ลองของหรูคู่ความแรง ทดสอบ MERCEDES-AMG CLS 53 4MATIC +

ข่าว

    ลองของหรูคู่ความแรง ทดสอบ MERCEDES-AMG CLS 53 4MATIC +

    ไทยรัฐออนไลน์

    26 ต.ค. 2564 10:00 น.

    เป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างมากในการทำรถซาลูนที่มีความสวยงาม ให้มีทั้งความสบายและความรุนแรงของพละกำลังควบคู่กันไป การปรับแต่งรถสองบุคลิกอย่าง CLS53 4Matic + เริ่มจากกำลัง 435 แรงม้า กับแรงบิด 520 นิวตันเมตร (แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ EQ Boost 250 นิวตันเมตร) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออย่างแหล่ม 4MATIC+ ระบบควบคุมการกระจายแรงบิด ช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL+ นั่นก็คือ Adaptive Air Suspension ที่ถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมดนั่นเอง ผลที่ได้รับก็คือ CLS 53 AMG เร็วพอที่จะไล่จี้ BMW M4 แบบสบายๆ เมื่อกดคันเร่งลงลึกในโหมด Comfort ความรู้สึกย้อนแย้งก็เริ่มเกิดขึ้นเมื่อคุณใช้โหมดธรรมดาสามัญในการขับเคลื่อนรถสปอร์ตสองบุคลิกคันนี้ แต่ดันทะลึ่งขับเร็ว เซนเซอร์ที่ตรวจจับการทำงานของคันเร่งไฟฟ้าพยายามสื่อสารกับ ECU ว่า ควรจะเปิดทุกสิ่งทุกอย่างตามที่คนขับต้องการ หลังจากนั้นแค่แวบเดียว เสียงเครื่องยนต์ที่เคยดังเบาๆ แบบสุภาพก็เปลี่ยนไปทันที CLS 53 AMG แตกต่างจาก CLS220d ราวฟ้ากับเหวในด้านของสมรรถนะ การเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ว่องไวกว่า พร้อมระบบ 4MATIC+ ที่มีประสิทธิภาพในด้านความเสถียร เปลี่ยนคาแรกเตอร์ของเจ้า CLS จากผู้บริหารระดับสูงที่ชอบทำตัวเงียบขรึมมาเป็นวัยรุ่นที่ชอบความท้าทายในด้านการประลองความเร็ว เป็นงานทางวิศวกรรมยานยนต์ที่คิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดโดยใช้เวลาในการพัฒนานาน 4 ปี

    CLS ทุกรุ่น จะอ้างอิงกับแพลตฟอร์มของ E-Class เสมอ สำหรับรถเจเนอเรชันที่ 3 เน้นความเป็นรถ Coupé 4 ประตู มากกว่าสองเจนฯ ที่ผ่านมา รุ่น 53 AMG มีรูปลักษณ์ที่เหมือนกับ CLS 220d แต่มีความรุนแรงในด้านของกำลังมากกว่า มันมาพร้อมกับเส้นโค้งรอบคันโดยเฉพาะฝากระโปรง แนวหลังคาและฝาท้าย ด้านข้างของตัวรถลื่นไหลพร้อมบานประตูแบบสปอร์ตที่ไม่มีการติดตั้งกรอบกระจก การทำตัวเป็นรถซาลูนทรงคูเป้พร้อมรูปลักษณ์ที่ไหลลื่น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการออกแบบ โครงสร้างหลักของ New CLS Coupé เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของวิวัฒนาการเชิงตรรกะ จากแนวคิดของการออกแบบ Sensual Purity เชื่อมโยงคนขับกับอุปกรณ์ภายใน ผสานกับกำลังของเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ระบบไฮบริดเสริม Mild Hybrid 48V และชุดส่งกำลัง 9G Tronic ที่มีประสิทธิภาพเชื่อมโยงกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4Matic+ 

    อุปกรณ์มาตรฐานภายนอกจากโรงงานของ Mercedes-Benz New CLS 53 AMG Coupé 4MATIC+ ประกอบในประเทศ ราคา 5,399,000 บาท ติดตั้งไฟหน้าแบบ Full LED เป็นระบบส่องสว่างที่มีประสิทธิภาพ ควบรวมเทคโนโลยีของระบบส่องสว่างแบบใหม่เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยของการขับตอนกลางคืนบนเส้นทางที่ปราศจากแสงไฟส่องถนน ไฟหน้าสามารถปรับตัวเองแบบอัตโนมัติเพื่อไม่ทำให้แสงไฟไปรบกวนรถคันอื่น ชุดไฟหน้า Multibeam LED เวอร์ชันล่าสุด พร้อมฟังก์ชันระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist) ปรับไฟหน้าตามการหักเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System) รูปทรงไฟหน้าแบบใหม่มีความคล้ายกับ Maserati ออกแบบให้ไฟหน้ามีเหลี่ยมมุมสอดรับกับเส้นสายบริเวณกระจังหน้า ฝากระโปรงและแก้มข้างเพื่อความกลมกลืน ด้านข้างตัวไหลลื่น กรอบประตูทั้ง 4 บานเดินเส้นอัลลอยสีดำ กระจกมองข้างแบบสปอร์ตพร้อมหลอดไฟเลี้ยว LED มือจับที่เปิดประตูสีเงิน ไฟท้ายมีรูปทรงคล้ายกับรถ Audi บั้นท้ายออกแบบได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะความดุดันของรุ่น 53 AMG ที่มีท่อระบายไอเสียทรงกลมฝั่งละสองท่อคู่ ส่วนไฟท้ายแบบใหม่ของ AMG CLS 53 ใช้หลอดไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยี Fibre Optic

    อากาศพลศาสตร์มีความสำคัญต่อการเคลื่อนที่และประสิทธิภาพของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Mercedes Benz CLS Coupé แม้ตัวถังจะมีขนาดใหญ่ แต่อากาศพลศาสตร์ที่มีความสำคัญ มีการปรับค่าแอร์โรไดนามิกที่ดีจากการออกแบบทรงโค้งของหลังคา ชิ้นส่วนด้านหน้าที่ลู่ลม จากการออกแบบกระจัง กันชน ช่องรับอากาศและไฟหน้า ทำให้ CLS เป็นซาลูนที่มีความลู่ลมสูง Mercedes Benz เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการออกแบบตัวถังที่เชื่อมโยงกับอากาศพลศาสตร์ AMG CLS 53 Coupé มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศอยู่ที่ 0.26 (Cd 0.26) เป็นผลลัพธ์จากการปรับปรุงรายละเอียดของตัวรถในขั้นตอนของการพัฒนา โดยจำลองรูปทรงด้วยคอมพิวเตอร์และทดสอบในอุโมงค์ลม แพ็กเกจที่มอบความสะดวกสบายแบบ Acoustic Comfort ด้วยการเก็บเสียงที่ดีเยี่ยม ความลู่ลมของ CLS ยังช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงอีกด้วย

    มิติตัวถังที่ใกล้เคียงกันของรถเก๋งไซส์กลางแนว Super Luxury Mercedes-Benz CLS 53 AMG มีขนาดตัวถังสูสีกับ Mercedes Benz E-Class แต่ใช้รูปลักษณ์ที่ปราดเปรียวเพรียวลม เพื่อกระตุ้นมุมมอง ทำให้อยากขับอยากครอบครองเป็นเจ้าของตัวหรูสาย AMG ในความแรงระดับกลางๆ คอยกวาดต้อนกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ตราดาวที่ชอบรถสปอร์ต 4 ประตู New CLS 53 AMG Coupé 4MATIC+ มีขนาดความยาวของตัวถัง 4,988 มิลลิเมตร ขนาดความกว้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1,890 มิลลิเมตร สูง 1,422 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ วัดจากดุมหน้าไปหลัง 2,939 มิลลิเมตร เปรียบเทียบกับ CLS รุ่นเดิมโฉมปัจจุบันที่มีความยาว 4,937 มิลลิเมตร กว้าง 1,881 มิลลิเมตร สูง 1,418 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,874 มิลลิเมตร จะเห็นว่า MercedesBenz New CLS 53 AMG Coupé รุ่นใหม่นี้ ยาวขึ้น 55 มิลลิเมตร กว้างขึ้นเล็กน้อย 9 มิลลิเมตร รวมถึงความสูงก็ยังมากขึ้นอีกนิด ฐานล้อยาวขึ้น 65 มิลลิเมตร โอเวอร์แฮงค์ที่มีการออกแบบให้สั้นกระชับมีส่วนทำให้เกิดความคล่องตัวเมื่อเลี้ยวกลับลำหรือถอยจอดในพื้นที่คับแคบ ล้ออัลลอยขอบ 20 นิ้วของ AMG เป็นล้อลาย 5 ก้านคู่รุ่นใหม่ที่ล้างทำความสะอาดได้ง่าย ยางสปอร์ตประสิทธิภาพดีจาก Michelin รุ่น Pilot Sport 4S ยางหน้าขนาด 245/35ZR20 ยางหลัง 275/30ZR20 

    งานตกแต่งภายในสไตล์รถผู้ใหญ่ยังคงมีมนต์ขลังสำหรับผู้บริหารเสมอ AMG CLS 53 AMG Coupé 4MATIC+ มีภายในที่เน้นความหรูหราคล้ายกับห้องโดยสารของ E-Class Coupé วัสดุและโทนสีภายในของ CLS 53 AMG Coupé สร้างบรรยากาศให้มีความน่าขับ โดยเน้นไปที่สไตล์ Sport ของ AMG  สะท้อนรูปทรงที่ไหลลื่นของภายนอก สำหรับการแสดงผลโดยรวมที่สง่างาม การออกแบบจะทำให้ความก้าวหน้าเหมือนคลื่นจากด้านหน้าไปที่ประตูด้านหลังและเปิดออกที่เสา B ในฐานะที่เป็นจุดเด่นใหม่ของบรรยากาศแสงสว่างช่องระบายอากาศที่เรืองแสงจะชวนให้นึกถึงกังหันของเครื่องบินเจ็ต เป็นครั้งแรกของสปอร์ตซาลูน CLS Coupé ที่กลายเป็นรถห้าที่นั่ง เมื่อต้องการขนสัมภาระเบาะหลังถูกออกแบบให้สามารถพับเก็บในรูปแบบ 40:20:40 เพื่อเพิ่มช่องเก็บสัมภาระขนาด 520 ลิตร คอนโซลกลางตกแต่งด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์ แดชบอร์ดและแผงประตูประดับประดาด้วยงานอะลูมิเนียมสีเงินพร้อมตำแหน่งของกรวยลำโพงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดสลับซับซ้อนและสง่างาม เข็มขัดนิรภัยสีแดง เบาะครึ่งหนังเดินเส้นด้วยหนังกลับ Alcantara ท่านั่งที่จัดวางมาดี โดยเฉพาะตำแหน่งคนขับซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของการใช้อุปกรณ์ 

    จอภาพมาตรวัดและจอภาพของระบบแสดงผลมัลติมีเดียขนาดความยาว 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ทำให้มาตรวัดและจอภาพมอนิเตอร์กลางมีขนาดที่ยาวเอาเรื่อง ความคมชัดของจอภาพมาตรวัด TFT (thin film transistor) instrument cluster กับจอแสดงผลกลางสั่งงานด้วยระบบสัมผัสติดตั้งระบบ MBUx แบบใหม่ล่าสุด ติดตั้งฟังก์ชันการใช้งานเสริมอีกเพียบ พร้อมกราฟิกการแสดงผลที่มีความคมชัดสูง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนมาตรวัดที่มีการแสดงผลอย่างหลากหลายเต็มไปด้วยรายละเอียดที่มากกว่าเดิม ไฟตกแต่งห้องโดยสาร Ambience lighting เป็นหลอดไฟ LED ปรับเฉดสีได้ 64 สี ช่วยสร้างบรรยากาศภายในเมื่อขับตอนกลางคืน โดยสามารถปรับสีสันได้ตามใจชอบ ปรุงแต่งบรรยากาศการขับขี่ตอนกลางคืนด้วยหลอด LED ที่เปลี่ยนสีได้ตามการปรับตั้ง ช่องระบายความร้อน พร้อมโมดูลสื่อสารและเชื่อมต่อ communication module with LTE / Mercedes me connect services

    AMG CLS 53 4MATIC+ มีงานตกแต่งภายในที่แตกต่างในด้านของรายละเอียด วัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในของรถรุ่นนี้ถูกเน้นหนักไปด้านอารมณ์พร้อมกับความหรูหราในสไตล์ของแบรนด์ตราดาว เบาะ AMG ปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ แผงคาร์บอนไฟเบอร์และงานอัลลอยสีเงินยวงประดับประดาอยู่บนแดชบอร์ด พวงมาลัย AMG ทรงสามก้านหุ้มด้วยหนังสองแบบมีรอบวงที่อวบอ้วนจับได้กระชับมือดีมาก ช่องแอร์แบบใหม่พร้อมหลอดไฟ LED ที่ตกแต่งอยู่ในช่องแอร์แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการเอาชนะรถดีๆ อย่าง BMW Series 6 Gran Coupe เครื่องเสียงชั้นดี Burmester High-End 3D Surround-Sound system ติดตั้งลำโพง 13 ตำแหน่ง กำลังขับ 590 วัตต์ ให้เสียงเพลงที่เล่นผ่าน USB / iPod/ bluetooth มีความคมชัดสมจริงและเต็มไปด้วยมิติของเสียงเบส เสียงกลางและความจัดจ้านของเสียงแหลมเป็นชุดเครื่องเสียง Burmester ที่ทำกรวยลำโพงได้สวยงามสมราคาค่าตัว 5.3 ล้านของมันอย่างที่สุด

    โหมดการขับเคลื่อน

    1-Silppley
    โหมดขับเคลื่อนบนผิวถนนที่เปียกลื่น เน้นการขับขี่แบบค่อยเป็นค่อยไปที่ช่วยให้การควบคุมทิศทางขณะฝนตกหรือผิวถนนเปียกแฉะ โดยลดการตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้า ระบบส่งกำลังจะดันอัตราทดขึ้นสู่เกียร์สูงเพื่อลดแรงบิดแบบฉับพลันทันทีที่อาจก่อให้เกิดอาการลื่นไถล

    2-COMFORT
    โหมดมาตรฐานเมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ทุกครั้งเจ้า CLS จะเข้าสู่โหมดนี้ COMFORT ออกแบบมาเพื่อการควบคุมและการตอบสนองด้วยค่าที่เป็นกลาง ใช้ขับทั้งในและนอกเมืองได้ดี คันเร่งไวกว่าโหมด Silppley แต่ยังเน้นความประหยัดสำหรับการขับใช้งานในชีวิตประจำวัน คันเร่งจะหน่วงลดลงจาก Silppley แต่ไม่ไวเท่า Sport ช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL+ แบบแอร์สปริงจะปรับให้โช้คอัพถุงลมมีความนิ่มนวลสำหรับการขับปกติ 


    3-SPORT
    พวงมาลัยตั้งรับการขับที่เร็วขึ้นด้วยน้ำหนักที่ค่อนข้างกระชับรัดกุม คันเร่งไฟฟ้าตอบสนองได้เร็วขึ้น เกียร์ 9G-Tronic คาอยู่เกียร์ 3-4-5 เพื่อเรียกแรงบิดนานเป็นพิเศษ AMG RIDE CONTROL+ จะปรับระดับความสูงให้ลดต่ำลง ปรับให้โช้คถุงลมแข็งขึ้นมาอีกนิดเพื่อทำให้ช่วงล่างสอดรับกับการขับเร็ว 

    4-SPORT+
    คันเร่งไฟฟ้ายังคงตอบสนองได้เร็วเหมือนกับ Sport Mode เกียร์คาให้ลากรอบในตำแหน่งเกียร์ 3-4-5 หรือชิฟเกียร์ลงเองอย่างเร็วเมื่อใช้เบรกหนักๆ บางจังหวะเกียร์เชนลงต่ำให้ถึง 2 เกียร์ ระบบรองรับ AMG RIDE CONTROL+ โดยเฉพาะโช้คถุงลมแบบ Air Suspension ปรับตัวเองให้ระดับความสูงเตี้ยลง การทำงานของแอร์สปริงจะอัดลมเข้าระบบจนทำให้แข็งขึ้น เพื่อการขับที่ต้องการการตอบสนองในระดับสูงสุดของทุระบบ รองรับการขับด้วยความเร็วสูงทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง  

    5-INDIVIDUAL
    เลือกปรับการตอบสนองแบบแยกย่อยของระบบต่างๆ เช่น เครื่องยนต์ เกียร์ พวงมาลัย และระบบรองรับหรือช่วงล่างได้ตามต้องการในรูปแบบของตัวเอง

    เครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ล่าสุดจาก AMG ที่ประจำการอยู่ในรถสปอร์ตรหัส 53 เป็นแบบแถวเรียง 6 กระบอกสูบ M256 อัดอากาศด้วยเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ เป็นเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงรุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ตราดาว ระบบ EQ Boost ใช้ไดสตาร์ตทำหน้าที่เป็นมอเตอร์สตาร์ตด้วย ISG มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 16 กิโลวัตต์ กับแรงบิด 250 นิวตันเมตร โดยวางแทรกอยู่ในชุดเกียร์ 9G-Tronic คอยเสริมแรงและรับหน้าที่ส่งกำลังไฟฟ้าไปหมุนปั๊มน้ำกับคอมเพรสเซอร์แอร์ ทำให้ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้สายพานหน้าเครื่องยนต์อีกต่อไป ช่วยลดกำลังที่สูญเสียไปกับแรงเสียดทาน ช่วยทำให้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงของ AMG มีขนาดที่สั้นลง เมื่อทำงานร่วมแกนกับระบบไฮบริดจิ๋วขนาด 48 โวลต์ E-Compressor หรือที่ Mercedes เรียกว่า EQ Boost ช่วยลดอาการรอรอบหรือเทอร์โบแลคได้ดี เมื่อกดคันเร่งเต็มที่ แรงบิดสูงสุดจะมาเร็วมากในเวลาแค่ 0.2 วินาที ตั้งแต่ยังไม่ถึง 2,000 รอบต่อนาที แรงบิดก็เทออกมาจนเกือบหมดแล้ว

    การป้องกันอาการเทอร์โบแลคหรืออาการรอรอบนั้น Mercedes-Benz ร่วมมือพัฒนากับค่าย Audi และ Bentley เพื่อปรับปรุงระบบ E-Compressor (EQ Boost) ถูกใช้เพื่อลดอาการรอรอบในเครื่องยนต์เบนซิน โดยทำงานร่วมกับ ISG ตัว eZV ประกบอยู่กับเทอร์โบที่ต่อเข้ากับท่อไอเสีย มันสามารถเร่งรอบการทำงานได้ถึง 70,000 รอบต่อนาที ในเวลาเพียงแค่ 0.3 วินาที ช่วยเพิ่มบูสให้กับเครื่องยนต์ในย่าน 1,000-3,000 รอบต่อนาที โดยไม่มีข้อจำกัดในด้านของรอบเครื่องยนต์และโหลด

    เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียงเทอร์โบคู่ รหัส M256 ใช้ฝาสูบแบบดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป DOHC 4 วาล์วต่อสูบ = 24 วาล์ว ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร 2,999 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 83.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 92.4 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.5:1 กำลังสูงสุดมากถึง 435 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร หรือ 52.98 กิโลกรัม/เมตร ในย่าน 1,800-5,800 รอบต่อนาที ระบบ EQ Boost Assist ทำงานร่วมกับ EQ Boost Starter Generator กำลัง 16 กิโลวัตต์ หรือ 22 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร หรือ 25.45 กิโลกรัม/เมตร แบตฯ ลิเทียมไอออนความจุ 48V เสริมอัตราเร่งด้วยการป้อนพลังงานไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ที่ฝังอยู่ในเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G-Tronic

    ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ all-wheel drive ชุดกระจายแรงบิด fully variable torque distribution เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 สูบ ทวินเทอร์โบหรือเทอร์โบคู่พร้อมชุดลดอุณหภูมิไอดีอินเตอร์คูลเลอร์ตัวนี้ สร้างกำลังได้มากถึง 320 กิโลวัตต์ หรือ 435 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร สมรรถนะของ CLS 53 AMG เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.7 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร อัตราการปล่อย CO2 200 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร CLS 53 Coupe 4MATIC + คือการผสมผสานการออกแบบที่เน้นบรรยากาศของรถสปอร์ตกับไดนามิกของการควบคุมในสไตล์ของแบรนด์ตราดาว บนแนวทางการปรุงแต่งจากสำนัก AMG จุดเด่นของเครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่ขนาด 3.0 ลิตร คือ ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์และคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า EQ Boost Assist

    ระบบส่งกำลัง หรือเกียร์ของ New CLS 53 AMG Coupé ใช้เกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อน 4 ล้อ 9G-Tronic With 4-MATIC+ พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ส่วนตัวเลขอัตราทดเกียร์ มีดังต่อไปนี้

    เกียร์ 1-5.35
    เกียร์ 2-3.24
    เกียร์ 3-2.25
    เกียร์ 4-1.64
    เกียร์ 5-1.21
    เกียร์ 6-1.00
    เกียร์ 7-0.86
    เกียร์ 8-0.72
    เกียร์ 9-0.60
    เกียร์ถอยหลัง (R) 4.80

    เสียงเครื่องยนต์ M256 ที่ถูกกระทำชำเราในรอบสูงครางออกมาให้ได้ยิน พร้อมกับเสียงพึบของท่อระบายท้ายตอนเปลี่ยนเกียร์ เมื่อลากรอบจนสุดในโหมด Sport + ความเร้าใจเริ่มจากวาล์วภายในระบบระบายไอเสียที่ถูกเปิดออกจนสุด เทอร์โบที่หมุนเร็วจี๋ส่งเสียงหวีดเบาๆ ผสมกับเสียงคำรามของเครื่อง AMG แบบ 6 สูบเรียง ซึ่งพ่วงด้วย Hild Hybrid 48V เพื่อลดภาระการทำงานของแบตเตอรี่หลัก หากยังนึกไม่ออกว่าเสียงของเจ้า 53 รุ่นนี้ดังยังไง ก็ลองไปเปิดฟังในยูทูบดูเอาเอง เป็นเสียงเครื่องยนต์ที่เพราะสุดๆ ในขณะที่กำลังเพลินกับการกดคันเร่งลากรอบเพื่อฟังเสียงการทำงานของขุมกำลัง AMG ความเร็วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสูงเกินไป CLS53 มีพลังงานในการเร่งความเร็วเหลือเฟือ อาจไม่จิ้ดเท่ากับ 63S ที่มีราคาแพงกว่ามาก แต่การขับด้วยความเร็วสูงก็สนุกสุดๆ แถมยังมีความสบายของระบบรองรับแบบแอร์สปริงที่คอยผ่อนสั้นผ่อนยาวยืดและยุบระบบรองรับเมื่อวิ่งผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบ น้ำหนักตัวรวมสัมภาระเฉียด 2 ตัน กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic + กับช่วงล่าง Adaptive Air Suspension ที่เรียกว่า AMG RIDE CONTROL+ ช่วยทำให้รถเกาะหนึบและเร่งทางตรงได้อย่างแน่วแน่ปราศจากอาการทอร์คสเตียร์ ความเงียบสงบแถวเขาโจด ถูกแทนที่ด้วยเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์จากฝีมือของคนบ้ารถแรงใน Affalterbach โทนเสียงทุ้มนุ่มลึกกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา นับเป็นวิธีการปลุกชาวบ้านร้านตลาดที่ค่อนข้างจะเสี่ยงต่อการโดนด่าอยู่เหมือนกัน 

    สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกหลงรัก CLS 53 ก็คือ ความเป็นรถของคนสูงวัย แต่ยังมีใจที่รักมอเตอร์สปอร์ต มันไม่ได้เหมือนกับรถแข่ง นั่งสบาย เงียบในโหมดที่เหมาะสมกับการขับในเมือง และห้าวหาญสุดๆ เมื่อขับเร็ว ตัวถังสีดำได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย ตามด้วยสีขาวที่เห็นได้น้อยกว่า มีเจ้าของ 53 บางคนเอาไปติดสติกเกอร์สีเทาด้าน หรือดำด้าน ก็ยิ่งทำให้รถดูดีขึ้นไปอีก สัญลักษณ์ Turbo 4Matic+ บ่งบอกถึงขุมกำลังที่มีระบบอัดอากาศและการขับเคลื่อนทุกล้อของมัน สปอยเลอร์หลังทรงตรูดเป็ดก็ดูดีโดยไม่จำเป็นจะต้องติดวิงหลังที่ดูเหมือนรถซิ่งวัยรุ่นมากเกินไป เป็นรถซาลูนของเศรษฐีที่ชอบความเรียบง่ายและความฉูดฉาด ซึ่งผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ในที่สุดผมก็าทะยานผ่านหุบเขาที่สลับซับซ้อนแถบองค์คต มุ่งตรงไปยังชายขอบของอำเภอศรีสวัสดิ์ โดยพยายามมองหาหลุมที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อเป็นการปกป้องล้อ AMG ขอบ 20 นิ้ว โค้งบนภูเขาเป็นจุดที่เบรกแสดงศักยภาพออกมาอย่างหมดเปลือก การพุ่งลงมาจากยอดเนินแล้วเจอเข้ากับโค้งเทออกด้านซ้ายทำให้เบรกถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง คนที่ครอบครอง CLS 53 บางคนที่ต้องการความสุดในด้านพลังของการหยุดยั้งมักจะเปลี่ยนเป็นเบรก AMG 6 พอต คาร์ลิปเปอร์สีแดงพร้อมจานเบรกเจาะรูระบายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เบรกเดิมๆ ก็เอาอยู่ แต่ก็ต้องเบรกเร็วกว่าเดิมเพื่อความปลอดภัย ประสิทธิภาพของเบรกแบบ 4 พอต ก็พอใช้งานได้ แต่ถ้าติดนิสัยไปไวกว่าคนอื่น ชอบเบรกหนักๆ ไม่ชอบเลียเบรก ก็ควรจะเปลี่ยนเบรกที่ใหญ่กว่าและสามารถรองรับการขับเร็วโดยเฉพาะการเอาลงไปอัดในสนามแข่งรถ  

    แน่นอนว่า AMG CLS 53 ไม่ใช่รถแข่ง แม้มันจะมีระบบกระจายและเฉลี่ยแรงบิดไปยังล้อหน้าและหลัง ซึ่งทำให้รถมีอาการที่เป็นกลางตอนขับเข้าโค้ง หักเลี้ยวมุมแคบได้ดี อัตราทดของพวงมาลัยไฟฟ้าถูกเซตมาในแบบรถผู้บริหารไม่ใช่รถซิ่ง แต่มันก็สามารถปรับเปลี่ยนความรู้สึกดังกล่าวได้ด้วยการเลือกใช้โหมดขับเคลื่อน สำหรับโหมดสูงสุด Sport + พอขับเร็ว พวงมาลัยจะหน่วงเพิ่มเพื่อไม่ทำให้รู้สึกเบาจนเกินไป บางโค้งที่เป็นโค้งต่อเนื่องก็หมุนพวงมาลัยจากซ้ายไปขวาได้อย่างแม่นยำ แป้น Paddle Shift ใช้งานได้ดี การมีถึง 9 เกียร์ทำให้รถมีอัตราทดที่ครอบคลุมในทุกสภาวะการใช้งาน โหมดสูงสุดจะคาอยู่เกียร์ 4-5 6 นานเป็นพิเศษเพื่อเรียกแรงบิดได้อย่างฉับไว เมื่อเบรกหนักๆ เกียร์จะเปลี่ยนลงต่ำให้เองโดยไม่ต้องไปวุ่นวายกับแป้นเปลี่ยนเกียร์ ผมลองลงเบรกอย่างหนักหน่วงก่อนมุดเข้าสู่หัวโค้งบนภูเขา เจ้า 53 ลดเกียร์ลงให้ 2 ตำแหน่ง จากเกียร์ 7 ลงมาที่เกียร์ 5 พร้อมๆ กับเสียงท่อท้ายที่คำรามออกมาเมื่อรอบตวัดขึ้นไปถึง 5,500 รอบต่อนาที เมื่อยังไม่สาแก่ใจก็เลยลองลดเกียร์ผ่าน Paddle Shift แต่ระบบป้องกันเกียร์กระจายเนื่องจากรอบเครื่องยนต์ไม่สัมพันธ์กับตำแหน่งเกียร์ไม่อนุญาตให้ผมลดเกียร์จาก 5 ลงไปที่ 3 อันนี้ถือว่าดี แต่ก็อย่าลืมดูแลเรื่องการเปลี่ยนถ่ายของเหลวหรือน้ำมันเกียร์ให้ดี เกียร์ที่ต้องรับแรงบิดมากๆ นั้นอาจมีอาการสึกหรอมากกว่าระบบส่งกำลังในรถที่ไม่ได้มีเรี่ยวแรงมากมายอะไร 

    หักพวงมาลัยกลับไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อยในอำเภอหนองปรือ โดยใช้เส้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากองค์คต ถนนไม่ค่อยเรียบแต่ปราศจากรถใดๆทั้งปวง ช่วยทำให้การทดสอบเจ้า CLS53 ผ่อนคลายลงไปได้เยอะ ผมลัดเลาะผ่านหุบเขาที่เรียงรายดักหน้าดักหลังอยู่รอบตัว ถนนเส้นนี้เป็นที่รู้กันดีถึงความเงียบและมีสองข้างทางที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันเขียวชอุ่มในช่วงปลายฤดูฝน น้ำในอ่างใกล้จะเต็มแล้ว จุดที่พวกนักตกปลาสามารถลงไปเหวี่ยงอุปกรณ์ก็โดนน้ำท่วมจนหมด ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากที่ครึ้มมาทั้งวัน CLS53 4Matic + มีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับทางขึ้นลงเขาบนถนนเส้นที่ยาวและคดเคี้ยวราวกับงูแบบนี้ แม้จะผ่านการอบรมขับขี่ปลอดภัยมาหลายสำนัก แต่การลดความเร็วเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จะต้องใส่ใจ ในอดีต คุณพ่อของใครบางคนเคยขับ Mercedes-Benz 280S ซึ่งต้องทรงตัวอยู่บนยางหน้าแคบราวกับริชแบรนด์ ท่ามกลางสายฝนและถนนที่พร้อมจะทำให้รถเกิดอาการลื่นไถล ฝนตก น้ำขัง กระจกฝ้าขึ้นเต็มมองแทบไม่เห็นกับปัดน้ำฝนที่ส่งเสียงดังราวกับหนูที่กำลังกัดกัน คุณพ่อของนักขับเหล่านั้นไม่เคยสิ้นหวังหรือท้อถอยกับรถตราดาว มาถึงศตวรรษที่ 21 กับรถ AMG ระดับกลาง ที่มีทุกสิ่งทุกอย่างคอยรองรับเพื่อความสบาย ทำให้การขับบนผิวถนนที่เปียกชื้นในรถ 435 แรงม้า ง่ายดายกว่าเดิมราวฟ้ากับเหว!  

    อัตราเร่งอันเกรี้ยวกราดของเครื่องเบนซินหกสูบเรียงเทอร์โบ ใน CLS 53 AMG เหมือนกับ AMG GT53 แต่มีราคาถูกกว่ามาก ความพิเศษที่มากกว่ารุ่นมาตรฐานในด้านพละกำลังและของแต่ง ท่านั่งขับที่แสนสบายใน CLS กำพวงมาลัยให้ดี ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป เกร็งต้นคอบ้างเพื่อต้านกับแรง G ในโค้ง จากนั้นก็ปล่อยให้ระบบต่างๆ ประสานงานกับขุมกำลังของเครื่องยนต์ อัตราเร่ง 0-100 ใน 4.5 วินาที บ่งบอกว่านี่คือรถซาลูน 4 ประตูสายแรงคันโต แต่เร่งความเร็วได้สูสีหรือดีกว่ารถสปอร์ตคันเล็ ขณะที่คุณกำลังตื่นตะลึงกับความเร็วที่มันมอบให้และชื่นชมว่า Mercedes-AMG สามารถทำรถแรงๆ ออกมาได้ดีเกือบทุกรุ่น แต่เบื้องหลังของทุกสิ่งใน CLS ที่คุณกำลังสัมผัสอยู่นี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น เพราะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC+ กำลังทำงานอย่างหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อขับเร็วขึ้นในโค้ง ใครก็ตามที่ขับรถเป็นจะรู้สึกได้ถึงแรงยึดเกาะมหาศาลที่ส่งตรงจากยาง ขึ้นไปที่โช้คอัพและสปริง แล้วถ่ายเทมายังแชสซีผ่านชุดบังคับเลี้ยวจนมาถึงข้อมือของคนขับ CLS 53 AMG พุ่งทะยานอย่างหนึบแน่น ปราศจากอาการแกว่งหรือส่ายไปมา ส่วนท้ายที่มั่นคงของมันยึดเกาะกับถนนได้ดีเท่ากับส่วนหน้า ให้ความรู้สึกมั่นใจในการทำความเร็ว เมื่อเลี้ยวในโค้งมุมแคบด้วยความเร็วที่เกินนิดๆ คุณจะรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของตัวรถที่หนักเอาเรื่อง ขณะที่ผมพยายามจะขับมันให้เกินขอบเขตข้อจำกัด และเมื่อกระชากออกตัวด้วยความเร็ว หน้ารถจะเบาขึ้นเล็กน้อยแต่พวงมาลัยยังคงมีน้ำหนักที่หน่วงมืออย่างชัดเจน การปรับหน่วงของชุดบังคับเลี้ยวขึ้นตรงกับสปีดความเร็ว พวงมาลัยแปรผันจะมอบน้ำหนักที่พอดีกับความเร็วที่ใช้ในขณะนั้น ทำให้ CLS 53 AMG เป็นซาลูนไซส์กลางตัวยาวที่ควบคุมได้ง่ายแทบจะไม่แตกต่างไปจาก BMW 540i xDrive รถคู่แข่งที่มีเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงเหมือนกัน แต่มีกำลังน้อยกว่าเจ้าตราดาวสายโหดรุ่นนี้พอสมควร

    แรงฉุดลาก 520 นิวตันเมตร ถ่ายเทจากเครื่องลงไปยังเกียร์ 9G Tronic เชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ชุดทอร์คคอนเวอร์เตอร์น้ำหนักเบา มีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 21 แรงม้า กับแรงบิด 250 นิวตันเมตร อยู่ภายในเกียร์ ชุด transfer case ที่ถ่ายแรงบิดไปยังล้อหน้า-หลัง มีจุดเชื่อมต่อกับตัวเกียร์ที่มีการออกแบบให้แข็งแรงมากกว่าเดิม เทอร์โบแบบใหม่ หมุนเร็วขึ้นในรอบต่ำแค่ 1,800 รอบต่อนาที ช่วยลดอาการรอรอบได้ดีในช่วงที่ต้องการออกตัวแบบฉับไว กดคันเร่งมันก็จะพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ท่อไอดีถูกออกแบบให้รับอากาศได้ดีขึ้นรวมถึงอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดกะทัดรัดที่มีประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิของไอดีได้ดีกว่าเดิม เบรกหน้าแบบ 4 พอต คาร์ลิปเปอร์ AMG พ่นสีเงิน โช้คอัพแบบถุงลมปรับระดับได้ ครีบรีดอากาศสร้างแรงกดส่วนท้ายในย่านความเร็วสูงติดอยู่กับฝากระโปรงหลัง ทุกสิ่งทุกอย่างทำงานได้ดีโดยยังไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เป็นการขับทดสอบทางไกลไปและกลับในวันเดียวที่ต้องนั่งขับกันทั้งวันเฉียดๆ 500 กิโลเมตร แต่ก็สั้นกว่าเส้นทางกรุงเทพฯ-สามร้อยยอด ที่มีความยาวไป-กลับ (รวมการวิ่งไปที่โลเกชันถ่ายภาพ) เฉียด 600 กิโลเมตร หรืออาจมากกว่านั้นถ้าเกิดอาการคันจนดันไปถึงกุยบุรี 

    AMG Performance 4MATIC+ all-wheel drive พร้อมชุดกระจายแรงบิด fully variable torque distribution รับหน้าที่จัดสรรแรงบิดไปยังล้อต่างๆ ผ่านเซนเซอร์ที่คอยตรวจจับลักษณะของการขับ แรง G การเร่งหรือเลี้ยว องศาของพวงมาลัยและสปีดความเร็ว ตัวเลขสมรรถนะของ CLS 53 AMG เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.5 วินาที เป็นอัตราเร่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวรถสปอร์ตกำลัง 400 แรงม้า ส่วนความเร็วสูงสุดถูกจำกัดเอาไว้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทั้งในและนอกเมืองเคลมมาที่ 8.7 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ขับจริงๆ ในเมืองกินเชื้อเพลิงประมาณ 9.7 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนนอกเมือง ถ้าขับเรื่อยๆ ไม่กดคันเร่งลงลึกบ่อยครั้ง อยู่ที่ 12.4 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 200 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร จุดเด่นของเครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่หกสูบเรียง เทอร์โบ 3.0 ลิตร คือ ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์และคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า EQ Boost Assist บอกเลยว่าแรงใช้ได้และขับสนุกมาก

    EQ Boost starter-alternator เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ EQ Boost เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบไฟ 48 โวลต์ ทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับรวมถึงการผสมผสานแรงบิดด้วยการทำงานของระบบไฮบริด ฟังก์ชันไฮบริดเพิ่มกำลัง 16 กิโลวัตต์ พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตร EQ Boost starter-alternator ทำให้แบตเตอรี่รุ่นเก่าที่มีกำลังไฟแค่ 12V กลายเป็นของโบราณ ช่วยทำให้เครื่องยนต์หกสูบรุ่นใหม่มีขนาดที่เล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์หกสูบรุ่นเก่า ระบบบำบัดก๊าซไอเสียติดตั้งอยู่ใกล้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวกรองอนุภาคแบบใหม่ที่ทำให้ค่าการปล่อย CO2 ลดลง

    ระบบไฮบริด 48V บนพื้นฐานของมอเตอร์สตาร์ตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแทนการต่อเชื่อมกับสายพานหน้าเครื่องยนต์ ระบบไฮบริดขนาดจิ๋วที่ประจำการในเครื่องยนต์เบนซินสูบเรียงแบบ 6 กระบอกสูบ ใน CLS450 และ CLS53 AMG มอเตอร์ไฟฟ้าไม่เพียงแค่นำพลังงานจากการเบรกมาแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จกลับไปยังแบตฯ ลิเทียมขนาด 48V เท่านั้น มันยังช่วยเพิ่มแรงบิดสำหรับการเร่งความเร็วในช่วงสั้นๆ เป็นการลดมลพิษจำนวนมาก จากเครื่องยนต์ที่จะพุ่งออกมาอย่างท่วมท้นทันทีที่ผู้ขับกดคันเร่งจนสุดเพื่อเร่งความเร็ว ระบบไฟ 48V ช่วยลดก๊าซพิษต่างๆ ในขณะเดียวกัน ค่า CO2 และตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองก็ยังลดลงตามไปอีกด้วย

    Mercedes-AMG ลงมือลงแรงแก้ปัญหาเดิมๆ ของเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลที่ชอบทำตัวสกปรกโสโครกจนได้เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 6 สูบเรียงที่สะอาดขึ้นมาก แถมยังปล่อยมลพิษต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา วิธีการดังกล่าวอาศัยการผสมผสานกันของหลายระบบที่มีอยู่แล้วโดยปรับให้ดีขึ้นไปอีกระดับ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเรคอินเจคชั่น หัวฉีดแรงดันสูง 2,500 บาร์ ร่วมกับระบบวาล์วแปรผันที่สามารถสั่งให้หัวฉีดทำการฉีดจ่ายเชื้อเพลิงได้หลายๆ ครั้งต่อการทำงานของเครื่องยนต์ในแต่ละรอบ โดยมีความแม่นยำสูงสุดจากการคำนวณของคอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมการทำงานใหม่หมด พร้อมๆ กับการฉีดเชื้อเพลิงอีกนิดหลังจากการเผาไหม้ เพื่อเร่งให้ตัวกรองอนุภาคไอเสียถึงระดับของอุณหภูมิที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการนี้มีความสำคัญต่อการลดมลพิษเนื่องจากตัวกรองอนุภาคไอเสียจะเริ่มแปรสภาพ NOx ได้ดีที่สุดเมื่ออุณหภูมิมีความเหมาะสม

    การใช้เครื่องกรองอนุภาคไอเสียแบบเร่งอุณหภูมิด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำหน้าที่ไปเร่งระบบกรองไอเสียให้ถึงอุณหภูมิการทำงานอย่างรวดเร็วในระหว่าง 250-400 องศาเซลเซียส ได้ภายในเวลา 30-40 วินาที ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอก ทำให้การแปรสภาพ NOx ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อุปกรณ์ดังกล่าว ช่วยควบคุมอุณหภูมิของตัวกรองอนุภาคไอเสียให้คงที่ไม่ร้อนจัดมากจนเกินไป แม้สภาพการจราจรจะคับคั่งติดขัด ปกติมักจะทำให้อุณหภูมิของตัวกรองอนุภาคเย็นลง ในขณะที่กำลังแรงบิดส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์เบนซิน 6 กระบอกสูบใน CLS53 AMG ได้มาจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่รับกระแสไฟมาจากแบตฯลิเทียมไอออน จึงไม่มีการสูญเสียหรือดึงพลังงานโดยไม่จำเป็นเหมือนระบบไฟ 12V แบบเก่า ไม่มีผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง มอเตอร์ไฟฟ้าของระบบไฮบริดจิ๋วขนาด 48V ที่ฝังในชุดเกียร์จะปลดปล่อยแรงบิด 250 นิวตันเมตร ประสานกับแรงบิดจากเครื่องยนต์ 520 นิวตันเมตร เร่งแซงแต่ละครั้งดึงหนักกระจายวายป่วงกันเลยทีเดียว ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลใน CLS 300d สาร AbBlue จะถูกฉีดเข้าไปในเครื่องกรองอนุภาคไอเสียที่ร้อนได้ที่แล้ว การออกแบบตำแหน่งที่ตั้งของมันทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องมีตัวมิกเซอร์ที่ติดตั้งแยกต่างหากให้รกรุงรัง เครื่องกรองอนุภาคไอเสียแบบเร่งอุณหภูมิได้นี้ช่วยลด NOx ลงจนแทบจะมีค่ามลพิษเท่ากันหรือเหนือกว่าเครื่องยนต์เบนซินที่มีความจุเท่ากันอีกด้วย!

    AMG RIDE CONTROL+ Suspensionระบบช่วงล่างที่ออกแบบโดย AMG บนพื้นฐานช่วงล่างแบบอากาศ Air Suspension แอร์สปริงพร้อมซอฟแวร์ที่ชาญฉลาด เข้ามาจัดการระบบรองรับเพื่อผ่อนสั้นผ่อนยาว เป้าหมายของมันก็คือ สร้างสภาวะที่สมดุลของการยึดเกาะกับถนน เพิ่มความนุ่มนวล ปรับระดับความสูงของรถ 3 ระดับโหมด Comfort จะนวลกว่าทุกโหมด เหมาะกับการขับใช้งานในสภาวะที่ต้องเจอกับผิวถนนที่ไม่สม่ำเสมอ หรือขับในเมืองที่ไม่ต้องการความรีบเร่ง สำหรับโหมด Sport แอร์สปริงจะปรับการทำงานให้สอดรับไปกับการทำความเร็ว ระดับความสูงจะลดลงเล็กน้อย เพื่อลดจุดศูนย์ถ่วง ช่วงล่างดูเหมือนจะแข็งขึ้นมาอีกนิด ส่วนโหมดสูงสุด Sport+ ระบบจะปรับระดับความสูงลงจนต่ำสุดสำหรับการขับเร็วทั้งบนไฮเวย์และในสนามแข่ง สัญลักษณ์รูปโช้คอัพที่คอนโซลกลางจะมีไฟสีแดงติดขึ้นมาสองตำแหน่ง แสดงว่า AMG RIDE CONTROL+ นั้น กำลังทำหน้าที่อย่างเต็มระบบ 

    เครื่องยนต์หกสูบเรียงเทอร์โบกับ Mild Hybrid 48V โดดเด่นในเรื่องของความนุ่มนวลในการเชื่อมต่อระหว่างแรงบิดที่ถ่ายเทลงไปยังล้อขับเคลื่อน ที่ 5,500 ยังมีรอบให้เล่นเหลืออีก 1,800 รอบต่อนาที ช่วงกำลังที่กว้างและตอบสนองได้ดีตั้งแต่รอบต่ำไปจนถึงรอบสูงสุด เกียร์ 9-G ลื่นไหลไร้รอยต่อ เนียนและเร็ว มันสามารถกระโดดข้ามเกียร์เพื่อปรับให้อัตราทดมีความเหมาะสมกับสปีดความเร็ว เสียงเครื่องยนต์ดับว่าดีมากๆ ไม่ดังจนแสบแก้วหู ออกมาในแบบครางทุ้มในรอบสูงซึ่งช่วยสร้างความเร้าใจในการเดินคันเร่งได้ดี ทำให้ซาลูนรุ่นนี้เหมาะกับการขับลากรอบในบางจังหวะ อัตราเร่งอยู่ในระดับกลางๆ ของกลุ่มรถที่มีกำลัง 400 แรงม้า ถือว่าทำได้ดีเมื่อเทียบกับขนาดของตัวถัง น้ำหนักรถและความเป็นซาลูนหรูที่ต้องบู๊ในบางโอกาส เมื่อลองเปลี่ยนเกียร์เอง ชุดควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบแมนนวลทำให้คุณสามารถลากรอบในโหมดสูงสุดจนถึงขีดแดงได้ตามที่ต้องการ แป้นเปลี่ยนเกียร์ตอบสนองได้เร็ว พร้อมระบบป้องกันการเปลี่ยนเกียร์ที่ไม่สัมพันธ์กับความเร็วเพื่อลดการสึกหรอของระบบส่งกำลัง ความสามารถของแชสซีทำให้ระบบช่วยทรงตัวไม่ต้องรับภาระกรรมมากจนเกินไป ส่วนการขับในย่านความเร็วต่ำ ตัวถังไม่ได้มีอาการโคลงเหมือนพวกตัวแรงอย่าง AMG 63S ที่ปรับช่วงล่างให้แข็งขืนราวกับรถแข่ง ทำให้นั่งไม่ค่อยสบายเท่าที่ควร 
    ประสิทธิภาพของการยึดเกาะและการถ่ายเทน้ำหนักเมื่อลดความเร็วอยู่ในเกณฑที่ดี ความสมดุลของ CLS53 ทำให้มันเป็นรถคันโตที่เข้าโค้งได้อย่างแนบแน่น เมื่อความเร็วในโค้งเกินไปนิด ESP จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ ส่งแรงบิดลงสู่ล้อหน้าและหลังอย่างอิสระ เบรกจับได้ดี แต่ไม่ได้แรงจนหน้าทิ่มเหมือนคาร์ลิปเปอร์สีแดงของ AMG เบรกที่ให้อาการดูดติดเท้าทำให้เบรกได้ลึกเท่าที่ต้องการ แต่พลังในการหยุดยังด้อยกว่าชุดเบรกคาร์บอนเซรามิกที่อยู่ใน AMG 63S สำหรับพวงมาลัยไฟฟ้าอัตราทดแปรผันของ CLS53 สื่อสารได้ชัดเจนและตรงไปตรงมา ระยะฟรีตรงกลางที่น้อยนิดทำให้เหมาะกับการขับเร็ว พวงมาลัยไม่ถึงกับไว มีน้ำหนักที่พอดี เมื่อขับเร็วก็จะหน่วงมือจนรู้สึกได้ พอลดความเร็วขับช้าลงพวงมาลัยจะปรับสมดุลให้เบาสบายข้อมือเหมาะกับรถสองบุคลิกที่ออกแบบให้นั่งเอนหลังแล้วขับแบบสบายๆในย่านความเร็วเดินทางปกติ  

    ล้อ 20 นิ้วกับยาง Pilot Sport 4S ชนะเลิศในด้านการยึดเกาะ ความสมดุลของรถที่ดีทำให้ CLS53 เป็นรถคันโตที่ขับได้ง่าย สไตล์และความสามารถของมัน รวมถึงอุปกรณ์ที่ให้มา ถือว่าสมราคาพอรับได้ เป็นรถที่เข้าโค้งได้อย่างนุ่มนวลและเร็วจี๋ มีความสปอร์ต ดุเดือดได้ตามที่ต้องการและมีความชัดเจนในตัวตน กินเชื้อเพลิงไม่มาก ขับเคลื่อนได้อย่างน่าทึ่งและมีงานประกอบต่างๆ ที่ประณีต เป็นรถแรงที่ขับได้ง่าย ไม่ฉูดฉาดมากจนเกินไป ถ้าคุณต้องการรถสี่ประตูที่มีประสิทธิภาพรอบด้าน Mercedes-AMG CLS 53 4Matic + คือคำตอบที่ดีพอๆ กับการซื้อ Porsche Panamera รุ่นต่ำสุดล่ะครับ.


    รายละเอียดด้านเทคนิค Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+
    เครื่องยนต์ เบนซินแบบแถวเรียง /6 สูบ พร้อม Biturbo และอินเตอร์คูลเลอร์
    ปริมาตรกระบอกสูบ 2,999 ซีซี.
    แรงม้าสูงสุด 320 กิโลวัตต์ 435 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที
    แรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร ที่ 1,800-5,800 รอบต่อนาที
    อัตราเร่ง 0-100 กม. /ชม. 4.5 วินาที
    ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ 250 กม./ชม.
    ความจุถังเชื้อเพลิง 66 ลิตร
    ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G transmission พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ตกแต่งแป้นเกียร์ด้วย
    Galvanised (Steering-wheel Gearshift Paddles)

    ขนาดล้อและยาง
    -หน้า 245/35 R20 michelin pilot sport 4S
    ขนาดล้อและยาง
    -หลัง 275/30 R20 michelin pilot sport 4S

    มิติตัวถัง กว้าง 1,896 มิลลิเมตร ยาว 4,996 มิลลิเมตร สูง 1,436 มิลลิเมตร

    ระบบความปลอดภัย Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+
    ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
    ถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่

    ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า
    ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่ง
    เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง
    โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP ® (Electronic Stability Program)
    ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control)
    ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system)
    ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist
    ไฟเบรกกะพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light)
    ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist)
    ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistance package
    ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC)
    ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist)
    ระบบรักษาระดับความเร็ว (Cruise control) และระบบจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC)

    ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator)
    ระบบเตือนแรงดันลมยาง (tyre pressure loss warning system)
    ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)
    ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist)
    เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC)
    กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง

    อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+
    ใบปัดน้ำฝนทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมเซ็นเซอร์วัดปริมาณน้ำฝน
    ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED
    ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System)
    ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light)
    ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist)
    ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน
    ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
    ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก
    กระจกมองข้างปรับระดับและพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า
    กระจกมองข้างด้านซ้ายปรับมุมเอนลงอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ถอย
    กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ
    กุญแจรีโมทคอนโทรล ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ สั่งการทำงานเปิด-ปิดของเซ็นทรัลล็อกและฝากระโปรงท้าย
    ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO
    ระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติไม่ต้องใช้มือ (HANDS-FREE ACCESS)
    หลังคาซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

    ระบบส่งกำลัง AMG Performance 4MATIC+
    ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (Air Suspension) พร้อมระบบควบคุม AMG RIDE CONTROL+ 
    AMG body styling (กันชนหน้า -หลังและสเกิร์ตข้าง)
    ปลายท่อไอเสียคู่แบบ 2 round twin tailpipe look
    ท่อไอเสียแบบ AMG Sport exhaust system
    สัญลักษณ์ AMG บนคาลิปเปอร์เบรก
    สปอยเลอร์ด้านหลังบนฝากระโปรงท้ายแบบ AMG Spoiler lip
    แผ่นรองกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง 
    ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 20" ตกแต่งด้วยสีดำ
    ชุดอุปกรณ์ปะยางฉุกเฉิน TIREFIT


    อุปกรณ์มาตรฐานภายใน Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC++
    ฟังก์ชัน ECO start/stop
    ระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT
    ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display)
    เบาะนั่งหุ้มหนังแบบ AMG nappa leather ตัดสลับ DINAMICA Microfibre
    เข็มขัดนิรภัยสีแดง
    เบาะนั่งคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ
    ระบบอุ่นเบาะ (เฉพาะเบาะคู่หน้า)
    เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังพับได้แบบ 40/20/40
    ด้านบนของคอนโซลหน้าและด้านบนของแผงประตูหุ้มด้วยหนัง
    พวงมาลัยแบบ AMG Performance steering wheel หุ้มหนัง nappa ตกแต่งด้วย AMG Cabon-fibre
    พวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า แบบปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ
    ม่านบังแดดด้านหลัง เลื่อนขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้า
    นาฬิกาแบบอนาล็อก
    ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2-zones
    ฟังก์ชันปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package)
    หน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpit
    ระบบ Audio 20 GPS พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว
    ระบบนำทาง (navigation system)
    ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay™ และ Android Auto
    ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth
    ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (wireless charging)
    ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad
    ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system
    ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี (Premium ambient lighting)
    กาบบันไดสเตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ AMG แบบเรืองแสง 
    ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      รถใหม่ข่าวรถทดสอบรถทดสอบรถใหม่Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+CLS 53อาคม รวมสุวรรณ

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 เวลา 04:17 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์