ในโลกของโรดสเตอร์ มักจะมีคนพูดกันว่า Porsche 718 Boxster เป็นรถที่เหมาะกับนักขับที่สุด ส่วน Audi TT เป็นรถที่รูปทรงโดดเด่นแต่สมรรถนะไม่ได้เด่นตาม ซึ่งคนที่พูดก็อาจยังไม่เคยอยู่กับ TT Roadster นานๆ จนสามารถซึมซับสิ่งที่ Audi พยายามนำเสนอ สำหรับ BMW Z4 รุ่นใหม่ล่าสุด รหัส G29 รุ่น M40i ซึ่งเป็นรถทดสอบของ BMW Thailand กลับมีส่วนผสมที่เหมือนกับรถทั้ง 2 คันนั้นอยู่ในตัวตนของมัน
...
ก่อนหน้านี้ BMW Z3 และ Z4 เคยเป็นรถที่ได้ชื่อว่าเอาไว้ขับโชว์สาวเล่นๆ มากกว่าที่จะไว้ซิ่งอัดเต็มสูบกับเพื่อนๆ ที่ชอบขับรถในสนามแข่ง เครื่องยนต์ดี (เฉพาะบางรุ่น) ช่วงล่างงั้นๆ แต่บางรุ่นอย่าง Z4M Coupe ก็เป็นข้อยกเว้น เพราะเจ๋งทั้งดีไซน์ที่แตกต่างและการขับขี่ที่ทั้งสนุกและชวนขนหัวลุกไปพร้อมๆ กัน M Coupe เป็นรถแรงที่ชอบให้ถูกกระตุ้น และมีส่วนท้ายที่ไวราวกับนักเต้นอะโกโก้แถวพัฒน์พงษ์ หรือโคโยตี้จอมสูบดริ้งค์แถบรัชดาในปัจจุบัน
...
...
...
ในวันนี้ BMW Z4 รุ่นใหม่ รหัส G29 ถูกเปิดตัวในไทยไปแล้วเมื่อช่วงกลางฤดูร้อนในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ของคุณปราจิน เอี่ยมลำเนา ผู้บริหารของ BMW Thailand บอกว่า Z รุ่นใหม่ล่าสุดนั้นจะเป็นรถที่นับเป็นสปอร์ตโรสเตอร์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ และสามารถยืดหยัดซดปากกับ Porsche 718 Boxster / Audi TTRS หรือ SLC43AMG ได้อย่างไม่อายฟ้าดิน BMW Z4 M40i ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบเดี่ยว TwinScroll จากการประคับประคองของเทคนิคใหม่ๆ ใน BMW TwinPower Turbo ในขณะที่ Porsche 718 วางเครื่องสูบนอน Boxer แบบ 4 กระบอกสูบ ดังนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่า Z4 จะกลายเป็นรถสปอร์ตระดับราคา 4.99 ล้านบาทที่ดีที่สุด ซึ่งกำลังวางขายในไทยอยู่ ณ ปัจจุบัน
BMW Z4 M40i
TOYOTA GR SUPRA
แม้ว่า BMW Z4 M40i จะพัฒนาร่วมกันกับ Toyota GR Supra แต่ทั้งสองแบรนด์ก็มีนโยบายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน Toyota GR Supra จะมีแต่เวอร์ชั่นหลังคาแข็ง และ BMW Z4 G29 ก็จะมีแต่หลังคาผ้าใบ ความแตกต่างของรถทั้งสองแบรนด์ก็คือ เปลือกตัวถังภายนอกของ GR Supra ช่วงล่างแบบตายตัวปรับไม่ได้ งานตกแต่งภายใน ระบบเครื่องเสียง นอกนั้นเกือบจะเหมือนกันทุกอย่างแม้แต่ฟีลลิ่งหลังพวงมาลัยและเสียงท่อก็ยังเหมือนกัน จะเรียก GR Supra ว่าเป็น Z4 M Coupe ก็ยังได้!! ว่าแต่ทำไม BMW Group เลือกใช้หลังคาผ้าใบล่ะ ในเมื่อ Z4 E89 รุ่นก่อนเป็นหลังคาแข็งพับได้? คำตอบก็คือความเบาและเสียงของการทำงานในระหว่างเปิดหรือปิดหลังคานั่นเอง
เจ้า Z4 E89 รุ่นที่แล้ว เมื่อหลังคาพับลงมาจนเกือบสุด จะมีเสียงดังกึกราวกับมีคนหมั่นไส้ความหล่อแล้วมาเคาะหลังคาแรงๆ ในขณะที่ Z4 G29 รุ่นใหม่ล่าสุด เมื่อกางหลังคาปิดจนเกือบจะสุดมีแค่เสียงการทำงานของมอเตอร์ดังเบาๆ กับการล็อกที่มีเสียงแกร็กให้ได้ยินนิดเดียวเท่านั้น หลังคาผ้าใบคล้ายกับ Z3 รุ่นเก่าแต่มีการพัฒนาใหม่ในด้านกลไกไฟฟ้าภายใน นอกจากให้ประโยชน์ในแง่น้ำหนักรถแล้ว ยังทำให้หลังคาเปิด/ปิดได้ไวมาก กดปุ่มแล้วรอแค่ 10 วินาทีมันก็สามารถแปลงร่างจากรถ Coupe เป็น Roadster ได้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นรถเปิดประทุนที่มีการทำงานของหลังคาเร็วกว่าหลังคาแข็งพับได้ของรุ่นเดิมกว่าเท่าตัว หลังคาของมันยังสามารถเปิดหรือปิดขณะที่วิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าคุณจะกางหรือเก็บหลังคา Z4 ใหม่ก็มีพื้นที่เก็บสัมภาระให้เท่ากันคือ 265 ลิตร ในขณะที่ Z4 E89 รุ่นเดิมนั้น ถ้าปิดหลังคาจะมี 310 ลิตร แต่ถ้าเอาหลังคาลงจะเหลือแค่ 180 ลิตรเท่านั้น
ไม่ว่าคุณจะขับสุดหล่อคันนี้แบบเปิดหรือปิดหลังคาหรือไม่ก็ตาม Z4 G29 มีตัวถังที่แข็งแรงมากสำหรับรถหลังคาเปิดแบบนี้ แชสซีไม่ค่อยแสดงอาการบิดตัวให้พบเมื่อัดเข้าโค้งแรงๆ ความแข็งแรงของตัวถังส่งผลทั้งในเรื่องการซับแรงสะเทือน และในเรื่องการขับขี่ตอนบู๊ล้างผลาญ ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกขับสไตล์ไหน Z4 ใหม่ก็เป็นรถที่พร้อมจะตอบสนองตามใจคุณได้ดีกว่ารุ่นเดิม
ถ้าเป็นเรื่องแรง ก็ไม่ต้องห่วง เพราะที่ผ่านมา Z4 ทุกเจเนอเรชั่นมีเครื่องยนต์ดีๆ ให้ใช้เสมอ และตัวที่แรงจะเป็นเครื่อง 6 สูบเรียง ทั้งมีและไม่มีเทอร์โบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง M 3.2 ลิตร ใน Z4M เจเนอเรชั่นแรก หรือ 3.0 ลิตรทวินเทอร์โบในเจเนอเรชั่นที่สอง รถรุ่นใหม่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในรุ่น M40i นั้นมีเครื่องยนต์ B58 แบบเดียวกับใน M140i/M240i และ 340i/440i ซึ่งเป็นเครื่อง 3.0 ลิตร Twinscroll Turbo ใน Z4 นี้จะมีกำลัง 340 แรงม้า (bhp) มีเวสต์เกตควบคุมด้วยไฟฟ้าที่ช่วยให้รถตอบสนองคันเร่งได้เร็ว เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงวางตามยาวขับเคลื่อนล้อหลังถูกปรับแต่งให้สามารถตอบสนองต่อเท้าที่หนักอึ้งของคนขับ ตอนที่ BMW พัฒนาเครื่องตัวนี้ พวกช่างและวิศวกรตราใบพัดก็เอาเครื่องยนต์ 6 สูบนอน Boxer ของ Porsche มาเทียบวัดมาตรฐานด้วย แต่น่าเสียดายที่ Porsche เลิกขายเครื่องนี้ใน Cayman เหลือไว้แต่ Cayman รุ่นพิเศษจริงๆ เท่านั้นที่ได้ใช้
การตอบสนองของช่วงล่างนั้นก็ได้รับการปรับปรุงอย่างหนักเพื่อทำให้มันขับได้ดีกว่า Z4 E89 รุ่นพี่ ทีมวิศวกรวางตำแหน่งเครื่องยนต์ ให้ความยาว 2/3 ของตัวเครื่องอยู่หลังเส้นแนวแทร็กล้อหน้า ส่งผลให้ได้อัตราส่วนการกระจายน้ำหนัก 50:50 ระยะฐานล้อสั้นลงกว่า Z4 รุ่นเดิม แต่แทร็กล้อหน้ากว้างกว่าเดิมถึง 100 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวถังของ M40i อยู่ที่ 1,610 กิโลกรัม อีกนิดเดียวก็จะหนักเท่ากับ Series-5 อยู่แล้ว น้ำหนักส่วนหนึ่งเกิดจากความพยายามในการดามตัวถังเพื่อลดอาการบิดตัวซึ่งก็ทำออกมาได้ดีจริง เครื่อง B58 ปรับมาดี ให้กำลังในรอบต่ำเพื่อการพุ่งทะยานออกตัว ช่วงรอบกลางๆ ก็ยังมีแรงฉุดลากมากพอที่จะแซงรถช้าแบบไม่ต้องมานั่งลุ้นกันให้เหนื่อยใจ เกียร์มีประสิทธิภาพสูง ทำงานไหลลื่น โหมด Sport + เกียร์ 8 สปีดแสนรู้ราวกับมีวิศวกรระบบเกียร์เข้าไปนั่งอยู่ในนั้น มันจะลดเกียร์เบิ้ลรอบให้เองเมื่อคุณใช้เบรกหนักๆ หรือไหลขึ้นไปสู่เกียร์สูงอย่างรวดเร็วเมื่อใช้โหมดประหยัด เป็นระบบส่งกำลังที่ทำงานได้ตามสั่งและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนไปคบหากับเกียร์คลัตช์คู่ M-DCT ที่มีราคาแพงลิบของ M Car แต่อย่างใดทั้งสิ้น
เจ้าโรสเตอร์สุดหล่อใส่ล้อลาย M อย่างสวยขนาด 19 นิ้ว ใช้ยางสมรรถนะสูงของ Michelin รุ่น Pilot Super Sport เป็นยางรุ่นเดียวกับที่ใช้ใน M2/M3/M4 และยังใช้ส่วนผสม Compound ยางแบบเดียวกัน ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ รุ่น M40i นี้จะได้โช้คอัพปรับความหนืดได้ Adaptive Dampers เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มีเบรก M ที่อัปเกรดรับพลังสูงขึ้นเนื่องจากต้องหยุดยั้งแรงม้า 340 ตัวให้ว่านอนสอนง่าย ไม่พาไปตำเสาไฟหรือล่อเข้ากับท้ายของรถบรรทุก! คาร์ลิปเปอร์ M แบบ 4 พอตหน้า และซิงเกอร์พอตที่ล้อหลัง คาร์ลิปเปอร์เบรกพ่นสีฟ้าประทับตรา M อย่างสวย เฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปไฟฟ้า ซึ่งคล้ายกับการทำงานของเฟืองท้ายแจ่มๆ ใน BMW M5 ที่ถูกย่อส่วนลงมา
กุญแจในการสร้างสมรรถนะที่น่าประทับใจ อยู่ที่การจูนอัพชุดบังคับเลี้ยว พวงมาลัย BMW servotronic steering ช่วงล่าง Adaptive Suspension และเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป M differential ให้ทำงานด้วยกันได้อย่างลงตัว แค่หักพวงมาลัย โช้คอัพหน้าก็จะปรับน้ำหนักเตรียมรับแรงเหวี่ยงแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการปรับบาลานซ์ระหว่างโช้คอัพหน้ากับหลังตลอดเวลาที่ขับอีกด้วย และเมื่อเจอเข้ากับผิวถนนที่ไม่เรียบ ช่วงล่างของ Z4 M40i ก็ไม่ได้มีอาการกระด้างกระเดื่องจนนั่งไม่สบาย คุณสามารถขับมันได้ทั้งวันแล้วยังลงมาเดินเหินได้อย่างสะดวกโดยไม่มีอาการปวดหลังเมื่อยบั้นเอว จุดนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีมากอีกเช่นกัน
Florian Dietrich วิศวกรที่ดูแลด้าน Driving Dynamics บอกว่า เราจะจูนพวงมาลัย เฟืองท้ายและโช้คอัพแบบแยกกันไม่ได้เด็ดขาด เพราะเวลาขับจริง สิ่งเหล่านี้ต้องทำงานประสานกัน โช้คอัพแต่ละตัวสามารถปรับหนืดจังหวะยุบและยืดได้โดยใช้เวลาแค่ 20 millisecond โดยปัจจัยในการปรับหนืดก็ขึ้นอยู่กับความเร็วขณะเข้าโค้ง องศาพวงมาลัย รวมถึงความไวในการหักพวงมาลัยของผู้ขับ และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการปรับเซต แต่ที่มีความสำคัญสูงสุดก็คือความรู้สึกของลูกค้า
Z4 ใหม่มี Driving mode ให้เลือกหลายแบบเช่นเดียวกับ BMW รุ่นอื่นๆ ซึ่งเมื่อเลือกโหมดไป ก็จะมีการปรับตั้งค่าสำหรับพวงมาลัย โช้คอัพ เกียร์ และการตอบสนองของเครื่องยนต์ มีทั้งโหมด ECO-PRO Comfort, Sport และ Sport + อย่างไรก็ตาม ในแต่ละโหมด วิศวกรปรับให้มีความแตกต่างในการทำงานชัดเจนขึ้นกว่ารุ่นอื่นๆ ในโหมด Sport กับ Sport + Z4 จะเป็นรถที่ท้ายออกง่ายพอสมควร พวงมาลัยตึงไม้ตึงมือและมีแรงดีดกลับที่เหมาะสม ลองกดคันเร่งตอนพวงมาลัยหมุนสุดดู จะพบว่ามีแรงดีดพยายามสู้มือชัดเจน มีอาการโอเวอร์สเตียร์เบาๆ ถ้ากดคันเร่งไม่มากไป การที่รถเหวี่ยงออกในลักษณะนี้ เป็นผลมาจากการใช้ฐานล้อสั้นลง แต่ไม่ใช่ว่ามันจะพยศจนหาความปลอดภัยไม่ได้ แค่มีนิสัยดีดดิ้นมากกว่าที่คุณคิดหน่อยแค่นั้นเอง บุคลิกอย่างนี้ทำให้ Z4 สามารถเรียกตัวเองว่ารถสปอร์ตได้อย่างเต็มปากเต็มคำเสียที คือมันจะมีการตอบสนองที่ดีในทุกองคาพยบ เรียกว่ากดเป็นพุ่งและนิ่งมากในย่านความเร็วสูง รวมถึงการเข้าโค้งอย่างเฉียบคม ซึ่งโรสเตอร์น้อยคันจะทำได้แบบนี้!
แล้วคู่แข่งของ Z4 มีใครบ้าง Mercedes-Benz SLC 43 AMG (SLK R172) ก็ใกล้จะเลิกผลิตแล้ว และยังไม่มีการยืนยันว่าจะมีรุ่นใหม่มาสานต่อหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก แต่ก็ต้องเข้าใจว่ารถเปิดหลังคาประเภทนี้มียอดขายไม่มากและไม่ค่อยจะคุ้มกับเงินลงทุนในการพัฒนารถรุ่นใหม่
ส่วน Audi TT Roadster ยังคงอยู่บนโลกใบนี้ และยังมีรุ่น RS ที่มีแรงมากไม่แค่เฉพาะทางตรง TT RS ยังเกาะเป็นตุ๊กแกด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ใครที่เคยขับหรือเป็นเจ้าของอยู่ก็น่าจะรู้ดีว่ารถรุ่นนี้นั้นโคตรจะเกาะถนน ผมเคยสะบัด TTS ในโค้งแต่ทำยังไงมันก็ยังไม่ยอมเสียอาการ ถ้าคุณทำ TT RS Quattro หลุดออกจากถนนนั่นก็เป็นเพราะว่ารนหาที่หรือขับแบบขาดสติใส่มาไม่บันยะบันยังมากกว่า ระบบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Quattro เหนือชั้นในด้านการยึดเกาะ ให้ความเสถียรมากกว่าระบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง แต่คุณก็จะไม่ได้ความคลาสสิกที่แท้จริงของรถสปอร์ตประเภทนี้ที่ต้องขับเคลื่อนล้อหลังเท่านั้นมันถึงจะสาแก่ใจ
สำหรับของแพงแสบตับอย่างเสือกระโดด Jaguar F-type ก็เป็นรถพิเศษมาก แต่มันมาในแบบที่คุณอาจจะไม่อยากใช้ขับทุกวัน เพราะโคตรจะกระด้าง แรงมุทะลุดุดัน เสียงท่อดังสนั่นหวั่นไหวและขับทางไกลไม่ค่อยจะสบายเนื้อสบายตัวเท่าที่ควร รวมถึงราคาในไทยยังโดดไปไกลเกินเอื้อม คุณหรือผมจึงแทบจะไม่เห็นรถรุ่น F-Type Roadster เวอร์ชั่นเปิดหลังคาวิ่งประชันโฉมอยู่บนถนนสุขุมวิท
คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดและมีการขับที่สมน้ำสมเนื้อสูสีออกเบียดกับ Z4 M40i น่าจะเป็น Porsche 718 Boxster รุ่นมาตรฐานที่แพงกว่า M40i ถึง ล้านกว่าบาทละครับ
ในประเทศไทย BMW Z4 M40i เป็นรุ่นท็อปเครื่องเบนซินสูบเรียง 6 กระบอกสูบ ขนาด 3.0 ลิตร ราคา 4.99 ล้านบาท ขายพร้อมกับรุ่นรองลงมาที่วางเครื่องเล็กขนาด 2.0 ลิตร หรือ sDrive30i ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ สำหรับรุ่นเด็กเล็กหรือรุ่นเริ่มต้น 20i มีพลัง 196 แรงม้า (ไม่มีขายในไทย) รุ่น 30i มี 256 แรงม้า ทั้งกำลังและการขับจะเป็นรองรุ่นท็อปอย่าง M40i ซึ่งถือว่าเป็น Z ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน BMW Z4 ทุกรุ่นจะมีแต่ระบบขับเคลื่อนล้อหลังเท่านั้นเพราะ BMW ไม่ได้เตรียมพัฒนารถมารองรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทุกรุ่นใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่ทำงานได้เร็วและเนียน แม้ว่าในอนาคตอันใกล้จะมีรุ่น 20i เกียร์ธรรมดาตามออกมาให้เลือกในตลาดยุโรปและอเมริกา
การที่ BMW ยอมให้ผมขับ Z4 ที่ยังคงสดใหม่อยู่มากและส่ง Z4 M40i รุ่นท็อปสุด สีเทา Frozen Grey Metallic II มาให้ทดสอบ เนื่องจากต้องการให้เปรียบเทียบกับ 718 Boxster และ Toyota GR Supra โดยมีเหตุผล 3 อย่าง คือ
1- ผมชอบรถ BMW (แต่ไม่ใช่ทุกรุ่น)
2- ได้รับเชิญให้ไปขับ Toyota GR Supra ที่เซนได หลังจากส่งคืนเจ้า Z ตัวใหม่ได้แค่อาทิตย์เดียว ถ้าไม่ใช่ว่าพวกเขารักผมมาก ซึ่งไม่น่าจะใช่ ก็อาจเป็นเพราะพวกเขามั่นใจว่า Z4 M40i รุ่นใหม่นั้นมีประสิทธิภาพดีจนทำให้เจ้าของ Porsche ขนหัวลุกแล้วเปลี่ยนใจมาเล็ง Z ตัวใหม่ที่มีราคาถูกกว่าถึง 1 ล้านบาท
3- ประวัติในการยืมรถที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุจากการทดสอบ ก็อาจเป็นประเด็นหลักในการปล่อยรถรุ่นนี้ให้มาทดสอบยาวๆ ถึง 7 วัน
BMW Z3 E36/2
BMW Z4 E85
BMW Z4 E89
Z3 รุ่นแรกเป็นผลงานของ Chris Bangle ซึ่งมาพร้อมกับรูปทรงที่ถ้าใครไม่รักก็เกลียด แต่ผมเห็นมันในหนัง James Bond 007 ตอน Goldeneye แล้วก็ตกหลุมรักทันที ส่วน Z4 เจเนอเรชั่นที่สองรหัส E85 นั้นสวยดุ ออกแบบเหมือนเป็นรถหัวโตท้ายลีบ และเป็นรถที่ขับสนุกใช้ได้ ส่วน Z4 E89 ตัวก่อนเปลี่ยนโฉมนั้นมีคุณสุภาพสตรีชาวเยอรมันเป็นคนออกแบบ รูปลักษณ์ของมันจึงลื่นไหลพลิ้วไหวอ่อนช้อย รุ่น sDRIVE 35is นั้นน่าขับสุดๆ จากกำลังแรงฉุดลากที่เหลือเฟือของมันนั่นเอง
BMW Z4 G29
ผู้บริหารของ BMW ตัดสินใจหันไปใช้หลังคาแข็งพับเก็บได้ เนื่องจากต้องการแข่งทำตลาดกับ SLK มันจึงมีน้ำหนักที่เกินงาม ซึ่งไปบั่นทอนประสิทธิภาพการซิ่งพอสมควร มาถึง Z4 เจเนอเรชั่นล่าสุดต่างออกไปมาก มันมีรหัสตัวถังว่า G29 และวิ่งรอบสนาม Nurburgring ได้ภายใน 7 นาที 55 วินาที ซึ่งเร็วกว่า M2 Coupe เสียอีก แต่ยังช้ากว่า M2 Competition BMW Z4 M40i ทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายใน 4.6 วินาที ซึ่งเร็วพอๆ กับ M4 Convertible รถเลิฟที่ไม่มีให้ขับในประเทศไทย
Michael Wimbeck ซึ่งเป็น Project Manager ของ Z4 เล่าว่า เมื่อทางฝ่ายบริหารตกลงอนุมัติในสร้าง Z4 รุ่นใหม่ ผู้บริหารระดับสูงของแบรนด์ตราใบพัดแจ้งกับช่างและวิศวกรของ BMW ว่าต้องร่วมงานกับบริษัทญี่ปุ่นอย่าง Toyota และต้องทำให้มันเป็นรถสปอร์ตอย่างแท้จริง ต้องคล่องแคล่วกว่าเดิม เร็วกว่ารุ่นเดิมและมีรูปทรงที่ต้องถูกใจลูกค้า ถ้าให้เลือกกุญแจเอารถไปขับเล่นตามภูเขาและโค้งในวันอาทิตย์ ลูกค้าจะต้องอยากหยิบกุญแจของ Z4 M40i มากกว่า 718 Boxster วิศวกรที่จูนอัพโรสเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดคันนี้ก็สามารถทำได้ตามนั้นจริงๆ คุณต้องเคยขับ 718 ถึงจะรู้ว่ามันเป็นรถเปิดประทุนที่ยอดเยี่ยม แต่ความยอดเยี่ยมดังกล่าวก็ยังมีบางจุดที่เป็นรอง Z4 รุ่นใหม่
ห้องโดยสารของ Z4 นั้นถือว่ากว้างขวางสำหรับรถโรดสเตอร์ แดชบอร์ดมีปุ่มมากมายโดยเฉพาะบริเวณรอบๆ คันเกียร์ มีปุ่ม DSC มีสวิตช์โหมด Comfort/Sport/Sport+ และ ECO แล้วก็มีปุ่มหมุนคุม iDrive และถัดไปด้านหลังก็มีปุ่มสำหรับกาง/เก็บหลังคา ซึ่งตอนนี้ใช้เวลาแค่ 10 วินาทีในการเปิดหรือปิด มันไม่มีระบบแสดงข้อมูลการขับด้วยการยิงสะท้อนกระจกแบบ HUD ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่จะสร้างความยากลำบากในการใช้งาน เวลาใช้งานจริงเมื่อขับเร็ว คุณก็แทบจะไม่ได้ละสายตาไปจากถนนข้างหน้าเพื่อเหลือบมองจอแสดงผลดังกล่าว
จุดที่ไม่ชอบก็มี เช่น หน้าปัดมาตรวัดแบบจอภาพที่อ่านค่าวัดรอบได้ยาก ส่วนเบาะหุ้มหนัง Vernasca สีแดงแสบไส้ แต่สวยงามนั้น นั่งนุ่มนั่งสบายตัวเอามากๆ พวงมาลัย M แบบใหม่ หุ้มหนังดีไซน์ M Sport จับได้กระชับมือ บางคนอาจไม่ชอบความอวบอ้วนของฟองน้ำที่หุ้มอยู่รอบวงพวงมาลัยแต่ผมกลับชอบมันมากและทำให้นึกถึงพวงมาลัยอวบๆ ของ BMW M135i สำหรับเข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M สีดำคาดโทนสี M ที่บวกราคาเพิ่มมาเรียบร้อย จนเจ้าของรถไม่รู้สึกตัว แดชบอร์ดและคอนโซลด้านบนขึ้นรูปด้วยโฟมเพื่อป้องกันเสียงแปลกปลอม มันถูกบุด้วยหนัง Sensatec ที่ดูดีมีราคา ชุดไฟส่องสว่างภายในและนอกห้องโดยสารติดตั้งมาให้ครบ รวมถึงงานตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมลาย Tetragon ที่ทันสมัยและมีผิวสัมผัสที่ให้ความรู้สึกว่าแพง ระบบควบคุมแบบใหม่ที่ผมเองก็ยังไม่คุ้นชิน จอภาพใหญ่โตพร้อมระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่คมชัดและง่ายต่อการใช้งาน อย่าลืมว่ามันยังมีเครื่องเสียงแจ่มๆ ของ harman kardon sound system ที่ให้พลังเสียงคมชัดหนักแน่น แม้จะเปิดหลังคาวิ่งก็ยังได้ยินเพลงที่เล่นผ่านอุปกรณ์ต่างๆ อย่างชัดเจน
แม้ว่า Z4 จะมีแรงม้าและแรงบิดเยอะกว่า 718 Boxster แต่น้ำหนักตัวของมันก็มากถึง 1,610 กิโลกรัมในขณะที่ 718 แบกเพียง 1,440 กิโลกรัม Porsche ทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายใน 4.7 วินาทีด้วยความช่วยเหลือจาก Sport-chrono pack ที่เจ้าของรถจะต้องจ่ายเพิ่ม ส่วน BMW Z4 M40i ทำได้ภายใน 4.6 วินาที แต่ Z4 ถูกล็อกความเร็วที่ 155 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะที่ 718 Boxster จะไหลต่อไปได้ถึง 170 ไมล์/ชั่วโมง เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงอัดเทอร์โบรหัส B58 ของ BMW มีประสิทธิภาพสูงมาก ให้พลัง 340 แรงม้าตั้งแต่ 5,000-6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 369 ปอนด์-ฟุต หรือ 500 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,600 รอบต่อนาที ในขณะที่ 718 ต้องลากรอบ 6,500 ถึงจะได้ม้า 295 ตัว แถมยังกินน้ำมันมากกว่าเสียอย่างนั้น โชคดีที่ 718 ยังมีเกียร์ PDK ที่มีคลัตช์สองชุดที่ทำงานได้เร็วดีมาก อย่างไรก็ตามเมื่อลองขับจริงบนถนนสายรอง BMW ยังสามารถทำระยะทิ้งห่างจาก Porsche ได้แบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วงล่างของ BMW Z4 M40i เวลาวิ่งบนทางด่วนระยะยาวก็นุ่มนวลกว่า Porsche ด้วยเช่นกัน อัดยาวๆไปอุทยานสามร้อยยอดทั้งไปและกลับ ก็ยังลงมาเดินเหินได้สะดวกดีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในโหมด Sport + นั้น ผมคิดว่ามันเหมาะเอาไว้ใช้เวลาขับในสนามก็พอ ถ้าเป็นบนถนนปกติในไทย ใช้แค่โหมด Sport ก็เหลือกำลังลาก โหมดนี้เพียงพอแล้วเพราะสามารถควบคุมคันเร่งได้ง่ายกว่า เวลาเล่นเกียร์ในโหมด Manual หากลากรอบไปจนสุด เกียร์จะเปลี่ยนขึ้นให้เองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าอยากจะปล่อยม้าหมดคอกและชอบให้แรงบิดพุ่งสูงสุดที่ 500 นิวตันเมตร คุณจะต้องมีทางตรงยาวที่มากพอสำหรับกำลังของมัน เมื่อระเบิดพลังงานออกมา เสียงท่อนั้นเพราะสุดๆ มันดังคล้ายเครื่อง V6 ของ AMG ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องยนต์สูบเรียงที่จูนให้ลงตัวยากกว่าเครื่องรูปตัว V เป็นเสียงท่อที่หวานปานน้ำผึ้ง ไม่ได้ดังจนแสบแก้วหูคล้ายเสียงท่อแตก ในวันทดสอบ 718 Boxster ที่ระยอง เมื่อสองปีก่อน ผมถึงกับต้องปิดเสียงท่อของ 718 เนื่องจากกลัวชาวบ้านร้านตลาดจะตกใจจากเสียงที่แผดสนั่นราวกับฟ้าผ่า ส่วน Z4 M40i ขอชมเชยว่าปรับจูนเสียงท่อท้ายมาดีราวกับวางเครื่อง V6 ยังไงยังงั้น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันวางเครื่อง 6 สูบเรียงที่จูนให้เสียงหล่อได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น M2 M3 และ M4 ที่มีเสียงดังแบบเอะอะเอ็ดตะโร ไม่เหมือนกับ Z4 M40i ที่เจ้าของรถมักขยันลากรอบเพื่อต้องการฟังสิ่งที่อยากฟังมานานแสนนาน และเพิ่งจะพบพานความดีงามของเสียงท่อระบายท้ายในรถรุ่นนี้นี่เอง
ในโหมด Comfort Z4 จะมีความนุ่มนวลชวนฝันให้สัมผัสอยู่บ้าง เป็นโหมที่เหมาะสำหรับการขับไหลไปเรื่อยๆ พร้อมกับการเปิดหลังคาเพื่อชื่นชมบรรยากาศรอบๆตัว ในขณะที่พอเข้าสู่โหมดท้ารบหรือโหมด Sport + ช่วงล่างจะแข็งขึ้น พวงมาลัยหนักขึ้น และเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป M differential จะเริ่มการทำงานของมัน คันเร่งไวและตอบสนองราวกับคนเป็นโรคเส้นประสาท เกียร์กระฉับกระเฉงทันตาเห็น โดยเปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นรุกในโหมดสูงสุด ส่งผลให้รถมีอาการดีดตามจังหวะคันเร่ง ถ้ากดยาวๆ มันจะพาคุณลากจาก 100-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อลองเปิดหลังคาแล้วอัดเต็มสูบ ลมที่ปะทะกับกระจกหน้าก็ไม่ได้ทำให้ทรงผมของภรรยาที่นั่งไปด้วยยุ่งเหยิงราวกับรังนกกระจาบ!
ขับ Z4 ออกทางไกล ยังไงมันก็ยังเป็นรถที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและสบายสุดๆ ช่วงล่างเซตมาเอาใจวัยบริหารที่ไม่ชอบรถกระด้าง กระจกหน้าขนาดใหญ่ไล่น้ำฝนปรอยๆ พ้นหน้าคนขับได้หมดและยังไม่มีลมย้อนมาตี เพราะมีแผงกั้นลมที่ติดตั้งไว้ใกล้ระหว่างพนักพิงศีรษะ การกระจายน้ำหนักที่สมดุลสุดยอดทำให้คุณหรือใครก็ตามที่ได้ลองขับจะรู้สึกติดอกติดใจทันที จุดเด่นของ Z4 M40i คือความงดงามอันน่าทึ่งของทรวดทรงองเอว มันเป็นรถที่มีระบบอากาศพลศาสตร์ดีเยี่ยมและทำให้เปลือกตัวสถังมีความดุดันสมกับความเป็นโรสเตอร์ตัวกลั่น กระจังหน้าแบบใหม่ สปอยเลอร์หน้า-หลังของ M ที่โหดร้ายทารุณต่อสายตาของบริษัทรถคู่แข่ง บั้นท้ายและไฟท้ายแบบใหม่ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันสลับซับซ้อน ทั้งสปอยเลอร์หลัง ท่อระบาย ครีบรีดอากาศกับฝาท้ายทรงตูดเป็ด ซึ่งทำออกมาได้ทันสมัยและงดงามตามท้องเรื่อง นับเป็นรถโรสเตอร์ที่ครบเครื่องทั้งเปลือกตัวถัง เครื่องยนต์ ช่วงล่างและชุดส่งกำลัง และถ้าแรงกว่านี้อีกนิดมันก็จะกลายร่างเป็นซุปเปอร์คาร์เปิดประทุนอย่างแน่นอนที่สุดละครับ
การที่ฐานล้อสั้น ทำให้เวลาขับ Z4 แล้วรู้สึกเหมือนรถสปอร์ตเปิดหลังคาที่แท้จริง ในขณะที่ 718 Boxster จะทำตัวเหมือนน้องชายคนเล็กของ 911 การทดสอบ 8 วัน ทั้งการขับในเมือง (แค่นิดเดียว) รวมไปถึงการโลดโผนโจนทะยานบนเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปยังอุทยานสามร้อยยอดแบบจัดเต็ม ผมคิดว่า BMW New Z4 M40i เป็นรถที่ขับง่ายกว่า เร่งได้เร็ว เบรกดี คุมแรงให้เบรกตามใจได้เนียนเหมือนหงส์ร่อนลงผิวน้ำ มันมีชุดบังคับเลี้ยวไฟฟ้าที่สามารถหักเลี้ยวไปตามโค้งอย่างว่านอนสอนง่าย เล็งไปทางไหนก็ไปตามสั่ง พร้อมกับน้ำหนักของพวงมาลัยที่แสนจะพอดิบพอดีไม่มีขาดหรือเกิน ไม่เบาจนขาดสัมผัสที่ดีและไม่หนักเหมือน M4 CS ที่มีน้ำหนักของพวงมาลัยราวกับรถแข่ง การที่คุณสามารถใช้ความเร็วในโค้งได้สูงมากนั้นมีส่วนช่วยทำให้เกิดความมั่นใจในการขับและจะยิ่งจัดหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ขับในฤดูฝน เมื่อพบเจอกับถนนเปียกแล้วอยากสนุกแต่ก็ต้องระวังให้ดีๆ เพราะการปล่อยแรงบิด 500 นิวตันเมตรลงบนผิวถนนที่เปียกชื้น เป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ แค่เข้าโค้งด้วยความเร็วที่เหมาะสม ปล่อยให้ระบบทุกอย่างทำหน้าที่ของมันไปตามเรื่องตามราว ถ้าแน่ใจว่ามีฝีมือมากพอก็เลือกได้เลยว่าจะกดคันเร่งเป็น Power slide หรือจะมาเร็วแล้วยกคันเร่งหมดเป็น Lift-off oversteer รถจะทำตามอย่างว่าง่าย แต่ถ้าถนนแห้ง มันจะไม่ใช่รถที่ท้ายออกง่ายอย่างที่คุณคิดถ้าไม่ใช่ว่าเหยียบคันเร่งเยอะจริงๆ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะมันใส่ยางที่เกาะสุดๆ อย่าง Pilot Super Sport นั่นเอง
สำหรับทางฝั่งของ 718 Boxster นั้น พวงมาลัยจะเบากว่า แต่คม คุณสามารถสามารถอ่านการเกาะถนนของล้อหน้าและหลังได้ง่าย แล้วให้คนขับเลือกว่าจะเข้าหรือออกโค้งท่าไหน การที่เครื่องยนต์อยู่ตรงกลางหลังคนขับแค่ไม่ถึง 10 นิ้วทำให้บาลานซ์ของ 718 นั้นดีงามมาก น้ำหนักที่เบากว่า Z4 ก็ช่วยให้ 718 มีความคล่องตัวสูง แม้แรงเครื่องจะน้อยกว่าเวลาขึ้นเขา แต่ช่วงวิ่งลงเขาเกียร์ 3 Porsche สามารถตามจิก BMW ได้ตลอด นั่นก็เพราะ Porsche สามารถกดเบรกทีหลัง แต่กดคันเร่งตอนออกโค้งได้ก่อน อย่างไรก็ตาม 718 Boxster มีแป้นเบรกที่จิกผ้าดีเกินไปนิด แตะนิดหน่อยก็หน้าทิ่ม ทำให้คุมแรงเบรกได้ยากแม้ว่าจะทนต่อการเฟดได้ดีกว่า ช่วงล่างให้ความมั่นใจพอๆ กัน แต่ต้องขับอยู่บนถนนที่เรียบจริงๆ เพราะถ้าถนนขรุขระ มันจะกระด้างทันที แรงสั่นสะเทือนจากผิวถนนที่ไม่เรียบจะส่งผลต่อการควบคุมรถมากกว่า Z4 ที่มีช่วงล่างสบายตัวกว่าเมื่อขับทางไกล และแน่นอนที่สุดว่า เครื่องยนต์ Boxer ของมันต้องอาศัยการลากรอบเพื่อให้ได้พลัง และเสียงท่อที่เลวร้ายก็ไม่ได้ให้ความเร้าใจไพเราะเพราะพริ้งเท่ากับเทคนิคการจูนอัพเสียงท่อขั้นเทพของเครื่องยนต์ 6 สูบใน BMW Z4 M40i
BMW Z4 M40i มีชุดบังคับเลี้ยวที่โดดเด่นมาก เป็นพวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Variable rate Sport ที่สร้างน้ำหนักตึงมือช่วงถือตรงได้ดีมากไม่ต้องขยับแต่งทิศทางกันให้มากเรื่อง ช่วงล่างและพวงมาลัยมีการสื่อสารกับสภาพถนนแล้วส่งตรงถึงมือคนขับเวลาเลี้ยวเข้าโค้งได้ดี เวลาหักเปลี่ยนทิศทางเร็วๆ ก็ตอบสนองได้ไวมาก การที่ Z4 ใหม่มีฐานล้อสั้นลงแต่ลำตัวรถยาวขึ้นนั้นเวลามาขับบนถนนจริงรู้สึกได้เลยว่าบาลานซ์ดีขึ้น Z4 มีอะไหล่บางชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกับซีรีส์ 3 รุ่น M340i ซึ่งก็คือช่วงคานหน้า คาร์ลิเปอร์เบรก และชุดเฟืองท้ายกับเพลาข้าง แม้ว่า Z4 จะมีจุดต่างตรงที่มีการออกแบบจุดยึดให้แข็งแรงกว่า และยางยึดแท่นเครื่องแท่นเกียร์ทนงานรับงานหนักได้มากกว่า
ท้ายที่สุดเมื่อต้องเปรียบเทียบระหว่าง 718 Boxster / Toyota GR Supra กับ Z4 M40i ผมคิดว่า Porsche 718 Bopxster มีพวงมาลัยที่ดีเยี่ยม น้ำหนักของรถทั้งคันเบากว่า ทำให้ตอบสนองได้ไวกว่านิดๆ ส่งต่ออาการได้ดีกว่า ช่วงล่างเซ็ตมาให้สามารถขับสนุกแบบซุกซนได้มากกว่าหน่อยนึง ลักษณะของการวางเครื่องก็ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนทิศทางเร็วๆ ระบบเบรก ABS ใจกล้าเอาเรื่อง มันจะไม่ทำงานจนกว่าจะถึงจุดสูงสุด หรือเข้าใกล้กับขอบเขตข้อจำกัดของระบบ ทำให้คุณต้องแก้อาการไถลของรถด้วยตัวเองมากกว่า อาจดีงามสำหรับสุดยอดฝีมือที่ชอบแก้อาการเป็นนิสัย แต่คนทั่วไปก็ต้องใช้ความระมัดระวังให้จงหนักไม่งั้นอาจจบลงด้วยอุบัติเหตุ การทำงานประสานกันระหว่างพวงมาลัย ช่วงล่างและระบบขับเคลื่อนในแบบที่เหมาะกับคนใจกล้า ทำให้รู้สึกเร้าอารมณ์มากกว่า แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าเครื่องยนต์มีแรงม้าแรงบิดให้ใช้มากกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงการจูนเสียงท่อซะใหม่เพราะของเดิมๆ ที่ให้มานั้นฟังยังไงก็สู้ M40i ไม่ได้อยู่ดี
ส่วน Toyota GR Supra ที่ผมเพิ่งจะบินไปขับทดสอบมาสดๆ ร้อนๆ ในเมืองเซนไดนั้น มันคือฝาแฝดของ BMW Z4 M40i อย่างแท้จริง นอกจากเปลือกตัวถัง โหมดการขับเคลื่อน ช่วงล่างแบบปรับไม่ได้ (ซึ่งดีงามมาก) งานตกแต่งภายในและระบบเสียง JBL แล้ว GR Supra เหมือนกับ Z4 ทุกอย่าง บางท่านอาจสนใจคลิปในยูทูปมากจนเข้ามาแย้งว่า GR Supra มีกำลังมากกว่า แต่ถามจริงๆเถอะว่า คุณซื้อมันมาเพื่อขับใช้งาน ขับเล่นในวันหยุดกับภรรยา หรือจะซื้อมาเพื่อลงแข่งควอเตอร์ไมล์กันแน่? กำลังที่แตกต่างกันแค่นิดเดียวบนแท่น Dyno Test ไม่ใช่ประเด็นที่จะเอามาข่มว่าคันโน้นแรงกว่าคันนี้ การใช้งานในชีวิตจริงคือสิ่งที่สำคัญสูงสุดสำหรับการเลือกซื้อรถสปอร์ตราคา 5 ล้านบาท หากคุณไม่ใช่ทีมแข่งที่ซื้อ GR Supra เพื่อลงทำการแข่งขันแต่เพียงอย่างเดียวก็ขอให้เชื่อเถอะว่า GR Supra นั้นขับได้ดีเยี่ยมและมีฟีลลิ่งหลังพวงมาลัยเหมือนกับ Z4 M40i ราวกับแกะ
ความเร็วและพลังของ Z4 สร้างความประทับใจให้กับนักเลงรถเปิดประทุนถ้าคุณไม่ได้มีใจที่โอนเอียงไปยังรถคู่แข่งค่ายใดค่ายหนึ่ง หลังจากลองขับ คุณจะรับรู้ได้เลยว่า Z4 ใหม่นั้นเจ๋งจริงและมีข้อได้เปรียบอยู่หลายจุดเมื่อเทียบกับรถคู่แข่ง มันเป็นรถสปอร์ตเปิดหลังคาที่ทำทุกอย่างในหลายหัวข้อของการทดสอบได้ดีเกือบเท่า Porsche และเหมือนกันกับ GR Supra ทุกประการ Tada วิศวกรของ Toyota ชอบช่วงล่างแบบปรับไม่ได้มากกว่า ช่วงล่างแบบนั้นมีความเสถียรและมีค่าที่ค่อนข้างจะคงที่ไม่กระโดดไปมาจากการปรับของระบบอีเล็กทรอนิกส์ ทั้งสามคันเป็นรถที่ขับสนุกเหมือนๆกัน แต่ราคาของ 718 Boxster จะแพงกว่าทั้ง Z4 และ GR Supra ถ้าคุณยอมรับดีไซน์ภายในพวกแดชบอร์ดที่ดูแปลกๆของมันได้ Z4 M40i ก็จะเป็นเพื่อนเดินทางที่จะสร้างรอยยิ้มของคุณภรรยาและทำให้คุณมีความสุขกับการควักเงินเกือบๆ 5 ล้านบาท ไม่ว่าจะขับเร็วหรือช้า มันเลี้ยวเข้าโค้งได้เร็ว ทนแรงเหวี่ยงได้เยอะ บาลานซ์น้ำหนักยอดเยี่ยม ช่วงล่างโคตรสบายและตัวถังมีความสวยงามลงตัวสุดๆ นับเป็นผลงานที่น่าประทับใจซึ่ง BMW พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า New Z4 น่าขับขึ้นกว่ารถรุ่นก่อนมาก มากจนผมอยากจะให้รางวัลกับทีมวิศวกรทุกคนที่ลงมือลงแรงพัฒนารถรุ่นนี้ขึ้นมาด้วยหัวใจของคนรักรถอย่างแท้จริง.
รายละเอียดด้านเทคนิค
เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ แถวเรียง เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo
ปริมาตรกระบอกสูบ 2,998
กำลังสูงสุด 250 กิโลวัตต์ 340 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-4,500 รอบต่อนาที
ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง 4.5 วินาที
อัตราสิ้นเปลืองน้ำ มันเชื้อเพลิงเฉลี่ย - อ้างอิงผล ECO Sticker 13 กิโลเมตร/ลิตร
ระดับการปล่อย CO2 เฉลี่ย 166 กรัม/กิโลเมตร
ล้อ ล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke แบบสลับสี
ขนาดล้อหน้า/ยาง 9J x 19 255/35 R19 michelin pilot super sport
ขนาดยางล้อหลัง/ยาง 10J × 19 275/35 R19 michelin pilot super sport
มิติรถยนต์ ยาว 4,234 มิลลิเมตร กว้าง 1,864 มิลลิเมตร สูง 1,304 มิลลิเมตร
ปริมาตรในการบรรจุของ 281 ลิตร
น้ำหนักรถสุทธิ 1,610 กิโลกรัม
ระบบขับเคลื่อนและเทคโนโลยี
เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Sport Steptronic
ระบบเฟืองท้าย M Sport
ช่วงล่าง M suspension
พวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันตามการหมุนและความเร็ว
ระบบควบคุมความเร็วคงที่ พร้อมฟังก์ชัน Stop&Go (Active cruise control with Stop&Go function)
ระบบช่วยนำ รถเข้าที่จอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพด้านหลัง
(Parking Assistant with Rear view camera)
ระบบตัดการทำ งานเครื่องยนต์อัตโนมัติ
ระบบไฟส่องทางหลังดับเครื่อง
ระบบไฟ Welcome light
อุปกรณ์ภายนอก
ระบบปรับการทำ งานไฟสูงอัตโนมัติ (High-beam Assistant)
คาลิเปอร์เบรกดีไซน์ M Sport
ระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะ (Comfort Access System)
ชุดตกแต่ง M Aerodynamics
อุปกรณ์ภายใน
กระจกมองข้างและกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
เบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำ ตำ แหน่งเฉพาะฝั่งคนขับ
เบาะนั่งหนังแท้ Vernasca
พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M Sport
เข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M
คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec
ชุดไฟส่องสว่างภายในและนอกห้องโดยสาร
ภายในตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมลาย Tetragon
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน
ฟังก์ชั่นช่วยการจัดเก็บสัมภาระ
ระบบความบันเทิงและการสื่อสาร
BMW Live Cockpit Professional
ระบบ BMW ConnectedDrive
ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon
ระบบความบันเทิงและการสื่อสาร
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth และช่อง USB
ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย
ความปลอดภัย
ถุงลมนิรภัยสำ หรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำ หรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
ระบบ Teleservices
ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน (Intelligent Emergency Call)
ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC)
ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (DTC)
ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS)
ไฟเบรกกะพริบฉุกเฉิน (Dynamic Braking Lights)
เซนเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor)
ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side Impact Protection)
ระบบป้องกันการกระแทกศีรษะในกรณีรถพลิกคว่ำ
ระบบเตือนสถานะของยาง (Runflat Indicator)
ชุดปะยางฉุกเฉิน
ชุดตกแต่ง M Sport
Paintwork สีเทา Frozen Grey Metallic II
BMW Z4 M40i ราคา 4,999,000 บาท
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/