ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ รถเอสยูวีตราดาวรุ่นนี้ก็คือ Mercedes GLC โมเดลใหม่ที่มีเส้นหลังคาโค้งมนมากกว่าเดิม ตอนนี้ GLC เข้าสู่โมเดลที่สองแล้ว และเนื่องจาก SUV Coupe เป็นสินค้าขายดีของทุกแบรนด์ในปัจจุบัน การออกรุ่นคูเป้จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่ก็คือรุ่นใหม่ที่เราได้เห็นกัน คู่แข่งที่สำคัญที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยคือ BMW X4 แต่ก็ยังมีคู่แข่งอื่นๆ เช่น Audi Q5 Sportback (อีกครั้ง รุ่นคูเป้ของ Q5 SUV - สังเกตธีมนี้ไหม) รวมถึง Range Rover Evoque และ Porsche Macan ซึ่งต่างก็มองว่าตัวเองเป็นตัวเลือกที่ดูดีมีสไตล์
...
GLC Coupe มีอะไรที่เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนบ้าง ? Mercedes-Benz new GLC350e AMG Dynamic รุ่นใหม่ ราคา 4,240,000 บาท ใหญ่กว่าเดิมนิดเดียว เมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้ว รถรุ่นใหม่ทรง Coupe มีความยาวเพิ่มขึ้น 31 มิลลิเมตร สูงขึ้น 5 มิลลิเมตร ดีไซน์เนอร์ของแบรนด์ตราดาวพยายามเน้นความกว้างของห้องโดยสารด้วยฐานล้อที่ยาวขึ้น และความกว้างของฐานล้อที่กว้างขึ้นมาอีกนิด แหม แทบจะไม่รู้สึกว่าใหญ่ขึ้น โดยรวม การออกแบบที่ดี ทำให้เบาะทุกตำแหน่งใช้งานได้ดีเยี่ยมถ้านั่งสี่คน เบาะหลังนั่งแค่สองคน หรือมีเด็กไปด้วยอีกคนก็พอได้แต่ไม่ได้มีพื้นที่ด้านข้างลำตัวเหลือมากนัก (6 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้าและ 23 มิลลิเมตร ที่ด้านหลัง) ส่งผลให้พื้นที่ภายในกว้างขวางขึ้นเล็กน้อย สำหรับค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ แน่นอนว่าตัวเลข 0.27 นั้นดีขึ้นกว่าเดิมถึงสามในร้อยวินาที นั่นแทบจะไม่รู้สึกกันเลยทีเดียว
...
...
ไฟหน้าของ New GLC-Class Coupe Plug in Hybrid มาพร้อมกับไฟหน้าระบบ Digital Light ซึ่งเหมือนกับระบบส่องสว่างของ New S-Class ระบบนี้ ควบรวมโมดูลไฟที่มีไฟ LED อันทรงพลังสามดวงในไฟหน้าแต่ละดวง ซึ่งจะทำการหักเหแสงไฟและควบคุมการส่องไปข้างหน้าเพื่อไม่ให้ไปรบกวนรถยนต์คันอื่นที่อยู่ข้างหน้าหรือกำลังแล่นสวนมา ด้วยกระจกไมโครความละเอียด 1.3 ล้านพิคเซลต่อข้าง นอกเหนือจากการปรับมุมเพื่อทำให้แสงไฟมีความละเอียดสูงแล้ว มีฟังก์ชันใหม่ เช่น การส่องไฟไปยังเส้นแบ่งถนน ส่องไปที่บริเวณไหล่ทาง หรือส่องไปยังสัญลักษณ์เตือนต่างๆ บนถนนข้างหน้า
...
การเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์นั้นคล้ายคลึงกับ GLC SUV รุ่นตัวถังปกติ เป็นการปรับแต่งเล็กๆน้อยๆ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด สังเกตการปรับไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้าด้านล่าง ซุ้มล้อ และไฟท้าย เมื่อเทียบกับรถรุ่นเก่าแล้ว รถรุ่นใหม่ ดูทันสมัยขึ้นด้วยไฟท้าย LED ทรงยาวเชื่อมต่อกัน แนวเสาท้ายที่โค้งมนสอดรับกับส่วนท้ายและการออกแบบฝาท้ายที่สวยงาม ฝาท้ายไฟฟ้าแบบมีเซนเซอร์เปิดอัตโนมัติเปิดออกด้วยมุมที่สูงสุดๆ ทำให้การโหลดสัมภาระเข้าไปเก็บนั้นง่ายดายมาก แต่ทางที่ดี ควรหาอะไรปูรองซะหน่อย เพราะห้องเก็บสัมภาระที่ปูพรมนุ่มหนาจะเกิดรอยได้ง่ายเมื่อวางของหนักๆทับลงไป
Benz New GLC Coupe ไม่ใช่รถอเนกประสงค์ที่กว้างมากนัก แต่การมีอยู่ของมันค่อนข้างเน้นประโยชน์ตรงความเท่ของรูปลักษณ์และสมรรถนะในการใช้งานจริง GLC รุ่นตัวถังมาตรฐาน 220d ที่ผมเคยขับทดสอบเมื่อปี 2568 มีพื้นที่เก็บสัมภาระ 620 ลิตร ใหญ่กว่ารถคู่แข่งหลักทั้งหมด ( X4/Q5 Sportback) แต่การปรับตัวรถส่วนท้ายเป็นรุ่นคูเป้ที่สวยงามกว่า นั่นกลับทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระลดลงเหลือ 545 ลิตร โดยรวมมันถูกลดทอนพื้นเก็บของที่แนวตั้งลงไปมากเนื่องจากกระจกหลังที่ต้องโค้งไปตามองศาของเสาท้าย ทำให้ขนของสูงๆ ได้ค่อนข้างยาก แต่คนใช้รถรุ่นนี้เวลาจะซื้อต้นไม้ก็น่าจะมีรถอีกคันเอาไว้ขนมากกว่าจะเอารถหรูตราดาวไปใส่ต้นไม้กระถางแล้วทำดินหกเลอะเทอะพรม!
ภายในที่คล้ายคลึงกับ New C-Class ถือเป็นการยกระดับใหม่ของการทำตัวให้เป็นยานยนต์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ หน้าจอส่วนกลางขนาดใหญ่ที่เหมือนกับรถรุ่นเรือธง งานตกแต่งภายในที่ยืมจอแสดงผลและแนวคิดการใช้งานจาก New C-Class แต่ถูกปรับรูปแบบของชิ้นส่วนกับอุปกรณ์ตกแต่งให้ดูสปอร์ตขึ้น จอภาพมอนิเตอร์กลาง ทำมุมกับแดชบอร์ดอย่างลงตัวที่หกองศา เยื้องไปทางฝั่งคนขับ ทำให้สังเกตและใช้งานด้วยการสัมผัสที่หน้าจอได้ง่ายขึ้น
แผงหน้าปัดถูกแบ่งออกเป็นส่วนบนและส่วนล่างซึ่งไหลเข้าสู่ส่วนที่เหมือนปีกเครื่องบิน พร้อมช่องระบายอากาศแบบใหม่ที่ออกแบบในลักษณะกลมแบน วิศวกรของ Mercedes-Benz กล่าวว่า การออกแบบในลักษณะดังกล่าวจะทำให้คนขับและผู้โดยสารตอนหน้านึกถึงส่วนปีกของอากาศยาน งานตกแต่งภายในเน้นความหรูหราและความแพงของวัสดุที่ถูกนำมาใช้ ชิ้นงานวีเนียร์แบบเปิดรูพรุนในโทนสีน้ำตาลและวีเนียร์ไม้สีดำหุ้มด้วยชิ้นงานอะลูมิเนียม สอดรับกับส่วนโค้งของแผงหน้าปัด แผงหน้าปัดที่หุ้มด้วยหนังเทียมและเส้นสาย nappa-look เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น AMG Dynamic
เบาะแบบสปอร์ต ใช้ชั้นและพื้นผิวที่ห่อหุ้มเพื่อมอบความนิ่มนวล เพื่อสร้างความรู้สึกที่เบาสบาย พนักพิงศีรษะได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยติดเข้ากับพนักพิงที่มีแผ่นปิดปิดสนิท รวมถึงกลไกการปรับตั้งที่ติดตั้งอยู่ แผงหน้าปัดได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น หน้าจอ LCD ความละเอียดสูงแบบปรับตั้งการแสดงผลได้อย่างอิสระและมีความหลากหลาย มาตรวัดจอภาพดิจิตอล ขนาด 12.3 นิ้ว จอสัมผัสกลางแบบแนวตั้งขนาด 11.9 นิ้ว เล็กกว่า S-Class ประมาณ 1 นิ้ว ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระ 2-โซน เบาะนั่ง Comfort Seat เบาะนั่งคนขับและเบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า พร้อม Memory Seat ระบบปรับดันหลังไฟฟ้า Lumbar Support แบบ 4 ทิศทาง เบาะนั่งด้านหลัง แยกพับอิสระ 60 : 40
พวงมาลัย AMG แบบสปอร์ตสามก้านพร้อมสวิตช์ Multifunction ระบบสตาร์ตรถด้วยกุญแจรีโมต Engine Remote Start ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ Push Start Button วัสดุตกแต่งภายใน H64 Metal Structure Trim Element แดชบอร์ดหน้า และ แผงประตูส่วนบน หุ้มหนัง Leather – Nappa Look คอนโซลกลาง สีดำเงา High-Gloss Black ไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light 64 สี แป้นคันเร่ง แป้นเบรกทำจากอลูมิเนียม พรมปูพื้น AMG Floor mats จอภาพสามารถกำหนดรูปแบบการแสดงผลได้สามแบบ โดยเฉพาะฟังก์ชัน “Sporty” เน้นโทนสีแดง มาตรวัดมีชุดวัดรอบตรงกลางที่ใช้การออกแบบสไตล์ไดนามิก
มาตรวัดแบบ Full Digital ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอกลาง Touchscreen แนวตั้ง ขนาด 11.9 นิ้ว เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบสื่อสาร LTE Advanced Communication Module ทำงานในระบบ Mercedes Me Connect ระบบปฏิบัติการดิจิตอลแบบใหม่ MBUX Entertainment พร้อม Premium Connectivity Package ระบบนำทางแบบ Hard-disc Navigation พร้อมการรายงานสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ Live Traffic Information ระบบโทรออกฉุกเฉิน Mercedes-Benz Emergency Call System ระบบสแกนลายนิ้วมือ Finger Print Scanner ช่องเชื่อมต่อ USB Type C การเชื่อมต่อแบบไร้สาย Bluetooth ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester 3D Surround Sound กำลังขับ 710 วัตต์ ระบบปรับเสียง Sound Personalization พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง
อุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์มือถือไร้สาย Wireless Charger
พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถของ GLC Coupe เล็กกว่า BMW X3 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเพียง 5 ลิตร ซึ่งถือว่าน่าประทับใจ เมื่อดูจากพื้นที่เก็บของท้ายรถแบบคูเป้ที่ได้รับความนิยมและมีวิ่งอยู่บนถนนในกรุงเทพมากมาย จุดเด่นของ X3 อยู่ที่ด้านอื่น เช่น ฟิลลิ่งการขับ คุณภาพภายในห้องโดยสาร การที่ BMW เปลี่ยนมันให้เป็น X4 ในรูปแบบคูเป้จึงไม่ใช่เรื่องที่เสียหายมากนัก แต่ GLC รุ่นตัวถังมาตรฐานเน้นการใช้งานได้จริง ทำให้ GLC Coupe ที่เน้นความเท่ต้องโดนกับลูกค้าที่มีใจให้เท่านั้น การออกแบบกระจกฝาท้ายเล็กและลาดเอียงมาก ทำให้กระจกมองหลังช่วยได้นิดหน่อย มีจุดบอดรอบเสา C ของ GLC Coupe ซึ่งทำให้ต้องระวังให้ดีๆ เวลาจะเปลี่ยนช่องทาง พื้นที่ด้านหลังไม่แย่มากนัก พื้นที่วางขาของเบาะหลังเกือบจะเท่ากับ GLC รุ่นตัวถังมาตรฐาน อาจเสียพื้นที่เหนือศีรษะไปเพียงแค่หนึ่งนิ้วเท่านั้น นั่นหมายความว่ายังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับคนสูง 180 เซนติเมตร ที่นั่งได้โดยไม่ต้องยืดคอไปใต้หลังคา
ภายในของ GLC Coupe AMG Dynamic นั้นเหมือนกับ GLC รุ่นตัวถังมาตรฐาน ติดตั้งมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสระบบสาระบันเทิงแนวตั้งขนาด 11.9 นิ้ว ที่ติดตั้งอย่างโดดเด่นตรงคอนโซลกลาง ซึ่งรวมถึง MBUX รุ่นที่สาม ระบบสาระบันเทิงขั้นสูงของแบรนด์ตราดาวออกแบบให้ใช้งานง่าย ที่จริงแล้ว ปุ่มกดต่างๆ ถูกตัดออกไปเกือบหมด ถ้าจอดตากแดด หน้าจอระบบความบันเทิงจะร้อนจัดภายใต้ความร้อนระอุตอนกลางวันในฤดูหนาวของไทยที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส หน้าจอติดตั้งอยู่สูงบนแดชบอร์ด และมีพื้นที่ว่างมากระหว่างด้านหลังของหน้าจอและแผงตกแต่ง ทำให้กระจกหน้ารถรวมแสงแดดไปที่ด้านหลังของหน้าจอและทำให้หน้าจอระบบความบันเทิงร้อนเหมือนกระทะ การสลับไปมาระหว่างเมนูต่างๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้นิ้วมือของคุณรู้สึกร้อน ทางที่ดี หาที่ร่มๆจอดดีกว่า สงสารจอครับ ระบบสาระบันเทิงแสดงผลบนหน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาด 11.9 นิ้ว ผสานรวมอย่างลงตัว มีแผนที่นำทางเป็นพื้นหลังบนหน้าจอหลัก แอปพลิเคชันที่ใช้งานล่าสุดปรากฏซ้อนทับบนแผนที่เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว สำหรับทางลัดในการการตั้งค่าและการสื่อสารจะคงที่ ฟังก์ชั่นระบบปรับอากาศที่ด้านล่างของหน้าจอพร้อมปุ่มควบคุมขนาดใหญ่ ทำให้ใช้งานง่ายขณะขับขี่ การเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto เป็นความสะดวกสบายของการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่เสถียรตลอดการทดสอบในช่วงต้นปี 2569 นาน 8 วัน Apple CarPlay เชื่อมแล้วพอขึ้นรถอีกครั้งก็จะออนระบบทันที รวดเร็วทันใจดีแท้
ระบบสาระบันเทิงที่ได้รับการอัปเดตยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่ากิจวัตรอัตโนมัติได้ ตัวอย่างเช่น ระบบสามารถเปลี่ยนแสงไฟภายในห้องโดยสารและเปิดเบาะนั่งอุ่นเมื่อตรวจพบว่าอุณหภูมิภายในห้องโดยสารต่ำกว่า 60 องศา สามารถตั้งค่ากิจวัตรประจำวันได้โดยเลือกเงื่อนไข เช่น วันในสัปดาห์ อุณหภูมิ หรือเวลา จากนั้นเลือกชุดการกระทำที่จะดำเนินการเมื่อตรงตามเงื่อนไขนั้น
ระบบขับเคลื่อนพลังงานผสมของ New GLC350e Plug in Hybrid แบตเตอรี่ 23.3 kWh ระยะทำการด้วยไฟฟ้าเพียวๆ เพิ่มเป็น 120 กิโลเมตร ระบบชาร์จไฟ รองรับการชาร์จ DC 55kW และ AC 11kW ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน เปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ รหัส M254 แบบแถวเรียง 4 สูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมชุดลดอุณหภูมิไอดีอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,000 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้าฝังอยู่ในเกียร์ มีกำลังสูงสุด 129 แรงม้า แรงบิดของมอเตอร์มากถึง 440 นิวตันเมตร กำลังของมอเตอร์ขับเคลื่อน เพิ่มจาก 122 แรงม้า เป็น 129 ม้า กำลังจากมอเตอร์และเครื่องยนต์รวมกันเท่ากับ 313 ม้า แรงบิดของทั้งสองระบบรวม 550 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9-G Tronic โหมดการขับเคลื่อน 5 รูปแบบ เช่น Hybrid / Battery Control / Electric / Sport / Individual
GLC Coupe หนักแน่นเร้าใจ ตอบโจทย์ความสปอร์ตที่โฆษณาไว้ในโบรชัวร์ได้ดี โดยเฉพาะลูกค้าในไทย นั่นเป็นเพราะระบบช่วงล่างแบบสปอร์ต ซึ่งการปรับปรุงสร้างความคล่องตัวให้กับรถอย่างมากบนถนนคดเคี้ยว ระบบบังคับเลี้ยวและยาง ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าโค้ง ที่ความเร็วต่ำ มันนุ่มสบายเหมาะกับการขับกินลมชมวิว เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดพยายามทำตัวให้สะอาดถ้ามีไฟเหลือ แต่การขับจนไฟหมดแล้วเครื่องยนต์ติดขึ้นมาดูจะเร้าใจลูกค้าสูงวัยมากกว่าเศรษฐีใหม่ที่ชอบมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบบริหารจัดการพลังงานของชุดส่งกำลังปลั๊กอินไฮบริดฉลาดพอที่จะทำให้คุณลืมไปว่า รถคันใหญ่แต่ไหลไปได้ดีบนถนนแคบๆ รุ่นปลั๊กอินไฮบริด ใช้ประโยชน์จากหลักอากาศพลศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้า 120 กิโลเมตร ข่าวดีอีกเรื่องคือ ถ้าที่ทำงานอยู่ห่างจากบ้านแค่ 45 กิโลเมตร ก็แทบจะไม่ต้องใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน ชาร์จทิ้งไว้ในตอนหัวค่ำ เช้ามาไฟเต็มวิ่งปกติไม่ย่องทำได้เกือบๆ 100 กิโลเมตร ลดลงจากที่เคลมไม่มาก ถือว่าโอเค
มอเตอร์ไฟฟ้าได้รับพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 23.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งให้พลังงานเพียงพอสำหรับ GLC 350e ในการวิ่งได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร ด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ตามการประเมินของ EPA เมื่อแบตเตอรี่หมด ผมชาร์จ GLC ด้วยสายชาร์จ EV ที่บ้าน ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงในการชาร์จจนเต็ม สามารถเสียบปลั๊กเข้ากับเครื่องชาร์จเร็ว DC ซึ่งจะลดเวลาในการชาร์จเหลือประมาณ 30 นาที
การขับ GLC Coupe รุ่นเสียบปลั๊ก มีแนวโน้มที่จะเผยให้เห็นธาตุแท้และอารมณ์สุนทรีย์ของเจ้าของรถ เส้นทางบนอ่านเก็บน้ำขนาดยักษ์ ลัดเลาะเลียบชายทะเล คุณจะพอใจในความเที่ยงตรง GLC 350e แสดงให้เห็นถึงการลบข้อบกพร่องด้านแรงสั่นสะเทือน ความสมดุล และความสอดคล้องของระบบขับเคลื่อนที่มีทั้งเครื่องและมอเตอร์ไฟฟ้า รถปลั๊กอินรุ่นอื่นอาจเสียการทรงตัวในโค้งแคบๆ บางคันก็เจอปัญหาแรงสั่นสะเทือน เมื่อวิ่งผ่านพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ GLC 350e วิ่งได้อย่างราบรื่นด้วยความสง่างาม แน่นอนว่า มีเพียงวิศวกรชาวเยอรมันเท่านั้นที่ทำได้ ในขณะที่รถไฮบริดหลายคันดูเหมือนกระหายการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนโหมดหรือความสามารถในการสลับโหมดต่างๆ แต่ตราดาวทรงคูเป้คันนี้ แม้จะมีเครื่องยนต์สันดาปเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ยังคงทำงานอย่างราบรื่นจนบางครั้งไม่รู้เลยว่านี่เครื่องยนต์หรือมอเตอร์เตอร์กันแน่ที่กำลังขับเคลื่อน
GLC 350e วิ่งเนียนๆ ที่ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมความเงียบสงบและสะดวกสบายสไตล์คุณชายตราดาว ครื่องยนต์เบนซินดับๆติดๆ ไปตลอดทางจากการเลือกโหมดส่งกำลังไฮบริดแบบผสมผสาน เครื่องจะดับเมื่อยกคันเร่งปล่อยไหลหรือหยุดนิ่งท่ามกลางสภาพการจราจรติดขัด การเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์ 9-G Tronic ราบรื่น เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงสี่สูบ ความจุ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานเงียบ สังเกตได้ที่มาตรวัดรอบ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าเครื่องยนต์กำลังหมุนหรือไม่ได้ทำงาน บนถนนสายรองแถบปราณบุรี ด้วยขนาดที่พอๆกับ X4 ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4Matic และการตอบสนองของพวงมาลัยที่ยอดเยี่ยม GLC ให้ความรู้สึกคล่องตัว การควบคุมดี ฟิลลิ่งในโหมด Sport สนุกสนานพอสมควร กลมกลืนไปกับมาดสปอร์ตเอสยูวี จริงๆแล้ว ประสิทธิภาพของ GLC 350e จะดีขึ้นในโหมด Sport เกิดจากการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ขั้นอยู่ตรงกลางเชื่อมต่อกับเกียร์ 9-G ในโหมดสูงสุด 350e เพิ่มการตอบสนองของคันเร่งและเปลี่ยนรูปแบบการปรับอัตราทดของเกียร์ 9 G Tronic ในแบบลากรอบ เพื่อรักษารอบเครื่องยนต์ เน้นการคายประสิทธิภาพที่รวดเร็วขึ้น เครื่องยนต์ยังชาร์จแบตเตอรี่ไปพร้อมกัน หลังจากขับเร็วไป 25 กิโลเมตร แบตเตอรี่ชาร์จได้ 7 กิโลเมตร อยากแนะนำว่าการวิ่งเร็วๆด้วยโหมดสูงสุด วิธีนี้ไม่ใช่การชาร์จแบตเตอรี่ที่ประหยัดน้ำมัน แต่เน้นความสนุกในการไปให้เร็วขึ้น หรือในวันที่รีบเร่งง
เมื่อไฟในแบตฯ ยังมีเหลืออีกเพียบ โหมดไฟฟ้า EV และการวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 134 แรงม้าเพียงอย่างเดียว มากพอสำหรับการขับขี่เรื่อยๆในเมือง ไม่มีปัญหาในการเร่งความเร็วไปถึงระดับความเร็วบนทางด่วน Mercedes จำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในโหมดไฟฟ้า จนกว่าแบตเตอรี่จะลดระดับลงจนใกล้หมด การขับแบบผสมผสานบนทางหลวงข้ามจังหวัดและในเมือง แบตเตอรี่หมดที่ระยะทาง 98 กิโลเมตร ผมใช้ความเร็วต่อเนื่องและไม่ได้ขับย่องเบาเพื่อเอาตัวเลขมาอวดการทำระยะทางด้วยไฟฟ้าเพียวๆ 350e Coupe วิ่งไกลกว่า EPA ประมาณไว้เล็กน้อยที่เกือบๆ 90 กิโลเมตร จากที่เคลมมา 120 กิโลเมตร ระหว่างการขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ประจำรถจะคำนวนการสิ้นเปลืองพลังงานที่คล้ายกับการขับรถไฟฟ้า 100%
รถยนต์ไฟฟ้าล้วน โดดเด่นในสภาพแวดล้อมของเมืองใหญ่ที่หาจุดชาร์จไฟได้ง่าย แต่ถ้าเอาไปวิ่งบนทางหลวงข้ามจังหวัดไกลๆ ที่มีความไม่แน่นอนของสถานีชาร์จ แถมตอนกลางวันอากาศยังร้อนจัด ระยะทางไฟฟ้าที่คาดการณ์ไว้ก็อาจคลาดเคลื่อน รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีลบจุดบอดสำหรับการขับทางไกลไปยังสถานที่ธรรมชาติซึ่งมักจะห่างไกลจากความเจริญและแทบจะไม่มีสถานีชาร์จไฟ GLC PHEV เน้นความสงบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ผ่านถนนที่จอแจแออัด การขับอ้อมวงเวียน 22 หรือแถบเยาวราชในช่วงหัวค่ำที่แน่นขนัด
มอเตอร์ไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในเกียร์ 9 สปีด นอกจากจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวปั่นกระแสไฟ หรือเจเนอเรเตอร์อีกด้วย ส่วนระบบเบรกสะสมพลังงาน และการชาร์จไฟเมื่อยกเท้าออกจากคันเร่งทำให้ GLC PHEV มีประสิทธิภาพด้านไฮบริดที่ดีขึ้น แบตเตอรี่ไฮบริดแบบใหม่ 23.3 kW/h ช่วยเพิ่มระยะทำการ เมื่อชาร์จไฟจนเต็มด้วยไฟบ้าน 6 ชั่วโมง หรือชาร์จผ่าน Wall Box ซึ่งจะใช้เวลาสั้นกว่าแค่ 3 ชั่วโมง บนจอภาพมาตรวัดจะแจ้งระดับของแบตเตอรี่และระยะทางของการขับประมาณ 110-120 กิโลเมตร เมื่อนำมาขับจริง วิ่งในโหมด EV หรือมอเตอร์ล้วนๆ โดยไม่ติดเครื่องยนต์ไกลประมาณ 98 กิโลเมตร การชาร์จด้วยไฟบ้าน หากไม่ได้ติดตั้งแท่นชาร์จของ Mercedes-Benz ก็ควรจะหาเต้าเสียบที่มีสายไฟใหญ่กว่าปกติเพื่อป้องกันปัญหาสายไฟร้อน อันจะนำมาซึ่งอันตราย การชาร์จไฟให้กับรถ Plug in Hybrid เหมือนเรากำลังเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ประมาณเดียวกับเครื่องปรับอากาศ การเลือกเต้าชาร์จที่มีสายไฟขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย หรือหากไม่มั่นใจก็ควรจ่ายเพิ่มเพื่อความปลอดภัยโดยติดตั้ง Mercedes Wall Box ของค่ายจะได้หมดกังวลที่จะต้องมาเสียบชาร์จทิ้งไว้ในตอนกลางคืน
ระบบขับเคลื่อนของ GLC350e ทำงานผสมผสานกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า สมองกลไฟฟ้าส่วนกลาง (ECU - electronic control unit) ในระบบขับเคลื่อน จะทำหน้าที่ประมวลผลโดยอัตโนมัติถึงปัจจัยหลักๆ เช่น ลักษณะของการขับขี่ องศาของคันเร่งไฟฟ้า และอัตราส่วนความเร็วในขณะนั้นๆ ว่าควรสั่งงานให้เครื่องยนต์ หรือมอเตอร์ไฟฟ้าหรือทั้งสองระบบผสมผสานกันในการขับเคลื่อน ในกรณีที่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต รถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ผสมผสานกับมอเตอร์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพด้านอัตราเร่ง และกำลังในรูปแบบของแรงบิดในระดับสูงสุด
แนะนำให้เสียบปลั๊กชาร์จจะดีกว่าการวิ่งไปชาร์จไปซึ่งทำให้กินน้ำมัน โหมด Battery Level เครื่องยนต์จะรับหน้าที่ทั้งขับเคลื่อนและปั่นไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ เพื่อการรักษาระดับกระแสไฟฟ้าสำรองไว้ใช้งานในเวลาที่ต้องการ เมื่อมีการเลือกโหมดนี้ ระบบจะบันทึกระดับกระแสไฟฟ้าในช่วงเวลานั้นว่ามีกระแสไฟฟ้าอยู่ปริมาณเท่าไร และจะทำการรักษาระดับกระแสไฟฟ้าไว้โดยจะเป็นการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เป็นหลัก และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อจำเป็น ทั้งนี้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมด Battery Level ได้ เมื่อเห็นว่ากระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่อยู่ในระดับที่ต้องการ เช่น เลือกใช้เมื่อแบตเตอรี่มีกระแสไฟฟ้า 60% ระบบจะบันทึกระดับกระแสไฟฟ้าไว้ และขับเคลื่อนต่อไปด้วยเครื่องยนต์ โดยกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ไม่น้อยกว่า 60% นั่นเอง ซึ่งเมื่อถึงพื้นที่ที่ต้องการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ก็เปลี่ยนสลับไปใช้โหมด Electric E-MODE ได้ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น
เมื่อใช้โหมด Sport เข็มวัดระดับเชื้อเพลิงดูเหมือนจะตื่นจากการหลับใหล เป็นโหมดที่ใช้เชื้อเพลิงขับเคลื่อน การขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ที่เชื่อมต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้าในชุดเกียร์ เกิดการหมุนคล้าย generator หรือเครื่องปั่นไฟ เพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าไปเก็บในแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในเกียร์ 9-G Tronic ทำหน้าที่ทั้งขับเคลื่อนและเป็นตัวปั่นกระแสไฟ การทำงานในรูปแบบนี้ รถถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว โดยแบตเตอรี่ high-volt จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลางในขณะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และจะไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ high-volt ได้อย่างต่อเนื่อง อย่างที่บอกว่า แรงหมุนของเครื่องยนต์ การยกเท้าออกจากคันเร่ง รวมถึงการเบรกทั้งหมด จะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสะสมไว้ในแบตเตอรี่ การแปลงพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกให้เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า และเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันว่า regenerative braking
Mercedes Benz GLC350e 4Matic Coupe AMG Dynamic มีจุดเด่นอยู่ที่แรงบิดจากเครื่องเบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร เป็นเครื่องยนต์ในตระกูลเสียบปลั๊กชาร์จที่ดัดแปลงมาจากเครื่องเบนซินตัวเล็กขนาด 2 ลิตร 4 สูบ แต่กลับมีแรงบิดมโหฬาร แรงฉุดลาก หรือแรงบิดที่ปลดปล่อยออกมาจนเกือบหมดทันทีที่คันเร่งโดนกดจนจมมิดลงไปบนพรมปูพื้น อัตราเร่ง 0-100 ใน 6.7 วินาที ช้ากว่า GLC300e Coupe โฉมที่แล้วที่ทำอัตราเร่ง 0-100 ใน 5.8 วินาที น้ำหนักตัวเฉียด 2,000 กิโลกรัม เกิดจากความหนักของระบบไฮบริด ส่วนใหญ่มาจากแบตเตอรี่ใหม่และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในเกียร์ 9 สปีด เครื่องยนต์เร่งได้อย่างต่อเนื่องตราบใดที่ยังมีน้ำมันเหลือในถังก็ยังไปได้อีกไกล เชื้อเพลิง 1 ถัง ทำระยะทางประมาณ 550 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ยขึ้นๆลงๆ เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ การขับทดสอบทางไกลไปกุยบุรี ส่วนใหญ่จะเร่งส่งต่อเนื่องมากกว่าจะขับช้าเพราะระยะทางไปกลับกว่า 500 กิโลเมตร มาขับชิลๆคงถึงเอายันมืด ใครก็ตามที่มีเงินพอจะซื้อรถราคา 4 ล้าน ค่าเชื้อเพลิงก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะเอามาใส่ใจ!
กำลังของเครื่องเบนซินบวกมอเตอร์ไฟฟ้า อย่าไปดูถูกว่ามันเป็นรถใส่ถ่านที่ใช้มอเตอร์ช่วย แรงบิด 550 นิวตันเมตร ส่งถ่ายลงไปยังล้อทั้ง 4 ผ่านระบบ 4Matic ให้ความรู้สึกแบบค่อยเป็นค่อยไป นิ่มนวลและสบาย แต่เข็มวัดความเร็วกลับมีอาการตรงข้าม มันตวัดอย่างรวดเร็ว ขัดแย้งกับความนิ่งของแชสซี เมื่อผลักดันให้รถทะยานเข้าไปในขีดจำกัด ความเร็วเพิ่มขึ้นในลักษณะพุ่งทะยานเหมือนรถสปอร์ตคันเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ Mercedes Benz นั้นใส่ใจในเรื่องของกำลัง ความสบายและความปลอดภัย ทรงตัวได้ดีในย่านความเร็วสูง ความถนัดของ GLC Coupe ก็คือมาดมั่นบนไฮเวย์ ไม่ว่าจะใส่มาหนักขนาดไหนหากผิวถนนปราศจากคลื่นลอน ช่วงล่างให้ทั้งความสบายและการยึดเกาะกับผิวถนน ค่อนข้างขัดแย้งกับรูปลักษณ์ SUV คล้ายกับการวิ่งที่ยอดเยี่ยมของ Porsche Macan คู่แข่งที่วางเครื่องยนต์ V6 เพียงแต่ Porsche นั้นให้ความรู้สึกถึงแรงดึงที่มากกว่า ส่วน GLC350e 4Matic Coupe นั้น เมื่อเร่งเต็มเหนี่ยวจะนิ่งและพุ่งลิ่วๆอย่างต่อเนื่องเกินความคาดหมาย การอัดแบบกดมิดด้ามจะมาพร้อมกับความเสถียร ซึ่งเกิดขึ้นจากล้อ 20 นิ้ว กับยาง Continental UltraContact UX7 แก้มเตี้ยประสิทธิภาพสูง
สรุป.....แต่ละชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นเป็น GLC350e ทำให้รถปลั๊กอินไฮบริดรุ่นนี้วิ่งดีอย่างน่าประหลาด ทั้งๆ ที่มันเป็น SUV ไซส์กลาง ไม่ใช่สปอร์ตคันเล็กและมีน้ำหนักตัวค่อนข้างมาก แต่ก็มีการขับแบบให้อารมณ์สนุกไปตลอดทาง ไม่ได้สนุกเท่า CLE53 แต่ผ่อนคลายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทน้ำหนักในโค้งหรือการเบรกหนักๆ ก็ยังไม่มีอาการซวนเซเป๋ปัดโผล่ออกมาให้เสียวสันหลัง GLC เป็นรถที่คุณสามารถอัดเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้นิ่งพอสมควร ระบบรองรับ ยาง UltraContact UX7 Zero ล้อ 20 นิ้ว มีส่วนช่วยอย่างมากเพราะโคตรเกาะ ทำให้ GLC Coupe แนบสนิทติดกับพื้นถนนอยู่ตลอดเวลา เมื่อขับแบบพอดีๆ ก็ไม่มีออกอาการในโค้งให้เห็นว่าจะเกิดการโยนตัวเมื่อเจอเข้ากับแรงเหวี่ยง เป็นอีกจุดที่ทำให้ X4 ต้องกลับไปทำการบ้าน กลายเป็นโจทย์ที่ค่ายตราใบพัดจะต้องหาวิธีแก้เผ็ดด้วยการสร้างรถที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าออกมา ทำให้เกิดการแข่งขันด้านงานวิศวกรรมยานยนต์ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะไปตกอยู่กับลูกค้าที่เลือกซื้อรถจากทั้งสองแบรนด์.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/