนให้นึกถึงประวัติศาสตร์ของรถ สองสีใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดก Defender Trophy ได้แก่ สีเหลือง Deep Sandglow Yellow และสีเขียว Keswick Green
สีเหลืองคลาสสิก ได้รับแรงบันดาลใจจากสีที่ใช้กับรถ Defender ที่เข้าร่วมการแข่งขันออฟโรดชิงถ้วยรางวัล (เช่น การแข่งขัน Camel Trophy อันโด่งดัง) ส่วนสีเขียว ตั้งชื่อตามเมืองในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ เป็นการแสดงความเคารพต่อการสำรวจชนบทในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของ Defender ฝากระโปรงหน้าตกแต่งด้วยสีดำเงาเพื่อเพิ่มความโดดเด่น ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วสีดำเงาช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์ นอกจากนี้ รุ่น Trophy ยังประดับด้วยกราฟิกและตราสัญลักษณ์พิเศษเพื่อรำลึกถึงประวัติการแข่งขันของแบรนด์ ซึ่งรวมถึงสติ๊กเกอร์ Trophy บนฝากระโปรงหน้าและเสา C รวมถึงตราสัญลักษณ์ Trophy ด้านหลัง
Defender 110 Trophy จัดอุปกรณ์ที่จำเป็นทั้งการบุกตะลุยทางวิบาก หรือการใช้งานปกติในเมือง ทุกชิ้นส่วนประกอบขึ้นเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่คนขับและผู้โดยสาร มีการสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารระดับไฮเอนด์ แผ่นเหยียบเรืองแสงตกแต่งด้วยโลโก้ Trophy เพื่อแยกความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ในตระกูล Defender เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Ebony Windsor ทั้งทนทานและนุ่มสบาย แน่นอนว่า ในฐานะที่เป็นรุ่นย่อยของ Defender 110 Trophy จึงมาพร้อมกับฟีเจอร์อำนวยความสะดวกครบครันเช่นเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ซึ่งรวมถึงระบบสาระบันเทิงไฮเทค เบาะนั่งด้านหน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบทำความร้อนและหน่วยความจำ ระบบชาร์จไร้สาย และพวงมาลัยแบบทำความร้อน นอกจากนี้ยังมีช่องเก็บของเล็กๆ น้อยๆ กระจายอยู่ทั่วห้องโดยสาร เช่น ช่องเก็บของขนาดใหญ่ในที่วางแขนตรงกลาง และช่องเก็บของที่ประตู
ในประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้ Land Rover ได้โควต้า Defender 110 Trophy Edition รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัดเพียง 10 คันในไทย รถรุ่นดังกล่าว มีการนำพื้นฐานมาจากรุ่น Defender 110 PHEV มาตกแต่งด้วยชุดแต่งออฟโรดเต็มรูปแบบเพื่อย้อนรำลึกถึงจิตวิญญาณการผจญภัยในตำนาน
Trophy Edition เป็นยานพาหนะที่ฃเหมาะกับถนนในเมือง ทางลูกรังขรุขระ ทางดินโคลน ทราย รวมถึงแอ่งน้ำเล็กๆ และภูเขา ยาง AT ประสิทธิภาพสูง สีเหลือง Sandglow Yellow มาจาก Defender ที่ใช้ในการแข่งขันออฟโรดนานาชาติ Trophy หรือสีเขียว Keswick Green ที่ถือเป็นการเฉลิมฉลองสำรวจพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาน อุปกรณ์มาตรฐาน ประกอบด้วยสติ๊กเกอร์ Trophy ล้อสีดำเงาขนาด 20 นิ้ว ที่ดูเหมือนล้อกะทะเหล็ก ยางออลเทอร์เรน แผ่นป้องกันซุ้มล้อ แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถด้านหน้าสีดำ และแผ่นกันรอยด้านหลัง แผ่นเหยียบเรืองแสง เบาะหนัง ชุดอุปกรณ์เสริมที่ใช้งานบนเส้นทางออฟโรด ประกอบด้วยแร็คหลังคา บันไดขึ้นหลังคา ที่วางสัมภาระด้านข้าง และอีกสองอย่างที่เจ๋งสุดๆ คือ ช่องรับอากาศยกสูงและบังโคลน!
Defender 110 Trophy Edition รุ่นพิเศษ ราคาเริ่มต้นที่ 7,799,000 บาท
Land Rover Defender 110 Trophy Edition เป็นรุ่นพิเศษที่ทำออกมาเพื่อเฉลิมฉลองจิตวิญญาณการผจญภัยและการแข่งขันออฟโรดในตำนาน (Camel Trophy) โดยในประเทศไทยมีการนำเข้ามาจำหน่ายแบบ จำกัดเพียง 10 คันเท่านั้น ในราคา 7,799,000 บาท รุ่นที่จำหน่ายในไทย ใช้รหัส P400e Plug-in Hybrid เป็นการผสมผสานระหว่างความแรงกับแนวคิดรักษ์โลก เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงสี่สูบ ความจุ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 404 แรงม้า แรงบิด 640 นิวตันเมตร อัตราเร่ง: 0-100 กม./ชม. ใน 5.6 วินาที (ถือว่าเร็วมากสำหรับรถ SUV ขนาดใหญ่) โหมดไฟฟ้า (EV) วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุดประมาณ 43-44 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)
อุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ Trophy Kit จุดที่ทำให้รุ่นนี้แตกต่างจาก Defender ทั่วไป คือ ชุดแต่งที่เน้นการลุยแบบเต็มพิกัด (Expedition Ready)
สีตัวถัง มีให้เลือก 2 สี พิเศษ คือ Deep Sandglow Yellow (เหลืองอำพันเอกลักษณ์ยุค Camel Trophy) และ Keswick Green (เขียวคลาสสิก)
ชุดแต่งภายนอก บันไดขึ้นหลังคาแบบพับเก็บได้ (Deployable Roof Ladder)
แร็คหลังคาสำหรับบรรทุกสัมภาระ (Expedition Roof Rack)
กล่องเก็บของข้างรถแบบกันน้ำ (Side-mounted Gear Carrier)
สน็อกเกิล (Raised Air Intake) ช่วยลดฝุ่นเข้าเครื่องยนต์และช่วยลุยน้ำ
แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ (Front Undershield) และบังโคลน (Classic Mud Flaps)
ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว สี Gloss Black
ยาง All-Terrain พร้อมลุยทุกสภาพถนน
ความสามารถในการขับขี่ออฟโรด (Off-Road Capability)จากผลการทดสอบ Defender ยังคงตำแหน่ง "ราชาออฟโรด" ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนทั่วไปขับลุยได้เหมือนมือโปร Terrain Response ระบบปรับการตอบสนองตามสภาพพื้นผิวอัตโนมัติ (โคลน, ทราย, หิน, หิมะ)Wade Sensing ระบบช่วยกะระยะลึกในการลุยน้ำลุยได้ลึกสุดถึง 900 มิลลิเมตร ช่วงล่างถุงลม (Electronic Air Suspension) ปรับความสูงได้ตั้งแต่ 218 มิลลิเมตร ไปจนถึงสูงสุด 291 มิลลิเมตร เพื่อข้ามอุปสรรค ClearSight Ground View กล้องที่จำลองภาพใต้ท้องรถ ช่วยให้เห็นตำแหน่งล้อหน้าเวลาไต่โขดหินได้แม่นยำ เครื่องยนต์เบนซิน ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 2.0 ลิตร 4 สูบ 1997 ซีซี ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง: กำลังรวมสูงสุด 404 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 640 นิวตันเมตรสมรรถนะ: อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.6 วินาที ท็อปสปีด 191 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลสุด 43 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและการขับออฟโรด
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (All Wheel Drive - AWD) พร้อมชุดเกียร์ส่งกำลังแบบ Two-speed (High/Low Range) เพื่อการปีนป่ายระบบเสริมการขับขี่ Electronic Active Differential ควบคุมการกระจายแรงบิดไปยังล้อคู่หลัง ระบบ Terrain Response ปรับการทำงานของรถตามสภาพพื้นผิวอัตโนมัติ All-Terrain Progress Control (ATPC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติขณะขับออฟโรดในสภาพทางยากลำบาก และ Wade Sensing ระบบช่วยตรวจจับความลึกของระดับน้ำ
โหมดการขับขี่ (Terrain Response)
ระบบมีโหมดให้เลือกตามสภาพถนน
Eco/Comfort สำหรับการขับขี่ทั่วไปบนถนนดำ Grass/Gravel/Snow สำหรับทางลื่น Mud and Ruts สำหรับทางโคลนและร่องลึกSand สำหรับทางทรายRock Crawl สำหรับการไต่โขดหิน Wade สำหรับการลุยน้ำ
ช่วงล่างและระบบเบรก
ช่วงล่าง ระบบถุงลม Electronic Air Suspension ที่สามารถปรับระดับความสูง-ต่ำได้ตามสภาพถนนและการใช้งานระบบเบรก ดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีดำเงา (Gloss Black) เสริมการทำงานด้วยระบบ ABS แบบปรับจูนสำหรับการขับออฟโรด
ล้อและยาง อัลลอยขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์พิเศษสีดำเงา (Gloss Black) ยาง All-Terrain (AT) เพื่อความสามารถในการยึดเกาะทั้งบนถนนปกติและทางออฟโรด
ภายในห้องโดยสารของ Land Rover Defender 110 Trophy Edition (รุ่นพิเศษ 10 คันในไทย) เน้นการตกแต่งที่หรูหราควบคู่ไปกับฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การเดินทางไกลและการผจญภัย เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังคุณภาพสูง Ebony Windsor โทนสีดำ ให้ความรู้สึกพรีเมียมและทนทาน แผ่นกันรอยขอบประตู ติดตั้งแผ่นกันรอย (Scuff Plates) สลักสัญลักษณ์คำว่า Trophy เพื่อบ่งบอกความพิเศษของรุ่น ไฟสร้างบรรยากาศ ระบบ Premium Cabin Lighting ที่ช่วยปรับเปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องโดยสารตามความต้องการ
เบาะหนัง Ebony Windsor Leather เกรดพรีเมียมสัญลักษณ์พิเศษ คานขวางหน้ารถ (Cross Car Beam) เลเซอร์เอตช์ตรา "Trophy" และกาบบันไดเรืองแสงพร้อมโลโก้ Trophy ระบบความบันเทิง หน้าจอสัมผัส Pivi Pro ขนาด 13.1 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ไร้สายความสะดวก กระจกมองหลังดิจิทัล (ClearSight Rear View) ช่วยให้มองเห็นด้านหลังได้ชัดเจนแม้ของบนแร็คหลังคาหรือสัมภาระในรถจะบังกระจกอยู่
สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของตัวรถ Land Rover Defender 110 จัดขึ้นนอกเมือง เป็นสถานที่ทดสอบในเมืองเกาสง (Kaohsiung) ซึ่งถือเป็นเมืองท่าใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของเกาะไต้หวัน มีภูมิประเทศหลากหลายตั้งแต่ชายฝั่งทะเล ภูเขาหินปูนที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ราบลุ่มชายทะเล โดยมีไฮไลท์คือ ภูเขาโฉ้วซาน (Shoushan) ริมทะเล และเป็นที่ตั้งของยอดเขายู่ซาน (Yushan) ซึ่งสูงที่สุดในไต้หวัน ทำให้เกาสงมีทั้งวิถีชีวิตเมือง, ทะเล, และป่าเขา
สถานีทดสอบในวันแรกอยู่นอกเมือง เป็นการจำลองพื้นที่สูงต่ำไม่เท่ากัน บ่อโคลน ทางลาดเอียง สะพานข้ามเส้นทางที่ทำจากซุง และการวางตำแหน่งรถกับสปีดความเร็วในระดับเดียวกับการเดิน ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ ช่วยให้ขับผ่านสิ่งกีดขวางบนเส้นทางออฟโรดได้ง่ายขึ้น ระยะยื่นด้านหน้าและด้านหลังที่สั้น มุมเข้าและมุมจาก 38 และ 40 องศา แรงบิดจากเครื่องยนต์ถ่ายลงไปยังเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้อ แรงบิดที่เกิดจากการขับผ่านทางต่างระดับชัน 26 องศา เพื่อทดสอบระบบการขับเคลื่อนที่ช่วยให้เอาตัวรอดบนสถานการณ์ที่ยากลำบาก แน่นอนว่า ตัวถังของ Defender ถูกผลิตให้มีความแข็งแรงทนทาน แชสซีเป็นแบบโมโนค็อกอลูมิเนียมใหม่ทั้งหมด แทนที่โครงสร้างเฟรมแบบเดิม ทำให้ตัวรถมีความแข็งแกร่งมาก
บนเส้นทางทดสอบที่ต้องลุยฝ่าหินก้อนใหญ่ (จำลองคลองแห้งๆ ที่เต็มไปด้วยโขดหิน) ระบบกันสะเทือนถุงลม Adaptive Air Suspension รับหน้าที่ในการยกตัวรถให้สูงขึ้น ปรับได้ถึง 295 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่ามากพอที่จะก้าวข้ามอุปสรรคได้อย่างสบายๆ ระบบถุงลมใช้หลักการเดียวกับ Discovery มีชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชิ้น แทบทุกส่วนแข็งแรงทนทานกว่าเดิม Defender 110 สามารถปรับเพิ่มความสูง ทำให้ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถมากพอสำหรับการขับบนเส้นทางออฟโรด ลุยน้ำได้ลึกถึง 900 มิลลิเมตร แน่นอนว่า ในบรรดาเศรษฐีที่ซื้อรถยนต์แลนด์โรเวอร์ จะมีสักกี่คนที่ตั้งใจจะใช้รถอย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ความสำเร็จทั้งหมดของบริษัทนี้ สร้างขึ้นจากการผลิตรถยนต์ที่มีความสามารถสูงเกินกว่าความต้องการปกติของลูกค้าอยู่แล้ว
Defender คือยานพาหนะที่ออกแบบสำหรับใช้งานบนเส้นทางผสม มีทั้งทางเรียบและทางวิบากสุดโหด กลุ่มลูกค้าก็คือ เศรษฐีที่ชอบขับรถผจญภัย แต่ Defender รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ 110 นั้น มีความโดดเด่นในฐานะรถยนต์สำหรับ ชายหญิงตัวจริงที่ชอบชีวิตกลางแจ้ง เป็นโมเดลที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและเกี่ยวข้องกับการสำรวจพื้นที่ห่างไกล Defender ทำให้คุณรู้สึกอยากผจญภัย ใช้ความสามารถทั้งหมดของรถกับทักษะในการควบคุม พร้อมตัวช่วยลุยตะกุยสี่ล้อที่มีให้เลือกครบทุกสภาพเส้นทาง เพื่อขับฟันฝ่าอุปสรรคตรงหน้าออกไปให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนทางวิบาก ทางโคลน หิมะ หรือลากจูงเทรลเลอร์ Defender ให้ความรู้สึกมั่นใจเสมอ มันเป็นรถที่บรรทุกสัมภาระได้มาก ทนทานต่อความสกปรกและเปียกชื้น สามารถบรรทุกสัมภาระทั้งหมดที่เตรียมไว้สำหรับการเดินทางไกล แล้วพาคุณตะลุยไปทั่วประเทศด้วยความรวดเร็วสะดวกสบาย
Defender ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนรถออฟโรดสุดโหดอย่าง Ford Ranger Super Duty เมื่อขับบนถนนก็ไม่กระด้างแบบ Jimny ไม่มีความรู้สึกคลุมเครือของระบบบังคับเลี้ยวแบบTank 300 ไม่เวียนหัวแบบ Land Cruiser 250 เพลาขับถูกยึดอย่างแข็งแรง การออกแบบทำให้ไม่เกิดอาการสั่นสะเทือนบนจุดยึด ขับฝ่าเส้นทางวิบาก ตัวถังไม่สั่นคลอนบนแชสซีที่แข็งแกร่ง ระบบขับเคลื่อนดูลงตัวและเชื่อมต่อกันอย่างราบรื่นทั้งการกระจายแรงบิดเพื่อเอาตัวรอดในหล่มโคลน ช่วงล่างที่มีระยะยุบตัวยาว พร้อมการตั้งค่าแบบปรับได้ของ Air Suspension ซึ่งช่วงล่างถุงลมนั้นแน่นอนว่าให้การตอบสนองเชิงนุ่มนวลและอ่อนโยน แตกต่างอย่างมากจากความแข็งแบบฝืนธรรมชาติของรถออฟโรดสายพันธุ์แท้แบรนด์อื่น แอร์สปริงยังช่วยซับแรงกระแทกได้ดีมาก ทำให้ล้อไม่สั่นสะเทือนเมื่อวิ่งบนพื้นผิวขรุขระ
สิ่งที่น่าประทับใจ คือการควบคุมอาการการเอียงและการหมุนของตัวรถได้อย่างแม่นยำ สามารถขับผ่านทางที่เป็นหลุมบ่อได้อย่างนุ่มนวล ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าทำงานได้ดีมาก ขับบนถนนที่ขรุขระได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย เกือบจะเทียบเท่าความสะดวกสบายของรถเอสยูวีหรูเยอรมันเลยทีเดียว แชสซีและระบบกันสะเทือน ได้รับการปรับปรุงให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อรองรับการขับลุยเส้นทางที่ยากลำบากแต่ไม่ได้ด้อยเมื่อขับในเมือง ในขณะที่อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.6 วินาที สำหรับรถที่มีคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์เหมือนตึกสูงในยุค 1960 ถือว่าทำได้ดี ทุกคันมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่ทำงานได้อย่างราบรื่น (พร้อมเกียร์ทดกำลังสองระดับสำหรับอัตราทดเกียร์ต่ำ) Defender 110 ขับเคลื่อนด้วยล้อทั้งสี่ตลอดเวลา คันทดสอบใช้เครื่องยนต์ดีเซลหกสูบอันทรงพลัง เหมาะสมกับการใช้งานทุกประเภท เครื่องยนต์เดินนิ่งและไม่ส่งเสียงดัง แต่รุ่นที่ขายในไทยเป็นเครื่องยนต์เบนซินสี่สูบ 2.0 ลิตร พ่วงระบบปลั๊กอินไฮบริด การผสานเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 105 กิโลวัตต์ ให้กำลังสูงสุด 398 แรงม้า และแรงบิด 640 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 19.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ช่วยให้วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกล 44 กิโลเมตร ด้วยรูปทรงแอโรไดนามิกที่ค่อนข้างทื่อ Defender 110 สามารถวิ่งได้อย่างสบายๆ บนทางหลวง แต่ไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปในเลนนอกได้อย่างรวดเร็วนัก เว้นแต่จะเร่งความเร็วเต็มที่
สรุปจากการขับทั้งในเมืองและนอกเมือง รวมถึงการขับลุยออฟโรดอย่างโหด Defender 110 รุ่นใหม่นั้นเงียบมาก เครื่องยนต์ทำงานนุ่มนวล เสียงยางและเสียงช่วงล่างเบามาก การติดตัังชุดแต่งพวกแร็คหลังคาควรระวังเรื่องเสียงดังและแรงต้านกระแสลมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยางออฟโรดแบบมีดอกยางหนา ส่วนการลากรถพ่วงมีความสามารถในการลากจูงน้ำหนัก 3,500 กิโลกรัม
โดยรวมแล้ว Defender 110 ให้ความรู้สึกเหมือนรถเอสยูวีหรูขนาดใหญ่ และพอเลี้ยวออกจากถนนหลักเข้าสู่เส้นทางออฟโรดขึ้นลงเขาในวันที่สอง มันก็กลายเป็นรถอีกแบบไปเลยทันที การทรงตัว การยึดเกาะ การลุยน้ำ การขึ้นเนิน การลงเนิน ทางลาด โคลน ทราย ไม่ใช่แค่ว่ามันเอาชนะและฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้ไปได้เท่านั้น แต่ความง่ายในการควบคุมต่างหากที่ทำให้คุณประหลาดใจ เพลาขับ ระบบกันสะเทือนถุงลม กันโคลง อัตราทดเกียร์ เฟืองท้าย ยาง ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืนและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เมื่อรวมกับซอฟต์แวร์แล้ว Defender 110 ทำได้ดีกว่าคู่แข่งเมื่อเอาไปลุยหนักๆ ระบบควบคุมการออกตัวและการยึดเกาะ ระบบควบคุมคันเร่งที่ความเร็วต่ำ กล้องรอบคัน โหมดเอาตัวรอดจากเส้นทางยากลำบาก ทั้งหมดนี้ทำให้การเดินทางบนพื้นที่ทุรกันดานง่ายขึ้นมาก สามารถเลือกโหมด Terrain Response หรือจะเลือกเป็นโหมดอัตโนมัติก็ได้ รถจะสลับโหมดไปเรื่อยๆ เพื่อหาโหมดที่ให้การยึดเกาะที่ดีที่สุดในแต่ละสถานการณ์ การปล่อยให้คอมพิวเตอร์ควบคุม เป็นประสบการณ์แปลกๆ ของสื่อมวลชนสายรถยนต์ที่ต้องขับในสถานีออฟโรดเป็นประจำ แต่ Defender 110 ทำได้ดีทีเดียว.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/