สนามทดสอบของ BYD (Build Your Dreams) ในเมืองเจิ้งโจว ประเทศจีน เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของธุรกิจขนาดมหภาคที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแบรนด์นี้มีส่วนร่วม  เป็นสนามทดสอบที่เน้นความสนุกสนานในการควบคุมรถ และรถทดสอบที่แรงที่สุดของสนามทดสอบแห่งนี้ก็คือ Yangwang U9 ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า ที่นำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับนักขับ   เมื่อมองแวบแรก ไฮเปอร์คาร์คันนี้ใช้แนวทางการออกแบบด้วยรูปทรงและสัดส่วนคลาสสิกแบบร่วมสมัย: ฐานล้อกว้าง เส้นสายโค้งมน และออร่าของความเร็วที่ไม่อาจปฏิเสธได้ U9 ไม่ใช่การลอกเลียนแบบ มันคือการประกาศอย่างชัดเจนถึงอนาคตของการขับขี่สมรรถนะสูงในยุคของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs)

15 ตุลาคม 2525 BYD ปรับราคาของ Yangwang U9 รุ่นมาตรฐาน เพิ่มขึ้น 547,200 บาท  จากเดิมประมาณ 7,660,800 บาท เป็น 8,208,000 บาท 



...


ทุกวันนี้ ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าไม่ใช่ของแปลกใหม่อีกต่อไป การเร่งความเร็ว 0-100 ในระดับที่เร็วกว่าไฮเปอร์คาร์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ความซับซ้อนทางเทคนิค  การขับใช้งานที่ปราศจากมลพิษ ถือเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า Yangwang U9  ไม่ใช่แค่รถยนต์ไร้ไอเสียที่มุ่งเป้าไปที่การโค่นล้มไฮเปอร์คาร์เครื่องยนต์สันดาปภายในชั้นนำ ผู้บริหารของ BYD มองว่า นี่คือการปรับสมดุลใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เหนือชั้นขึ้นไปอีก

YangWang  คือแบรนด์แยกย่อยที่เน้นประสิทธิภาพและความหรูหราในเครือ BYD  แพลตฟอร์ม e4 เป็นแพลตฟอร์มไฟฟ้า (ขนาดใหญ่) ที่ U9 ใช้ร่วมกับเอสยูวีหรู YangWang U8 จอมลุย  มีจุดเด่นในระบบขับเคลื่อนที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าถึง 4 ตัว ช่วงล่างถุงลม Disus X   เคลื่อนที่ได้แม้มีเพียง 3 ล้อ รวมถึงความสามารถในการกระโดดหรือเต้นได้อย่างอิสระไปตามจังหวะเพลง การทำแบบนั้นบางคนมองว่าดูแปลกๆ แต่การกระโดด ทำให้บริษัทรถยนต์อันดับหนึ่งของจีน สามารถขิงได้ว่า U9 นั้น ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด


...

Yangwang U9 วางมอเตอร์ไฟฟ้าสี่ตัว แยกขับเคลื่อนแต่ละล้อ  เมื่อรวมกันแล้ว มอเตอร์ทั้งสี่ตัว ให้ความรู้สึกในการเร่งความเร็วแบบเปิดวาป กดเต็มจากจุดหยุดนิ่ง จาก 0-100   ใน 2.36 วินาที  ทำความเร็วสูงสุดได้ 391 ++ กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเร่งความเร็วของ U9 สร้างแรงจีลบที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน บางคนอาจเกิดอาการหน้ามืดวิงเวียนเพราะแรงบิดมหาศาลกว่า 1500 นิวตันเมตรที่ถ่ายลงล้อทั้งสี่แบบปราศจากอาการรอรอบ แบตเตอรี่ Blade ขนาด 80 kWh เทคโนโลยีแบตเตอรี่อัจฉริยะที่จดสิทธิบัตรของ BYD ออกแบบพิเศษด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง หากถูกเจาะด้วยของแหลมคมจะไม่มีการระเบิดหรือลุกติดไฟ  ตัวแบตฯ ติดตั้งอยู่บนพื้นรถลึกเข้าไปในตัวถัง เมื่อชาร์จไฟจนเต็ม U9  วิ่งได้ไกล  450 กิโลเมตร จากการทดสอบของ Chinese Light-Duty Vehicle Test Cycle ตัวเลขดังกล่าวส่วนใหญ่มองว่าระยะทางที่ทำได้นั้นน้อยไป แต่อย่าลืมว่านี่คือไฮเปอร์คาร์อันอวบอ้วน มีน้ำหนักถึง 2.5 ตัน นั่นหนักพอๆกับ Mercedes-Benz G63 เลยทีเดียว เมื่อตัวหนักก็ต้องใช้แรงบิดในการขับเคลื่อนมากกว่าปกติเพื่อไปให้เร็วขึ้น และการทำความเร็วบนยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะ สิ่งที่ตามมาก็คือ อัตราสิ้นเปลืองพลังงานที่สูงกว่ายานยนต์ไฟฟ้าทั่วไป 

...

อย่าลืมว่า มอเตอร์ทั้งสี่ตัวกระหายไฟอย่างมาก เมื่อใช้งานอย่างเต็มที่ อัดไม่ยั้ง ระยะทางอาจลดลงไปพอสมควรเพราะการปั่นล้อทั้งสี่ต้องอาศัยไฟฟ้าแรงสูงจากแบตฯ  ข้อดีคือ สามารถชาร์จได้ที่ 500 kW ถ้าหาตู้ชาร์จที่จ่ายไฟได้มากขนาดนั้น จะชาร์จจาก 30-80 เปอร์เซ็นต์ได้ภายในสิบนาที U9 หนัก 2.5 ตัน เนื่องจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านใน ระบบต่างๆ ทั้งการควบคุมและจัดการพลังงานไฟฟ้า ระบบส่งกำลัง ระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ช่วงล่างที่ต้องใหญ่กว่ารถ 1.6 ตันทำให้น้ำหนักตัวบานเบอะเกินหน้ารถสันดาปไปไกล วิศวกรของ BYD  พยายามลดน้ำหนักในส่วนต่างๆ ด้วยการใช้วัสดุน้ำหนักเบาพวกเทอร์โมพลาสติกและคาร์บอนไฟเบอร์ แชสซีอัลลอย ออกแบบมาเพื่อความเบาเป็นพิเศษ กดตัวเลขมวลรวมที่ใกล้เคียงกับ 2,500 กิโลกรัม 

...


U9 ให้ความรู้สึกเบากว่าตัวเลขน้ำหนักที่ระบุพอสมควร ความพยายามในการปกปิดน้ำหนักตัว มวลของรถจะไม่โผล่ความหนักออกมาให้เห็นหากไม่เข้าโค้งมุมแคบแรงๆ  ในสนามทดสอบแห่งใหม่ของ BYD ที่เมืองเจิ้งโจว (สถานที่มูลค่ากว่า 30 ล้านดอลลาร์ อยู่ติดกับโรงงาน ซึ่งมีแทงค์น้ำขนาด 1.8 เมตร เนินทรายสูงชันเพื่อจำลองเนินทราย สนามออฟโรด และอื่นๆ อีกเพียบ) U9 ให้ความรู้สึกเบาเหมือนลอยอยู่บนแทรค จากระบบควบคุมตัวถังอัจฉริยะ DiSus-X ซึ่งเป็นระบบช่วงล่างแบบแอคทีฟ (Adaptive Air Suspension) ที่ล้ำสมัย  ล้อแต่ละล้อ ควบคุมแบบแยกจากกันอย่างอิสระ  สามารถรักษาระดับของรถเพื่อสร้างความเสถียรเมื่อขับด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ U9 สามารถเต้นได้อย่างสนุกสนาน โดยการยกแต่ละมุมขึ้นลงตามจังหวะดนตรี หรือแม้กระทั่งกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางขณะที่กำลังเคลื่อนที่...แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างของหลักกลศาสตร์ การเต้นหรือกระโดดนั้นเป็นลูกเล่นที่เอาไว้โชว์ความเหนือกับเพื่อนๆมากกว่าจะใช้งานได้จริง  


U9 ใช้ระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟเต็มรูปแบบ ซึ่ง BYD เรียกระบบนี้ว่า การควบคุมตัวถังอัจฉริยะ DiSus-X แทนที่จะปรับความแข็งหรือความนุ่มของระบบกันสะเทือนตามปกติ U9 สามารถปรับความสูงได้ถึง 75 มิลลิเมตร DiSus-X  ควบคุมล้อแต่ละล้อได้อย่างครอบคลุม ช่วยลดการเอียง การหมุน และการยุบตัว ทำให้รถเต้นไปมา (ตามจังหวะดนตรี) และกระโดดข้ามหลุมบ่อได้อีกตะหาก

จุดเด่นอีกอย่างก็คือ โครงสร้างห้องโดยสารนิรภัยแบบไฮบริดของ U9 ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ โครงสร้างตัวถังแบบท่อคาร์บอนที่ให้ความแข็งแกร่งต้านทานต่อแรงบิดตัวได้มากเป็นพิเศษ แม้กระทั่งบนหลังคา ด้านหน้าดูเอาจริงเอาจัง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของไฮเปอร์คาร์ ประตูแบบปีก ตัวถังต่ำเตี้ยส่งมุมมองที่ดุดันทั่วทั้งคัน  ไฟหน้า LED  เพรียวบาง  สปอยเลอร์หรือวิงหลังขนาดใหญ่ ทำงานร่วมกับดิฟฟิวเซอร์ที่ลึกและซับซ้อน  รายละเอียดงานคาร์บอนไฟเบอร์ปรากฎอยู่ทั่วทั้งคัน ชิ้นส่วนแอโรไดนามิกจำนวน 12 ชิ้น  บางส่วนเป็นแบบแอคทีฟแอร์โร่ ออกแบบมาเพื่อลดแรงต้าน หรือสร้างแรงกด และจัดการนำความร้อนจากแบตเตอรี่ระบายออกไปอย่างรวดเร็ว 


ห้องโดยสารผสมผสานหนังแท้และหนังกลับอัลคันทารา แถบไฟส่องสว่างที่แบ่งพื้นที่ผู้โดยสาร หน้าจอสัมผัสแนวตั้งตรงกลาง  ปุ่มสัมผัสและแป้นหมุน เป็นการผสมผสานระหว่างระบบควบคุมดิจิทัลและระบบควบคุมแบบกายภาพที่ลงตัว ใช้ยาง Giti แบบกึ่งสลิค ช่วยลดการสูญเสียแรงบิดและการสึกหรอ  สปอยเลอร์หน้าคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ ปีกหลังถูกถอดออกเพื่อให้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ทำลายสถิติ




มิติตัวถังของ U9 มีขนาดความยาว 4,966 มิลลิเมตร กว้าง 2,029 มิลลิเมตร  สูง 1,295 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,900 มิลลิเมตร  น้ำหนัก 2,475 กิโลกรัม เฉพาะแบตเตอรี่หนัก 633 กิโลกรัม มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุดรวม 960 กิโลวัตต์ หรือ 1,305 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,680 นิวตัน-เมตร ถ่ายทอดกำลังไปยังล้อทั้งสี่ข้าง เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.36 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 309.19 กม./ชม.วิ่งควอเตอร์ไมล์  9.78 วินาที 



ผมหักพวงมาลัยออกจากพิตเลนและเข้าสู่สนามแข่งความยาว 1.7 กิโลเมตร ด้วยการวิ่งตามรถนำ (Denza Z9 GT) เมื่อเข้าทางตรง รถนำพุ่งออกตัวอย่างรวดเร็ว โดยมี U9 สองคัน พุ่งทะยานไปตามทางตรงยาวก่อนที่จะหักเลี้ยวขวา เมื่อเหยียบคันเร่งจนสุด สมรรถนะของ U9 นั้นเหนือความคาดหมายมาก การเร่งความเร็วด้วยระบบมอเตอร์สี่ตัวแบบฉับพลัน เนื่องจากล้อแต่ละล้อ มีมอเตอร์ขับเคลื่อนติดตั้งอยู่ กำลังรวมของระบบนั้นสูงถึง 960 กิโลวัตต์ ทางตรงยาว  U9 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 391.94 กม./ชม. 




หลังจากขับวนรอบสนามแข่งที่ดูเหมือนจะสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงศักยภาพที่ดีที่สุดของ U9 และใช้โหมดสปอร์ตเท่านั้น ผลลัพธ์จึงออกมาดีเยี่ยม U9 ให้ความรู้สึกเบาคล่องตัว คล้ายกับ McLaren และ Ferrari ที่ผมเคยขับทดสอบ พวงมาลัยก็ตอบสนองได้รวดเร็วและเฉียบคม น้ำหนักทั้งหมดนั้นถูกซ่อนไว้อย่างดี น่าประทับใจมาก



กำลัง 1,305 แรงม้า U9 เร็วมากจนน่าตกใจ เมื่อออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง การกระทืบคันเร่งจนสุด เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นพร้อมๆกับน่ากลัว U9 รุ่นมาตรฐาน ไม่เร็วเหมือน Rimac Nevera แต่แรงดึงมหาศาลของมอเตอร์ทั้งสี่จะกดคนขับให้ติดกับเบาะจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ แรงจีลบยิ่งทำให้เกิดอาการตาลาย ตัวเลขความเร็วบนแผงหน้าปัดที่คมชัดสวยงาม ขณะที่กำลังพุ่งเข้าสู่ส่วนปลายของโค้ง 9 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายก่อนออกทางตรง ในสนามทดสอบ  ตัวเลขความเร็วดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อหัวรถเริ่มเบนเข้าสู่ทางตรงยาวของสนามทดสอบ พลังของ U9 ที่ได้มาจากระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า มอเตอร์สี่ตัว e4 ของ Yangwang U9  หมายความว่า ล้อแต่ละข้าง จะมีหน่วยกำลังของตัวเอง วิศวกรของ Yangwang แจ้งว่า ระบบนี้ ช่วยให้การกระจายแรงบิดมีความแม่นยำในทุกมุม ทำให้ U9 มีความปลอดภัย มีเสถียรภาพสูงในโค้ง เกาะถนน คาดเอาได้ง่ายและไม่แสดงอาการแปลกๆ ในโค้งมุมแคบที่ทำให้ควบคุมยาก พร้อมประสิทธิภาพและฟิลลิ่งที่เหนือกว่าไฮเปอร์คาร์บางรุ่น 

ระบบช่วงล่างขั้นสูงที่พัฒนาโดยวิศวกรของ Yangwang  ใช้โช้คอัพถุงลมอิเล็กทรอนิกส์ ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่ตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อรักษาสมดุลของตัวถัง  ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง  


จริงๆแล้ว ของเล่นคนรวยอย่าง U9  ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ให้กับวงการไฮเปอร์คาร์อย่างเปิดเผย  มันเป็นรถคันโตที่ควบคุมได้ง่ายกว่าที่คิดเอาไว้แต่แรกว่าจะต้องวุ่นแน่ๆ พวงมาลัยไฟฟ้า แปรผันน้ำหนักไปตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น  Disus-X ไม่ใช่แค่ลูกเล่น ระบบช่วยให้รถเต้นได้ หรือยกแต่ละล้อขึ้นเหนือสิ่งกีดขวาง รักษาเสถียรภาพบนพื้นผิวที่ไม่เรียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผสานความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดเข้ากับความดุดันแบบสนามแข่ง แน่นอนว่าไม่มีเจ้าของ U9 คนไหนที่สติสัมปชัญญะครบถ้วนจะกล้าเอาไปขับบนพื้นกรวด แต่ความโลดโผนอย่างดุดันในทุกสภาวะของพื้นผิว เป็นหนึ่งในแง่มุมที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพแบบใหม่ของไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า เบรกของ U9 นั้นคมมาก อาจจะคมเกินไปหน่อยที่ความเร็วต่ำ การออกจากพิตและแตะเบรกเบาๆเนื่องจากไม่คุ้นกับน้ำหนักของแป้นเบรก กลับกลายเป็นเบรกเต็มกำลัง ในสนามแข่ง เบรกเซรามิกให้ความรู้สึกนุ่มนวล  ควบคุมน้ำหนักของรถที่ทั้งเร็วและหนักได้ดี


ในภาพรวม เสน่ห์ทางอารมณ์และฟิลลิ่งหลังพวงมาลัยของ U9  ไม่ได้ถูกฝังอยู่ภายใต้เทคโนโลยีและการควบคุมของ AI มากจนเกินไป นี่คือไฮเปอร์คาร์ของแท้ เป็นเครื่องจักรที่ BYD บรรจงสร้างขึ้นเพื่อความประทับใจ ทั้งต่อผู้ขับขี่และคนรอบข้างที่ได้เห็นมันโลดแล่นอยู่บนถนน แย่หน่อยที่ไม่มีเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 แต่เสียงหึ่งๆ และเสียงวิ้ดแห่งอนาคตของมอเตอร์สี่ตัว ทำให้ U9  มีเสน่ห์ในแบบของตัวมันเอง  นี่คือรถที่สร้างขึ้นเพื่ออนาคต  ไม่มีซาวด์แทรคที่เหมาะสมกับไฮเปอร์คาร์ ความหมายก็คือ คุณต้องจินตนาการเอาเอง....แต่ถ้าใส่โปรแกรมเสียงเครื่องยนต์จำลองลงไป และมีให้เลือกได้ทั้ง V6 V8 V10 หรือสุดที่ W16 ก็น่าจะดีกว่านี้มาก เพราะถ้าไม่ชอบเสียงเครื่องก็แค่กดปุ่มปิด แต่ถ้าอยากได้อารมณ์รถสันดาปก็กดเปิดเสียง U9 จะสมบูรณ์แบบกว่านี้มาก 


ความสำเร็จของ U9 ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งของมันในวงการไฮเปอร์คาร์  ทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ในความเป็นจริงยังห่างไกลจากความเป็นสากล แต่ก็มีที่ว่างมากพอสำหรับไฮเปอร์คาร์ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมากกว่ามรดกตกทอด มหาเศรษฐีที่ยึดติดกับความรู้สึกเดิมๆ  มองว่าเสียงคำรามของเครื่องยนต์คืออัตลักษณ์และตัวตนของรถสปอร์ต แต่คนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจเครื่องกลับมองว่านี่คือปรากฏการณ์ในวงการยานยนต์ไฟฟ้าพลังสูงที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของการขับเคลื่อนเพื่อทำให้โลกใบนี้สะอาดขึ้น.  


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/