รถกระบะรุ่นใหม่ มีอายุโมเดลประมาณ 8-10 ปี หรือมากกว่านั้น โดยพื้นฐานแล้ว BT-50/D-MAX คือแพลตฟอร์มที่ต้องแบกรับทั้งสองแบรนด์ต่อไปในอีกสิบปีข้างหน้า จากนวัตกรรมทางเทคนิคพื้นฐานในระดับแพลตฟอร์มของรถกระบะที่เกิดขึ้นเป็นขั้นตอนจากการพัฒนา ประมาณทุกๆ สิบปี ทั้ง BT และ D-MAX เป็นฝาแฝดกันแค่ไส้ใน ส่วนเปลือกตัวถังและตราสัญลักษณ์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งคู่  ผลิตโดยโรงงาน Isuzu ในประเทศไทย Mazda จ่ายเงินให้ Isuzu เพื่อใช้ประโยชน์จากศูนย์วิจัยและพัฒนา + โรงงานผลิตของ Isuzu มองเห็นความแตกต่างด้านรูปลักษณ์ภายนอกก็จริงแต่ภายในและเครื่องเกียร์ช่วงล่างนั้นเหมือนกัน เพราะวิธีการผลิตแบบนั้นถูกกว่าการที่ Mazda จะสร้างรถขึ้นมาเองทั้งหมด

Mazda BT-50 รุ่นปรับโฉม Double Cab 4 ประตู

BT-50 DBL 2.2 XT Hi-Racer 8AT  992,000 บาท (คันทดสอบ)

BT-50 DBL 3.0 XTR Hi-Racer 6AT  1,242,000 บาท

BT-50 DBL 3.0 XTR 6AT 4WD  1,352,000 บาท

รับประกันคุณภาพตัวรถ  5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ดอกเบี้ย 1.99% แถมประกันภัยชั้นหนึ่ง  1 ปี + บัตรน้ำมัน 10,000 บาท (และ 30,000 บาท สำหรับ Mazda Family)

...



หลังจากแยกทางกับ Ford แบรนด์ Mazda ต้องพึ่งพา Isuzu  ในการอัพเกรดแพลตฟอร์มกระบะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน  BT-50 ใหม่ ใช้เหล็กกล้าแรงดึงสูงพิเศษระดับ 'กิกะปาสคาล'  ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแกร่งได้ 20 เปอร์เซ็นต์ (เหล็กกล้ากิกะปาสคาลมีความแข็งแรงมากกว่าเหล็กกล้าอ่อนทั่วไปประมาณสี่เท่า ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทำคานและเสา) มีการเพิ่มสัดส่วนของเหล็ก 390MPa ในตัวถัง (เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า) ซึ่งแข็งแรงกว่าเหล็กอ่อนธรรมดาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จานเบรกด้านหน้าก็ใหญ่ขึ้น แต่ด้านหลังยังคงใช้ดรัมเบรก ซึ่งก็ถือว่าโอเค ความสามารถในการลุยน้ำลึกเพิ่มขึ้นเป็น 800 มม. จาก 600 มม. ซึ่งถือว่าดีขึ้น Mazda BT-650 2.2 8AT คุณจะได้กันสะเทือนแหนบ ดรัมเบรกหลัง ขับเคลื่อนล้อหลัง ภายในหรูหราพอใช้ และระบบความปลอดภัยเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย รถรุ่นนี้ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนทำงานที่ใช้รถกระบะเป็นพาหนะประจำวัน และไม่ใช้งานหนักอะไรมากนัก 


...




...




...







Mazda BT-50 2025 รุ่นปรับโฉมใหม่ (Minorchange) ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ โดยเฉพาะขุมพลังใหม่เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน รูปลักษณ์ภายนอก Kodo Design  เน้นความหรูหราแบบ SUV  กระจังหน้าใหม่ที่  ไฟหน้า LED โปรเจกเตอร์ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ  ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ มิติตัวถังและมิติกะบะท้าย รุ่น Double Cab ยกสูง มีขนาดดังนี้ ความยาว 5,280 มิลลิเมตร กว้าง 1,870 มิลลิเมตร สูง 1,790 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ: 3,125 มิลลิเมตร ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 240 มิลลิเมตร มิติกระบะท้าย (ภายใน): ตามข้อมูลทั่วไปของแพลตฟอร์มนี้ มีความยาวประมาณ 1,571 มิลลิเมตร กว้าง 1,530 มิลลิเมตร (ความกว้างระหว่างซุ้มล้อ 1,120 มิลลิเมตร)  ความสูงกระบะประมาณ 490 มิลลิเมตร ขนาดล้อและยาง ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วยาง: 265/60 R18 น้ำหนักรถและน้ำหนักรวม (GVW) น้ำหนักรถเปล่า (Curb Weight): รุ่น Double Cab 4x2 โดยประมาณอยู่ที่ 1,870 - 1,935 กิโลกรัม ส่วนน้ำหนักลากจูงสูงสุด รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (4x2) ของ Mazda BT-50 อยู่ที่ 3,500 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน: 76 ลิตร










ภายใน ห้องโดยสารใช้วัสดุพรีเมียมมากขึ้น เน้นความประณีตคล้ายรถเก๋ง มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว เบาะสีดำหุ้มผ้า แน่นอนว่า BT-50 2.2  พื้นฐานจะได้เบาะผ้าเท่านั้น  แม้จะมีตะเข็บหรือดีไซน์แผงหน้าปัดที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ก็เป็นการลอกเลียนแบบมาจาก D-Max อยู่ดี แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรใส่ใจ เพราะ Isuzu D-MAX มีภายในที่ใช้งานได้จริง Mazda BT-50 ได้ประโยชน์จากรูปแบบดังกล่าวของพื้นที่ภายใน  ค่อนข้างสะดวกสบายและให้ความรู้สึกทนทานแข็งแกร่ง พลาสติกจำนวนมากกระจายตัวอยู่บนคอนโซลแดชบอร์ด  แผงประตูไปจนถึงพวงมาลัย และจากระบบควบคุมอุณหภูมิไปจนถึงจอแสดงผลระบบความบันเทิง







ระบบความบันเทิง ใช้ร่วมกับ D-Max คือระบบขนาดเล็กกว่าในสองระบบที่มีให้เลือกในรุ่น BT-50 หน้าจอขนาด 8.0 นิ้ว  แบบเดียวกันกับ D-Max  หน้าจอนี้ก็มีปุ่มลัดแบบสัมผัสและปุ่มหมุนแยกต่างหากให้ใช้งาน แผงหน้าปัด  มีมาตรวัดแบบอนาล็อกสองอันพร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 4.2 นิ้วอยู่ตรงกลาง ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบปุ่มหมุนที่ใช้งานง่ายแต่ดูไม่ทันสมัยเท่ากับชุดควบคุมในรุ่นที่สูงกว่า การออกแบบมาตรวัดใช้ความเรียบง่าย เมื่อจับคู่กับหน้าจอขนาดเล็กแล้ว ก็เข้ากับความรู้สึกที่ไม่ซับซ้อนของรถกระบะรุ่นพื้นฐาน สามารถสลับไปมาระหว่างเมนูต่างๆ บนหน้าจอนี้ได้โดยใช้ปุ่มบนพวงมาลัย





พวงมาลัยทรงสามก้านหุ้มหนังแท้พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์และปุ่มควบคุมต่างๆ  ขอบพวงมาลัยทำจากหนังแท้ไม่ใช่โพลียูรีเทน พื้นผิวพลาสติกสีดำสนิทตกแต่งก้านวงด้านล่างด้วยพลาสติกสีเงิน   ปุ่มต่างๆ ยังคงทำจากพลาสติกสีดำ  ซึ่งเข้ากันได้ดีกับภายในของกระบะรุ่นนี้ที่เน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก ระบบควบคุมอุณหภูมิของ Isuzu  ปุ่มหมุนปรับสามปุ่ม แน่นอนว่า ความแข็งแรงทำให้ใช้งานได้ดีในระยะยาว  เมื่อเทียบกับปุ่มควบคุมระบบดิจิตอลที่ซับซ้อนในรุ่นที่แพงกว่า ข้อเสียเพียงอย่างเดียวในส่วนหน้าของห้องโดยสารคือพื้นที่เก็บของที่ดูเหมือนจะน้อยเกินไปนิดนึง ที่วางแก้วน้ำ ช่องเก็บของสองชั้นขนาดเล็กสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า และช่องเก็บของตรงคอนโซลกลาง รวมถึงที่วางแว่นกันแดด แต่ไม่มีช่องเก็บของแบบเดียวกับ D-Max บนแผงหน้าปัด หรือที่วางแก้วน้ำเพิ่มเติมแบบเดียวกับใน Ranger  

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของ BT-50 2.2 8AT 4 ประตู ขับเคลื่อนสองล้อ วางเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ความจุ 2.2 ลิตร (RZ4F-TC) 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว  ระบบอัดอากาศ E-VGS Turbo แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง (+/- REV Tronic) กับ Paddle Shift ที่หลังววงพวงมาลัย 




ช่วงล่างและสมรรถนะการใช้งาน ช่วงล่างปรับจูนตามสไตล์ Mazda  เน้นความนุ่มสบายแต่ยังคงความเกาะถนน ให้ความรู้สึกเสมือนขับรถยนต์นั่ง ระบบความปลอดภัย: ติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติ (AEB), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC with Stop & Go), และระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน (LDW) อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน เฉลี่ย ประมาณ 14 - 15.8 กม./ลิตร (จากการทดสอบในและนอกเมือง รวมถึงทางเนิน) ความประหยัด: เครื่องยนต์ 2.2 ลิตรใหม่และอัตราทดของเกียร์ 8 สปีด ช่วยให้การเดินทางไกลใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำลง ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันได้ดีกว่ารุ่น 1.9 ลิตรเดิม 



Mazda BT-50 2.2 ดีเซลเทอร์โบ ขับเคลื่อนสองล้อ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสมรรถนะการลุยหนักด้วยตัวช่วยระบบขับเคลื่อนทุกล้อพร้อมเกียร์ทดกำลัง มันเป็นรถที่วิ่งบนทางออฟโรดได้ดี โดยเฉพาะการรูดผ่านทางลูกรัง แต่ถ้าเจอหล่มโคลน หรือใช้งานในสภาพพื้นที่ยากลำบากเป็นประจำ รุ่นขับสี่ที่มีราคา 1.35 ล้านบาท ดูจะเหมาะสมมากกว่ารุ่นขับสองราคา 9 แสนบาท ยาง AT bridgestone dueler จากโรงงาน มีความทนทานต่อการใช้งานหนักหลายหมื่นกิโลเมตรบนถนนเรียบๆ รวมถึงเส้นทางออฟโรดที่ไม่สาหัสมากนัก  ยางโรงงานให้การยึดเกาะถนนที่ดีพอที่จะเข้าถึงพื้นที่ที่ยากลำบากได้บ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่เพราะระบขับเคลื่อนล้อหลังเพียวๆ ที่อาจเอาตัวรอดได้ยากหากต้องใช้ล้อหน้าช่วยในการตะกุย 




อาการโคลงตัว ดูจะมากกว่า Travo และ Ranger ลักษณะการโยกเยกเล็กน้อยตามสไตล์แซสซี Isuzu ในจุดนี้ ทำให้แฟน BT ที่เคยใช้งานตัวเก่าสมัยยังกอดคอร่วมหัวจมท้ายกับ Ford นั้น ไม่พึงพอใจเท่าที่ควร จริงๆแล้ว BT-50 รุ่นใหม่ ขับสนุกใช้ได้ เดินทางไกลดีและมีเบาะที่นั่งนานๆได้โดยไม่ปวดบั้นเอวหรือแผ่นหลัง   ระมัดระวังเมื่อขับบนถนนลูกรังที่อาจมีหินแหลมคมเตี้ยๆ ทำให้มองไม่เห็น  BT-50 สามารถรับมือกับทางดินได้ดี  ช่วงล่างแข็งแรง เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ทุรกันดานผสมผสานกับการขับในเมืองได้ดี แต่ใช้งานในเมืองจะไม่คล่องตัวเท่ากับการขับออกต่างจังหวัดเนื่องจากขนาดที่ค่อนข้างใหญ่นั่นเอง  



เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ซึ่งมีกำลังมากกว่า เครื่อง 2.2 ดีเซลยังห่างไกลจากคำว่าดีที่สุดในกระบะระดับเดียวกัน เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ออกแบบมาแค่พอใช้งานให้ดีกว่าเดิมโดยปรับปรุงจากเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรตัวเก่าที่กำลังดูจะน้อยเกินไปเพราะเน้นที่อัตราสิ้นเปลืองมากไปหน่อย ทำให้ เครื่อง 2.2 อยู่ในระดับที่ยอมรับได้เมื่อเทียบกับเครื่องตัวเก่า เครื่องยนต์ดีเซลมีเสียงเหมือนเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร แต่ขับเคลื่อนไปอย่างราบรื่นด้วยเสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นเอกลักษณ์ของ Isuzu และเร่งได้อย่างที่ควรจะเป็นเมื่อใช้ความเร็วบนทางหลวงข้ามจังหวัด ห้องโดยสารมีความประณีตพอใช้ได้ การเก็บเสียงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ได้แย่  ทั้งเสียงเครื่องยนต์และเสียงถนนก็ไม่ดังกลบจนทำให้รู้สึกรำคาญ ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ ซึ่งเข้ามาแทนที่เกียร์ 6 สปีด ทำงานได้ดีและราบรื่นมาก แต่มีอาการหน่วงเล็กน้อยเมื่อเหยียบคันเร่ง  สังเกตได้ก็ต่อเมื่อคุณเหยียบคันเร่งอย่างฉับพลันทันทีตอนแซง 




คุณภาพการขับขี่ค่อนข้างดี  ตอนทดสอบไม่มีน้ำหนักบรรทุกถ่วงท้าย จริงๆ แล้ว BT-50 ค่อนข้างนุ่มนวล  อาจไม่สามารถเทียบกับ Ranger ที่ครองความเป็นเจ้ากระบะแห่งการขับขี่  แต่ก็ยังทำให้รู้สึกสบายในการขับทางไกล เมื่อไม่มีน้ำหนักบรรทุก BT-50 ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและมั่นคงบนถนนลาดยาง สรุปแล้ว BT-50 เครื่องยนต์ 2.2 ลิตรนั้นเรียกได้ว่า ‘ดีพอใช้ได้’  ไม่ได้มีเทคโนโลยี หรือการขับที่เข้ามาปฏิวัติวงการอะไรทั้งสิ้น แต่ก็ทำงหน้าที่ของมันได้ตามมาตรฐาน 




จุดเด่นอีกอย่างคือความคล่องตัวในสภาพถนนที่คับแคบ จากตำแหน่งที่นั่งสูง ทำให้มองเห็นทุกสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน ทัศนวิสัยด้านหลังก็ดี แต่มีข้อจำกัดทั่วไปของรถกระบะ เช่น กระบะที่บดบังวัตถุขนาดเล็กหรือวัตถุที่อยู่ใกล้ท้ายรถ แต่ไม่พบข้อจำกัดด้านการมองเห็น อย่างน้อยก็มีกล้องมองหลังมาเพิ่มความปลอดภัยการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ คือเหตุผลที่ทำให้ Mazda BT-50 และ Isuzu D-Max (ซึ่งเป็นพื้นฐานของรถกระบะรุ่นนี้) มีกระบะรุ่นสมรรถนะต่ำกว่า เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ค้าส่ง กลุ่มธุรกิจส่งของ และกลุ่มลูกค้าในต่างจังหวัด  เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร 4JJ3  แน่นอนว่าแข็งแกร่งทนทานก็เริ่มล้าสมัยแล้ว และได้รับความนิยมเฉพาะในบางตลาดเท่านั้น กฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ทำให้การขายเครื่องยนต์ 3.0 ต่อไปจึงเป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องมีทางเลือกอื่นมาเสียบอย่างเครื่อง 2.2 ลิตร จริงๆแล้ว เครื่องยนต์ 1.9 ลิตรนั้นแข็งแกร่งและเชื่อถือได้ ดูจากตลาดรถขับเคลื่อนสี่ล้อในประเทศไทย ซึ่มีการอัพเกรดกำลังเครื่องยนต์ 1.9 กันอย่างท่วมท้น แต่ Isuzu กลับใช้วิธีเปลี่ยนเครื่องใหม่ไปเลยสิ้นเรื่อง เมื่อดูจากคำวิจารณ์ของสื่อรถยนต์ต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลียที่มีความตรงไปตรงมา Isuzu และ Mazda มักจะถูกวิจารณ์ว่าเสียงของเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร นั้นดังมากจนเกินไป แถมยังมีอาการเทอร์โบแล็กค่อนข้างมากขณะออกตัวอีกด้วย



ความคุ้มค่าและราคา

Mazda BT-50 2025 ถูกวางตำแหน่งเป็นกระบะไลฟ์สไตล์ที่เน้นทั้งการใช้งานหนักและความสบายในการเดินทาง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถกระบะที่มีดีไซน์โดดเด่นและออปชันภายในครบครัน 

ราคาจำหน่ายโดยประมาณ (รุ่น Double Cab 2.2) ราคาเริ่มต้นในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง (Hi-Racer)  อยู่ที่ประมาณ 992,000 บาท (คันทดสอบ)  

ข้อดี
เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ใหม่: ถือเป็นจุดเด่นที่สุด เพราะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลและต่อเนื่องกว่าเกียร์ 6 สปีดเดิม สมรรถนะ เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ให้พละกำลังที่ตอบสนองได้ดีกว่าเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรที่เคยใช้ในรุ่นก่อนหน้า ความประหยัดน้ำมัน ระบบเกียร์ 8 สปีดช่วยให้รอบเครื่องยนต์ต่ำลงในความเร็วสูง ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันได้ดี โดยมีตัวเลขเคลมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.2 กม./ลิตร ช่วงล่างและการขับขี่ความพยายามในการรักษาเอกลักษณ์ช่วงล่าง แต่ขับแล้วเหมือน Isuzu 2.2 8AT

 

ข้อเสีย 
เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร มีให้เลือกแค่ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง (Hi-Racer) หากต้องการระบบ 4x4 อาจต้องขยับไปรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ศูนย์บริการและอะไหล่  เมื่อเทียบกับเจ้าตลาดอย่าง Toyota หรือ Isuzu ศูนย์บริการของ Mazda อาจมีจำนวนน้อยกว่า และราคาอะไหล่บางรายการอาจสูงกว่าเล็กน้อย ราคาขายต่อ: ตามสไตล์แบรนด์รอง ราคาขายต่อในตลาดมือสองอาจจะไม่แข็งเท่าเจ้าตลาด งานดีไซน์: แม้จะดูสวยงามแบบ SUV

ออปชันภายใน (Interior Options)

การตกแต่งเน้นความหรูหราและสะดวกสบายคล้ายรถเก๋ง (SUV-like) โดยมีอุปกรณ์มาตรฐานที่น่าสนใจดังนี้:

ระบบความบันเทิง: หน้าจอสัมผัส (Touchscreen) ขนาด 8 นิ้ว หรือ 9 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับการจัดสเปก) รองรับการเชื่อมต่อ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto

ระบบปรับอากาศ: ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ความสะดวกสบาย:

กุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Entry) พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push Start)

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) และ Paddle Shift สำหรับเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

ช่องจ่ายไฟ USB-C สำหรับผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและตอนหลัง

ลำโพง 6 ตำแหน่ง 

ระบบความปลอดภัย (Safety Features)

 เทคโนโลยีความปลอดภัยทั้งแบบพื้นฐานและแบบขั้นสูง (Advanced Safety)  

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety):

RCTB (Rear Cross Traffic Brake): ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

DAA (Driving Attention Assist): ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่

ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (VSA/ESC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control)

กล้องมองหลัง (Rear Camera) และเซนเซอร์กะระยะช่วยจอด

ระบบความปลอดภัยพื้นฐาน:

ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (Dual Airbags)

ระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA

จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/