ถ้าเป็นเมื่อก่อน Tesla Model S Long Range ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานระยะไกล แต่ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ในเทกซัส (ย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่ออสตินเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2564) กำลังเพลิดเพลินกับการขายของให้กับคนจีน Mercedes-Benz เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างเงียบๆ แต่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่จะพาคุณไปได้ไกลที่สุดเมื่อชาร์จไฟจนเต็ม !

...

EQS ใหม่น่าจะได้รับรางวัลด้านความลู่ลม การตกแต่งภายในยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัลด้านประสิทธิภาพการใช้งานระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ด้วยจอแสดงผลแดชบอร์ดแบบพาโนรามาและการตกแต่งที่หรูหราตามสไตล์เรือธงไฟฟ้าของแบรนด์ตราดาว สำหรับการจัดอันดับ WLTP อย่างเป็นทางการนั้น EQS450+ สามารถวิ่งได้ไกลถึง 729 กิโลเมตร นี่คือยานไฟฟ้าตัวพ่อรุ่นพื้นฐาน EQS 450+ AMG Premium มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ที่จุไฟได้มากกว่ารถคู่แข่งอย่าง Audi e-Tron GT หรือแม้แต่ Porsche Taycan และ Teala Model S แม้จะมีอัตราเร่งตีนต้นเป็นรองคู่แข่ง แต่ความสามารถในการทำระยะทางมากถึงกว่า 700 กิโลเมตร กลายเป็นจุดแข็งที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพของการใช้งานยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในยุคแรก

ค่าตัวที่ยังไม่มีการเปิดเผย แต่คาดว่าน่าจะทะลุ 7 ล้านบาท ดังนั้นสเป็คพื้นฐานของรถ ต้องสัมพันธ์กับความต้องการของลูกค้า กันชนพลาสติกและขอบล้อลายซี่ถี่ที่ล้างโคตรยากแต่ล้อลายประหลาดมีผลต่อระบบอากาศพลศาสตร์ในด้านของความลู่ลม EQS มาพร้อมกับล้อโลหะผสมขนาด 21 นิ้ว ซันรูฟแบบพาโนรามา ไฟหน้า digital light LED ช่วงล่างถุงลมและหน้าจอสัมผัสกลางไฮเปอร์สกรีนที่บ้าคลั่งเอามากๆ ขนาดความกว้างของจอภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้คุณสามารถสร้างโรงภาพยนตร์จำลองในรถได้อย่างสบายๆ 

...

...

EQS 450+ AMG Line กับสมรรถนะในการขับทางไกล เป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่ผมหรือคุณก็สามารถขับมันจากกรุงเทพไปยังหัวหินหรือเขาใหญ่กับครอบครัวพร้อมสัมภาระเต็มคันในช่วงสุดสัปดาห์และกลับมาได้โดยสวัสดิภาพแบบไม่ต้องแวะชาร์จ!! แม้ว่าคุณจะต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อรักษาระดับของพลังไฟในแบตฯก็ตาม การวิ่งทางไกลในรถไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงด้วยความเร็วต่ำแม้จะน่าเบื่อแต่ก็มีความปลอดภัยและถูกต้องตามกฏหมายควบคุมความเร็ว! แน่ใจได้เลยว่า เจ้าของใหม่ใน EQS เป็นพวกเท้าหนักแทบจะทุกคน Mercedes-Benz EQS ใหม่ ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในการวิ่งระยะไกล ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 108kWh ซึ่งทำให้รถรุ่นนี้มีน้ำหนักตัวพุ่งสูงถึง 2.5 ตัน คนของแบรนด์ตราดาวกล่าวว่า คุณสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ตั้งแต่ 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลาเพียงแค่ 31 นาที เท่านั้น ด้วยเครื่องชาร์จเร็ว 200kW แต่ถ้าคุณชาร์จผ่านไฟบ้านตรงๆโดยไม่ผ่านเครื่องชาร์จเร็ว DC หรือแม้แต่ Wall Box คุณจะต้องใช้เวลาชาร์จถึง 36 ชั่วโมงกว่าจะประจุพลังงานไฟฟ้าจนเต็ม เนื่องจากความใหญ่และความจุของแบตเตอรี่รุ่นใหม่นั่นเอง การชาร์จด้วยไฟ 125kW รอนานนิดนึงประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะได้ไฟ 80% มาทำระยะทางได้อีก 600 กิโลเมตร

...

เมื่อพูดถึงคู่แข่งระยะไกลพิเศษ Model S ที่ปรับโฉมแล้วที่มีงานประกอบภายในไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว หากคุณต้องการรถ "ของจริง" ที่สามารถซื้อ "ตอนนี้" ได้ คุณจะต้องเลือกรถที่มีช่วงการชาร์จที่สั้นกว่า และทำระยะทางได้ไกลมากพอที่จะวิ่งไปถึงจุดหมาย BMW iX ระยะทาง 500 กิโลเมตรนั้นไกลมาก แต่ก็ยังใกล้กว่า EQS450+ ที่เบ่งบานระยะทางได้สุดกว่าเห็นๆ ระยะทาง 500 กิโลเมตรของบีเมอร์ อาจไม่น่าประทับใจเท่า Mercedes ที่วิ่งได้เฉียดๆ 700 กิโลเมตร และการตกแต่งภายของ iX ที่ดูแตกต่างไปจากความไฮเปอร์ของ EQS ระบบส่งกำลังไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าประทับใจจะทำให้คุณยืดระยะทำการได้ไกลกว่าแบรนด์ตราใบพัด นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสาระบันเทิงขนาดใหญ่ยักษ์ที่ใช้งานได้ไม่หมด ในจุดนี้ EQS ยังเป็นรถที่ทำคะแนนได้สูงสุด 

Mercedes-Benz ออกรถยนต์ใหม่จำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีรุ่นไหนสำคัญต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์หรืออนาคตของแบรนด์มากไปกว่า EQS รถซีดานสุดหรูรุ่นนี้ ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Mercedes ที่จำหน่ายทั่วโลก และได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีในด้านหลักการอากาศพลศาสตร์ การวางแบตเตอรี่จากแพลตฟอร์มที่รองรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและความสะดวกสบายของโลกแห่งอนาคต! การสร้างเสียงจำลองเมื่อเลือกใช้โหมดขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน Sport Mode ให้เสียงที่ผ่านออกมาจากลำโพงคล้านเสียงของยานเอเลี่ยนที่กำลังเปิดฉากโจมตี เมื่อคุณพยายามใช้เวลาค้นหาเทคโนโลยีใหม่ใน EQS450 Plus รับรองได้เลยว่าออปชันในรถเรือธงรุ่นใหม่ของ Benz นั้นมีอะไรให้เรียนรู้แบบไม่จบสิ้น! พูดง่ายๆ ว่าบรรยายกันสามวันสามคืนก็ยังไม่หมด

EQS450 Plus มีมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวที่เพลาล้อหลัง ให้กำลัง 329 แรงม้าและแรงบิด 417 ปอนด์-ฟุต หรือ 565 นิวตันเมตร และเหมือนกับ ยานยนต์ EV ทั่วไป มันมีระบบส่งกำลังแบบ single speed transmission อัตราเร่ง 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.2 วินาที EQS450+ ไม่มีการเร่งความเร็วแบบทะลุมิติของ Porsche Taycan Audi RS GT e-Tron Tesla Model X หรือแม้แต่ Volvo Polestar 2 แต่แรงบิดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นน่าพอใจและเหมาะสมกับขนาดและน้ำหนักของรถ เป็นรถคันใหญ่ตัวหนักที่ควบคุมได้ง่าย นอกจากนี้ยังมี 'ซาวด์สเคป' สองแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งเสียงผ่านลำโพงออกมาเพื่อสร้างความเร้าใจ วิศวกรของ Mercedes-Benz ไม่ได้พยายามเลียนแบบเสียงเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยใช้เสียงที่ทำให้ผมนึกถึงยานรบของพวกจักรวรรดิ์ในหนัง Starwar

การเร่งความเร็วอย่างจิ้ดไม่ใช่ประเด็นของ EQS รุ่น 450+ แต่อย่างใด หากคุณต้องการประสิทธิภาพที่มากขึ้น Mercedes แนะนำให้คุณเดินไปหยิบกุณแจของ EQS580 มอเตอร์คู่ที่มีกำลัง 516 แรงม้า หรือรุ่น AMG ที่แรงม้าของมอเตอร์บ้าคลั่งมากถึง 751 แรงม้า EQS450+ ไม่ใช่ Fastback ที่จัดจ้านในด้านอัตราเร่ง แต่แรงดึงที่หนักหน่วงเมื่อลงคันเร่งจนสุด แสดงออกถึงความคล่องแคล่วว่องไวที่ใช้ได้ของรถหนักสองตันครึ่ง แม้ว่าการบังคับเลี้ยวที่ล้อหลังแบบมาตรฐาน 10 องศา จะทำให้รถรู้สึกคล่องตัวมากกว่าขนาดและน้ำหนักที่แท้จริง จุดที่ EQS450 + มีความโดดเด่นก็คือความสงบและความสบายในการขับหรือนั่งโดยสาร นั่นมันเอกลักษณ์ของ new S-Class ชัดๆ! 

EQS มีระบบกันสะเทือนแบบถุงลม Adaptive Air Suspension หรือ Air Matic พร้อมแดมเปอร์แบบปรับได้ซึ่งมอบการขับขี่ที่ราบรื่นเป็นพิเศษ โดยได้รับความช่วยเหลือจากแก้มยางที่หนาขึ้น ห่อหุ้มล้อขนาด 21 นิ้ว 53.3 cm (9.5Jx21-inch H2 ET41.5) AMG multi-spoke light-alloy wheels aerodynamic optimised painted in high- gloss black with a high -sheen finish ยาง Goodyear EV ไซส์ 265/40R21 รถทดสอบสีน้ำเงินเข้มที่ดูเคร่งขรึม มันแพงและยังมีแค่คันเดียวในประเทศไทย ทำให้ผมเกิดความเครียดเวลาขับ เพราะถ้าชนขึ้นมา สื่ออีกนับสิบที่รออยู่ก็จะไม่ได้ขับ ล้ออัลลอยลายซี่ถี่ มีการออกแบบที่ปรับให้เหมาะกับอากาศ กระจังหน้ามีดาว Mercedes น้อยๆ อยู่หลายสิบดวง กระจกหน้ากว้างและค่อนข้างแบนจากองศาของเสาหน้าที่ถูกออกแบบให้รถมีความลู่ลมมากกว่า S -Class โหมดสปอร์ต ทำให้ระบบกันสะเทือนแข็งขึ้นและ EQS ดูดซับความไม่สมบูรณ์ของถนนในทุกรูปแบบแล้วส่งถ่ายออกมาเป็นความหนักแน่นและหนึบนุ่ม นอกจากนี้ เสียงลมและเสียงยางถูกผลึกอย่างแน่นหนา ทำให้เสียงแปลกปลอมจากภายนอกรถลอดเข้ามาภายในห้องโดยสารได้น้อยมาก การวิ่งด้วยความเร็วสูงที่เงียบเป็นพิเศษ กระจกที่ฉาบฉนวนกันความร้อน ระบบเสียงชั้นดี เบาะหนังนุ่มสบายพร้อมการตกแต่งภายในที่เต็มไปด้วยหนังกลับ Alcantara ในการเดินทางทดสอบระยะไกล บนถนนสายยาวเลียบภูเขาในแถบหมูสี มันให้ความรู้สึกเหมือน S580e ที่ไม่มีเครื่องยนต์

EQS 450 และ 450+ ทั้งสองเวอร์ชันใช้แบตเตอรี่ขนาด 107.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยที่ Plus ในชื่อรุ่นของ EQS450 เพิ่มระยะทางการใช้งานให้ไกลมากกว่าเดิม ในอนาคต EPA ประมาณการช่วงระยะทำการที่ 600 กิโลเมตร สำหรับ EQS450 ซึ่งใกล้จากการประมาณการเบื้องต้นของ Mercedes แต่มันเป็นเรื่องที่แตกต่างในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยการชาร์จไฟ 70% EQS จะแสดงระยะทางประมาณ 514 กิโลเมตร และถึงแม้จะชาร์จแค่ 20% แต่ก็ยังแสดงระยะทางที่วิ่งได้มากถึง 160 กิโลเมตร การใช้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพทำให้ EQS450+ ทะยานไปไกลถึง 680-700 กิโลเมตร ในย่านความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ความสามารถในการชาร์จของมันดีมาก วิศวกรของ Mercedes กล่าวว่า EQS450+ สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% บนเครื่องชาร์จ DC แบบเร็ว 110 กิโลวัตต์ ในเวลาเพียงแค่ 31 นาที ในขณะที่เสียบเข้ากับเครื่องชาร์จติดผนัง 240 โวลต์จะใช้เวลาน้อยกว่า 12 ชั่วโมงในการเปลี่ยนจาก 10% เป็นการชาร์จเต็ม 100% แต่ EQS สามารถรองรับการชาร์จได้มากถึง 200 กิโลวัตต์ โดย Mercedes อ้างว่าสามารถชาร์จได้ระยะทาง 290 กิโลเมตร ในเวลาเพียงแค่ 15 นาที และเมื่อเสียบเข้ากับเครื่องชาร์จเร็ว DC ขนาด 150 กิโลวัตต์ คุณจะได้ไฟจาก 13% เป็น 60% ใน 20 นาที เพิ่มระยะทางเป็น 334 กิโลเมตร ถึงที่หมายอย่างแน่นอนที่สุด ด้วยเวลาของการชาร์จไฟเร็วสุดๆ 

เหตุผลใหญ่ที่ทำให้ EQS มีระยะทำการที่ไกลขนาดนี้ เป็นเพราะหลักแอร์โรไดนามิกส์ท่ีถูกต้อง มันลื่นไหลมากเป็นพิเศษ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำสุดๆ และน่าจะต่ำที่สุดในโลกด้วยซ้ำ คนที่ชอบรูปลักษณ์ของ EQS อย่างแท้จริงก็คือ คนที่กำลังเปลี่ยนจากรถเครื่องสันดาปไปเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า สไตล์ที่โฉบเฉี่ยวบนเรือนร่างที่พลิ้วไหว EQS มีรายละเอียดเจ๋งๆ อยู่เต็มไปหมด เช่น 'กระจังหน้า' ลายดาวและไฟท้าย LED รูปทรงเกลียว สีน้ำเงินเข้มไม่ใช่สีที่ดีที่สุดสำหรับ EQS อย่างแน่นอน และชุดแต่ง AMG Line ก็ทำให้มันดูเอาจริงเอาจังมากกว่าเดิม ช่องรับอากาศขนาดใหญ่ในชุดกันชน AMG แนวหลังคาที่โค้งลงไปยังส่วนท้ายอย่างสวยงาม โดยภาพรวม EQS ทำให้นึกถึงรถต้นแบบในช่วงปี 2000

ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าคันนี้ สร้างขึ้นจากแพลตฟอร์มสถาปัตยกรรมไฟฟ้าของ Mercedes-EQ ด้วยรูปแบบที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป ปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity รวมกับ Progressive Luxury สะท้อนให้เห็นในพื้นผิวที่ไหลลื่นสุดๆ การปรับให้รถมีรอยต่อที่น้อยลง โดยใช้การออกแบบในลักษณะไร้รอยต่อ ด้านหน้าถูกควบรวมกับกระจัง 'Black Panel' ไฟหน้านวัตกรรมใหม่ ดิจิทัล ไลต์ เชื่อมต่อด้วยแถบไฟและกระจังหน้าสีดำแบบมีมิติภายใน กระจังหน้า Black Panel มีดาว Mercedes อยู่ตรงกลางและมีรูปแบบดาวสามมิติอยู่ภายใน กระจังที่มีดวงดาว Mercedes-Benz Star นี้ถูกใช้กับ EQS AMG Line Exterior นำมาจากดาวดั้งเดิมของ Daimler- Motorengesellschaft ซึ่งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในปี 1911

สไตล์ 4 Door Coupe ถูกนำมาปรับใช้เพื่อทำให้รูปลักษณ์ของ EQS มีความโฉบเฉี่ยวและไหลลื่น ด้านหน้ามีส่วนผสมของรถหลายรุ่น ส่วนตัวถังด้านข้างคล้ายกับ CLS และ GT 4 Door เสาหน้าที่ลาดเอียง ส่วนกลางของหลังคาที่ค่อยๆ ลดระดับความลาดเอียงลงไปยังส่วนท้าย ไฟหน้าแบบใหม่พร้อมระบบอัตโนมัติที่ฉลาดและส่องสว่างได้ไกลมากกว่า 600 เมตร ไฟท้ายแบบเชื่อมติดกันด้วยแถบไฟ LED ล้ออัลลอยลายซี่ถี่ขนาด 22 นิ้ว นอกจากความงดงามของรูปทรง EQS ยังติดตั้งระบบช่วยขับกับซอฟต์แวร์ส่วนบุคคลเพื่อควบคุมการทำงานมากถึง 50 ระบบ รองรับการอัปเดตผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แบบ Over The Air แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนแบบใหม่ ระบบอินโฟเทนเมนท์เวอร์ชันล่าสุด สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ถึง 27 ภาษา เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าของระบบสื่อสารแบบไร้สาย โครงข่ายประสาทไฟฟ้าของรถต่อกับระบบขับอัตโนมัติ Autonomous เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดของคนขับและผู้โดยสาร

Mercedes-EQS450+ AMG Premium มีขนาดความยาว 5,216 มิลลิเมตร กว้าง 1,926 มิลลิเมตร สูง 1,512 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,210 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหน้า 1,667 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหลัง 1,682 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 134 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2,480 กิโลกรัม ล้ออัลลอยลายซี่ถี่ขอบ 21 นิ้ว ขนาด 9.5Jx21 ET 41.5 ยาง Goodyear EV ไซส์ 265/40R21 105H

ระบบรองรับแบบ Air Matic ที่ Mercedes+EQ พัฒนาร่วมกับค่าย Bilstein เป็นช่วงล่างแบบถุงลมซึ่งเข้ามาแทนที่สปริงแบบโลหะ การทำงานขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของลมในระบบ ถ้าระบบอัดลมมากขึ้น สปริงลมจะแข็งขึ้น และถ้าความหนาแน่นของลมน้อยลง รถก็จะนุ่มนวลขึ้น Air Matic สามารถปรับเปลี่ยนระดับความสูงของตัวรถได้สามระดับ ทั้งปรับให้สัมพันธ์ไปกับความเร็ว และโหมดของการขับเคลื่อน การปรับเปลี่ยนในลักษณะแปรผันต่อเนื่องตลอดเวลา ระบบ Air matic รุ่นใหม่ ทำงานอย่างเนียนจนคนขับและผู้โดยสารไม่สามารถรับรู้ถึงการทำงานที่ต่อเนื่องตลอดเวลา ช่วงล่างแบบถุงลม Air matic เชื่อมต่อกับ ADS+ หรือ Adaptive Damping System+ โช้คอัพถุงลมไฟฟ้าในล้อแต่ละข้าง ทำงานเป็นอิสระตามสภาพของผิวถนน ในโหมด Comfort ช่วงล่างจะปรับระดับความสูงอัตโนมัติลง 10 มิลลิเมตร เมื่อความเร็วทะยานผ่าน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยระบบจะปรับความสูงให้ลดลงอีก 10 มิลลิเมตร เมื่อความเร็วสูงมากกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดแรงต้านทานอากาศและลดค่า CG เมื่อเลือกใช้โหมด Sport ระบบรองรับแบบถุงลมจะลดความสูงลงทันที 20 มิลลิเมตร ผู้ขับสามารถปรับยกความสูงเพิ่มเติมได้ 25 มิลลิเมตร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารตอนหลังก้าวออกจากรถได้อย่างสะดวก และเมื่อขับใช้ความเร็วเกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบยกความสูงจะยกเลิกการทำงานแล้วปรับเข้าสู่ความสูงที่มีความเหมาะสมกับโหมดขับเคลื่อน และสปีดความเร็วที่ใช้ในขณะนั้น

โครงสร้างของตัวถังและแชสซีเป็นแบบ Hybrid Structure มีการนำวัสดุมาผสมกันทั้งเหล็ก อะลูมิเนียมและพลาสติกสังเคราะห์ แชสซีทำจากเหล็กกล้าทนแรงเค้นสูง ส่วนประกอบอื่นบนตัวถังมีการผสมผสานกันระหว่างวัสดุน้ำหนักเบา ทั้งอะลูมิเนียมและพลาสติกรีไซเคิล เช่น ฝากระโปรงอัลลอย ทั้งหน้าและหลัง แก้มข้างกับบานประตูทั้งสี่ คานรับแรงกระแทกบริเวณด้านในของกันชนหน้าและหลัง ซัปเฟรมในจุดต่างๆ มีการเชื่อมต่ออย่างแม่นยำ หนาแน่นและแข็งแรงเพื่อลดอาการบิดตัว หากไม่สนใจในเรื่องของการเลือกวัสดุเพื่อลดน้ำหนัก คาดว่า น้ำหนักตัวของ EQS จะพุ่งจนถึง 3,000 กิโลกรัมอย่างแน่นอน เนื่องจากแบตเตอรี่มีขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ระยะการใช้งานไกลมากกว่า 650-700 กิโลเมตร แบตฯวางอยู่บนพื้นรถ มีน้ำหนักเฉียดๆ 1 ตันเลยทีเดียว

แพลตฟอร์ม Mercedes-Benz MEA ออกแบบสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตของแบรนด์ตราดาว ทั้งตัวถังซาลูนและเอสยูวี รถรุ่น 450+ ใช้มอเตอร์เดี่ยวตัวเดียวขับเคลื่อนล้อหลังโดยวางตำแหน่งมอเตอร์เอาไว้เหนือเพลาขับหลัง ชุดมอเตอร์ไฟฟ้า eATS Electric Powertrain แบบ PSM หรือ permanently excited synchronous electric motors แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 107.8 Kwh Charge Power 11 kW AC Charge Time (0->640 กิโลเมตร ) จากไฟบ้านปกติไม่ผ่าน Wallbox นาน 11 ชั่วโมงกับอีก 45 นาที ส่วนการชาร์จเร็วแบบอัดประจุไฟเต็มที่ Fastcharge Power (max) 200 kW DC ใช้เวลาประมาณ 32 นาที ได้ไฟฟ้ามาใช้ 80% สำรองระยะทาใช้งานมากถึง 512 กิโลเมตร Mercedes-EQS 450+ เมื่อชาร์จไฟจนเต็ม 100% จะทำระยะทางได้ 690-729 กิโลเมตร (ที่ความเร็ว 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ตัวเลขสมรรถนะ มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวมีกำลังสูงสุด 245 กิโลวัตต์ หรือ 333 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ 565 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหลัง เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 210-216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ระบบความปลอดภัย ออกแบบตามหลักการของ Integral Safety โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ เช่นเดียวกับ Mercedes อื่นๆ EQS จึงมีห้องผู้โดยสารที่แข็งแกร่ง โซนป้องกันการเสียรูปแบบพิเศษ และ PRE-SAFE® รวมถึง PRE-SAFE® Impulse Side ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จากความจริงที่ว่า EQS นั้นใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้า ทั้งหมดยังเปิดโอกาสสำหรับการติดตั้งระบบความปลอดภัยแบบใหม่ที่ใช้พื้นที่ในจุดที่เหมาะสม หมายความว่า EQS สามารถเลือกตำแหน่งที่มีความปลอดภัยสำหรับการติดตั้งแบตเตอรี่ เช่น ในบริเวณที่มีการป้องกันการชนใต้ท้องรถ และเนื่องจากไม่มีบล็อกเครื่องยนต์ขนาดใหญ่บนรถ พฤติกรรมในการชนด้านหน้าจึงสามารถจำลองสถานการณ์ในขั้นตอนของการทดสอบได้ดียิ่งขึ้น นอกจากการทดสอบการชนแบบมาตรฐานแล้ว ประสิทธิภาพของรถในสถานการณ์โหลดเพิ่มเติมต่างๆ ยังได้รับการทดสอบส่วนประกอบต่างๆ อย่างละเอียด โดยดำเนินการที่ศูนย์เทคโนโลยีความปลอดภัยของยานพาหนะ (TFS)

Distronic Plus เวอร์ชันล่าสุด ควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของรถ มีการเพิ่มเติม light detection and ranging บริเวณส่วนหน้าของรถ ผนวกการทำงานกับกล้องและเซนเซอร์รอบคัน มีชุดเซนเซอร์ที่คอยตรวจจับปริมาณของฝนที่ตก เพื่อปรับการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัวและระบบส่องสว่างแบบใหม่เมื่อขับท่ามกลางสายฝนในตอนกลางคืน ผนวกรวมกับการตรวจจับล้อ เบรก ระบบขับเคลื่อน และระบบบังคับเลี้ยว Mercedes-EQS มีเซนเซอร์รวม 350 ตัว ทำงานผ่านการควบคุมของซอฟต์แวร์ในระบบขับอัตโนมัติ Autonimous ส่วน Drive Pilot ทำหน้าที่ในระบบ Adaptive Cruise Control ตรวจสอบสิ่งกีดขวางและรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้าเพื่อความปลอดภัย Lider 1 ตำแหน่งและ Radars อีก 3 ตำแหน่ง ติดตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างโลโก้ดาว ปรับแต่งให้มีระยะทำการไกลและครอบคลุมส่วนหน้าของรถ หรือ front long range reader ใช้องศาในการสแกน 90 องศา ส่วน Radars อีกสองตัว เป็นตัวตรวจจับแบบ front multi mode reader ติดตั้งบริเวณมุมกันชนทั้งสองข้าง ทำหน้าที่สแกนแนวกว้าง ครอบคลุมส่วนหน้ามากถึง 130 องศา แน่ใจได้ว่า วัตถุต่างๆ ที่เคลื่อนที่หรืออยู่กับที่จะไม่รอดพ้นจากการตรวจจับของเรดาร์หลักทั้งสามแกน ส่วน front stereo multi purpose camera ซึ่งเป็นกล้องด้านหน้า ทำงานครอบคลุมพื้นที่ 70 องศา Rear multi mode Redar อีกสองตำแหน่งติดตั้งที่ส่วนท้าย ครอบคลุมการตรวจจับ 130 องศา สำหรับกล้องมองรอบคัน 360 องศา ใช้กล้องสี่ตัว แต่ละตัวมีชิ้นเลนส์คุณภาพสูง 180 องศา ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพจากมุมบน 360 องศารอบรถ พร้อมด้วย Ultrasonic Sensor 12 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 6 ตัวที่กันชนหน้า และ 6 ตัวที่กันชนหลัง ทำหน้าที่ในระบบจอดอัตโนมัติ Parking Sensor และยังเชื่อมโยงการทำงานกับ Autonimous Driving SAE Level 4 ตรวจสอบวัตถุในระยะ 1.2-4.5 เมตร รวมถึงยังสามารถสแกนในมุมกว้างถึง 120 องศาต่อตัวอีกด้วย

การนำทางด้วย Electric Intelligence ระบบนำทางแบบใหม่ที่ทันสมัย ทำหน้าที่วางแผนเส้นทางที่เร็วและสะดวกที่สุด รวมถึงการหยุดชาร์จโดยอิงจากปัจจัยต่างๆ ทำการคำนวณปริมาณไฟในแบตฯและตอบสนองต่อการจราจรติดขัดแบบไดนามิก หรือรูปแบบการขับที่เปลี่ยนไป คุณลักษณะเฉพาะของ EQS คือการแสดงภาพในระบบสาระบันเทิง (MBUX Mercedes-Benz User Experience) แสดงผลความจุและระดับของแบตเตอรี่ว่าเพียงพอหรือไม่ที่จะกลับไปยังจุดเริ่มต้นโดยไม่ต้องชาร์จ แสดงผลสถานีชาร์จตามเส้นทางที่ขับผ่าน การตั้งค่าในการคำนวณเส้นทาง ในขณะที่สถานีชาร์จบางสถานีสามารถเลือกหรือยกเว้นได้โดยคนขับ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการชาร์จโดยประมาณต่อการหยุดการชาร์จจะถูกคำนวณสำหรับคนขับในการชาร์จแต่ละครั้ง

ไม่เหมือนกับ S-Class หรือคู่แข่งอย่าง e-Tron GT และ Porsche Taycan เจ้า EQS มีฝาท้ายขนาดใหญ่ที่ด้านหลังและเปิดออกได้ด้วยมุมยกที่สูงสุดๆ พื้นที่เก็บสัมภาระมีขนาดใหญ่มาก เบาะหลังพับได้เกือบราบเรียบ แม้ว่าจะมีการกระแทกเล็กน้อยเมื่อเบาะนั่งมาบรรจบกับท้ายรถ ข้อเสียอย่างหนึ่งของประตูและหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาก็คือ การตัดส่วนท้ายของห้องโดยสารด้านหลัง เบาะหลังของ EQS มีพื้นที่วางขาในปริมาณที่ดีและการพับเบาะแบบราบได้ก็เป็นประโยชน์ แต่ผู้โดยสารที่สูงกว่าเสาไฟฟ้าอาจพบว่ากระบาลของตัวเองเกือบจะชนกับแผงหลังคา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นใน S-Class S580e เบาะนั่งด้านหลังแบบปรับไฟฟ้าพร้อมระบบทำความร้อน การระบายอากาศ และพนักพิงศีรษะที่นุ่มเป็นพิเศษทำให้คนนั่งรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลาย 

MBUX Hyperscreen ของ EQS เป็นไฮไลต์จอแสดงผลขนาดยักษ์ที่สมบูรณ์แบบที่เชื่อมโยงกับงานตกแต่งภายในได้อย่างกลมกลืนและสวยงาม หน้าจอมอนิเตอร์โค้งขนาดใหญ่นี้ ครอบคลุมจากเสาหน้าด้านซ้ายถึงขวา ดูเหมือนว่าหน้าจอสามตำแหน่งจะรวมเป็นหนึ่งเดียวเมื่ออยู่ใต้ฝาครอบกระจกเดียวกัน จอแสดงผล OLED ขนาด 12.3 นิ้วสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า มีพื้นที่แสดงผลและพื้นที่ควบคุมของตัวเอง ฟังก์ชั่นด้านความบันเทิงพร้อมระบบรักษาความปลอดภัย ตามระเบียบกฎหมายเฉพาะบางประเทศ Mercedes-EQ ใช้ตรรกะการทำงานที่ชาญฉลาดของกล้องภายใน หากกล้องตรวจพบว่าคนขับกำลังดูหน้าจอของผู้โดยสารด้านหน้า กล้องจะหรี่แสงบนจอภาพโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการเสียสมาธิของคนขับ ซอฟต์แวร์ที่ปรับเปลี่ยนได้ MBUX จะปรับระบบอินโฟเทนเมทน์ให้เข้ากับผู้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ และให้คำแนะนำส่วนบุคคลสำหรับระบบสาระบันเทิง ความสะดวกสบาย และฟังก์ชั่นต่างๆ ของรถ ด้วย zero layer แอปพลิเคชันที่สำคัญจะถูกนำเสนอในระดับบนสุด ภายในขอบเขตของการมองเห็นจากสายตาของคนขับเสมอ ทำงานขึ้นตรงตามสถานการณ์และบริบทของการขับเพื่อความปลอดภัย ระบบช่วยเหลือผู้ขับรุ่นล่าสุด มีฟังก์ชั่นช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบใหม่ เช่น การเตือน microsleep เพิ่มเติมจาก ATTENTION ASSIST โดยระบบ จะทำการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของเปลือกตาของคนขับ ผ่านกล้องบนจอแสดงผลของคนขับ (ใช้ได้เฉพาะกับ MBUX Hyperscreen) จอแสดงผลสำหรับคนขับจะแสดงการทำงานของระบบช่วยเหลือในการขับขี่ในมุมมองแบบเต็มหน้าจอที่เข้าใจได้ง่าย

การติดตั้งแผงหน้าปัดมาตรฐานของ EQS450 นั้นคล้ายกับของ S-Class ใหม่ โดยมีแผงหน้าจอสามตำแหน่งที่กว้างขวาง ซึ่งขยายความกว้างของห้องโดยสารให้ดูใหญ่โตเกินความเป็นจริง หน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว และคลัสเตอร์เกจมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่ปรับการแสดงผลได้อย่างหลากหลาย การออกแบบห้องโดยสารของ EQS แตกต่างจาก S-Class อย่างเห็นได้ชัด รูปทรงปีกของแผงหน้าปัด ช่องระบายอากาศสไตล์เทอร์ไบน์อันน่าทึ่งที่มุมทั้งสองข้างของแดชบอร์ดส่วนบน ช่องระบายอากาศบางเฉียบ พื้นที่เปิดโล่งมากมายใต้คอนโซลกลางสำหรับเก็บของกระจุกกระจิก และแผงประตูที่อุดมไปด้วยสวิชท์ปรับตั้งกระจก ม่านไฟฟ้าและเบาะนั่ง เป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นเรือธงที่จะต้องมีแผงประตูอลังการ การออกแบบห้องโดยสารของ EQS นั้นดูดีที่สุดในโทนสีอ่อน แม้ว่ารถทดสอบใช้หนังสีเทาที่นุ่มนิ่มนั่งสบาย วัสดุพวกไม้มีการเคลือบผิวป้องกันรอยขีดข่วน

รถทดสอบติดตั้งจอภาพ Hyperscreen แทนที่แผงหน้าปัดทั้งหมดด้วยแผงกระจก Gorilla Glass ขนาด 56 นิ้วขนาดใหญ่ที่มีจอแสดงผลสามแบบแยกกัน: แผงมาตรวัดขนาด 12.3 นิ้ว, หน้าจอสัมผัส OLED ส่วนกลางขนาด 17.7 นิ้ว และหน้าจอสัมผัส OLED ขนาด 12.3 นิ้วที่ด้านหน้าผู้โดยสารตอนหน้า หากแสงตกกระทบกระจกโดยตรง จะเห็นแสงสะท้อนเล็กน้อยและมองเห็นช่องว่างระหว่างหน้าจอได้ แต่การออกแบบให้รอยต่อในจอภาพ Hyperscreen เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของ EQS และเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างแท้จริง การออกแบบระบบปฏิบัติการ MBUX ไม่ว่าคุณจะเปิดเมนู แอพ หรือการตั้งค่าใด หน้าจอหลักก็อยู่ห่างออกไปเพียงแค่แตะสั่งงานครั้งเดียว และระบบควบคุมสภาพอากาศภายในห้องโดยสาร จะอยู่ในแถบที่ฐานของหน้าจอเสมอ แผนที่การนำทางขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เป็นหน้าจอหลัก โดยมีวิดเจ็ตลอยตัวจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นที่มุมต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเปิดอะไรไว้ เช่น ดนตรีหรือเครื่องนวดที่นั่ง คุณลักษณะการนำทางที่เติมความเป็นจริงของ Mercedes นั้นยอดเยี่ยมบนจอภาพ Hyperscreen มันสามารถแสดงหน้าด้วยมุมมองของกล้องด้านหน้า ควบคู่ไปกับแผนที่จากบนลงล่างพร้อมการแจ้งเตือนทิศทาง ของแถมอีกอย่างของหน้าจอตรงกลางคือจอแสดงผลที่ใหญ่ที่สุดรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สาย

ฟีเจอร์มากมายถูกควบคุมผ่าน Hyperscreen ระบบนำทางออกแบบให้ใช้งานง่ายและรวดเร็ว เมื่อเริ่มมีความคุ้นเคยกับเมนูสั่งงานต่างๆ ต้องใข้เวลาเรียนรู้กันพอสมควร นอกจากนี้ยังมีเมนูโปรดที่กำหนดค่าได้และเก็บฟังก์ชั่นได้ทุกประเภท ระบบสั่งงานด้วยเสียง Hi Mercedes ก็คุ้มค่าที่จะถูกใช้เป็นประจำ มันสามารถจดจำเสียงได้หลายเสียง และรู้ว่าคุณกำลังนั่งอยู่ที่ไหน หากผู้โดยสารด้านหน้าพูดว่า "เปิดระบบการนวด" รถก็จะเปิดระบบนวดตัวสำหรับเบาะที่นั่งในตำแหน่งนั้น หน้าจอผู้โดยสารทำหน้าที่ได้หลายอย่าง ใช้กล้องติดตามการมอง แม้กระทั่งทำให้หน้าจอมืดลงเมื่อคุณจ้องมองมัน ผู้โดยสารสามารถดูข้อมูลการขับ เล่นเพลงของตัวเองผ่านหูฟัง ปรับระบบควบคุมอุณหภูมิ ตั้งค่าเส้นทางของระบบนำทาง และส่งไปยังหน้าจอตรงกลาง หรือแม้แต่เล่นเกมอย่าง Tetris จอแสดงผลสามารถปิดได้ทั้งหมด หรือตั้งค่าเป็นสกรีนเซฟเวอร์ได้หลายแบบ หนึ่งในนั้นมีลวดลายดาวแบบเคลื่อนไหวพร้อมรูปแบบที่ใช้แนวคิด Vision AVTR ด้วยหน้าจอที่ความสว่างสูงสุดและแสงโดยรอบในการตั้งค่าที่แหวกแนวสุดๆ การแสดงผลของ EQS จะดูกระจ่างตาและสว่างไสวแม้ในเวลากลางคืน

อย่างที่คุณคาดหวังจากรถยนต์ที่มีระดับเดียวกับ S-Class รถ Fastback EQS อัดออปชั่นเต็มเหนี่ยว มันมาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง คุณสมบัติมาตรฐานอื่นๆ ประกอบด้วยระบบเสียง Burmester 3D, ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารปรับได้ 64 สี, เบาะนั่งด้านหน้าแบบมีระบบทำความร้อนและระบายอากาศ, ระบบช่วยจอดรถด้วยกล้อง 360 องศา, พอร์ต USB-C จำนวน 6 พอร์ต, ระบบจดจำลายนิ้วมือ และชุดคุณสมบัติช่วยเหลือผู้ขับขี่เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop&go ระบบช่วยบังคับเลี้ยวล้อหลัง ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ระบบช่วยในการรักษาช่องทางเดินรถ และอื่นๆ อีกมากมาย และเมื่อพูดถึงการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ เมื่อคุณเปิดใช้งานคุณลักษณะนั้นในเวลากลางคืน ไฟหน้า ดิจิทัล ไลต์ รุ่นใหม่ล่าสุดของ EQS จะฉายลำแสงลงบนถนนเพื่อระบุว่ารถจะวิ่งเข้าและออกจากที่ใด เป็นการนำเทคโนโลยีการฉายภาพไฟหน้าแบบปราดเปรื่องมาใช้จริงครั้งแรกของ Mercedes และมันเจ๋งมาก ไฟหน้าพร้อมระบบอัตโนมัติแบบใหม่ มีกำลังในการส่องสว่างไกล 650 เมตร ทำงานได้ในทุกสภาวะแวดล้อม 

ระบบปรับอากาศและรักษาคุณภาพของอากาศภายในห้องโดยสาร ENERGIZING AIR CONTROL PLUS Mercedes-EQ กำลังใช้แนวทางที่ครอบคลุมในด้านคุณภาพอากาศใน EQS ระบบนี้ ใช้การกรอง ผ่านการตรวจจับของเซนเซอร์ ผ่านแนวคิดการแสดงผลของระบบปรับอากาศแบบดิจิทัล แผ่นกรอง HEPA (High Efficiency Particulate Air) มีระดับการกรองที่สูงมาก คอยดักจับอนุภาคละเอียด อนุภาคขนาดเล็ก ละอองเกสร และสารปนเปื้อนอื่นๆ ฝุ่น PM 2.5 ที่เข้าสู่ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสาร ตรวจจับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และกลิ่นต่างๆ และปรับให้ก๊าซปนเปื้อนลดปริมาณลงจนอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยด้วยแผ่นกรอง HEPA ที่ผ่านการรับรอง "OFI CERT" ZG 250-1 ในด้านการกรองดักไวรัสและแบคทีเรีย รวมถึงมลพิษที่เป็นอณูขนาดเล็ก ระบบควบคุมสภาพอากาศก่อนเข้าถึงห้องโดยสาร ทำให้อากาศภายในมีความสะอาดก่อนขึ้นรถได้อีกด้วย ระดับอนุภาคจากภายนอกและภายในรถยังแสดงอยู่ภายในระบบ MBUX สามารถดูรายละเอียดได้ในเมนูคุณภาพอากาศเฉพาะ เมื่อคุณภาพอากาศภายนอกลดต่ำและเต็มไปด้วยฝุ่น PM 2.5 ระบบนี้สามารถแนะนำให้ทำการปิดกระจกด้านข้างหรือสั่งงานซันรูฟให้เลื่อนปิดเองได้โดยอัตโนมัติ

ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® สำหรับการสัมผัสกับประสบการณ์รับฟังเพลงและเสียงการทำงานจำลองของระบบขับเคลื่อน ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อติดตั้งในยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ภาคขยายสองแบบ: Silver Waves และ Vivid Flux กำลังขับในภาคขยายสูงสุด 710 วัตต์ ประสบการณ์เสียงรอบทิศทางใน EQS ยังทำให้กระบวนทัศน์การรับฟังเปลี่ยนไป รวมถึงการแจ้งเตือนตำแหน่งของรถจากภายนอก ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โหมดขับเคลื่อน Sport เปลี่ยนจากเสียงวีดแหลมของมอเตอร์ให้กลายเป็นเสียงสังเคราะห์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโปรแกรมซาวนด์สเคปที่มีความหลากหลาย สามารถตั้งค่าอะคูสติกแบบเฉพาะตัวได้ เลือกเปิดหรือปิดเสียงได้โดยใช้จอแสดงผลส่วนกลาง สามารถปลดล็อก soundscape เพิ่มเติมได้โดยใช้เทคโนโลยี over-the-air (OTA) เสียงการขับแบบอินเทอร์แอคทีฟผ่านลำโพงของระบบเสียงภายในห้องโดยสาร จะเคลื่อนที่อยู่ภายในโลกเสมือนจริงของ Cockpit ผ่านลำโพงคุณภาพสูง 15 ตำแหน่ง จาก Burmester®

Mercedes-EQS450+ AMG Premium คือรถไฟฟ้าหรูในยุคเริ่มต้นที่มีความน่าใช้งาน แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ เบ่งระยะทางได้ไกลลิบ อารมณ์การขับ ถ้าไม่เน้นบ้าพลังก็แทบจะไม่แตกต่างไปจาก Mercedes-Benz S580e AMG Premium แต่ S580e ที่มีทั้งเครื่องและมอเตอร์ เป็นรถที่มีตีนต้นและความเร็วปลายเหนือกว่า EQS450+ ความทันสมัยและสะดวกสบายของรถอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม หนักแน่นและคล่องตัว ช่วงล่างนิ่มนวลจากการทำหน้าที่ของโช้คอัพถุงลม ระบบจัดสรรพลังงานไฟฟ้าทำหน้าที่ได้อย่างสุดยอด โหมดขับเคลื่อนที่หลากหลาย ครอบคลุมการใช้งานทั้งในเมืองและขับออกทางไกล ชาร์จไฟทิ้งไว้ทั้งคืนด้วย Mercedes-Benz Wall Box ระยะเวลา 12 ชั่วโมงกับการชาร์จแบบไม่รีบเร่ง คุณจะมีพลังงานไฟฟ้าที่ไปได้ไกลเกือบจะถึงเชียงใหม่ แวะชาร์จเร็วอีกทีด้วยตู้ไฟ 125 kW แค่ครึ่งชั่วโมงก็จะได้ระยะทาง 500 กิโลเมตร เหลือเฟือสำหรับการขับใช้งานระยะไกล รอแค่การนำ EQS มาประกอบในโรงงานที่ประเทศไทยช่วงปลายปี พร้อมการประกาศราคาอย่างเป็นทางการจาก Mercedes-Benz Thailand และเท่านั้นเองละครับ.


Mercedes-Benz EQS 450+ AMG Premium
Length 5,216mm
Width (including mirrors) 2,125mm
Height 1,512mm
Seats 5
Doors 4
Luggage Capacity (Seats Up) 610l
Gross Vehicle Weight 2,945kg
Wheelbase 3,210mm
Minimum Kerbweight 2,480kg
Max. Roof Load 100kg
Max. Towing Weight - Braked 750kg
Max. Towing Weight - Unbraked 750kg
Max. Loading Weight 465kg
Tyre Size Rear
Bluebird
Wheel Type
Petrol/CNG

Top Speed 130 Mph 210 km/h
0–62 mlie 0-100 km/h in 6.2s
Fuel Delivery Normally Aspirated
Fuel type Electric Motor
Transmission Automatic

Engine Power - BHP 333bhp
Engine Power - KW 245kW
Engine Power - RPM 11,544 rpm
Engine Torque - NM 568Nm
Engine Torque - LB·FT 419lb·ft
Drive Train Rear Wheel Drive

Turning Circle - Kerb to Kerb 11.9 m

AC charging speed (240v, 32A) 9.6 kW
AC charging time (10-100%) 11.25 hrs
AC charging connector type J1772
DC charging speed (480v, 300A) 200 kW
DC charging time (10-80%) 31 minutes
DC charging connector type Combined Charging System (CCS)
Electric range 350 mile

Automatic transmission Single-speed
Drive configuration Rear-wheel drive

Suspension
Adaptive, self-leveling 4-wheel multilink with AIRMATIC®
Steering type Rack-and-pinion with electromechanical power assist and 10-degree rear-axle steering

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/