ไลฟ์สไตล์
100 year

ลองของหรู ทดสอบรุ่นปรับโฉม LEXUS LS500h EXECUTIVE PLEAT FACELIFT 2021

ไทยรัฐออนไลน์
28 ก.พ. 2564 10:00 น.
SHARE

ไม่น่าแปลกใจที่ Lexus สามารถสรรสร้างนวัตกรรมใหม่ในวงการยานยนต์อย่างต่อเนื่อง รถอย่าง Lexus CT200 ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริดเวอร์ชันเดียวกับ Prius ทำให้ระบบขับเคลื่อนของมันแข็งแกร่งทนทานใช้งานนานเป็น 10 ปี ส่วน Lexus LS400 รุ่นแรกสุดที่โผล่ออกมาในปี 1989 ก็ทำให้ Mercedses-Benz S-Class ต้องรีบยกระดับคุณภาพของงานประกอบและชิ้นส่วนภายในอย่างก้าวกระโดด BMW เองก็มีการปรับปรุงคุณภาพของงานภายใน เมื่อเจอเข้ากับตัวพ่อของพวกซามูไรที่ดูเหมือนจะไม่ได้มาแค่อวดอ้างระดับของความหรู LS เจเนอเรชันที่ 1 ถือเป็นเรือธงรุ่นแรกของ Lexus ซึ่งต่อมากลายเป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งของแบรนด์หัวลูกศร ส่วน RX ก็เป็นรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ที่ครองใจไฮโซในประเทศไทยมานานแสนนาน และกลายเป็นที่นิยมในกลุ่มคุณน้องคุณหนูผู้ดีมีเงิน แถมยังมีรถที่เล็กกว่า แต่หน้าตาคล้ายกันอย่าง NX มาเสริมช่องว่างทางการตลาด น่าเสียดายที่รถขับเคลื่อนล้อหลังขนาดกลางแสนดีอย่าง Lexus GS ต้องยุติสายการผลิตลงไป เหลือเพียงแค่ Lexus ES ซาลูนไซส์กลางขับเคลื่อนล้อหน้า ที่ขายดีในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักของแบรนด์หัวลูกศร ปัจจุบัน Lexus ยังมีรถครอสโอเวอร์ขนาดเล็กรุ่น UX ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบเบนซินไฮบริดและไฟฟ้า 100% อีกด้วย 

ข่าวแนะนำ

ความหรูหราที่ผ่านการผลิตด้วยมือ! และมาพร้อมกับเอกสิทธิ์มากมายพอๆ กับบัตรแพลตินัม ที่สามารถพาคุณไปไหนต่อไหนได้อย่างสะดวก ตอนนี้มันมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อความสมบูรณ์แบบ มาตรฐานเดิมของ LS คือความหรูหราในระดับเฟิร์สคลาส และค่าตัวที่แพงแสบไส้ เพื่อแลกกับรถไฮบริดคันโตที่วิ่งได้เนียนราวกับถนนถูกปูด้วยพรมหนานุ่ม ใช่ครับ มันคือซาลูนรุ่นปรับโฉม ที่มีราคาเท่ากับ Series-7 หรือ S-Class ถึงสองคัน แถมยังเหลือเงินให้ถอยรถดีๆ อีกถึงสามล้านกว่าบาท สำหรับค่าตัวระดับยันเพดานของ LS500h รุ่น Executive Pleat

มันเป็นรถที่คล้ายกับยานแม่รุ่นเรือธงของเยอรมนี นั่นก็คือ อยู่ในกลุ่มซาลูนคันโต มีเบาะหลังพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ใส่เข้ามาให้มากจนใช้ไม่หมด แต่ LS มีความแตกต่างจากรถคู่แข่งทั้งสามแบรนด์ (BMW Series-7 / Mercedes-Benz S Classs / Audi A8L) ทั้งในด้านของรูปลักษณ์ที่เป็นเอกเทศ และงานตกแต่งภายในสไตล์เอเชีย ขั้นตอนของการพ่นสีตัวถังที่ซับซ้อน โดยเฉพาะรถทดสอบ LS500h รุ่นสูงสุด Executive Pleat นอกจากการพ่นสี 4 เลเยอร์ หรือพ่นถึง 4 ชั้นแล้ว สีเงิน Gin-Ei Luster มีการผสมผงอลูมิเนียมละเอียดลงไปในเนื้อสี เพื่อช่วยเพิ่มความสมจริง คล้ายกับผิวตัวถังทำจากอัลลอย สีของ Lexus เป็นงานสีปราบเซียน มีรายละเอียดขั้นตอนในการพ่นสีที่ซับซ้อน และยากต่อการเก็บสีให้เหมือนเดิมหากตัวถังมีริ้วรอย ดูจากภาพถ่าย หลายคนสงสัยว่ามันต่างจากสีเงินแบบปกติยังไง ก็ต้องขอบอกว่า เมื่อแสงตกกระทบกับตัวถังในคาบเวลาต่างๆ สีเงิน Gin-Ei Luster จะเปล่งประกายความมีมิติและความประณีตของงานสีออกมาให้เห็น บางตำแหน่งของการสะท้อนแสง สีเงินของมันจะออกเหลือบแบบสี metallic ผงอะลูมิเนียมเล็กๆ ช่วยทำให้สีเปล่งประกายแวววาวออกมา ตอนเปิดตัว ผู้บริหารของ Lexus พยายามอธิบายถึงความงดงามของสีตัวถัง ที่คล้ายแสงจันทร์สาดส่องกระทบลงไปบนผิวน้ำ ผมพยามยามจินตนาการตาม แต่ก็จนปัญญาเพราะคิดไปไม่ถึง จนกระทั่ง Lexus ส่งรถมาให้ทดสอบ จึงได้เห็นตัวเป็นๆ ของ LS ที่ใช้สี Gin-Ei Luster คำพูดนั้น ไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น คุณต้องมาเห็นรถตัวเป็นๆ ถึงจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของงานสี เป็นอีกจุดที่ทำออกมาสมราคาค่าตัว 

Lexus LS500h Executive Pleat Facelift 2021 รุ่นสูงสุด ที่ขายในไทย มีราคาค่าตัวเฉียดๆ 16 ล้านบาท และมีขนาดความยาว 5,235 มิลลิเมตร กว้าง 1,900 มิลลิเมตร สัดส่วนความสูง 1,450 มิลลิเมตร การออกแบบที่อิงกับรูปลักษณ์สปอร์ตซาลูน ทำให้หลังคาของมันค่อนข้างเตี้ยและมีเสาท้ายที่บางเฉียบ ความยาวฐานล้อ 3,125 มิลลิเมตร เพิ่มพื้นที่ของห้องโดยสารด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด เฉพาะเบาะหลังก็มีพื้นที่วางเท้าและพื้นที่เหนือศีรษะกว้างมากพอที่จะทำให้รู้สึกโปร่งโล่ง สำหรับระยะห่างของล้อคู่หน้าอยู่ที่ 1,630 มิลลิเมตร ส่วนระยะห่างล้อหลังขยับออกเป็น 1,635 มิลลิเมตร พื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝาท้ายไฟฟ้า 440 ลิตร น้ำหนักรถทั้งคันอยู่ที่ 2,350 กิโลกรัม ตัวหนักเอาเรื่อง จากชิ้นส่วนของระบบไฮบริด กับสารพัดอุปกรณ์ความสะดวกสบาย ที่ประดังเข้ามาให้จนใช้กันไม่หมด ล้ออัลลอยขอบ 20 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางรันแฟลตของ Dunlop SP Sport Maxx 050 DSST CTT run-flat tyre ไซส์ 245/45RF20 99Y ถังเชื้อเพลิงมีความจุมากถึง 82 ลิตร สำหรับเป็นอาหารให้กับเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.5 ลิตร แบบไม่มีระบบอัดอากาศ เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นรถที่กินจุแต่อย่างใด เพราะมีระบบไฮบริด Multi Stage คอยเสริมแรงบิดและปรุงแต่งในด้านการใช้พลังงานสำหรับการขับเคลื่อนทั้งในและนอกเมือง ลูกค้าของ Lexus ที่ต้องควักเงินจำนวนมาก แลกกับ LS500h รุ่นสูงสุดนั้น เรื่องค่าน้ำมันไม่ใช่ประเด็นหลักท่ีจะต้องมานั่งกังวล เท่ากับตัวเลขราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นๆ ลงๆ ในตอนเช้าอย่างแน่นอน

Lexus เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีระบบแสงสว่างสำหรับรถยนต์ โดยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรก ที่นำเสนอไฟหน้า LED ใน Lexus LS 600h รุ่นปี 2007 และเป็นค่ายแรกที่ผลิตไฟหน้าแบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ใน Lexus LS รุ่นปี 2012 ระบบไฟอัตโนมัติ Adaptive LED ในปัจจุบัน มีความก้าวล้ำมากยิ่งขึ้น โดยได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน สำหรับ LS ใหม่ รุ่นปรับโฉม มีการเปลี่ยนรูปแบบของไฟหน้าใหม่ เพื่อให้เข้ากับชุดกันชนหน้า พร้อมกับนำเสนอเทคโนโลยีไฟหน้าอัตโนมัติ ด้วยระบบกระจายแสงไฟสูงแบบ BladeScan ระบบจะปรับลำแสงของการส่องสว่างเพื่อไม่ให้ไปรบกวนรถที่แล่นสวนทางมา โดยใช้วิธีเบี่ยงเบนแสงไฟ ระบบไฟสูงอัตโนมัติแบบปรับทิศทางและความสว่างได้ด้วยตัวเองของ Lexus LS ประกอบด้วย array LED ที่จัดเรียงไฟ LED 3 ดวงในกรอบไฟหน้าแต่ละข้าง ไฟหน้าแต่ละดวงมีไฟ LED 10 ดวงบรรจุอยู่ในโมดูลขนาดกะทัดรัดที่มุมด้านหลังของกรอบชุดไฟหน้า แทนที่จะส่งแสงไปข้างหน้า ลำแสงจะถูกส่งไปตามแนวทแยงมุม ผ่านกระจกหมุนที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้ความแม่นยำมากกว่าระบบไฟ LED แบบเดิม BladeScan สามารถปรับลำแสงได้ 0.7 องศา เต็มพื้นที่ของการส่องสว่างด้านหน้ารถ ลำแสงจะถูกปรับเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ ผ่านการรับข้อมูลจากเซนเซอร์ การควบคุมลำแสงของหลอด LED จากไดโอด เพื่อไม่ให้แสงไฟ ไปรบกวนรถที่แล่นสวนทางมา array LED มีพื้นที่การส่องสว่างมากกว่าไฟ Adaptive LED ทั่วไป มีรัศมีในการส่องไกล 600 เมตร  เทคโนโลยี BladeScan ช่วยทำให้ระบบไฟอัตโนมัติ Adaptive LED ของ LS ใหม่ มีการควบคุมที่แม่นยำของพื้นที่ด้านหน้ารถมากกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังมีการกระจายลำแสง ที่สามารถเพิ่มมุมและองศาให้กว้างขึ้นแบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความสว่างในบริเวณข้างทาง ทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในที่มืด ในขณะที่ระบบไฟของรถคู่แข่งได้เพิ่มจำนวนหลอด LED อย่างมาก เพื่อปรับปรุงการทำงาน และความละเอียดรวมถึงตำแหน่งในการส่องสว่าง แต่เทคโนโลยีใหม่ของ Lexus นั้น ใช้ array LED บรรจุอยู่ในโมดูลขนาดกะทัดรัด ซึ่งอยู่ที่มุมด้านในของไฟหน้า LS พร้อมกับชุดไฟแบบสามดวงที่คุ้นตา แทนที่จะส่องแสงไปข้างหน้า ไฟ LED ที่ใช้โมดูล BladeScan แต่ละตัว จะส่องแสงในแนวทแยงมุม ผ่านกระจกรูปใบมีดที่หมุนด้วยความเร็วสูง การซิงโครไนซ์ที่แม่นยำของการหมุนของชุดกระจก ร่วมกับการเปิดและปิดของระบบ Adaaptive LED แต่ละดวง จะควบคุมเอฟเฟกต์ของการสะท้อนแสง จากนั้น แสงจะสะท้อนไปยังเลนส์ซึ่งจะฉายลำแสงไปยังถนนข้างหน้า เพื่อเปิดทัศนวิสัยให้กระจ่างและชัดเจนมากยิ่งขึ้น การใช้เทคโนโลยีใหม่ในระบบส่องสว่างนี้ วิศวกรของ Lexus กล่าวว่า Adaptive LED แบบ BladeScan ให้การขยายตัวของลำแสงที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำงานเร็วและมีความแม่นยำมากกว่าเดิม สามารถมองเห็นจักรยานยนต์ไม่มีไฟท้าย รถที่จอดอยู่ไหล่ทาง หรือคนเดินเท้าที่อยู่ใกล้กับถนนในเวลากลางคืนได้จากระยะไกลถึง 56 เมตร (เทียบกับ 32 เมตรในระบบไฟ Adaptive LED รุ่นก่อนหน้า) ในส่วนของไฟท้าย ใช้หลอดแบบ Full LED ไฟเลี้ยว LED ทุกดวงของ Lexus LS500h ใช้หลอดไฟ LED จำนวน 21 ดวง ต่อหนึ่งข้าง ที่เปล่งประกายแวววาว ระบบไฟเลี้ยววิ่งจากด้านในออกไปด้านนอกหรือ LED TURN SIGNALS 

เมื่อมองดูแบบเผินๆ เรือธงของ Lexus คันนี้ โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของรุ่น Facelift ซาลูนหรู LS เป็นรถที่อัดแน่นด้วยสารพัดเทคโนโลยี ที่คอยมอบความสบายและความปลอดภัยให้กับคนนั่งและคนขับ เป้าหมายก็เพื่อจับลูกค้ามหาเศรษฐีซึ่งมีอยู่ในจำนวนเพียงน้อยนิด อารมณ์และเอกลักษณ์ของานภายใน ที่แตกต่างจากรถยุโรป เห็นได้จากห้องโดยสารสุดหรูของ LS500h โดยเฉพาะรุ่นสูงสุด Executive Pleat ออปชั่นปรับยกความสูงจากการทำงานของช่วงล่าง Adaptive Air Suspension ทำงานร่วมกับเบาะนั่งดูดวิญญาณที่แสนสบาย เบาะของมันยังมีระบบปรับความเย็นมาให้เพื่อทำให้เบาะเย็นตัวอย่างรวดเร็วเมื่อจอดตากแดด ประตูหลังที่เปิดได้กว้างพร้อมตำแหน่งเบาะของคนที่จ่ายเงินซื้อ ซึ่งอลังการสุดๆ ด้วยพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่ในการวางเท้า

แผงประตูหุ้มด้วยผ้าเนื้อดีสีแดงจับจีบเย็บแบบเกล็ดปลา คล้ายกับผ้าที่ตกแต่งในวังของสุลต่านแถบตะวันออกกลาง! มือจับที่เปิดประตูตกแต่งด้วยกระจกตัดแกะลาย Kiriko Cut Glass จากช่างฝีมือชั้นครูชาวอาทิตย์อุทัย เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดอันประณีตบรรจง เป็นงานฝีมือที่โชว์ความละเอียดอ่อนของซัทซุกุริโกะ ซึ่งถือเป็นช่างตัดและแกะลายบนกระจกสุดยอดงานฝีมือของญี่ปุ่น โดยนำชิ้นกระจกเซาะร่องมาประดับประดาอยู่บนมือจับที่เปิดประตู ที่เชื่อมติดหลอมรวมเป็นกรอบกรวยลำโพงยี่ห้อ mark levinson

เบาะโดยสารของ LS500h Executive Pleat ใช้หนังแท้เนื้อนุ่มสีเทา เย็บเดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดงทุกตำแหน่ง ตัวเบาะนอกจากจะฝังระบบระบายและปรับอากาศแล้วยังมีถุงลมติดตั้งอยู่ในเบาะสำหรับการนวดหลังและต้นขาที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายขณะเดินทาง เบาะจะเตรียมความพร้อมและปรับระบบรองรับด้วยกลไกไฟฟ้าภายใน มันจะปรับให้เบาะสอดรับกับสรีระของคนนั่งและคนขับ ระบบปรับอัตโนมัติทำให้เบาะโดยสารของ LS คือนวัตกรรมแห่งความสบาย คุณสามาถปรับตั้งระดับของการนวดผ่าน Remote Touch Interface ระบบ Pneumatic ปรับเบาะได้ละเอียดยิบในทุกองศา มาพร้อมกับเบาะรองด้านบน ที่ทำให้รู้สึกกระชับช่วงไหล่ เบาะรองสะโพกด้านหลังล็อกตำแหน่งของการนั่งขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงหรือเบรก หมอนรองศีรษะก็ยังปรับให้โอบกับต้นคอและศีรษะ จนไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องพกพาหมอนรองคออีกต่อไป หมอนรองที่นุ่มจนแทบจะหลับ บ่งบอกถึงความใส่ใจในขณะที่คุณและครอบครัวกำลังเดินทาง ระบบปรับอุณหภูมิของ Lexus LS500h เป็นแบบแยกอิสระ 4 โซน ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิเบาะ รวมถึงระบบระบายความอับชื้นในตัวเบาะ เซนเซอร์จะตรวจจับรังสีอินฟราเรดเพื่อวัดอุณหภูมิและปรับสภาพอากาศภายในห้องโดยสารให้เหมาะสมกับผู้โดยสารแต่ละคน นอกเหนือไปจากนั้นมันยังตรวจวัดปริมาณของแสงอาทิตย์เพื่อปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารให้มีความสบายตลอดเวลา เบาะหลังปรับเอนนอนเป็นโซฟาหรู พร้อมจอภาพมอนิเตอร์และแผงควบคุมที่ใช้งานง่ายเนื่องจากมีเมนูภาษาไทย จุดที่ดีที่สุดของการนั่งก็คือ ตำแหน่งของเบาะผู้โดยสารตอนหลังทั้งสองตำแหน่ง ซึ่งมีการออกแบบให้แยกจากกัน แต่มีพนักเท้าแขนที่ฝังจอควบคุมระบบสัมผัส แค่ใช้นิ้วแตะเพื่อเข้าสู่เมนูของการปรับตั้งที่หลากหลายบรรยายกันสามวันสามคืนไม่จบ! 

แดชบอร์ดคอนโซลรุ่น Facelift มีการเปลี่ยนแปลงหลักๆ บริเวณจอภาพมอนิเตอร์กลาง จากเดิมที่เคยออกแบบจอให้ฝังอยู่กึ่งกลางแดชบอร์ด พอมาเป็นตัวปรับโฉม Lexus ย้ายจอภาพขนาดยักษ์ออกมาแทนการฝังอยู่ในแดชบอร์ดของรุ่นที่แล้ว ทำให้ดูโปร่งและลงตัวมากยิ่งขึ้น แดชบอร์ดหุ้มไวนิลหนังสังเคราะห์สีแดง เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีขาว หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในวิศวกรรมอย่างล้นเหลือประเภทเข็มขัดนิรภัยไฟฟ้า กระป๋องใส่น้ำหอมปรับอากาศ และมาตรวัดที่คล้ายจอภาพของยานอวกาศ คุณจะชอบห้องโดยสารของ Lexus LS500h Executive Pleat วิศวกรของแบรนด์หัวลูกศร ใช้แนวคิดที่คล้ายกับ Audi นั่นก็คือ พยายามลดปุ่มให้เหลือน้อยลง เพื่อไม่สร้างความยุ่งยากในการใช้งาน และมีปุ่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ อย่างปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์สีน้ำเงินในรุ่นไฮบริด ปุ่มควบคุมเสียงของ mark levinson และปุ่มปรับอุณหภูมิที่อยู่ติดกับแผงแดชบอร์ด เบาะหลังมีจอภาพขนาด 11.6 นิ้ว ปรับตำแหน่งอัตโนมัติตามลักษณะของการนั่งที่เบาะหลัง รองรับแผ่น Blu-ray พร้อมช่องเสียบการ์ด SD และสาย HTMI เพื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวหรืออุปกรณ์เล่นเพลงแบบพกพา คุณจะดู VDO หรือฟังเพลงจากสื่อบันเทิงแหล่งอื่นๆ ที่บันทึกในโทรศัพท์ผ่านระบบ Miracast หรือ DLNA (Digital Living Network Alliance) จะนวดตัวพร้อมฟังเพลงเพราะๆจากสุดยอดลำโพงของ Mark Levinson Reference Surround ทั้ง 23 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดขายระคาแพงระยับดับจิตของ LS รุ่นสูงสุด!

หน้าจอมัลติมีเดียและระบบอินโฟเทนเมนต์ EMV Display ความละเอียดสูง ขนาดความยาว 12.3 นิ้ว ใหญ่มากพอที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน จอภาพมอนิเตอร์ทำงานร่วมกับ Remote Touch Interface ปรับตั้งระบบควบคุมเสียงและระบบปรับอากาศ จอภาพของ LS500h นำเสนอมุมมองแผนที่แบบเต็มหน้าจอจากระบบนำทางเวอร์ชั่นใหม่ สามารถแสดงข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปน และนอกเหนือจากการนำเสนอข้อมูลการจราจรและสภาพอากาศที่ทันสมัย มุมมองแบบ 3 มิติและมุมมองจำลองของทางแยกบริเวณทางหลวงแสดงขีดจำกัดของความเร็ว ระบุสถานีบริการน้ำมันในบริเวณใกล้เคียงโดยอัตโนมัติหากเชื้อเพลิงในถังเหลือน้อย จอภาพมอนิเตอร์ยังแสดงผลของการหมุนเวียนพลังงานในระบบ Multi Stage Hybrid อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การปรับตั้งค่าและระบบต่างๆ รวมถึงยังเป็นจอมอนิเตอร์ของระบบให้ความบันเทิงและกล้องมองรอบตัวรถ

มาตรวัดเรียบง่ายอ่านค่าชัดเจนด้วยการใช้มาตรวัดจอภาพ TFT LCD แบบไม่มีวัดรอบ! จำลองกรอบและชุดมาตรวัด รวมถึงปุ่มปรับโหมดและปุ่มปรับระบบแทรคชั่นคอนโทรล มาจากมาตรวัดของซุปเปอร์คาร์ Lexus LFA จอมาตรวัดด้านซ้ายแจ้งเตือนตำแหน่งเกียร์ เวลาและสัญลักษณ์ต่างๆ ของการใช้งาน มุมซ้ายสุดเป็นมาตรวัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์ ส่วนด้านขวาแจ้งเตือนอุณหภูมิภายนอก ทริปมิเตอร์และระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่เปิดใช้งาน มุมขวาสุดเป็นมาตรวัดระดับเชื้อเพลิงในถัง ด้านบนของกรอบจอภาพมาตรวัดด้านซ้ายติดตั้งสวิตช์ปรับโหมดการขับเคลื่อน 4 รูปแบบ เช่น ECO / Normal / Sport / Sport-S + สวิตช์มุมบนด้านขวามือของกรอบมาตรวัดเป็นสวิตช์เปิดหรือปิดการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัวพร้อมโหมดการขับบนผิวถนนที่ลื่นไถลหรือ Snow

อุปกรณ์ขั้นเทพในห้องโดยสารของ LS500h รุ่น Executive Pleat ก็คือเครื่องเสียงพร้อมลำโพงเกรดสูงของ mark levinson เป็นแนวคิดของการต้อนรับสไตล์ญี่ปุ่นหรือโอโมเท็นชิ เครื่องเสียงแบบ 16 channel, 2,400 วัตต์ ติดตั้งลำโพงเกรดสูงมากถึง 23 ตัว (รวมลำโพงสี่ตัวบนเพดานกับซับวูฟเฟอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรถยนต์ Lexus) mark levinson เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเสียงระดับโลกและทำงานร่วมกับค่าย Lexus ด้วยการออกแบบชุดเครื่องเสียงติดรถยนต์มาปรับใช้ในห้องโดยสารของ LS500h พร้อมนวัตกรรม Quantum Logic® Immersion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบเสียง 3 มิติที่ทันสมัยที่สุดในรถยนต์ยุคใหม่ ให้เสียงที่สมจริง คมชัด หนักแน่นครบทุกมิติของการดูหนังหรือฟังเพลง ในจุดนี้ถือว่าทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ เหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงระหว่างการเดินทาง

มุมมองบางอย่างเกี่ยวกับความสามารถของฟังก์ชัน Quantum Logic Immersion และระบบเสียง 3D ใน LS500h รุ่นสูงสุด มอบคุณภาพเสียงที่ผ่านการปรุงแต่งได้เหนือกว่าระบบเครื่องเสียงติดรถชั้นนำทั่วไป Mark Levinson ใช้โปรแกรมที่ซับซ้อนในการเลือกและผสมเสียงที่หลากหลาย เมื่อเพิ่มระดับเสียงด้วยการหมุนปุ่มปรับทรงคลาสสิก โปรแกรมควบคุมคุณภาพเสียง Quantum Logic Immersion กับระบบเสียง 3D จะสร้างสภาพแวดล้อมเชิงพื้นที่ 360 องศา รอบห้องโดยสาร ด้วยกำลังขับมหาศาล แต่ให้ความคมชัดสูงสุด เกิดขึ้นจากเครื่องขยายสัญญาณแบบ 16 ช่องสัญญาณ กำลังขับ 2,400 วัตต์ ที่ความผิดเพี้ยนของฮาร์มอนิกทั้งหมดแค่ 0.05%

ระบบนี้ ทำงานในลักษณะเดียวกับ Dolby Atmos หรือประสบการณ์ การรับฟังในโรงภาพยนตร์ดิจิทัล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเครื่องเสียงติดรถของ Lexus เมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ ในกลุ่มรถซาลูนหรู จากประสิทธิภาพ และความสามารถของระบบ 3D Quantum Logic Immersion นั้นไม่มีใครเทียบได้

การออกแบบระบบเสียงเซอร์ราวด์ ลำโพง Mark Levinson ทั้ง 23 ตัว ถูกปรับแต่งและทดลองในขั้นตอนของการพัฒนา ให้อยู่ในระดับสุดยอด แม้ว่าอินเทอร์เฟซของระบบจะค่อนข้างธรรมดา แต่เครื่องเล่นซีดีสองตำแหน่ง ได้เข้ามาช่วยทำให้การฟังเพลงด้วยแผ่นแท้มีความครบมากกว่าฟังจากเครื่องเล่นเพลงแบบอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ ผ่านการบันทึกเสียงแบบบีบอัด ฝาครอบชุดลำโพงบริเวณแผงประตูที่เป็นรูพรุนดูคล้ายหนังปลากระเบน มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ และปิดบังลำโพงด้านในได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นงานตกแต่งชุดลำโพงที่เข้ากับงานตกแต่งห้องโดยสารได้อย่างกลมกลืน ความแข็งแรงและสวยงามของฝาครอบลำโพง คล้ายถูกนำมาใช้เป็นเพียงแค่การตกแต่งให้ดูสวยงาม มากกว่าจะเป็นการป้องกันชุดลำโพงราคาแพงที่อยู่ด้านใน เป็นแผ่นครอบลำโพงที่ประณีตและใช้งานได้จริง สำหรับส่วนประกอบของระบบเครื่องเสียงเกรดสูงสุด

กรอบลำโพงหน้าตาประหลาดแต่สวยงาม เป็นงานปรับแต่งของ Mark Levinson และรูปแบบนี้มีเฉพาะในระบบเสียงของรถ LS500h เท่านั้นตะแกรงที่เป็นรูพรุน ทำหน้าที่ช่วยกรองเสียงและจัดเรียงคลื่นเสียงที่ส่งออกมาจากลำโพงด้านใน เป็นส่วนหนึ่งของการอัปเกรดเสียง นอกจากนี้ การออกแบบขั้นสูงของระบบ ยังเป็นการริเริ่มเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Lexus เรียกว่า GreenEdge โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเสียง ในขณะที่ช่วยลดการใช้พลังงาน มีน้ำหนักเบา และลดการแพร่ความร้อน เมื่อเล่นเพลง Mr. Saxobeat เสียงเพลงจะล้อมรอบห้องโดยสารด้วยโทนเสียงอบอุ่น อะคูสติกที่คมชัด เสียงขูดหรือรูดสายของนักกีตาร์ชาวรัสเซียได้ยินอย่างชัดเจน รวมถึงเสียงร้องแบบไดนามิกของนักร้องหญิง Lena Katina ที่ทำให้อารมณ์ผ่อนคลายพอๆ กับที่นั่งนวด เบาะนั่งไฮเทคและเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ทำงานควบคู่กัน ทำให้เกิดความสบายขณะเดินทางในระดับเหนือชั้น ว่ากันไปนั่นเลยทีเดียว

มาดูที่ขุมกำลังของยานแม่สุดหรู LS500h วางเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 ความจุ 3.5 ลิตร ระบบวาล์วแปรผันสองฝั่ง (ไอดีและไอเสีย) Dual VVT-i จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบ D-4S แรงม้าสูงสุดเพิ่มจาก 6,000 รอบต่อนาทีเป็น 6,600 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รหัส 8GR-FKS มีปริมาตรความจุ 3,456 ซีซี แบบ V6 Four Cam 24 วาล์ว กำลังสูงสุดจากเครื่องยนต์ 299 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 5,100 รอบต่อนาที ส่วนระบบ Multi Stage Hybrid ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 310.8 โวลต์ ให้กำลังสูงสุด 134 แรงม้า แรงบิดสูงสุดของมอเตอร์อยู่ที่ 300 นิวตันเมตร โดยมีกำลังรวมทั้งระบบที่ 359 แรงม้า แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน 310.8 Voltage

ชุดส่งกำลังใช้ระบบเกียร์แบบ Multistage Electronically controlled Continuously Variable Transmission หรือเกียร์ CVT แปรผัน ชุดเกียร์ Multistage Hybrid 10 สปีด เปลี่ยนเกียร์ไว ไหลลื่น และมีความแม่นยำสูง ปราศจากอาการกระตุกกระชากขณะออกตัวแล้วต้องเบรกเมื่อขับในเมือง เกียร์ไฟฟ้าปรับการทำงานไปตามพลวัตของเครื่องยนต์ มอเตอร์เสริมแรงบิดที่ฝังอยู่ในเกียร์ ช่วยเพิ่มแรงบิด 24% จากการหมุนของเครื่องยนต์ทั้งความเร็วต่ำและสูง สามารถเรียกแรงบิดสูงสุดได้ตั้งแต่ย่านความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในย่านความเร็วสูง เกียร์ยังเข้ามาช่วยในด้านอัตราทดเพื่อลดรอบเครื่องยนต์ ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง ชุดเกียร์ Multistage Hybrid 10 สปีด ยังมีแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลังพวงมาลัยหรือ paddle shifters มาให้ สำหรับตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 ได้ในเวลาแค่ 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 14.9 กิโลเมตรต่อลิตร มาตรฐานการปล่อยมลพิษ EURO-4 อัตราการปล่อย Co2 อยู่ที่ 151 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร

ช่วงล่างและชุดบังคับเลี้ยวของ LS500h ผมสารภาพตามตรงว่าต้องกางสเปกเขียน เนื่องจากมีรายละเอียดยิบย่อยที่ต้องเอามาเขียนเชื่อมโยงกับการอวยในครั้งนี้! LS ใช้พวงมาลัยไฟฟ้าอัตราทดแปรผันไปตามความเร็วและโหมดของการขับเคลื่อน Electronic Power Steering (EPS) รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.9 เมตร ระบบรองรับที่มาของความนุ่มนวลสบายตัวใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ดับเบิ้ลวิชโบนพวกแขนยึดโยงทำจากอะลูมิเนียมทั้งหมด โช้คอัพด้านหน้าหล่อลื่นด้วยน้ำมันแรงเสียดทานต่ำ ชิ้นส่วนพวกแขนยึดโยงปีกนกทำจากอัลลอย เพื่อลดน้ำหนักใต้สปริง ช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ระบบ Adaptive Variable Air Suspension สามารถปรับระดับความสูงได้พร้อมกับโช้คแบบถุงลมหรือ Air Suspension ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วงล่าง Adaptive Variable Suspension หรือ AVS มีกลไฟไฟฟ้า VDIM ผสมผสานการควบคุมทั้งหมด เช่น เครื่องยนต์ เบรก พวงมาลัย พร้อมฟังก์ชันอื่นๆ เช่นระบบควบคุมมุมของการเลี้ยวที่ล้อหน้าและหลัง ESP และ LDH เพิ่มความปลอดภัยแบบ Active ระบบ LDH จะปรับองศาของล้อทั้งสี่ โดยประเมินผลจากความเร็วในขณะนั้นและองศาของพวงมาลัยไฟฟ้า ระบบเบรกติดตั้งคาร์ลิปเปอร์เบรกหน้าแบบ 4 พอต จานเบรกหน้าพร้อมช่องระบายความร้อนเส้นผ่าศูนย์กลาง 357 มิลลิเมตร เบรกหลังซิงเกิ้ลพอต พร้อมจานเบรกหลังเส้นผ่าศูนย์กลาง 335 มิลลิเมตร LS500h ติดตั้งตัวช่วยเบรก เช่น Four-wheel power-assisted disc brakes with Electronic Controlled Braking (ECB); four-sensor, four-channel Anti-lock Braking System (ABS); Electronic Brakeforce Distribution (EBD) and Brake Assist

Lexus เปิดตัว LS เจเนอเรชั่นล่าสุดในปี 2018 และเชิญสื่อมวลชนทั่วโลก เดินทางไปทดสอบที่ซานฟรานซิสโก ในช่วงนั้นผมมีงานค้างเก่าติดพันอยู่เลยไม่ได้เดินทางไปตามคำเชิญของ Lexus Thailand หลังจากนั้น ทางทีม Lexus ก็ส่งรถทดสอบมาให้รีวิวแบบเต็มๆ ซึ่งผมก็เอาไปลองขับแถวอุทัยธานี โดยใช้หุบป่าตาดเป็นฉากหลัง ผ่านไปสามปี ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Lexus Thailand ทำการเปิดตัวเรือธง LS Facelift และเป็นการเปิดตัวรถ Lexus พร้อมกันถึงสามโมเดล นั่นก็คือ Lexus UX EV ครอสโอเวอร์หรูไซส์เล็กพลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกของแบรนด์ ตามด้วย Lexus IS300h สปอร์ตซีดานขับเคลื่อนล้อหลัง และพี่ใหญ่ราคาแพง Lexus LS Facelift 2021 เรือธงรุ่นปรับโฉมที่ผ่านการขัดเกลารายละเอียดจนมีความลงตัว ภายใต้ตัวถังเงาแวบมีบางอย่างที่น่าสนใจ แม้กำลังจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่แรงบิดที่เทมาพร้อมๆกันทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ไหลทะลักออกมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผ่านเพลากลางถ่ายลงไปที่ล้อหลัง แรงบิดแม้จะเป็นรอง S560e และ 745Le xDRIVE แต่มีความต่อเนื่องและราบเรียบ ผลสำเร็จดังกล่าว เกิดจากความเชี่ยวชาญในการผสมผสานระบบไฮบริดให้เข้ากับการทำงานของเครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตรแบบหายใจเองไม่มีระบบอัดอากาศในลักษณะเอาเปรียบเชิงกล LS500h ยังทำตัวหรูหราฟู่ฟ่า ด้วยการออกแบบยุคใหม่ ทำให้เจ้าเรือธงหัวลูกศรคันนี้ดูปราดเปรียวเพรียวลม แม้จะมีความยาวมากถึง 5,235 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.3 ตัน สีตัวถังยังทำให้ผมคิดว่ามันถูกสร้างขึ้นจากอะลูมิเนียมทั้งแท่ง แชสซีแบบใหม่ของ LS มีบางจุดที่ใช้อะลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนัก ห้องโดยสารสไตล์คลาสสิกของ Lexus ใช้งานดีไซน์ที่แปลกตา พร้อมวัสดุหรูเกรดสูง เป็นเอกเทศ ไม่มีใครเหมือน และไม่เคยซ้ำรูปแบบกับค่ายใดทั้งสิ้น ด้วยงานตกแต่งที่หรูหรามีระดับ จากวัสดุเกรดสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นหนัง พรม ผ้าบุเพดาน งานครึ่งไม้ครึ่งหนังของพวงมาลัยที่ละเอียดอ่อน ห้องโดยสารกว้าง แม้พื้นที่เหนือศีรษะจะน้อยกว่ารถคู่แข่ง แต่นั่งขับหรือนั่งโดยสารได้อย่างสบายตัว

Lexus LS500h เป็นยานยนต์ซาลูนที่คุณสามารถจัดหนักได้ทุกเมื่อที่ต้องการ มันเป็นรถคันโตที่มีแชสซีดีงาม ขับง่ายและคล่องแคล่วว่องไว ค่อนข้างขัดแย้งกับน้ำหนักตัว 2 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากระบบไฮบริดและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก บนไฮเวย์ มันทรงตัวอย่างนิ่ง เกาะถนนดีมาก วิ่งผ่านโค้งมุมกว้างด้วยอาการที่นิ่งสนิท แทบจะไม่มีการโคลงตัวหรือย้วย คุณจะได้รับความสบายจากระบบต่างๆ ที่คอยประคับประคององคาพยบยามเดินทางทั้งในและนอกเมือง หัวใจสำคัญของมันคือเครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 3.5 ลิตร แบบ V6 ที่ทั้งลื่นไหลและเงียบงัน ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ Multistage Hybrid ได้อย่างเนียน ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า ทำหน้าที่ผ่อนสั้นผ่อนยาวได้ดี มีน้ำหนักของพวงมาลัยที่ปรับไปตามความเร็ว ตั้งแต่เริ่มออกตัวจากที่จอดซึ่งเบาสบายข้อมือ ไปจนถึงการหน่วงให้นิ่งและมั่นคง เมื่อความเร็วทะยานไปถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันจะหน่วงมือจนคุณรู้สึกได้แต่ก็ไม่ได้หนักจนต้องออกแรงขืน น้ำหนักของพวงมาลัยอยู่ในเกณฑ์พอดิบพอดีเมื่อใช้ความเร็วสูงในวันที่รีบเร่ง แม้จะยาวถึง 5.2 เมตร แต่เคลื่อนตัวไปบนถนนได้อย่างคล่องแคล่วและเงียบกริบ ช่วงล่าง Adaptive พร้อมแอร์สปริงหรือโช้คถุงลมไฟฟ้า ปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อส่งถ่ายการนั่งที่มีความนุ่มนวลและยึดเกาะกับถนนได้ดี เกิดจากกลไกไฟฟ้าในระบบ AVS ซึ่งคอยปรับแต่งระดับการทำงานในชุดแอร์สปริง ช่วงล่างนวลเนียนกับพวงมาลัยไฟฟ้าที่เซ็ตน้ำหนักมาให้เบาสบายข้อมือ แต่แม่นยำอย่างเหลือร้าย ถ้าคุณไม่ใช่คนที่คอยจับผิดกับทุกเรื่องในจุดนี้ LS ทำออกมาได้ดี และเหนือกว่ารถเยอรมันอย่างเห็นได้ชัด

มีรถซาลูนเพียงไม่กี่คันที่ใช้ระบบขับเคลื่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ BMW 745Le เปลี่ยนจากเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร มาเป็น 3.0 ลิตร แถวเรียง 6 สูบเทอร์โบคู่ พร้อมระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ มีมอเตอร์ที่ฝังเอาไว้ในเเกียร์เหมือนกัน ส่วน Mercedes-Benz S560e ก็มาในทำนองเดียวกัน ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง เทอร์โบ กับระบบปลั๊กอินไฮบริด ส่วนแบรนด์สี่ห่วง Audi ยัดเครื่องยนต์ V6 3.0  ลิตร ทวินเทอร์โบ ระบบไฮบริดเสริม Mild hybrid 48V และชุดขับสี่ Quattro ให้กับ A8L ทำให้มันเป็นรถผู้บริหารระดับสูงที่เกาะถนนอย่างเหลือร้าย สำหรับ LS500h เป็นรถที่มีการถ่ายเทน้ำหนักดีเยี่ยม โดยเฉพาะการใช้เบรกหนักๆ ทำให้นั่งสบายมากกว่าพวกเยอรมันเล็กน้อย การควบคุมทิศทางในโค้งง่ายดายมากยิ่งขึ้น ฐานล้อที่ยาวเหยียดยังทำให้มันทรงตัวได้อย่างมั่นคงเมื่อขับเร็วบนทางตรงยาว แต่ในโค้งมุมแคบ ความยาวของรถทำให้ต้องระวังในเรื่องของสปีดความเร็วก่อนมุดเข้าหัวโค้งให้ดีๆ เนื่องจากมวลและขนาดความยาวที่ไม่ค่อยจะถูกโรคกับโค้งมุมแคบมากนัก

LS500h รุ่น Executive Pleat มีลูกเล่นเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวมากพอๆ กับห้องรับแขกของมหาเศรษฐี ม่านไฟฟ้าบนหน้าต่างทุกบาน เบาะนวดปรับนอนได้และคอมพิวเตอร์ประจำรถที่ชาญฉลาด  เบาะหลังที่ปรับเอนได้และมีส่วนรองน่อง ขาดก็แค่ตู้แช่แชมเปญเท่านั้นเอง! จอภาพของผู้โดยสารตอนหลัง กับปุ่มควบคุมท่านั่งที่ปรับได้อย่างหลากหลาย เฉพาะเบาะก็มีการปรับที่ละเอียดอ่อนจนใช้ไม่หมด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับพวกบ้าขับก็คือ การควบคุมที่สุดยอดของมัน แต่เจ้าของส่วนใหญ่ที่ซื้อรถพวกนี้ มักจะไม่ขับรถกันแล้วเพราะไม่รู้จะขับไปทำไมแม้ว่ามันจะขับได้ดีแค่ไหนก็ตาม! อย่างที่เคยบอกไว้ว่า การขับ LS ในประเทศไทย อาจทำให้คุณถูกมองเป็นคนขับรถ แต่มันก็ยังดีกว่าการจ่ายเงินเฉียด 16 ล้านบาทแล้วเอาแต่นั่งอยู่ที่เบาะด้านหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สบายสุด ประสิทธิภาพในการเคลื่อนตัวนับว่าแจ่มแจ๋ว หัวใจสำคัญก็คือช่วงล่างแบบปรับระดับความสูง ควบคุมด้วย AVS ซึ่งทำงานด้วยไฟฟ้า ระบบรองรับส่งถ่ายความนวลและหนึบแน่นไม่แพ้ Porsche Panamera หรือ Mercedes-Benz GT Coupe 4 Door

ล้อขอบ 20 นิ้ว ใช้ยางที่มีขนาดไม่โตมากจนเกินไป ระบบบังคับเลี้ยวตอบสนองฉับไวและแม่นยำ ผ่านวงพวงมาลัยครึ่งไม้ครึ่งหนังที่สวยงาม โช้คอัพถุงลม ปรับความหนืดได้ทั้งระบบอัตโนมัติหรือปรับเอง ช่วยทำให้เกาะถนนได้ดีมาก อาการเฉื่อยชาใน LS460l รุ่นที่แล้วหายไปอย่างสิ้นเชิง อาการโคลงหรือหน้าทิ่มขณะเบรกลดลงไปมาก การถ่ายเทน้ำหนักเมื่อใช้เบรกอยู่ในเกณฑ์สุดยอด! LS500h เป็นรถที่มีมวลมหาศาลถึง 2.3 ตัน แต่คุณหรือใครที่ขับรถเป็นก็สามารถซิ่งได้อย่างมั่นใจ อุปกรณ์อื่นๆ ที่ใส่ให้มาล้วนแล้วแต่ใช้งานได้จริงและดีงาม เช่นระบบไฟหน้าอัตโนมัติแบบใหม่ที่ฉลาดแสนรู้ คอยลดไฟสูงหรือเบนแสงไฟไม่ให้ไปแยงตารถที่แล่นสวนทางมาเมื่อขับตอนกลางคืนบนถนนที่ปราศจากแสงไฟส่องสว่าง

บางช่วงบนเส้นทางพุเตย- บ้านใต้ เป็นทางลาดยางที่มีหลุมบ่อจากการทำลายของรถบรรทุกและสภาพอากาศ ถนนไม่เรียบไม่ได้ทำให้เจ้า LS500h เสียอาการแต่อย่างใด เมื่อเจอเข้ากับโค้งแคบๆ Lexus LS ก็แสดงประสิทธิภาพของการโชว์อันไร้ที่ติ แค่ไม่ห้าวคุณก็จะมุดเข้าโค้งมุมแคบ ด้วยขนาดความยาวตัวถัง 5.2 เมตร ได้อย่างสบายๆ มันเป็นรถขับหลังที่วิ่งได้อย่างเนียน พร้อมระบบความปลอดภัยและระบบรักษาเสถียรภาพ ที่ช่วยประคับประคองให้คุณถึงที่หมายได้ดั่งใจนึก แรงบิดจากเครื่องยนต์ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.2 วินาที ช้ากว่า BMW745Le xDRIVE M Sport 1.1 วินาที สำหรับความประหยัดนั้น ไม่ใช่องค์ประกอบหลักของการตัดสินใจซื้อรถซาลูนราคาแพง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก หากจะซื้อโดยไม่สนใจอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถคันนั้น บนถนนขึ้นลงเขาที่เชื่อมต่อระหว่างหนองปรือ เขาโจด พุเตย บ้านใต้ เจ้า LS500h ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยทั้งในและนอกเมืองได้ที่ 8.5 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อเทียบกับคู่แข่งก็นับว่าประหยัดกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะบนไฮเวย์ มันทำอัตราสิ้นเปลืองได้ 11.2 กิโลเมตรต่อลิตรเท่าเดิม ความดีงามของระบบไฮบริดเข้ามาช่วยทำให้เครื่อง V6 ซดน้ำมันน้อยลง LS500h สามารถวิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ แต่ก็ได้ระยะทางไม่มากนัก เครื่องยนต์จะยังคงดับสนิทเมื่อระบบไฮบริดพบว่าแบตฯ ยังมีไฟมากพอสำหรับการขับเคลื่อนมันก็จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าไปเรื่อยๆ จนกว่าไปในแบตฯจะเหลือน้อยแล้วเครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่แทนมอเตอร์ไฟฟ้า จุดเด่นของชุดส่งกำลังก็คือ การผสมผสานพลังงานของทั้งสองระบบ (เครื่องยนต์บวกมอเตอร์ไฟฟ้า) เนียนจนคุณจับความรู้สึกไม่ได้เลยว่านี่มันเครื่องหรือมอเตอร์กันแน่ที่กำลังทำให้รถวิ่งหากไม่สังเกตจอภาพมอนิเตอร์ในหมวดแสดงผลของระบบไฮบริด

เพื่อเป็นการยืนยันว่า LS500h พร้อมเครื่องยนต์ไฮบริด V6 เป็นเครื่องจักรที่ถูกผลิตขึ้นมาสำหรับการวิ่งอย่างนุ่มนวลจริงๆ Mr. Akio Toyoda ท่านประธานของ Toyota ถึงกับยอมมาเข้าฉากหนังโฆษณาด้วยตัวเอง ด้วยการจับรถ LS ขึ้นไปบนแท่นไดโนเทส เอาแก้วแชมเปญขึ้นไปตั้งบนฝากระโปรงหน้า แล้วเร่งเครื่องยนต์เต็มที่ แก้วทั้งหมดก็ยังอยู่ที่เดิม!! เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตรแบบไม่มีระบบอัดอากาศทำงานเรียบและมีเสียงเบาแบบสุภาพชน เหมาะสมกับรูปแบบของตัวรถแต่ก็อยากให้ Lexus พัฒนาเครื่อง 6 สูบเรียง หรือ 4 สูบเรียงเทอร์โบ ผสานกับระบบปลั๊กอินไฮบริดมากกว่าจะใช้เครื่องยนต์ความจุเยอะแต่ไม่มีระบบอัดอากาศ ในรอบสูง เมื่อกดคันเร่งเต็มเหนี่ยว เครื่อง V6 ส่งเสียงอย่างแผ่วเบา โดยคำรามเบาๆ พอให้คุณได้รับรู้ว่ามันกำลังทำงานเต็มกำลังในรอบสูงสุด เมื่อเจอเข้ากับทางตรงยาวลงเนินสุดสายตา ผมลากรอบไปจนถึงเรดไลน์ที่ 6,600 รอบต่อนาที ในช่วงที่แรงบิดสูงสุดถูกเทออกมา LS500h ก็ยังไม่มีอาการสั่นสะท้านหรือส่งเสียงว่ามันกำลังจะแย่ออกมให้ได้ยิน มาตรการป้องกันเสียงแปลกปลอมจากภายนอกของ Lexus ขอบอกว่าสุดมากๆ และทำให้เจ้า LS500h มีห้องโดยสารที่เงียบงันราวกับกำลังนั่งอยู่ในสถานที่ที่ใช้ทำสมาธิ ยางขอบประตูแบบสองชั้น พรมและวัสดุซับเสียงช่วยทำให้ค็อกพิตของมันเงียบสนิท ในจุดนี้ ทำออกมาได้เหนือชั้นกว่ารถคู่แข่งเหมือนเดิม 

การขับ LS500h ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามในจังหวัดกาญจนบุรีและอุทัยธานี เป็นเรื่องที่น่าจดจำ สัมผัสที่ส่งถ่ายออกมาตลอดระยะเวลา 8 วันที่ผมได้เปลี่ยนวรรณะ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเรือธงคันนี้ Lexus ใช้ความเพียรพยายามอย่างที่สุด ในการปรับแต่ง LS500h รุ่นปรับโฉม ซึ่งรุ่นที่แล้วก็ดีมากอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นไปอีกนิด แม้กำลังแรงบิด จะเป็นรองรถคู่แข่งทุกคัน แต่ถ้าพูดกันในเรื่องของความนวลและการควบคุมแล้ว LS ทำออกมาดีที่สุด เพื่อส่งถ่ายความสบายตัวในการขับเคลื่อน ความหนึบแน่นของช่วงล่าง และประสิทธิภาพของระบบเบรกแบบสะสมพลังงาน หรือ regenerative braking ความสบายและอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร LS500h เป็นรถสองบุคลิก โดยให้ทั้งความสุขุมนุ่มลึกเมื่อขับไปเรื่อยๆ และอารมณ์ของรถสปอร์ตเมื่อกดคันเร่งอย่างต่อเนื่องในโหมดสูงสุด

LS เป็นยานพาหนะที่สืบทอดวัฒนธรรมการต้อนรับแบบญี่ปุ่น และงานฝีมือของ Takumi Craftmanship เป็นความพยายามในการจะเอาชนะยานยนต์ชั้นสูงของพวกเยอรมัน สัมผัสของ Lexus LS500h ที่ทำให้ผมรู้สึกชอบ เริ่มกันตั้งแต่รูปทรงภายนอก งานสีตัวถัง การจัดขนาดของล้อและประสิทธิภาพของยาง ความหรูหราสุดขั้วของงานตกแต่งภายใน การควบคุมทิศทาง เร่ง เลี้ยว และเบรก รวมไปถึงการถ่ายเทน้ำหนักอย่างเนียน เป็นยานยนต์ที่ปรับแต่งมาเพื่อการเอาชนะ Mercedes-Benz S-Class และ BMW Series-7 รวมถึง Audi A8L ไม่ใช่ที่แรงบิด แต่มุ่งที่ความสบายและความง่ายในการควบคุม ซาลูนคันยาวแปะตราสัญลักษณ์หัวลูกศร พยายามตัวไม่ให้เหมือนคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อน หรืออุปกรณ์ต่างๆ LS500h เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการเดินทางของมหาเศรษฐี โดยภาพรวม รุ่นปรับโฉมมีการเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น คนมีเงินส่วนใหญ่ก็อาจรู้สึกขัดใจกับราคาค่าตัว ถ้าคุณรวยจริงและอยากเปลี่ยนรูปแบบของยานพาหนะที่เคยใช้แค่ BMW Series-7 และ Mercedes-Bezn S-Class เจ้า LS500h มีให้คุณทุกอย่างเท่าที่รถราคา 15.8 ล้านบาทควรมี ทุกอย่างของ  LS รุ่นสูงสุดนั้นดีเกือบหมด ยกเว้นราคาเท่านั้นที่สูงโด่งจนเกินเอื้อม มันไม่ใช่รถซาลูนที่วิ่งได้เร็วกว่ารถคู่แข่ง แต่ความโดดเด่น และศักดิ์ศรีบนถนนนั้นไม่เป็นสองรองใคร ถ้าคุณรวยมาก และชอบอะไรที่เหนือกว่าความดากดื่นบนถนน ก็คงต้องเลือกรถที่เปล่งประกายรัศมีความมีสง่าราศีมากที่สุด การเลือก Lexus LS แม้จะไม่ได้ขับรถเอง ถือเป็นทางเลือกที่ดี แต่การนั่งอยู่แค่เบาะหลังแล้วต้องจ่ายเงินเกือบ 16 ล้าน ดูไม่ค่อยจะคุ้มค่าเท่ากับเงินที่จ่ายไปละครับ.


ENGINE
Type 8-GR-FXS 6-Cylinder V type,
24 Valve, DOHC
Displacement (cc) 3456
Max Output  295 hp/ 299 ps/ 6600 rpm
Max Torque 350 Nm/ 5100 rpm
Fuel System Gasoline (95 or higher)

PERFORMANCE
Max. speed (km/hr) 250
Acc. 0 - 100 km/hr (sec) 5.4
Avg. Fuel Consumption (km/l) 14.9
Emission CO2 (g/km) 151
Emission Standard Euro 4

HYBRID BATTERY
Battery Type Lithium-ion
Voltage (V) 310.8


DIMENSION & WEIGHT
Length 5,235 mm
Width 1,900 mm
Heigth 1,450 mm
Wheelbase 3,125 mm
Tread Front 1,630 mm
Tread Rear 1,635 mm
Luggage Spec  440 L
Curb Weight 2,295 - 2,350 Kg
Gross Vehicle Weight 2,725 Kg
Fuel Tank Capacity (L) 82

INTERIOR DIMENSION
Length 2,145 mm
Width 1,615 mm
Heigth 1,165 mm

CHASIS
Suspension (Front & Rear) FR: High Mount Multi Link
RR: Multi Link
Air Suspension
Adaptive Variable Suspension (AVS)
Transmission Multi-Stage-Hybrid
Drive Train Rear-wheel Drive
Steering System Electric Power Steering (EPS)
Brake (Front) 357 mm ventilated discs
Brake (Rear) 335 mm ventilated discs
Min turning radius (m) 5.7
Wheel & Tire size 245/45RF20 RESONATOR TYPE

EXTERIOR
Windshield Acoustic & UV-Cut
Front & Rear Door Window Glass ;
Acoustic, Low Relection, UV-Cut
Outer Rear View Mirrors; Auto Retract, Electrice and Heater
Ultra Compact 3-LED with L-signature DRL
BladeScantm Adaptive High Beam System (AHS)
Headlamp Leveling
Headlamp Cleaner
Sequential Turning Lamp (Head lamp & Tail lamp)
LED Rear Combination Lamp
LED High Mount Stop Lamp
Front & Rear Fog Lamp
Moonroof ; Tilt / Slide
Illuminated Entry System


INTERIOR
Combination Meters ; ECO Drive Indicator
Leather Steering Wheel & Shift Lever Knob
Vanity Mirrors & Lamps (Front & Rear seats)
4-Zone with
Lexus Climate Concierge
Nano-e System
Auto Air Purifier ; Pollen Removal Mode
Interior Illumination System
Illuminated Scuff Plates
Power Rear Window Sunshade
Power Rear Door Window Sunshade+Quarter

OPERATION
Power Tilt & Telescopic Steering Column ;
Auto-Away / Auto-Return , Memory Function
Steering Wheel Control Switches
Drive Mode Select:
Eco/Comfort/Customize/Normal/Sport S/Sport S+
Paddle Shift
Seat/Steering Auto Return & Away System
(Driver Seat)
Door and Trunk Easy Closers with Kick Sensor
All Speed Adaptive Cruise Control
Smart Entry & Start System
Card Key
Parking Assist System with PKSB
Panoramic View Back Monitor (w/Guide)
Navigation System
Digital Inside Rear View Mirror (w/ EC function)

AUDIO
12.3-inch EMV Display
Apple CarPlay
Mark Levinson Reference Surround 23 Speakers
Sound System
Rear Tounch Screen Operation Panel
2 Rear LCD Display Monitors with BLE-RAY/DVD Player


SEAT
Front Seats Lumbar Support (4 ways)
Rear Seat Lumbar Support 4 ways + Pelvic
(Rear Seat Behind The Front Passenger's Seat)
Power Front Seats 28 Ways with Memory Function
Adjustable Seat Cushion Length
(Driver Seat)
Front Seat Slide with Access Mode
(D:260 , P:260 , D:Changeable) : P:+160
Power rear seats ; memory function
Power Adjustable Headrests ; +Butterfly
Memory Function
Front Seat Relaxing System
Rear Seat Relaxing System :Ottoman
Seat Heater/Air-Con
Automatic Rear Seat

SAFETY
Vehicle Dynamic Integrated Management (VDIM)
Traction Control System (TRC)
Vehicle Stability Control (VSC)
Anti-Lock Brake System with Electronic (ABS)
Brake Force Distribution (EBD)
Precrash Safety System (PCS)
Brake Assist System (BA)
Vehicle Dynamic Integrated Management (VDIM)
Traction Control System (TRC)
Vehicle Stability Control (VSC)
Anti-Lock Brake System with Electronic (ABS)
Brake Force Distribution (EBD)
Precrash Safety System (PCS)
Brake Assist System (BA)
Hill-Start Assist System
Brake Hold Function
Lane Change Assist w/BSM
Lane Tracing Assist (LTA)
Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
Emergency Stop Lamp
Automatic Anti-Glare Inside & Outside
Rear View Mirrors
Dual-Stage SRS Airbag (Driver Seat)
Dual-Stage SRS Airbag ; Twin-Chamber (Front Passenger
Seat)
SRS Knee Airbags (Front Seats)
SRS Side Airbags
(Front & Outbound Rear Seats)
SRS Curtain Shield Airbags
SRS Seat Cushion Airbag (Rear Seat
Behind The Front Passenger Seat)
WIL (Whiplash Injury Lessening) (Front seats)
Active Headrest (Front Seats)
3-point ELR Seatbelts with Pretensioners
Force Limiters and Torsion Reduce (Front Seats)
3-point ELR Seatbelts with Pretensioners
Force Limiters and Torsion Reduce (Rear Seats)
Lift-Up-Buckle Seats
Large Head Up Display (600 mm x 150 mm)
Anchor Bars For Fixing ISO-FIX , Compliant
Child Seat (Rear Seats)
Security System ; Immobilizer , Intrusion
Sensor with Autoalarm

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

LexusLEXUS LSLexus LS500h Pleat Executiveเลกซัสอาคม รวมสุวรรณ

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 05:06 น.