BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV STANDARD รถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นเริ่มต้น เปิดราคา 599,900 บาท เป็นการประกาศราคาในช่วงค่ำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นี่คือรถซีดานพลังงานผสม เครื่องยนต์บวกมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำระยะทางได้มากกว่า 1,000 กิโลเมตร จากการผสมผสานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ Plug in Hybrid เน้นความคุ้มค่าโดยเฉพาะอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง SEAL 5 DMi Super PHEV ชูจุดเด่นเรื่องการวิ่งทางไกลด้วยไฟฟ้าล้วนที่ไกลกว่า อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำ ในราคาที่เข้าถึงง่าย
...
BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV เป็นคู่แข่งของ TOYOTA YARIS ATIV HEV ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ DM-i SUPER PHEV ปลั๊กอินไฮบริด แบตเตอรี่ BYD Blade Battery ความจุ 13.8 kWh เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของ BYD มีความปลอดภัย ทน SEAL 5 DM-i SUPER PHEV ขับด้วยไฟฟ้าเพียวๆ ไกลสุด 85 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร นับได้ว่า ...มีอัตราเร่งที่เร็วสุดในคลาส ระบบบริหารพลังงาน ทำให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ BYD เคลมอัตราสิ้นเปลือง 28.6 กิโลเมตรต่อลิตร ขับทดสอบ ทำได้ 24.8 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเดินทาง 90-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
...
...
...
SEAL5 รุ่นย่อย STANDARD รูปทรงทันสมัย ออกแบบลายกราฟิคบนกระจังหน้าให้เชื่อมโยงกับดีไซน์ OCEAN AESTHETIC ไฟหน้า LED ไฟหรี่กลางวัน LED Daytime Running Light พร้อมระบบเปิด – ปิดอัตโนมัติ กระจังหน้าไร้กรอบแบบ DOT MATRIX ไฟท้าย Full LED รมดำ ไฟเลี้ยวแบบ Sequential ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ล้ออัลลอยแบบทูโทน ขนาด 17 นิ้ว ยางขนาด 215/55 R17 สีภายนอก มีให้เลือกแค่ 2 สี คือ สีขาว Horizon White และ สีดำ Quantum Black
มิติตัวถังของ SEAL 5 DM-i อยู่ในกลุ่ม C-Segment Sedan เมื่อเทียบตัวเลข เจ้า SEAL 5 ดูจะมีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันอย่างชัดเจน ความยาว 4,780 มิลลิเมตร กว้าง 1,837 มิลลิเมตร สูง 1,495 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,718 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 160 มิลลิเมตร (แบบ Unladen) หรือประมาณ 120 มิลลิเมตร (เมื่อบรรทุกเต็มพิกัด) พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย: 450 ลิตร
เปรียบเทียบกับคู่แข่งในไทย: Honda Civic: ยาว 4,681 มม. / กว้าง 1,802 มม. (Seal 5 DMi PHEV ยาวกว่า 9.9 ซม. และกว้างกว่า 3.5 ซม.) Toyota Yaris ATIV: ยาว 4,425 มม. / กว้าง 1,740 มม. (Seal 5 DMi PHEV ยาวกว่าถึง 35.5 ซม.) ตัวรถมีขนาด ใหญ่และยาว ถูกวางตำแหน่งราคาให้มาสู้กับกลุ่มรถเล็กอย่าง City หรือ Yaris ATIV ทำให้จุดเด่นเรื่อง "ความกว้างขวางของห้องโดยสาร" จาก"ความยาวตัวถัง" กลายเป็นพื้นที่ใช้สอยที่มีความคุ้มค่า
ห้องโดยสารกว้าง จากการออกแบบให้ระยะฐานล้อ มีตัวเลขยาวที่สุดในรถยนต์ Segment เดียวกัน มาพร้อมพื้นที่บรรทุกสัมภาระท้ายรถขนาด 450 ลิตรใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้ว ได้ 6 ใบ จัดเก็บสัมภาระได้มากขึ้นด้วยฟังก์ชันการพับเบาะด้านหลังแบบ 60/40 ระบบแสดงผล Multimedia หน้าจอเรือนไมล์ ขนาด 8.8 นิ้ว หน้าจอสัมผัสระบบ Intelligent Multimedia แบบลอยตัว ขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay® และ Android Auto™ ลำโพง 4 ตำแหน่ง เบาะผ้าดีไซน์สปอร์ต เบาะผู้ขับขี่ปรับมือ 6 ทิศทา เบาะผู้โดยสารหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน พร้อมหุ้มหนังสังเคราะห์ เปลี่ยนเกียร์ด้วย Dial e- Shifter พร้อมเบรกมือไฟฟ้า EPB
เบาะปรับมือของฝั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะคนนั่งหน้าปรับมือเช่นเดียวกันแต่เป็นแบบสี่ทิศทางยกสูงไม่ได้ แดชบอร์ด คอนโซล ดูแล้ว BYD ใช้วัสดุที่เหนือกว่ารถคู่แข่งในบางจุด จอภาพ 10 นิ้วระบบสัมผัส เชื่อมต่อมือถือเร็ว เชื่อมแล้ว ตลอดเส้นทางการทดสอบ 2 วัน จากเชียงราย มายังกรุงเทพมหานคร ไม่มีปัญหาหลุดต้องเชื่อมต่อใหม่ หรือหน่วงจนชักช้าน่ารำคาญ เมื่อขึ้นรถ ระบบอินโฟรเทนเมนท์หลังการสตาร์ทจะใช้เวลาในการเชื่อมกับโทรศัพท์มือถือที่ต่อเอาไว้แล้วประมาณ 30 วินาที หรือนานกว่านั้นเล็กน้อย จอภาพระบบสัมผัส มีระบบควบคุมอุณหภูมิในห้องโดยสารอยู่ในนั้น รวมถึงการตั้งค่าต่างๆสำหรับการใช้งาน ทั้งหมด ออกแบบฟังก์ชันและเมนูให้ง่ายต่อการหา เข้าและออกได้อย่างรวดเร็วแทบจะไม่มีอาการหน่วงของจอภาพ
พวงมาลัยทรงสามก้านหุ้มหนังแท้ ก้านวงทั้งสองฝั่ง ด้านซ้าย เป็นปุ่มปรับตั้งระบบปรับความเร็วอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control ด้านขวา เป็นปุ่มเลือกดูข้อมูลบนจอภาพมาตรวัดตรงหน้าคนขับ ปุ่มรับสายโทรศัพท์ และปุ่มควบคุมระดับเสียงของลำโพงในห้องโดยสารที่ติดมาให้ 4 ตำแหน่ง เสียงของลำโพง แค่พอไปวัดไปวาได้ ไม่ได้ดีเด่อะไร อยากให้เสียงดีกว่านี้ก็ต้องยกระดับคุณภาพของลำโพงให้สูงกว่านี้ ส่วนฟังก์ชันปรับแต่งเสียง มีให้เลือกใช้หลายรูปแบบ แต่เสียงกลับออกมาคล้ายกันไปหมด ลำโพงทั้งสี่ตัว มีความคมชัดพอใช้ได้ แต่กำลังขับที่น้อยนิด เหมาะกับการฟังเพลงที่ไม่ต้องการพลังจากซับวูฟเฟอร์ แค่ต้องการความคมชัดในการรับฟังเพลง ซึ่งในจุดนี้ ทำออกมาแค่ พอใช้ได้
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบกรองฝุ่น PM2.5 และ ช่องปรับอากาศตรงกลางด้านหลัง ระบบ Keyless Entry พร้อม Keyless Start และ กุญแจแบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ NFC (NFC Card) รองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต (OTA)
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง (DM-i Super Hybrid)
ระบบ DM-i (Dual Mode intelligence) ของ BYD ออกแบบมาให้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก และเครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็นส่วนเสริมหรือปั่นไฟ: AutoDeal เครื่องยนต์: เบนซิน 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุดประมาณ 218 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร (รุ่น Standard). เกียร์ ใช้ระบบเกียร์แบบ E-CVT ที่เน้นความนุ่มนวล ไร้รอยต่อ แบตเตอรี่: Blade Battery ความจุ 13.08 kWh (รุ่น Standard) และ 18.3 kWh (รุ่น Premium) รองรับการวิ่งไฟฟ้าล้วน (EV Mode) 80 - 120 กม. (NEDC)
ระบบ DM-i (Dual Mode intelligence) ของ BYD ในรุ่น Seal 5 เป็นระบบไฮบริดที่เน้นการใช้ ไฟฟ้าเป็นหลัก (Electric-driven) โดยมีรูปแบบการทำงาน 4 โหมดหลักที่สลับกันโดยอัตโนมัติเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โหมดไฟฟ้าล้วน (EV Mode)
การทำงาน: มอเตอร์ไฟฟ้าดึงพลังงานจาก Blade Battery มาหมุนล้อโดยตรง เครื่องยนต์จะดับสนิท
ฟิลลิ่ง เงียบสนิท อัตราเร่งติดเท้าเหมือนรถ EV 100% เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองหรือรถติด
โหมดไฮบริดแบบอนุกรม (Series Hybrid Mode) การทำงาน เมื่อแบตเตอรี่เริ่มต่ำ หรือต้องการกำลังเพิ่ม เครื่องยนต์จะสตาร์ทขึ้นมาเพื่อปั่นไฟ ส่งให้มอเตอร์ไฟฟ้าไปขับเคลื่อนล้อ และแบ่งกระแสไฟบางส่วนไปชาร์จเก็บในแบตเตอรี่ เครื่องยนต์จะทำงานในรอบที่นิ่งและประหยัดที่สุด (Efficiency Zone) เพราะไม่ต้องรับภาระในการลากตัวรถโดยตรง
โหมดขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โดยตรง (Parallel/Engine Drive Mode) การทำงาน ในช่วงความเร็วคงที่และสูง (เช่น วิ่งมอเตอร์เวย์ 100 กม./ชม. ขึ้นไป) ระบบจะใช้ คลัตช์ต่อกำลังจากเครื่องยนต์ลงสู่ล้อโดยตรง เพราะในความเร็วสูง เครื่องยนต์สันดาปมีประสิทธิภาพดีกว่ามอเตอร์ไฟฟ้า การเสริมกำลัง เมื่อต้องการเร่งแซง มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาช่วยเสริมกำลัง (Boost) ร่วมกับเครื่องยนต์ทันที ระบบปั่นไฟกลับ (Regenerative Braking) เมื่อถอนคันเร่งหรือเหยียบเบรก มอเตอร์จะสลับหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ เปลี่ยนพลังงานจลน์จากการหมุนของล้อให้เป็นไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ สามารถปรับระดับการรีเจน หรือให้ทำงานน้อยที่สุดเพื่อความนุ่มนวลของการขับเคลื่อน
ความล้ำของระบบก็คือ ไม่มีเกียร์แบบรถสันดาปทั่วไป ใช้เกียร์อัตโนมัติ E-CVT ควบคุมด้วยไฟฟ้า ทำให้การสลับระหว่างโหมดน้ำมันและไฟฟ้านุ่มนวลไหลลื่นไม่มีรอยต่อของเกียร์ (Seamless Transition) จริงๆแล้ว CVT เหมาะกับรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดที่มีราคาไม่แพง ซึ่งระบบส่งกำลังของ SEAL 5 DM-i Super PHEV ทำออกมาได้ดี เร่งเรียบเนียน แต่เร็วกว่าคู่แข่งทุกรุ่นที่มีราคาพอๆกัน ส่วนจุดเด่นของระบบส่งกำลังของรถรุ่นนี้ก็คือ เน้นความประหยัดชนิดสุดขีด เครื่องยนต์ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตไฟฟ้าและขับเคลื่อน ทำให้การเร่งความเร็วไม่มีอาการกระชากตามเท้าเหมือนรถทั่วไป อัตราเร่ง 0-100 ใน 7.8 วินาที ถือว่าเร็วใช้ได้
ส่วนระยะเวลาการชาร์จของ BYD Seal 5 DM-i จะขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ (13.08 kWh หรือ 18.3 kWh) และประเภทของหัวชาร์จ ดังนี้
ชาร์จกระแสสลับ (AC Charge) เป็นการชาร์จผ่าน BYD Wallbox หรือตู้ชาร์จสาธารณะ (รองรับสูงสุด 3.3 kW หรือ 6.6 kW ตามสเปกแต่ละรุ่นย่อย) รุ่นแบตเตอรี่ 13.08 kWh: ใช้เวลาประมาณ 2.5 - 4 ชั่วโมง (0-100%) รุ่นแบตเตอรี่ 18.3 kWh: ใช้เวลาประมาณ 3 - 5 ชั่วโมง (0-100%) รุ่นเริ่นต้น ไม่มีระบบชาร์จกระแสตรง (DC Fast Charge) หากอยากชาร์จไฟ DC ก็ต้องไปที่ SEAL 5 DM-i รุ่นท็อป (18.3 kWh) รองรับการชาร์จเร็วแบบ DC ซึ่งหาได้ยากในรถ PHEV ราคานี้
การชาร์จผ่านไฟบ้าน (Portable Plug) เสียบปลั๊กไฟบ้านผ่านสายชาร์จใช้เวลาประมาณ 6 - 9 ชั่วโมง ติดตั้ง Wallbox ที่บ้าน การใช้งานจะเหมือนสมาร์ทโฟน คือ กลับบ้านเสียบปลั๊ก เช้ามาไฟเต็ม วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 80 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง รับส่งลูกไปโรงเรียน จอดรอโดยไม่สร้างมลพิษและเมื่อขับแต่ละวันไม่เกิน 70-80 กิโลเมตรก็แทบไม่ต้องใช้น้ำมันเลยสักหยด
การทดสอบทางไกล ขาล่องลงมาจากจังหวัดเชียงราย ไปยัง ลำปาง อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ สระบุรี สิงค์บุรี อยุธยา มาจนถึงกรุงเทพฯมหานคร ใช้เชื้อเพลิง 1 ถัง 45 ลิตร กับไฟในแบตเตอรี่ 18.3 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ความเร็วที่ใช้ 90-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บางจังหวะ ดันความเร็วสูงต่อเนื่องเพื่อดูการทรงตัวในย่านความเร็วสูง การยึดเกาะกับทางโค้งบนเขาค้อ การขับด้วยความเร็วเดินทางที่ถูกกฎหมายบนไฮเวย์ข้ามจังหวัด SEAL 5 DM-i Super PHEV รุ่นเริ่มต้นราคา 599,900 บาท .......
ระบบช่วงล่าง (Suspension) ด้านหน้า อิสระ MacPherson Strut พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ซึ่งเป็นมาตรฐานปกติของรถในกลุ่มนี้ เน้นการซับแรงกระแทกได้ดี ด้านหลัง Torsion Beam (คานบิด) ซึ่งช่วยในเรื่องความทนทานและเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายให้กว้างขึ้น แต่ฟิลลิ่งอาจจะไม่คมเท่าระบบอิสระ Multi-link ในความเร็วสูง ระบบเบรก (Braking System) เบรกหน้า ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน (Ventilated Disc) เบรกหลัง ดิสก์เบรก (Solid Disc) ระบบช่วยเบรก มาพร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) และฟังก์ชันหน่วงเบรกอัตโนมัติ (Auto Vehicle Hold) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้อง อยู่ที่ประมาณ 160 มม. (ตัวเปล่า) และจะลดลงเหลือประมาณ 120 มม. เมื่อบรรทุกน้ำหนักเต็มที่ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของรถซีดานทั่วไป
ช่วงล่างและฟิลลิ่งการขับขี่ ความนุ่มนวล ทั้งหมด ถูกเซ็ตมาในโทน นุ่มหนึบ ลมยางที่แข็งไปนิดช่วยเรื่องตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง ทำให้ช่วงล่างดูจะแข็งๆไปสักนิด การซับแรงกระแทกจากพื้นถนนและหลุมบ่อของสปริงและโช้คทำได้ดี ดูจะเหมาะกับการใช้งานในเมืองและขับขี่แบบครอบครัว การทรงตัวในย่านความเร็วสูงและการยึดเกาะบนทางโค้ง (เขาค้อ) เนื่องจากการปรับเซ็ตช่วงล่างให้ออกมาในแบบนุ่มนวล นั่งสบาย ขับทางไกลได้ดี อาการ ยวบยาบ (Wallowy) หรือตัวรถโยนตัวเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง หรือขับบนถนนที่เป็นคลื่นมีบ้าง แต่ไม่ได้มากมายอะไร ถ้าไม่ขับเร็ว อาการดังกล่าวก็แทบจะไม่ปรากฎออกมาให้รับรู้ แต่เมื่อขับเร็ว การยึดเกาะถือว่าใช้ได้ แม้จะใส่ยางแบรนด์จีนที่ไม่คุ้นเคย แต่ยางก็ทำหน้าที่พอใช้ได้ อยากได้หนึบกว่านี้ก็ต้องหายางประสิทธิภาพสูง เปลี่ยนใหม่ รับรองว่าจะดีขึ้นผิดหูผิดตาเลยทีเดียว
พวงมาลัยและเบรก โดยรวม ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พวงมาลัยไฟฟ้า ติดตั้งมอเตอร์ที่คอยปรับความสมดุลของน้ำหนักพวงมาลัยให้ตรงกับความเร็วที่ขับเคลื่อนอยู่ในขณะนั้น พวงมาลัยของ SEAL 5 DM-i Super PHEV น้ำหนักเบาควบคุมง่ายในเมือง แต่อาจจะรู้สึกขาดความรู้สึกของการหน่วงที่เหมาะสมเมื่อขับด้วยความเร็วสูง ส่วนระบบเบรกเป็นแบบ Drive-by-wire ที่อาจต้องใช้เวลาปรับตัวเนื่องจากความรู้สึกอาจจะดูหยุ่นๆ (Spongey) ในช่วงแรก
ประสิทธิภาพและความประหยัด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ประมาณ 7.9 วินาที ให้ความรู้สึกฉับไวพอใช้ได้ ไม่กระโชกโฮกฮากเวลากดคันเร่งเต็มที่ SEAL 5 PHEV เน้นความประหยัดเป็นหลัก อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยตามการเคลมของ BYD อยู่ที่ประมาณ 26 - 34 กม./ลิตร เมื่อน้ำมันเต็มถังพร้อมแบตเตอรี่เต็ม วิ่งได้ระยะทางรวมกว่า 1,000 - 1,100 กิโลเมตร ได้อย่างสบายๆ การทดสอบที่ไม่มีการแวะเติมเชื้อเพลิง และไฟ ใช้การวิ่งรวดเดียวจากเชียงราย มาพัก 1 คืนที่เพชรบูรณ์ แล้วขับลงกทม ในเช้าวันรุ่งขึ้น รถทดสอบที่ผมขับจากเชียงรายวกไปทางเพชรบูรณ์แล้วหักหัวลงกรุงเทพฯ ทำระยะทางทัังหมด รวม 1,134 กิโลเมตร แทบจะไม่เหลือเชื้อเพลิงในถัง หรือเหลือก็ประมาณไม่เกิน 2-3 ลิตร เทียบจากตัวเลขนั้นกับน้ำมัน 45 ลิตร ไฟเต็มแบตฯ วิ่งได้ไกลประมาณนั้น ถือว่า น่าใช้มากสำหหรับคนที่ต้องเดินทางไกลเป็นประจำและไม่ชอบการรอชาร์จไฟตามสถานีบริการ
สำหรับระยะเวลาการชาร์จของ BYD Seal 5 DM-i จะขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ (13.08 kWh หรือ 18.3 kWh) และประเภทของหัวชาร์จ ดังนี้
ชาร์จกระแสสลับ AC Charge
เป็นการชาร์จผ่าน BYD Wallbox หรือตู้ชาร์จสาธารณะ (รองรับสูงสุด 3.3 kW หรือ 6.6 kW ตามสเปกแต่ละรุ่นย่อย) รุ่นแบตเตอรี่ 13.08 kWh: ใช้เวลาประมาณ 2.5 - 4 ชั่วโมง การชาร์จผ่านไฟบ้าน (Portable Plug) เสียบปลั๊กไฟบ้านผ่านสายชาร์จใช้เวลาประมาณ 6 - 9 ชั่วโมง ติดตั้ง Wallbox ที่บ้าน การใช้งานจะเหมือนสมาร์ทโฟน คือ "กลับบ้านเสียบปลั๊ก เช้ามาไฟเต็ม" วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 80 กม. ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมืองโดยแทบไม่ต้องใช้น้ำมัน
ราคา รุ่นเริ่มต้น เปิดราคาที่ 599,900 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ท้าทายกลุ่มรถ B-Segment และ C-Segment เจ้าตลาดพอสมควร
BYD Seal 5 DM-i เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดและเน้นความนุ่มสบายในการขับขี่เป็นหลัก แต่อาจไม่ตอบโจทย์ผู้ที่ชอบการขับขี่แบบสปอร์ตที่ต้องการช่วงล่างคมๆ และการควบคุมที่เฉียบคมในความเร็วสูง
บริการหลังการขายของ BYD Seal 5 DM-i ภายใต้การดูแลของ RÊVER Automotive ในประเทศไทย มีประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ควรทราบ
1. แพ็กเกจการบำรุงรักษา (RÊVER Care)
โดยปกติเมื่อซื้อรถใหม่จะมาพร้อมสิทธิประโยชน์ RÊVER Care ที่ครอบคลุมค่าบำรุงรักษาพื้นฐาน:
ฟรีค่าบำรุงรักษา: ค่าแรงและค่าอะไหล่ตามระยะทางที่กำหนด (มักจะอยู่ที่ 8 ปี หรือ 160,000 กม. ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นขณะนั้น)
การรับประกัน: รับประกันตัวรถ (Warranty) และแบตเตอรี่แรงดันสูง (Blade Battery) นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน: 24 ชั่วโมง ทั่วประเทศ
เครือข่ายศูนย์บริการ ครอบคลุมทั่วไทย ปัจจุบัน BYD มีศูนย์บริการมากกว่า 142 แห่ง ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด ทำให้การนำรถเข้าเช็กระยะทำได้สะดวก ศูนย์รับเรื่องรวดเร็ว การติดต่อ Call Center หรือประสานงานช่างฉุกเฉินมักได้รับคำชมว่า ตอบสนองไว และประสานงานช่างในพื้นที่ได้ดี
ค่าใช้จ่ายในการเช็กระยะ
ประหยัดกว่ารถน้ำมัน เนื่องจากเป็นระบบไฟฟ้าผสม (PHEV) งานซ่อมบำรุงจะน้อยกว่ารถสันดาปทั่วไป โดยค่าใช้จ่ายเช็กระยะเฉลี่ยในไทยอยู่ที่ประมาณ 4,000 - 5,000 บาท (เทียบกับรถน้ำมันที่ประมาณ 6,000 - 8,000 บาท)
ความถี่ การเช็กระยะมักจะอยู่ที่ทุก 20,000 กม. หรือ 12 เดือน ซึ่งห่างกว่ารถน้ำมันทั่วไปที่มักจะเช็กทุก 10,000 กม.
ข้อควรระวังและเสียงสะท้อนจากผู้ใช้
รออะไหล่ ....ในกรณีที่เป็นงานซ่อมตัวถังหรืออุบัติเหตุหนัก อาจมีปัญหา รออะไหล่นาน (บางเคสอาจใช้เวลา 1-2 เดือน) เนื่องจากต้องรอรอบการนำเข้า
มาตรฐานช่าง ....บางศูนย์บริการอาจมีประสบการณ์ในการวิเคราะห์อาการที่ซับซ้อนของระบบไฮบริดต่างกันไป ทำให้การแก้ปัญหาบางอย่างอาจใช้เวลานานกว่าปกติ
สรุป หากเป็นการเช็กระยะทั่วไป บริการของ BYD ถือว่า สะดวกและคุ้มค่า แต่ถ้าเป็นงานซ่อมสีและตัวถังจากอุบัติเหตุ ยังคงมีจุดอ่อนเรื่อง ระยะเวลาการรออะไหล่ ที่ผู้ใช้ควรเผื่อใจเรื่องความล่าช้า แต่ BYD แจ้งว่า กำลังปรับปรุงเรื่องดังกล่าวให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ระบบความปลอดภัยของ BYD Seal 5 DM-i แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active) และระบบปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive)
1. ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS)
เป็นไฮไลท์ที่ช่วยให้ขับสบายและปลอดภัยขึ้น:
ACC (Adaptive Cruise Control): ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (หยุดและออกตัวตามรถคันหน้า)
AEB (Automatic Emergency Braking): ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า
LDW / LDP: ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และช่วยดึงพวงมาลัยกลับเข้าเลนอัตโนมัติ
BSD (Blind Spot Detection): ระบบเตือนจุดอับสายตาที่กระจกมองข้าง
RCTA (Rear Cross Traffic Alert): ระบบเตือนขณะถอยหลังเมื่อมีรถวิ่งตัดผ่าน
ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety)
กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา: แสดงผลแบบความละเอียดสูง (HD) ช่วยให้กะระยะจอดได้แม่นยำ
เซนเซอร์กะระยะ: มีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
HHC (Hill Hold Control): ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
TPMS: ระบบตรวจวัดแรงดันลมยางอัตโนมัติ
ระบบปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (Passive Safety)
ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง: คู่หน้า, ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรอบคัน
โครงสร้างตัวถัง High-strength Steel: เน้นการกระจายแรงกระแทกเพื่อปกป้องห้องโดยสาร
Blade Battery Safety: แบตเตอรี่ที่ผ่านการทดสอบ Nail Penetration Test (ตอกตะปู) โดยไม่เกิดไฟลุกไหม้ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของ BYD
แบตเตอรี่ของ BYD Seal 5 DM-i ใช้เทคโนโลยี Blade Battery (LFP) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเฉพาะของ BYD ที่โดดเด่นเรื่องความปลอดภัยและความทนทาน โดยมีรายละเอียดทางเทคนิคดังนี้
ความจุและระยะทางวิ่ง (Battery Capacity & Range)
ในประเทศไทยมีการทำตลาด 3 รุ่นย่อยที่มีความจุแบตเตอรี่ต่างกัน
รุ่น Standard: ความจุ 13.08 kWh วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 80 กม. (มาตรฐาน NEDC).
การเก็บประจุและความทนทาน (Energy Storage & Durability)
ประเภทเซลล์: เป็นลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ทรง "ใบมีด" (Blade Shape) ซึ่งมีความหนาแน่นของพลังงานระดับแพ็กอยู่ที่ประมาณ 140 Wh/kg.
รอบการชาร์จ (Cycle Life): แบตเตอรี่ Blade Battery รองรับการชาร์จและคายประจุได้มากกว่า 5,000 รอบ โดยที่ประสิทธิภาพยังคงอยู่ในระดับสูง.
การจัดการความร้อน: ออกแบบมาให้ระบายความร้อนได้สม่ำเสมอและไม่ปล่อยออกซิเจนเมื่อเกิดความร้อนสูง ลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้แม้ถูกกระแทกอย่างรุนแรง.
การรับประกัน: RÊVER Automotive รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนาน 8 ปี หรือ 160,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
ฟังก์ชันการจ่ายไฟ (V2L) รุ่น Premium แบตเตอรี่สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองผ่านระบบ V2L (Vehicle to Load) ช่วยให้คุณสามารถต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกเพื่อใช้งานได้ทันที เพื่อถนอมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รักษาประจุไฟ (SOC) ไว้ที่ช่วง 20-80%
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/