เรื่องราวของ Mini Cooper เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1960 โดย John Cooper ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคร็อกแอนด์โรล Cooper เล็งเห็นโอกาสความก้าวหน้าในการปรุงแต่งรถเล็ก เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม มอบโอกาสแก่นักแข่งในการประสบความสำเร็จ เนื่องจาก Mini มีขนาดที่เล็ก มีวิศวกรรมพื้นฐานที่ดี เป็นรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เหมาะสำหรับการแข่งขัน ปัจจุบัน แบรนด์ Mini ไม่เพียงแต่เป็นกำลังสำคัญในสนามแข่งทั้งทางเรียบและทางฝุ่น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับได้สัมผัสกับคุณภาพรถยนต์อังกฤษที่มีเจ้าของเป็นเยอรมัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง Mini Cooper เป็นทั้งรถแข่งรถและรถที่ขับใช้งานในชีวิตประจำวัน จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมรถเล็กรุ่นนี้จึงได้รับการยกย่องและชื่นชอบจากผู้คนทั่วโลก และยังคงเป็นหนึ่งในรถที่ขายดีที่สุดที่ BMW Group มีอยู่
...
Mini เป็นรถยนต์คันเล็กน่ารัก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแบบฉบับของอังกฤษ มีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น แม้จะมีขนาดที่เล็ก แต่ก็มีพื้นที่สำหรับผู้โดยสารสี่คนและยังมีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระในท้ายรถอีกด้วย ในปี 1999 Mini ได้รับการโหวตให้เป็นรถยนต์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดเป็นอันดับสองของศตวรรษที่ 20 โดย Global Automotive Elections Foundation ตามหลัง Ford Model T โดยมีการผลิต Mini รุ่นดั้งเดิม มากกว่ารถยนต์สัญชาติอังกฤษแบรนด์อื่น (5.4 ล้านคัน) การผลิตซึ่งถือเป็นอีกสถิติหนึ่งของรถยนต์อังกฤษไซส์จิ๋วที่ผลิตเป็นจำนวนมากตลอดระยะเวลา 63 ปี
จุดกำเนิดของ Mini เกิดจากวิกฤตการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงสถานการณ์คลองสุเอซเมื่อปี 1956 รถเล็กประหยัดเชื้อเพลิงนับเป็นการเปิดตลาดสหราชอาณาจักร สำหรับรถยนต์จิ๋วที่ไม่กินน้ำมัน มีขนาดที่คล้ายกับรถบับเบิลคาร์หลายรุ่นจากเยอรมนีและอิตาลี โดยพื้นฐานแล้วรถเล็กในยุโรปจะได้สิทธิพิเศษคือ เสียภาษีถูกกว่า และสามารถขอใบอนุญาตครอบครองได้ง่ายกว่ารถใหญ่ รถยนต์ขนาดเล็กจึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มจำนวนขึ้นจน Leonard Lord หัวหน้าบริษัท British Motor Corporation เล็งเห็นว่าน่าจะสร้างรถที่เหมาะสม เพื่อแข่งขันกับรถไซส์เล็กที่กำลังได้รับความนิยม เดือนตุลาคม พ.ศ. 2500 ทีมงานเล็กๆ ที่นำโดย Sir Alec Issigonis ได้สร้างต้นแบบรถ Mini รุ่นแรกออกมา Issigonis ที่เก่งด้านงานวิศวกรรม ยังลงมือออกแบบช่องเก็บของที่ประตู เพื่อให้สามารถใส่ขวดเหล้า Gin ของ Gordon ได้อีกต่างหาก
...
Mini เป็นงานวิศวกรรมการใช้พื้นที่อย่างประหยัด แชสซีแบบชิ้นเดียว ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และเครื่องยนต์ที่ติดตั้งในแนวขวาง โมเดลการผลิต Mini รุ่นแรกคือ Mark I รถคันแรกถูกขับออกจากสายการผลิตในปี 1959 และเปิดตัวในวันที่ 26 สิงหาคมของปีนั้นในเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก Mini วางตลาดภายใต้แบรนด์ BMC ของ Morris (ในชื่อ Mini-Minor) และ Austin (ในชื่อ Seven) จนกระทั่งปี 1969 เมื่อ Mini กลายเป็นรถที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่ว โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีถนนคับแคบและมีพื้นที่จอดรถไม่มาก Mini ยังผ่านการปรับแต่งรูปแบบของตัวถังอย่างต่อเนื่องและมีให้เลือกอย่างหลากหลาย มากกว่ารถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ เช่น Wolseley Hornet, Riley Elf, Moke ขับเคลื่อน 4 ล้อ รวมถึง Mini รุ่นสองประตู, เอสเตท, ตู้ และกระบะ
...
รุ่นที่รู้จักกันดีที่สุดคือ Mini Cooper และ Cooper S มีการเสริมกำลังของระบบขับเคลื่อนให้ส่งถ่ายฟีลลิ่งการขับแบบสปอร์ตมากขึ้น ผลงานที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Issigonis และนักออกแบบรถแข่ง John Cooper ด้วยรถรุ่นพิเศษ Austin Mini Cooper และ Morris Mini Cooper ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1961 หลังจากนั้น รถ Mini Cooper S ที่ทรงพลังมากกว่าเดิม ถูกเปิดตัวตามออกมาในปี 1963 ด้วยแรงดึงดูดในฐานะ Mini ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนคว้าชัยชนะในการแข่งขันแรลลี่ระยะไกล Monte Carlo Rally ถึงสามครั้งในปี 1964, 1965 และ 1967 นอกจากนี้รถ Mini ยังได้รับบทบาทสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง The Italian Job บทบาทของ Mini หลังทศวรรษ 1960 ถดถอยลงไป เนื่องจาก Mini รุ่นใหม่ดันออกมาเหมือนกับรุ่นดั้งเดิม หลังจากนั้น BMW ก็เข้าควบรวมกิจการและเริ่มต้นสายการผลิตอีกครั้งด้วยแนวคิดการสร้างรถเล็กที่ทันสมัย ขับสนุกและมีฟีลลิ่งอารมณ์การขับเคลื่อนเหมือนกับบรรพบุรุษในอดีต แต่คนขับและผู้โดยสารจะถูกประคบประหงมด้วยอุปกรณ์ไฮเทคที่ทันสมัยล้ำอนาคตไปไกล
...
Mini Cooper Hatch เป็นรถที่ผสมผสานเอกลักษณ์ สไตล์และการขับขี่ที่สนุกสนาน BMW เพิ่มแรงดึงดูดให้กับ Mini ยุคใหม่ ด้วยขนาดตัวถังที่ใหญ่กว่าเดิม แล้วเติมไดนามิกด้านความมันของรถ ซึ่งเป็นเรื่องที่แบรนด์ตราใบพัดมีความถนัดอยู่แล้ว ทำให้ Mini ยุคใหม่ มีความสมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่างประสิทธิภาพ สมรรถนะ ฟังก์ชั่น ความปลอดภัย และความสนุกสนาน เป็นคุณสมบัติที่แบรนด์ตราใบพัดปลูกฝังไว้ในยานยนต์ทุกรุ่นที่ผลิต
หลังจากที่ผมเคยลองขับทั้ง Cooper D /Cooper S Hatch 3 Door/ Cooper S Convertible / Cooper SD 5 Door / Cooper JCW และ Cooper SE หลังจากการปรับโฉมครั้งใหญ่ ในรูปแบบ LCI ทาง Mini Thailand ส่งรถ Mini Cooper S LCI 2023 มาให้ทดสอบ นี่คือรถเล็กสามประตูที่มีการปรับโฉมอย่างต่อเนื่องจนมาถึงเวอร์ชัน LCI (ครั้งที่สาม) ในช่วงต้นปีนี้ Cooper S LCI คือ Mini Hatch ตัวถังสามประตู และสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับเจ้าจิ๋วรุ่นยอดนิยมก็คือ สไตล์การขับแบบรถโกคาร์ทที่ให้อารมณ์สนุกสนาน สี Zesty Yellow ชิ้นส่วนตกแต่งภายนอก Piano Black ครอบคลุมมือจับประตู กรอบไฟเลี้ยว ฝาถังน้ำมัน โลโก้บนกระโปรงหน้า โลโก้ฝากระโปรงท้าย ตัวอักษรบ่งบอกรุ่น และปลายท่อไอเสีย ทั้งหมดมีสีดำเงา รับกับกรอบไฟหน้า กระจังหน้า และไฟท้าย ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบสลับสีขอบ 18 นิ้ว
มิติตัวถังของ Mini Cooper S LCI มีขนาดความกว้าง 1,727 มิลลิเมตร ยาว 3,850 มิลลิเมตร และสูง 1,415 มิลลิเมตร ฐานล้อแนวรถโกคาร์ทวัดจากดุมล้อหน้าไปถึงดุมล้อหลัง 2,495 มิลลิเมตร ระยะห่างระหว่างล้อหน้า 1,485 มิลลิเมตร หลัง 1,485 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้อง 115 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,270 กิโลกรัม โลโหะที่เพิ่มเข้ามาใช้ในการเสริมแชสซีให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการบิดตัว
ไฟหน้า Adaptive LED ประสิทธิภาพสูง ให้กำลังในการส่องสว่างไกลกว่าเดิม สำหรับรถรุ่นใหม่มีการออกแบบไฟหรี่และไฟเลี้ยวที่ทันสมัย รวมถึงไฟสัญญาณ LED และส่วนแทรกเฉพาะรุ่น ไฟหน้า LED แบบมาตรฐาน ประกอบเข้ากับไฟท้ายแบบ LED Union Jack อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะรวมอยู่ใน MINI Hardtop และ Convertible รุ่นใหม่ทุกคัน สำหรับคนที่แสวงหาความเฉพาะตัวและสไตล์ ภายนอกตกแต่งด้วยพลาสติกสีดำเงา Piano Black ที่มือจับประตู ฝาถังน้ำมัน ช่องรับอากาศกันหน้า กรอบกระจกมองข้าง กรอบไฟท้าย (Cooper S/JCW) ปลายท่อไอเสีย (Cooper/Cooper S) โลโก้ MINI และป้ายรุ่น (Cooper/Cooper S /Cooper SE) สีดำ
ไฟหน้าแบบใหม่พร้อมระบบส่องสว่างอัตโนมัติ Adaptive LED ไฟหน้ากลมโตมาพร้อมไฟหรี่กลางวัน Daytime Running Light และไฟเลี้ยว LED กระจังหน้าและกันชนหน้าแบบใหม่ในโฉม LCI ถูกเรียกว่าลุงหนวด จากทรงของกระจังและกันชนที่คล้ายหนวด ระบบไฟแบบ Adaptive LED ใน MINI Cooper S Convertible LCI ปรับตามทิศทางการหมุนของพวงมาลัย ผนวกระบบไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (Cornering light) และระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ (Matrix high beam) โดยขณะเข้าโค้ง จะเปิดไฟส่องตามทิศทางของรถอัตโนมัติ พร้อมควบคุมการทำงานของไฟสูงอัตโนมัติตามสภาวะการจราจรขณะขับขี่ที่ความเร็วมากกว่า 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ระบบไฟหน้า LED จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนทำงานอย่างอิสระ นอกจากนี้ ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ (Matrix high beam) ยังช่วยลดการรบกวนสายตาแก่รถยนต์คันอื่น กล้องหน้าของรถจะตรวจจับรถที่ขับสวนมา หรือรถยนต์ด้านหน้า ระบบจะปรับไฟสูงเป็นไฟต่ำโดยอัตโนมัติ ฝากระโปรงมีสคูปรับอากาศสำหรับระบายความร้อนในห้องเครื่อง แก้มข้างติดตั้งแถบสัญลักษณ์ S มือจับประตูสีดำ ฝาถังเชื้อเพลิงดำ รวมถึงชิ้นงานตกแต่งภายนอกสีดำที่ตัดกับสีเหลืองได้อย่างลงตัว ไฟท้ายลายธงยูเนียนแจ็คเป็นมาตรฐานสำหรับทุกรุ่น ไฟท้ายลายธงยูเนียนแจ็ค เป็นเอกลักษณ์ที่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ไฟท้ายอังกฤษยัง เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับ Mini Hatch 3 ประตู และ Mini Convertible ลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธงชาติอังกฤษ โทนสีเข้มขึ้น พร้อมระบบไฟ LED ทั้งหมด ยกเว้นไฟถอยจอด ล้ออัลลอยขอบ 7.5J x 18 นิ้ว Pulse Spoke tow-tone ใส่ยางสปอร์ต Goodyear Eagle f1 ขนาด 205/40 R18 99W ทั้งสี่ล้อ
Cooper S LCI 2023 ติดตั้งช่องรับอากาศที่กันชนหน้าและยกเลิกไฟตัดหมอก เพื่อความสมบูณ์แบบของส่วนหน้าซึ่งก็ทำให้แอโรไดนามิกดีขึ้น กระจังหน้าหกเหลี่ยมแบบใหม่ ขยายต่ำไปถึงชายล่าง รูปลักษณ์อันเป็นที่จดจำของ Mini LCI คือ ไฟหน้าที่เหมือนดวงตากลมโต การเพิ่มช่องรับอากาศด้านหน้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการระบายความร้อนด้วยอากาศที่เพิ่มขึ้น รุ่น Cooper S และ John Cooper Works ยังรวมช่องอากาศเข้าคู่หนึ่งที่มีขอบพลาสติกสีดำมันวาวทางด้านซ้ายและด้านขวาของช่องไอดีส่วนกลาง สัญลักษณ์ Mini ปรับเปลี่ยนใหม่โดยใช้สีดำที่ตัดกับตัวถังสีเหลืองอย่างชัดเจน
กันชนหลังปรับเปลี่ยนรูปแบบของกันชนและรายละเอียดของงานตกแต่ง ทำให้ Mini LCI มีรูปทรงที่ดูกว้างขึ้น เพื่อเน้นจุดยืนและความสปอร์ตแบบดั้งเดิม กันชนด้านหลังใช้กราฟิกหกเหลี่ยมจากส่วนหน้า ขณะที่ระบบไอเสียท่อไอเสียคู่ที่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับการใส่กรอบเพื่อเอฟเฟกต์ที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของงานดีไซน์ Mini Cooper S Hardtops ด้านข้างและซุ้มล้อใหม่ ล้อใหม่ขนาด 18” Pulse Spoke 2-tone ภายนอกใหม่สามสี ได้แก่ Island Blue, Rooftop Grey และ Zesty Yellow การไล่สีแบบ Soul Blue, Pearly Aqua และ Jet Black ร่วมกับฝาครอบกระจกสีดำ เป็นคุณลักษณะเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ภายใต้ร่มเงาของ BMW Group ใช้เทคโนโลยีการพ่นสีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในโรงงาน Plant Oxford
เครื่องยนต์เบนซินเทคโนโลยี Mini TwinPower Turbo เป็นเครื่องเบนซินแถวเรียง 4 สูบ วางตามขวางขับเคลื่อนล้อหน้า ขนาด 2.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผัน Twin Scroll มาพร้อมกับสัญชาตญาณการตอบสนองที่ปรับให้มีความฉับไวมากยิ่งขึ้น แรงบิดที่เป็นเอกลักษณ์สร้างแรงดึงที่ทำให้สนุก กำลังขับเคลื่อนในรูปของแรงม้าที่เพิ่มขึ้น จากการพัฒนาระบบอัดอากาศ Turbo แบบ Twin Scroll มาใช้งาน เครื่องขนาด 1,998 ซีซี กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ หรือ 192 แรงม้า เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 กระบอกสูบ สร้าง แรงบิด 280 นิวตันเมตร (เพิ่มแรงบิดสูงสุดเป็น 300 นิวตันเมตรด้วยโอเวอร์บูสต์) ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ปรับอัตราทดใหม่หมด เพื่อให้เข้ากับย่านของแรงบิดที่ผ่องถ่ายออกมาจากเครื่องยนต์ ขุมกำลัง 2 ลิตรเทอร์โบถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถเล็กสัญชาติสปอร์ตและการขับขี่สไตล์โกคาร์ตเหมือนเดิมทุกประการ มันยังมาพร้อมเสียงท่อท้ายที่เร้าใจ แต่เสียงระเบิดปะทุ ปุปุ ขณะยกคันเร่งนั้นหายไปแล้ว เอาออกไปทำไมครับ?
เทคโนโลยีที่ผสานกันทั้งสองแบรนด์ (BMW+Mini) ในด้านสมรรถภาพและประสิทธิภาพที่ผสานกันอย่างลงตัว ท่ามกลางดีไซน์แบบใหม่ของ Mini LCI ที่ปรับปรุงความสามารถของหลักการเทอร์โมไดนามิก หรือการเปลี่ยนความร้อนเป็นพลังงาน พร้อมกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบยิงตรง หรือที่เรียกกันว่า ระบบหัวฉีดแบบไดเรค อินเจกชั่น มีแรงดันสูงสุดในชุดหัวฉีดไฟฟ้ามากถึง 2,000 บาร์ ศักยภาพการจ่ายเชื้อเพลิงถูกปรับแต่งเพื่อความแม่นยำและมีประสิทธิภาพเหมาะกับการจุดระเบิด เพื่อคายพลังงานออกมาในรูปของแรงบิด เครื่องยนต์และระบบเกียร์ยังเน้นความประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจากการปรับอัตราทดของชุดส่งกำลัง รวมถึงโหมดขับเคลื่อนประหยัดพลังงาน (Green Mode)
Mini Cooper S F57 LCI 2023 มีเบาะหนังแท้สีน้ำตาลอ่อน เย็บเดินตะเข็บขอบเบาะสีขาวเพื่อเพิ่มความหรูหรา ตัวเบาะรองด้วยวัสดุที่นิ่มนวล เบาะสามารถปรับให้ท่านั่งขับต่ำเตี้ยติดพื้นแบบสปอร์ต เบาะคนนั่งและคนขับยังคงใช้การปรับเบาะด้วยมือล้วนๆ ผ่านกลไกการปรับเบาะสำหรับการเลื่อนเดินหน้า ถอยหลัง หรือยกขึ้นลงออกมาในแนวดิบๆ ส่วนพวงมาลัยแบบใหม่นั้นปรับได้สี่ทิศทาง ตำแหน่งของการนั่งใน Cooper S เวอร์ชันปรับโฉม ให้สัมผัสที่พอดิบพอดีสำหรับคนที่มีรูปร่างปกติ เบาะแบบสปอร์ตหุ้มหนังแท้ออกแบบให้โอบรัดแผ่นหลัง ทำให้รู้สึกถึงความกระชับยามนั่ง การออกแบบใหม่ในบางจุดโดยยังคงการจัดวางแบบเดิม ทำให้ห้องโดยสารของ Cooper S Hatch กว้างขึ้นเล็กน้อย ทรงของตัวรถที่สั้นและมีฐานล้อไม่ยาวเกินไป ทำให้ความรู้สึกไม่ว่าจะขับช้าหรือขับเร็ว ล้วนแล้วแต่ตอบสนองออกมาในแนวคล่องตัวว่องไว เหมาะกับการซอกแซกไปบนถนนเส้นเล็กๆ ในเมือง
งานตกแต่งภายในของ Mini Cooper S มาพร้อมหน้าจอแสดงผลใหม่ ฟังก์ชั่นการใช้งานในระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่หมด คอนเซปต์การสั่งงานแบบใหม่ จุดที่ทำได้ดีก็คือ ความกว้างที่เพิ่มขึ้นมอบพื้นที่ใช้สอยส่วนหน้าที่ทำให้ไม่รุ้สึกอึดอัดแม้ตัวถังจะมีขนาดเล็ก เบาะนั่งทั้งสี่ตำแหน่ง ที่นั่งด้านหน้าปรับตำแหน่งได้ครอบคลุมทุกสรีระของผู้ขับ และเพิ่มพื้นที่เบาะโดยสารด้านหลังมากกว่าเดิมถึง 23 มิลลิเมตร แม้ขนาดตัวถังจะเล็กแต่ภายในที่ถูกขยับขยายพื้นที่ใช้สอยช่วยสร้างความรู้สึกโปร่งโล่งให้ผู้โดยสารตอนหน้า ส่วนเบาะหลัง แม้จะปรับพื้นที่ใหม่แต่ยังเล็กเกินไปสำหรับการนั่งโดยสาร เบาะหลังพับแยกได้แบบ 60:40 สำหรับช่องเก็บสัมภาระที่กระโปรงหลังเพิ่มความจุ 51 ลิตร รวมเป็น 211 ลิตร เพิ่มพื้นที่เพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระ หัวใจสำคัญของการออกแบบใหม่ล่าสุดก็คือ หน้าจอแสดงผล ที่จัดฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่หมด รวมถึงกราฟิกแสดงผลก็ปรับใหม่ทั้งหมด บนแผงหน้าปัดบริเวณแกนพวงมาลัย ด้วยหน้าปัด TFT ขนาด 5.5 นิ้ว ที่ถูกใช้เป็นครั้งแรกใน Cooper SE แล้วยกมาใส่ใน Cooper S เครื่องยนต์สันดาปรุ่นปรับโฉม เป็นจอภาพมาตรวัดแสดงผลความเร็วอัตราเร่ง รอบเครื่องยนต์ มาตรวัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวเลขความเร็วแบบดิจิทัลที่อ่านค่าได้ง่าย
Mini Cooper S มีฟีเจอร์และรูปแบบฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่หมด เน้นไปที่ระบบ Infotainment และ Digitalization เมื่อเข้าไปใน Cockpit ผู้ขับและผู้โดยสารจะสังเกตเห็นหน้าจอ 8.8 นิ้ว ที่ฝังอยู่ด้านในของชุดแดชบอร์ดแบบใหม่ การออกแบบแผงหน้าปัดส่วนกลางที่หันมาใช้จอแสดงผลมาตรวัด TFT 5 นิ้ว ปัจจุบันกลายเป็นจอภาพมาตรวัดแบบมาตรฐานในทุกรุ่น ผสมผสานกับรูปแบบ ที่ให้ความรู้สึกทันสมัย จอกลางที่กำหนดค่าได้อย่างหลากหลาย โทนสีที่มีให้เลือก 2 แบบ (Lounge & Sport) สำหรับ Sirius Satellite Radio เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับ Mini ทุกรุ่นในรุ่นปี 2023 ให้บรรยากาศภายในใหม่และมีรูปแบบที่ร่วมสมัย ด้วย Mini Ambient Light ใหม่ที่มี 6 สีแตกต่างกัน ซึ่งเข้าคู่กันอย่างลงตัวกับโหมดขับเคลื่อน 3 รูปแบบ พวงมาลัยออกแบบใหม่ยังมาพร้อมกับปุ่มมัลติฟังก์ชั่น ปุ่มต่างๆ ที่ติดตั้งออกแบบให้มีพื้นผิวเรียบ ใช้สีดำเปียโนแบล็ก รวมถึงการออกแบบใหม่สำหรับก้านวงในพวงมาลัยแบบสปอร์ตที่หุ้มด้วยหนังเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน Mini Hatch 3 Door Cooper S ติดตั้งระบบความปลอดภัยใหม่ ด้วยระบบ Driving Assistant เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับ MINI ทั้งหมดในประเทศไทย การควบรวม Lane Departure Warning ซึ่งสามารถแจ้งเตือนคนขับผ่านการสั่นสะเทือนของพวงมาลัย ผู้ขับยังได้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแอ็กทีฟ ซึ่งขณะนี้สามารถทำงานได้แบบ Stop&Go (เฉพาะกับรุ่นเกียร์อัตโนมัติและเกียร์คลัตช์คู่)
คุณภาพวัสดุ งานประกอบห้องโดยสารใน Mini Cooper S LCI เน้นความประณีต จากการปรับปรุงและการจัดวางที่ลงตัว สวิตช์เปิดปิดกระจกบานประตูบริเวณแผงประตูทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น แป้นควบคุมที่ใช้ระบบสัมผัส พร้อมกราฟิกใหม่ ออกแบบโดย BMW Group ซอฟต์แวร์สั่งงานแบบใหม่ทำให้เข้าและออกจากเมนูต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เบาะหลังยังคงคับแคบเหมือนเดิม เหมาะกับเด็กมากกว่า แต่เบาะคู่หน้ามีพื้นที่บริเวณไหล่เพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้เวลานั่งหรือขับนั้นรู้สึกโปร่งโล่งพอสมควร
อุปกรณ์ที่เจ้าของรถจะต้องยึดจับไปตลอดการขับขี่ก็คือพวงมาลัย วงพวงมาลัยแบบใหม่ของ Cooper S พวงมาลัยไฟฟ้าแบบใหม่มีขนาดที่พอดี ทำงานแปรผันน้ำหนักโดยขึ้นตรงกับโหมดของการขับเคลื่อน 3 รูปแบบ (Green mode / Mid Mode / Sport Mode) ก้านวงของพวงมาลัยติดตั้งสวิตช์มัลติฟังก์ชั่นสั่งงานระบบเครื่องเสียงและระบบโทรศัพท์แบบบลูทูธ แป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ Paddle Shift ติดตั้งมาให้ซะที ไม่ต้องขยับไปที่ Cooper JCW ซึ่งแพงกว่ามาก พวงมาลัยหุ้มด้วยหนังแท้เย็บเดินตะเข็บด้วยด้ายสีขาวของ Cooper S จับถนัดมือดีมาก มาพร้อมก้านวงที่มีสัญลักษณ์ธงอังกฤษอยู่ด้านล่าง
มาตรวัดความเร็วกับวัดรอบแบบจอภาพ อ่านค่าได้ง่าย การปรับปรุงในตำแหน่งของช่องบอกปริมาณเชื้อเพลิงมีความชัดเจนมากกว่าเดิม จอแสดงผลกลาง สั่งงานด้วยการควบคุมผ่านแป้น controller หรือใช้นิ้วแตะที่หน้าจอเพื่อสั่งงานในระบบสัมผัส หน้าจอล้อมกรอบด้วยหลอด LED ในรูปแบบที่ถูกเติมเต็มด้วยสีสันเร้าใจ จอแสดงผลกลางพร้อมด้วยกราฟิกแบบใหม่ ใช้แสงจากหลอด LED ทำหน้าที่บอกสถานะการทำงานของเครื่องยนต์และการปรับตั้งต่างๆ ด้วยสัญลักษณ์แสงสีต่างๆ จอภาพตรงกลางยังเป็นมอนิเตอร์ของกล้องมองหลัง พร้อมเซนเซอร์ที่ใช้ในการกะระยะถอยหลัง คอยส่งสัญญาณเสียงแจ้งเตือนคนขับเมื่อถอยเข้าใกล้กับวัตถุกีดขวาง สำหรับหน้าจอแสดงผลส่วนกลางที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI ยังได้รับการออกแบบให้เจ้าของรถสามารถเลือกการแสดงผลในฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เป็นของเล่นที่ออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายๆ Cooper S Hatch มาพร้อมหน้าจอสีสั่งงานด้วยระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว แสดงผลที่เกี่ยวกับฟังก์ชั่นกับสภาวะการปรับตั้งระบบต่างๆ ของรถ สาระความบันเทิง และการเชื่อมต่อ MINI Connected สำหรับฟังก์ชั่นดังกล่าวมีระบบควบคุม Mini Touch Controller ที่ทำงานโดยใช้ระบบสัมผัสปลายนิ้วลงไปบนแป้นควบคุม เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถป้อนข้อมูลได้จากการเขียนด้วยนิ้วมือลงบนปุ่ม Controller ได้โดยตรง ในตำแหน่งของ Mini Touch Controller กราฟิกที่สวยงามของฟังก์ชั่นต่างๆ ช่วยเพิ่มความน่าใช้
ปุ่มปรับโหมดขับเคลื่อนรวมอยู่กับสวิตช์ควบคุมบริเวณคอนโซลกลาง กุญแจแบบ Keyless ที่ติดตั้งระบบติดตามกุญแจด้วยสัญญาณเสียง ที่แถมมาให้สำหรับ Mini Cooper S รุ่นใหม่ทุกโมเดล ปุ่มปรับอุณหภูมิของห้องโดยสารยังเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ นั้นปรับมาให้มีความสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะจอภาพมอนิเตอร์ที่สามารถกดสั่งงานบนหน้าจอด้วยระบบสัมผัส ทำให้การใช้งานระบบนำทางด้วยดาวเทียมมีความดีงามมากยิ่งขึ้นจากความสะดวกรวดเร็วและง่ายนั่นเอง ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์สวิตช์สีแดงคล้ายปุ่มปล่อยขีปนาวุธ เมื่อกดสตาร์ตผ่านปุ่มดังกล่าว เครื่องยนต์ 2 ลิตร MINI TwinPower Turbo ติดขึ้นมาอย่างเร็ว คันเกียร์หน้าตาคล้ายแท่งไอศกรีมถูกผลักไปที่ตำแหน่ง D คลายเท้าออกจากแป้นเบรก แล้วค่อยๆ เคลื่อนเจ้า Mini มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของกรุงเทพมหานคร บนเส้นทางพระรามสอง วังมะนาว บายพาสชะอำปราณบุรีไปจนถึงอุทยานสามร้อยยอด ในโหมด MID MODE เป็นหน่วยขับเคลื่อนเริ่มต้นของ Cooper S ทุกครั้งที่สตาร์ตเครื่องยนต์ ความเนียนจากการทำงานของเครื่องยนต์และเกียร์ ส่วนหนึ่งเกิดจากผลพลอยได้ของการเปลี่ยนชุดส่งกำลังมาเป็นเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีดใน Cooper S Hatch ส่วน Cooper SD เครื่องยนต์ดีเซล ใช้เกียร์ออโต้แบบ 8 สปีด สำหรับเกียร์ทวินคลัตช์ลูกใหม่ที่ใส่เข้ามาในรุ่น Cooper S เครื่องยนต์เบนซินเพื่อความรวดเร็วในการเปลี่ยนอัตราทด ช่วยทำให้การเร่งแซงรถช้า หรือการขับขึ้นภูเขาชันๆ กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก Cooper S เครื่องเบนซิน 2 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบแปรผันแบบ Twin Scroll วางตามขวางขับเคลื่อนล้อหน้าระบบอัดอากาศเทอร์โบเดี่ยวลูกเดียวโดดๆ กับฟังก์ชั่น Overboost ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ และมีอัตราความประหยัดที่น่าพอใจ มันไม่แรงเหมือนรุ่นที่แพงกว่าอย่าง Cooper JCW แต่ใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน ทั้งการขับในเมืองหรือขับท่องเที่ยวทางไกลแบบนี้
เกียร์อัตโนมัติแบบทวินคลัตช์ หรือเกียร์อัตโนมัติ steptronic dual clutch 7 สปีด พร้อมคลัตช์สองชุดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ เติมประสบการณ์การขับขี่สไตล์โกคาร์ตด้วยการตอบสนองที่ว่องไวในด้านอัตราทดของระบบเกียร์ ช่วยเสริมประสิทธิภาพของชุดขับเคลื่อนที่เทแรงบิดออกมาจากเครื่องยนต์สองลิตรเทอร์โบ เกียร์อัตโนมัติทวินคลัตช์รุ่นใหม่ เชื่อมโยงการทำงานกับระบบ Auto Start/Stop ในการทำงานของเครื่องยนต์แบบอัตโนมัติ ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในสภาพการจราจรที่แออัด รวมถึงความใส่ใจในสภาพอากาศที่เข้ามาช่วยในเรื่องการลดค่ามลพิษ เป็นกลไกในด้านสมรรถภาพและประสิทธิภาพที่ผสานกันอย่างลงตัว การปรับปรุงความสามารถตามหลักการเทอร์โมไดนามิกส์ หรือการเปลี่ยนความร้อนเป็นพลังงาน พร้อมกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบยิงตรง คอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น มีแรงดันสูงสุดในชุดหัวฉีดไฟฟ้ามากถึง 2,000 บาร์ มอบศักยภาพการจ่ายเชื้อเพลิงที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพในการจุดระเบิด เพื่อคายพลังงานออกมาในรูปของแรงบิด แถมยังมีประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีขึ้นนิดๆ
กระจังแบบใหม่ที่หนักแน่น ออกแบบคล้ายขอบหนวดที่มีหน้าตาแปลกๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโฉมใหม่ของ Mini กระจังที่ทำให้รถ Mini ดูคล้ายเด็กหนวดถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อทำให้รถดูกว้างขึ้นและดุดันมากขึ้น ด้วยความคิดที่ไม่ใช่ของคนอังกฤษ ซึ่งเกี่ยวกับความเป็นอังกฤษนั้นฟังดูประหลาด ตั้งแต่ปี 2018 ตอนที่ผมไปขับทดสอบ Mini LCI ที่มีไฟท้ายสไตล์ธง Union Jack ความพิถีพิถันในแนวคิดของ Mini Cooper เพื่อให้แน่ใจว่าสัญลักษณ์ที่ใส่ลงไปในไฟท้ายนั้น เป็นหนทางที่ถูกต้องในการแสดงตัวตน ลูกค้าหลายคนชอบฟีเจอร์ใหม่นี้มาก แม้แต่ Mini รุ่นเก่าก็ยังมีไฟท้ายสไตล์ธงอังกฤษออกขายเป็นอุปกรณ์ตกแต่ง
การเปลี่ยนแปลงในเวอร์ชัน LCI ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรถเล็กจากเกาะอังกฤษที่พัฒนาโดยเยอรมนี ไม่ว่าจะขับเรื่อยๆ ในเมืองหรือใช้ความเร็วสูงต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ขับ MINI หมายถึงการพักผ่อนและการผจญภัยที่สนุกสนาน ไม่ว่าคุณจะขับมันไปช็อปปิ้งในเมืองหรือเอาออกมาวิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางภูเขา การเลือกซื้อรถเล็กราคาแพงจากแบรนด์ Mini หมายถึงการเลือกของเล่นที่ถูกใจในวัยเด็ก และของเล่นที่ถูกใจนั้นส่วนใหญ่มีราคาที่ไม่ถูก! ผมอยู่กับ Cooper S LCI ยาว 8 วัน ท่ามกลางการประกาศเข้าสู่ฤดูหนาวของกรมอุตุในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิของประเทศไทยลดต่ำลงพอได้ไอเย็นในตอนเช้าเพื่อการขับแบบชิลๆ
พวกเยอรมันได้ลงมือลงแรงใน Mini รุ่นปรับโฉม LCI 2023 มีการล้วงลึกลงไปถึงระบบรองรับ ปรับการทำงานของโช้คอัพและสปริงใหม่หมด เกียร์ขับหน้า 7 สปีด พร้อมซอฟต์แวร์ที่ฉลาดปราดเปรื่องทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีแป้นเปลี่ยนเกียร์ติดมาให้ ถ้าอยากได้ก็ต้องตะกายไปที่ JCW ซึ่งแพงกว่ามาก เครื่องยนต์ 2 ลิตร เทอร์โบ มีสันดานค่อนข้างก้าวร้าวดุดัน สามารถเล่นบทบู๊ล้างผลาญโหดๆ ได้ในจังหวะที่คันเร่งถูกกดจนจมมิด แรงพุ่งทะยานนั้นมีความมั่นคงมาก อาการทอร์คสเตียร์ หรืออาการดึงที่พวงมาลัยเมื่อลงคันเร่งจนสุดไม่มากนัก เกิดจากน้ำหนักรถที่มากกว่ารุ่นหลังคาแข็ง พร้อมการปรับเซตการตอบสนองของพวงมาลัยไฟฟ้ากับช่วงล่างหน้าใหม่หมด
Mini Cooper S LCI 2023 ขับดีขึ้น สัมผัสของความแข็งกระด้างลดลงไปพอสมควร ทำให้สบายกว่าเดิมเวลาขับทางไกล มีการเสริมด้วยความปราดเปรียวของระบบส่งกำลัง และระบบรองรับที่ทำให้รู้สึกโดนใจ จากฝีไม้ลายมือของวิศวกรที่สร้างรถ BMW บุคลิกภาพของรถมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่ยังคงให้ความสนุกในการขับ กับสไตล์แบบรถเล็กที่รักความโลดโผน เครื่อง 2 ลิตร MINI TwinPower Turbo ในรอบกลางๆ ผลักดันเจ้า Cooper S ไร้หลังคา ให้พุ่งลิ่วๆ ไปตามทางลาดยางแถบอุทยานปราณบุรี แรงยึดเกาะที่ปรับมาใหม่ออกแนวนุ่มหนึบและมีความกระด้างน้อยลงไปมาก เหมาะสมกับแรงบิด 280 นิวตันเมตร ทำให้คุณควบคุมมันได้ง่ายราวกับกำลังควบ Suzuki Swift ที่มีกำลังเฉียดๆ 200 แรงม้า พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้าเซอร์โววาล์วที่แปรผันน้ำหนักไปตามโหมดการขับ เร่ิมด้วย Green Mode หรือโหมดประหยัด Mid Mode หรือโหมดมาตรฐาน และ Sport Mode หรือโหมดซ่า ที่ต้องการทางโล่งๆ ในการปล่อยม้าทั้ง 192 ตัวลงสู่พื้นถนน
ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Mini Cooper S Hatch ทั้งหมดมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ด้วยการอัปเดตแต่ละครั้ง ทำให้ Mini มีความซับซ้อนมากขึ้น ต้องเสียค่าใช้เพิ่มขึ้นเพื่ออุปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าเดิม มันยังคงเป็นของเล่นเคลื่อนที่ซึ่งทำให้เราหลงใหลในเสน่ห์ หลังจากตกไปอยู่ในการครอบครองของ BMW Group การปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในปี 2544 จนมาถึงปี 2566 มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย กระปุกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ใน Cooper S Paddy Edition นั้นขับมันกว่าเกียร์ออโต้ 7 สปีด แต่รถรุ่น Limited Edition ในชื่อ Paddy Edition พร้อมเกียร์แมนนวลก็ถูกผลิตออกมาไม่มาก หลังจากนั้นก็กลายเป็นของหายาก ซึ่งหมายความว่ามันจะมีให้เลือกแค่เกียร์ออโต้คลัตช์คู่ 7 สปีด ซึ่งกลายเป็นทางเลือกเดียวของคุณ สำหรับการสอย Cooper S เป็นของขวัญให้กับตัวเองในช่วงปลายปี ระบบส่งกำลังคลัตช์คู่คือทุกสิ่งที่นักขับคาดหวัง เกียร์ขับหน้าที่มีคลัตช์สองชุด ตอบสนองอย่างรวดเร็วต่ออินพุตของคันเร่ง ไม่มีอาการสะดุดเมื่อเข้าเกียร์ผ่าน Paddle Shift โดยทั่วไปแล้ว เกียร์ลูกนี้ เข้ากันได้ดีกับคาแรกเตอร์ของรถและเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Steptronic ทำให้ Cooper S เร็วขึ้น เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.7 วินาที ทิ้งรุ่นเกียร์ธรรมดาที่ทำได้ 7.1 วินาทีแบบไม่เห็นฝุ่น ระบบส่งกำลังยังถูกจูนให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นปล่อยมลพิษต่ำและประหยัดน้ำมันขึ้นมาอีกนิด
การเปลี่ยนแปลงในรุ่นปรับโฉมปี 2023 เกี่ยวข้องกับโช้คอัพและสปริง ระบบกันสะเทือนแบบ Intelligent Adaptive เป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน Cooper S จริงๆ แล้ว มันละทิ้งระบบกันสะเทือนแบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเก่าไป ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการก้าวถอยหลัง แต่ Mini ได้ทดแทนสิ่งที่เคยมีอยู่ในระบบกันสะเทือน (ที่แข็งกระด้าง) ด้วยการตั้งค่ากลไกที่หนึบแน่นสำหรับการขับในสภาวะปกติ โช้คกับสปริงใหม่ สนองได้รวดเร็วและดีกว่ามากในการรับมือกับผิวถนนที่ไม่เรียบ อาการสั่นหรือโคลงตัวน้อยลง และทำให้อารมณ์ของ 3Door Hatch เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น สบายตัวขึ้นเมื่อต้องเดินทางไกล ไป กลับ เกือบๆ 600 กิโลเมตร
Mini Cooper S LCI 2023 ยังคงมีการควบคุมตัวถังที่ยอดเยี่ยม ความสมดุลที่น่ารักจาก ด้านหน้าไปด้านหลัง การบังคับเลี้ยวเพื่อการสื่อสารกับคนขับอย่างตรงไปตรงมา พวงมาลัยไวและคม การตอบสนองในโหมด Sport ซึ่งทำให้การจัดการทั้งหมดน่าพึงพอใจมากขึ้น ส่วนการตั้งค่าโหมดมาตรฐานเหมาะกับการขับแบบผสม เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า หากไม่มีการตั้งค่าส่วนบุคคลที่กำหนดค่าได้ หมายความว่าคุณต้องให้ Mini อยู่ในโหมด 'กลาง' เพื่อให้บังคับเลี้ยวได้ดีที่สุด แต่นั่นจะทำให้เสียการตอบสนองของคันเร่งที่คมชัดกว่า ส่วนเสียงคั่วป๊อปคอร์นที่เคยมีก็หายไป ทำให้ความเร้าใจลดลงโดยไม่จำเป็น การปรับแต่งล่าสุดนั้นดีขึ้นเกือบทุกจุด แต่ยังมีเสียงรบกวนจากผิวถนนที่ยางวิ่งผ่าน การเก็บเสียงที่ไม่ค่อยดีทำให้ได้ยินเสียงยางอย่างชัดเจน แต่ลืมเรื่องเสียงรบกวนแล้วสนุกไปกับโหมด Sport กันดีกว่า นั่นเหมาะกับการขับอย่างเพลิดเพลินในย่านความเร็วเดินทาง มันน่ารัก กวนโมโหรถคันอื่นด้วยการมุดที่เฉียบขาด และห้อตะบึงได้ทั้งวันตราบเท่าที่ยังคงมีปั๊มน้ำมันรอคุณอยู่บนทางผ่าน ....
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/