ข่าว
100 year

แรงกว่านี้พี่ตกใจ! ทดสอบเด็กโหด BMW M2 COMPETITION

ไทยรัฐออนไลน์2 ส.ค. 2562 10:00 น.
SHARE

หลังจากที่ปล่อยของแรงใน M2 รุ่นมาตรฐานออกมาวาดลวยลายบนถนนได้ 2 ปี ล่าสุด BMW M จัดการปรับสมรรถนะของรถ M2 ในรูปแบบพิเศษหรือ Competition ด้วยการปรับเปลี่ยนขุมกำลังและรายละเอียดของตัวรถเพื่อเพิ่มความแรง การกระชากเครื่องเก่าทิ้งเนื่องจาก M2 รุ่นมาตรฐานนั้นวางเครื่องยนต์ของ M235i ซึ่งนักเลงรถ M ยังถือว่าไม่สุด การปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนด้วยการยัดเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของ BMW M4 โดยมีการปรับแรงม้าลดดีกรีความโหดจาก 430 แรงม้า เหลือ 410 แรงม้า แรงกว่าเดิมที่ทำได้แค่ 370 แรงม้า รวมถึงแรงบิดจากเครื่อง 6 สูบเทอร์โบคู่ตระกูล M ที่ทำได้เพิ่มขึ้นเป็น 550 นิวตันเมตร แรงบิดเพิ่มอีก 50 นิวตันเมตร พร้อมอัพเกรดระบบเบรกช่วงล่างให้รองรับกำลังที่เพิ่มมากขึ้น

M2 Competition ปรับเปลี่ยนไฟหน้าแบบใหม่ Adaptive LED พร้อมกลไกยกหรือลดไฟสูงแบบอัตโนมัติ กระจังหน้าใหม่พร้อมกันชนหน้า M ที่ลงตัวมากกว่าเดิม กันชนหน้าสปอยเลอร์หน้ามีช่องรับอากาศใหญ่พร้อมร่องตรงบริเวณกึ่งกลางของกันชนหน้า ตะแกรงหน้าไตคู่พลาสติกสีดำเชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกัน ช่องรับอากาศในกันชนหน้ายังออกแบบให้กระแสลมเข้าไประบายความร้อนให้กับชุดเบรกที่ทำให้ระบบหน้าของ M2 ดุร้ายกว่า M4 ไฟหน้า LED

มิติตัวถังของ BMW M2 Competition มีขนาดความกว้าง 1,854 มิลลิเมตร ยาว 4,475 มิลลิเมตร และสูง 1,410 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 122 มิลลิเมตร ฐานล้อวัดจากดุมล้อหน้าไปหลังยาว 2,692 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า 1,580 มิลลิเมตร หลัง 1,600 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,657 กิโลกรัมในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ทรงด้านข้างป้อมสั้น แนวโค้งของหลังคาสอดรับกับความยาวของตัวถังแค่ 4,475 มิลลิเมตร แก้มข้างแปะตราสัญลักษณ์ M กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวยังทำตัวเป็นพวกอนุรักษนิยมด้วยการติดไว้ที่โคนเสา A แทนที่จะติดไว้บนประตู ที่จับมือเปิดประตูสีเดียวกับตัวถัง เสาหน้า ผืนหลังคาและเสาท้ายกลมกลืนด้วยองศาของความลาดเอียงที่ทำให้มันมีทั้งความอวบและความป้อม ล้ออัลลอย M ลายใหม่ล่าสุดมีความสวยงามแต่ล้างทำความสะอาดยากเอาเรื่อง

ล้อขอบ 19" M light alloy wheels Double-spoke style 788 M-Wheel ห่อรัดด้วยยางสปอร์ต Michelin รุ่น Pilot Super Sport ล้อหน้าขนาด 9 J x 19 ยาง 245/35 R19 ส่วนล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย 10 J x 19 กับยางหลังไซส์ 265/35R 19 เต็มพอดิบพอดีกับโป่งหลังที่อวบอูม! ตัวถังหน้า-หลัง กว้างขึ้น 55 และ 80 มิลลิเมตรตามลำดับ รองรับฐานล้อที่กว้างมากกว่า Series-2 Coupe รุ่นมาตรฐาน สำหรับระบบรองรับยกเอาแพหน้าและแพหลังของ M4 มาทั้งหมด ช่วงล่างแบบสปอร์ตของM-Power ปรับตั้งความแข็ง-อ่อนไม่ได้และเน้นไปที่การทำความเร็วเป็นหลัก

เร็วขึ้นแล้วก็ต้องมาทำเบรกเพิ่มเพื่อความมั่นใจของลูกค้า BMW M2 Competition ใส่ชุดเบรกประสิทธิภาพสูง M Sport Brakes ด้านหน้าเป็นคาลิปเปอร์ 6 Pot และด้านหลังเป็นคาลิปเปอร์แบบ 4 Pot โดยเพิ่มขนาดจานเบรกคู่หน้าเป็น 400 มิลลิเมตร ด้านหลัง 380 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรกของ M สีเทาพร้อมผ้าเบรกที่ใหญ่ขึ้นตามขนาดของจานเบรก เบรกประสิทธิภาพสูงของ M2 Competition คันทดสอบเหนือชั้นกว่าเบรกของรถรุ่นพี่อย่าง BMW M4 CS ที่ยัดเบรกหน้า 4 พอตเบรกหลังแบบซิงเกิ้ลพอตมาให้ ความรู้สึกในการเบรกของ M2 Competition ให้ความมั่นใจสูงสุดจากการหยุดยั้งแรงม้า 410 ตัวที่สุดยอดเอามากๆ! 

ภายในของเล็กโหด BMW M2 Competition มีโทนสีเทา-ดำแบบเดียวเพื่อความง่ายในการประกอบบนสายการผลิตที่รีบเร่งแทบจะไม่ทันส่งรถให้กับลูกค้าที่เฝ้ารอ ภายในของมันมีการปรับเปลี่ยนพวงมาลัยใหม่โดยใช้พวงมาลัย M4 วัสดุคาดกลางแผงแดชบอร์ดทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ลามไปถึงซุ้มเกียร์ที่ตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ แดชบอร์ดคอนโซลทำจากโฟมขึ้นรูปหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ เบาะคู่หน้าเปลี่ยนใหม่โดยใช้เบาะของ BMW M4 เป็นเบาะปรับไฟฟ้าพร้อมกลไกการเลื่อนเบาะเพื่อเข้า-ออกจากเบาะหลัง และหน่วยความจำ 2 ระดับ เบาะหุ้มหนังแท้เย็บเดินตะเข็บด้วยด้ายสีฟ้า บริเวณใต้พนักพิงศีรษะของเบาะคู่หน้าแปะตราสัญลักษณ์ M2 รวมถึงถุงหนังแท้ที่ใช้หุ้มคันเบรกมือที่ใช้หนัง Alcantara เหมือนเดิม 

จอมอนิเตอร์หรือจอแสดงผลกลางที่เชื่อมต่อกับระบบควบคุม iDRIVE มีขนาด 8 นิ้ว ให้มาครบทั้งระบบต่อเชื่อมกับโทรศัพท์บลูทูธการต่อเชื่อมกับอุปกรณ์เล่นเพลง USB / iPAD MP3 CD/DVD กล้องมองภาพด้านหลัง ระบบนำทางด้วยดาวเทียมเนวิเกเตอร์แบบใหม่ที่ให้รายละเอียดครบโดยเฉพาะการแสดงผลแบบ 3D จอภาพที่คมชัดยังเชื่อมต่อกับหน่วยแสดงผลการทำงานของระบบต่างๆ การปรับตั้งค่าโหมดการขับเคลื่อน รวมถึงยังสามารถแสดงผลแบบมาตรวัดทั้งแรงม้าและแรงบิดอย่างครบครัน

กลางแดชบอร์ดใต้จอภาพเป็นช่องแอร์ทรงเหลี่ยม ต่ำลงมาเป็นที่อยู่ของชุดเครื่องเสียงที่เรียบง่ายพร้อมช่องยัดแผ่น CD DVD แผงควบคุมเครื่องเสียง Harman Kardon ติดกับชุดควบคุมอุณหภูมิดิจิตอลแบบแยกโซน ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์สีแดงด้านขวามือมีปุ่มเล็กๆ อยู่ด้านบนเพื่อกดยกเลิกหรือใช้งานระบบ Auto Start/Stop ซุ้มเกียร์ M-DCT 7 สปีดแบบเรียบๆ ข้างคันเกียร์มีสวิตช์ปรับโหมดการขับเคลื่อนที่ปรับได้สามแบบ (Comfort / Sport / Sport +) ปุ่มควบคุมแบบสวิตช์ 5 ทิศทางในระบบ iDRIVE เวอร์ชั่นล่าสุดที่มีการปรับแต่งฟังก์ชั่นเพิ่มเติม สวิตช์ปรับตั้งการตอบสนองของระบบเกียร์ สวิตช์ปรับตั้งระดับการทำงานของพวงมาลัย 

มาตรวัดแบบเข็มสไตล์คลาสสิกของรถ M-Car เปลี่ยนรายละเอียดของตัวเลขทั้งมาตรวัดรอบและมาตรวัดเครื่องยนต์ มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ทางด้านขวาแปะตรา M ใต้มาตรวัดรอบเป็นจอภาพ MID multi information display แสดงอุณหภูมิภายนอก ระดับเชื้อเพลิงในถังต่อระยะทางที่วิ่งถึง ทริปมิเตอร์ A/B การชาร์จไฟเข้าแบตฯ ของระบบ Auto Start/Stop และอื่นๆ มาตรวัดความเร็วด้านซ้ายมีตัวเลขมาให้ถึง 300 กิโลเมตร 

พวงมาลัยไฟฟ้ายกมาจาก BMW M4 ทั้งวง หุ้มด้วยหนังแท้ เย็บเดินตะเข็บด้ายลาย M-POWER พวงมาลัยติดตั้งแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ประทับตราสัญลักษณ์ตัว M ที่ก้านวงตรงกึ่งกลางอย่างสวยงาม เป็นพวงมาลัยที่มีขนาดกำลังพอดี ใช้หนังแท้คุณภาพสูงห่อหุ้มและเย็บด้วยงานฝีมือที่มีความประณีตบรรจง

เครื่องยนต์ของ BMW M2 Competition เปลี่ยนจากเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียงเทอร์โบของ M235 รหัส N55B30 โดยเสียบแทนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง รหัส S55B30 อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ ซึ่งเป็นขุมกำลังของรถสปอร์ตรุ่นพี่อย่าง BMW M3 f80 และ M4 f82 เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร 2,979 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ วางอินเตอร์คูลเลอร์คร่อมฝาสูบเพื่อลดความยาวของท่อ ส่วนตัวเลขความกว้างกระบอกสูบอยู่ที่ 89.6 มิลลิเมตร ช่วงชัก 84.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.2 : 1

เครื่องยนต์ตัวใหม่ของ M2 รุ่นพิเศษ Competition ที่ยกมาจาก M4 เป็นเครื่อง M-POWER แบบเบนซินแถวเรียง 6 สูบ เทคโนโลยีใหม่ในการออกแบบกับชิ้นส่วนภายในที่ต้องรับแรงในระดับที่ไม่ปกติ มันคือเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงที่แผนก M จงใจสร้างให้มีคาแรกเตอร์ของเครื่องยนต์สายพันธุ์ M แท้ๆ เทอร์โบสมรรถนะสูง ทำให้เครื่องสามารถรีดเค้นทั้งแรงม้าและแรงบิดในเกือบทุกย่านของรอบเครื่องยนต์ การทำงานประกอบไปด้วยระบบ High Precision Injection หรือระบบฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ระบบวาล์วแปรผันต่อเนื่อง Double Vanos / ValveTronic รวมกับชุดอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ ใช้เทคโนโลยี TwinPower Turbo ระบบวาล์วแปรผันในรอบต่ำ ช่วยเพิ่มจังหวะโอเวอร์แลป เพื่อทำให้ไอเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ในวัฏจักรก่อนหน้านี้ กลับมาเผาไหม้ซ้ำอีกครั้ง เป็นการลดมลพิษที่จะเจือปนไปกับไอเสียและช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง

ระบบจ่ายเชื้อเพลิงจึงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็นต่อการจุดระเบิดเท่านั้น ในรอบการทำงานสูงๆ ของเครื่องยนต์ ระบบ Double Vanos จะลดจังหวะของการโอเวอร์แลป เพื่อลดการสูญเสียไอดี จากการเลื่อนขึ้นลงของลูกสูบที่ย่านรอบเครื่องสูงๆ ในรอบสูง Double Vanos จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงแบบไม่จำเป็น ส่วน ValveTronic รับหน้าที่เปลี่ยนระยะยกตัวของวาล์วไอดี สำหรับการเพิ่มปริมาณอากาศ ให้มีความสมดุลกับการจุดระเบิด โดยเฉพาะในรอบสูง Double Vanos จะทำงานด้วยแรงดันน้ำมันเครื่องที่ควบคุมการสั่งจ่ายน้ำมันด้วยโซลินอยวาล์ว สำหรับระบบ ValveTronic จะทำงานด้วยกลไกปรับเปลี่ยนระยะยกด้วยเซอร์โวมอเตอร์ ระบบวาล์วแปรผันทั้งหมด ยังผ่านการควบคุมด้วยสมองกล ECU

แรงม้าสูงสุดจากการหมุนของข้อเหวี่ยงที่ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีแรงดันสูง หรือฟอร์ซ เค้นกำลังออกมาได้ 410 แรงม้า เพิ่มขึ้นพอสมควรเมื่อเทียบกับเครื่อง 6 สูบใน M2 รุ่นมาตรฐานที่ยกเครื่องยนต์ของ M235i มาใส่ การปลดปล่อยกำลังของเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ใน M2 Competition อยู่ในย่าน 5,750-7,000 รอบต่อนาที แรงบิดมีให้ตั้งแต่ 1,700 รอบต่อนาทีไปจนถึง 4,750 รอบต่อนาที 

สำหรับตัวอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดเล็ก ที่อยู่ใกล้กับฝาสูบด้านบน เทอร์โบทั้งสองตัวจัดวางแปะอยู่ข้างตัวเครื่องด้วยการใช้เทคนิค แบบ Bi-Turbo โดยเทอร์โบ 1 ตัวรับหน้าที่ 3 กระบอกสูบในการอัดอากาศ เป็นเทอร์โบแบบ TWO MONO Scroll การแยกเทอร์โบให้รับผิดชอบฝั่งละ 3 สูบ ทำให้มันไม่ต้องรับภารกรรมการทำงานมากนัก เทอร์โบในเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และตลอดเวลาแม้จะโดนอัดอย่างต่อเนื่องในสนามแข่ง กลีบเทอร์ไบน์รวมถึงแกนสามารถหมุนในรอบที่เร็วถึง 200,000 รอบต่อนาที โดยสามารถคงรอบเอาไว้ที่ 120,000 รอบต่อนาที ไม่ให้ตกลงไปด้วยการทำงานของเวสเกตแบบไฟฟ้า ท่อไอดีถูกออกแบบให้มีความไหลลื่นเพื่อความเป็นระเบียบของอากาศขณะไหลผ่าน ท่อไอดีของ M ออกแบบให้แทบจะไม่มีจุดคอด โดยมีอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดกะทัดรัด ที่ติดอยู่ใกล้กับท่อไอดี เพื่อช่วยในด้านการตอบสนองของเทอร์โบ ช่วยทำให้มั่นใจได้ว่า อากาศร้อนจะไม่ถูกอัดกลับเข้าไปยังห้องเผาไหม้แบบซ้ำๆ เทอร์โบคู่ของเครื่องยนต์ตัวนี้ ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงขึ้นอีก 30% ลดการปล่อย CO2 ลงอีก 70 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร น้ำหนักของเครื่องยนต์ทั้งตัวเบากว่าเครื่อง V8 ของ M3 e92 น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ที่หายไปถูกแทนที่ด้วยเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์กับท่อทางเดินต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามา สำหรับอ่างน้ำมันเครื่องนั้นทำจากแมคนีเซียมอัลลอยที่มีราคาแพงลิบ ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบใหม่ กับท่อยังถูกปรับการทำงานโดยเฉพาะในด้านของความแข็งแกร่งทนทานต่ออุณหภูมิ และแรงที่เข้ามากระทำ

จากเดิมที่มีแรงม้ามากถึง 430 ตัว เมื่อนำมาวางในรถ M2 ซึ่งมีขนาดของตัวถังเล็กกว่า แรงม้าจึงถูกตอนให้ลดลงเหลือ 410 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุดจัดเต็มที่ 550 นิวตันเมตร ในย่าน 2,350-5,200 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังของ M2 รุ่นพิเศษยังมีเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะให้เลือกเหมือนเดิม สำหรับลูกค้ารักความสบายก็ขยับไปเกียร์อัตโนมัติทวินคลัตช์ M Double Clutch 7 สปีด สับกันเพลินเหมือนเดิม BMW M2 Competition กับหัวใจใหม่ ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.2 วินาที เร็วกว่าเดิมที่เคยทำได้ 4.7 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ออฟชั่น M Drivers Package ปลดล็อกความเร็วเป็น 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สาแก่ใจขาซิ่งไปตามๆ กัน

M3 e30 ตัวแรกสุดใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียงที่สามารถหมุนในรอบจัดได้ดี หลังจากนั้น e36/e46 กลายมาเป็นเครื่องยนต์แบบ 6 สูบเรียงหายใจเองสุดแรง ตามด้วย M3 e92/93 ที่ยัดเครื่อง V8 ไซล์โตหายใจเองโดยไม่พึ่งเทอร์โบ ปัจจุบัน มาตรการการลดไอเสียที่เข้มงวดในฝั่งยุโรป ทำให้ BMW M-POWER ต้องหันกลับมาคบหากับเครื่อง 6 สูบเรียงเทอร์โบ การลดกระบอกสูบลง 2 ตำแหน่งด้วยการเพิ่มระบบอัดอากาศ ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ในด้านการให้พลังงานและการปล่อยมลพิษลดลงเป็นเงาตามตัว เครื่องยนต์ใน M รุ่นล่าสุด พัฒนามาจากเครื่องยนต์รหัส B58 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ Modular สามารถเปลี่ยนปรับดัดแปลงได้ง่ายมาก ปริมาตรความจุแต่ละสูบที่ 500 ซีซี ทำให้เครื่องยนต์สามารถกลายเป็นเครื่องแบบ 4 สูบ หรือ 3 สูบได้อย่างสบายๆ ความจุกระบอกสูบที่ 500 ซีซี พอหั่นเหลือ 3 สูบ ก็จะได้เครื่องยนต์ความจุเพียงแค่ 1.5 ลิตรสำหรับรถเล็กในอนาคต (ในรถอย่าง i8 กับ MINI รุ่นใหม่ล่าสุด) หรือลดจาก 6 เหลือ 4 กระบอกสูบ ก็จะได้เครื่องยนต์แบบ 2.0 ลิตร ที่สามารถนำไปใช้กับรถยนต์หลากหลายรุ่นภายในค่าย ที่เจ๋งก็คือ เครื่องยนต์ที่ M3/M4 และ M2 Competition ใช้ร่วมกันตัวนี้สามารถจูนอัพเพิ่มแรงม้าให้ออกมาเป็นรุ่นพิเศษที่แรงกว่า M รุ่นปกติ กลายเป็น M4 GTS พร้อมระบบอินเตอร์คูลเลอร์แบบฉีดน้ำ ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า แฟนคลับของ BMW M-POWER จะพบกับ M2 CS ที่จูนให้แรงขึ้นไปอีกระดับ!  

ระบบส่งกำลังของ M2 Competition มีเกียร์ให้เลือกใช้งานสองแบบ แบบแรกคือเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และแบบที่สองคือเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีดหรือ M-DCT เกียร์ธรรมดา 6 สปีดมีน้ำหนักตัวเบาลง 12 กิโลกรัม เป็นเกียร์ 6 สปีดจากรถ 1M ที่ถูกปรับไส้ในเพื่อทำให้มีความทนทางและสามารถรับแรงได้ดีขึ้น ปลอกลูกปืนแบบคาร์บอนที่บริเวณซิงโครเมคเกียร์ พร้อมตัวช่วยในการเบิ้ลรอบเครื่องยนต์ตอนเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ (ระบบเบิ้ลรอบเครื่องยนต์จะไม่ทำงานในโหมด Sport Plus ซึ่งเป็นโหมดสูงสุดโดยปล่อยให้การใช้รอบเครื่องยนต์ขึ้นตรงต่อเท้าของผู้ขับ ส่วนเกียร์ออโตกึ่งอัตโนมัตใน M2 Competition คันทดสอบ เป็นชุดเกียร์ที่ใช้คลัตช์ 2 ชุด ถอดแบบมาจากเกียร์ประสิทธิภาพสูงของ BMW M5/M6 และ M3 f80 M4 f82 ซึ่งก็คือเกียร์ทวินคลัตช์แบบเก่าของ M3 e92 แต่ถูกปรับไส้ในให้มีความแข็งแรงมากขึ้น เฟืองท้ายที่ถูกปรับอัตราทดให้สั้นลง ส่งผลให้การเปลี่ยนอัตราทดว่องไวขึ้น เกียร์สามารถรับแรงบิดที่เกินระดับ 550 นิวตันเมตร ได้อย่างสบาย เหมาะกับเจ้าของ M2 Competition ที่นิยมนำรถไปจูนเพื่ออัพแรงม้าให้มากกว่าเดิม หรือนำไปลงแข่งในสนามแข่งรถ เฟืองท้ายแบบ M-Limited Slip Differential เป็นเฟืองแบบลิมิเต็ดไฟฟ้า มีกล่องสมองกลที่คอยรับข้อมูลที่ส่งมาจากหลายๆ ส่วน ซึ่งรวมถึงตำแหน่งของลิ้นปีกผีเสื้อ มุมองศาของพวงมาลัย

จากนั้นระบบจะประมวลผลไปยังชุด Differential ว่าจังหวะใดควรจะปล่อย หรือล็อกเฟืองท้าย หรือล็อกแบบ 100% มันช่วยเข้ามาแทนที่การทำงานในแบบกลไกสปริง ทำให้การเกาะถนนดีขึ้น ลดอาการอันเดอร์สเตียร์ ทำให้รีดแรงบิดลงพื้นได้อย่างเต็มที่ ระบบ M Diff ซึ่งถูกใช้มาตั้งแต่รุ่นที่แล้วเป็นเฟืองท้ายแบบกลไกควบคุมด้วยสมองกลไฟฟ้า ซึ่งจะส่งถ่ายแรงบิดไปยังล้อหลังที่ใช้ในการขับเคลื่อน และทำให้มันเป็นรถสปอร์ตที่มี 2 บุคลิก คือ เกาะถนนสุดๆ กับดริฟแบบควันท่วมล้อได้ทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับการเลือกโหมดการขับขี่และฝีมือของผู้ที่ควบคุม รุ่นที่สามของเกียร์ M-DCT วิศวกรของแผนก M-POWER ใช้การตั้งค่ามาตรฐานในแง่ของการรับแรงบิดและความสามารถในการเปลี่ยนเกียร์ ที่มีความรวดเร็วโดยไม่มีการประนีประนอม เกียร์กึ่งออโตลูกนี้ยังถูกออกแบบมา เพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน อัตราทดของชุดเกียร์ M-DCT ยังให้อารมณ์ของความเป็นรถสปอร์ตเมื่อขับเร็วขึ้น สำหรับการเปลี่ยนเกียร์ สามารถทำได้ทั้งแบบอัตโนมัติ ปล่อยให้โหมดการขับเคลื่อนตัดสินใจเลือกอัตราทดด้วยโปรแกรมของ ECU ที่ให้ควบคุมการทำงาน หรือเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ด้วยตัวของผู้ขับเอง โดยในโหมดอัตโนมัติ M-DCT ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็ว ไหลลื่นและไม่มีการหยุดชะงัก ช่วยให้ประสิทธิภาพของแรงบิดถูกปล่อยลงไปยังเฟืองท้ายได้ดีขึ้น ที่ความเร็วต่ำ ระบบคลัตช์คู่ ควบคุมเสถียรภาพการทำงานให้มีความลื่นไหลต่อเนื่อง เกียร์ M-DCT 7 สปีด ยังมีฟังก์ชั่นโหมด Drivelogic ที่สามารถเลือกโดยคนขับ เพื่อปรับระดับการตอบสนองของเกียร์ให้เข้ากับคาแรกเตอร์ของคนขับ ช่วยทำให้ BMW M2 Competition มีความสะดวกสบายในการใช้งานในเมืองหรือจัดหนักในสนามแข่ง 

M2 Competition เป็นรถคูเป้ไซส์กะทัดรัดที่ถูกจูนให้มีการขับขี่หลากหลาย ช่วงล่าง M แข็งโป๊กราวกับไม้กระดาน เหมาะกับการทำความเร็วทางไกลมากกว่าเอามาขับย่องๆ หยอดๆ อยู่แต่ในเมือง เส้นทางทดสอบจากสุพรรณบุรีมุ่งหน้าสู่อำเภอหนองปรือของจังหวัดกาญจนบุรีมีถนนที่เปรียบเหมือนแหล่งรวมเส้นทางที่เร้าใจทั้งทางไฮเวย์ 4 ช่องทางที่คุณสามารถกระหน่ำคันเร่งได้กับทางหลวงชนบทแบบสองเลนสวนกันที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอเลาขวัญ ทางที่จะไปโผล่ในอำเภอศรีสวัสดิ์ทำให้นึกถึงโค้งขึ้นลงภูเขาในแถบแม่ฮ่องสอน ทางตรงยาวเหยียดที่คล้ายกับการวิ่งผ่านแกรนสแตนในสนามแข่งรถ มุมอับสายตาของโค้งยาวๆ ที่ค่อนข้างอันตรายแต่ผมกลับมีความมั่นใจในรถทดสอบที่กำลังขับเพราะมันคือ M2 รุ่นพิเศษที่มีราคา 6,299,000 บาท 

คูเป้สายโหดอย่าง M2 เมื่อกลายมาเป็นรถรุ่นพิเศษของแผนก M ทำให้มันมีประสิทธิภาพในการทำความเร็วสูงขึ้นมาก Competition คือการแข่งขันกับตัวเองของ BMW M-POWER ในการผลิตจักรกลรถสปอร์ตที่สามารถตอบสนองความต้องการของเศรษฐีไทย หลังจากสร้างความคุ้นเคยกับตัวรถ ระบบควบคุมเสถียรภาพ DSC ถูกผมเปิดใช้งานเอาไว้ตลอดการขับเพื่อป้องกันความผิดพลาดทั้งปวงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะเมื่อใช้ความเร็ว ใน M2 Competition ไม่ว่าคุณจะคาอยู่ในโหมดไหนมันก็ตอบสนองอย่างฉับไวและตรงไปตรงมาทุกครั้ง เป็นรถคันเล็กที่มีแรงม้าเกินขนาดตัวถังไปไกลลิบมากถึง 410 ตัว แรงบิด 550 นิวตันเมตร บดขยี้ยาง Michelin Pilot Super Sport ให้เละเป็นวุ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เมื่อคุณพยายามที่จะเอาชนะโค้งมุมแคบแสนอันตรายด้วยการใช้ความเร็วสูงมุดเข้าสู่หัวโค้ง หากมีฝีมือมากพอคุณก็จะสามารถดริฟท์เจ้า M2 ผ่านคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองได้ไวสุด เมื่อรอบเครื่องกวาดผ่าน 5,500 รอบต่อนาทีที่เกียร์ 3 ท้ายของเจ้าเด็กโหดเริ่มออกอาการแถ ทำให้เกิดความสนุกและความเสียวสยองไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่ดีที่สุดของ BMW M2 Competition นอกเหนือจากพละกำลังของเครื่องยนต์ก็คือประสิทธิภาพของช่วงล่างที่ส่งถ่ายการยึดเกาะอันหนึบแน่น การเกาะถนนที่ดีเยี่ยมของมันเกิดจากระบบรองรับของ M4 ที่มีช่วงล่างแบบอะลูมิเนียม เป็นการหยิบยืมช่วงล่างเจ๋งๆ มาจากรถรุ่นพี่ในแบบยกมาทั้งยวงพร้อมแพหน้าและแพหลัง ฐานล้อของมันกว้างขึ้นอีก 55 มิลลิเมตร โป่งหลังที่บวมพองยังยั่วประสาทพวกรถกระบะดันรางให้เข้ามาจี้ท้ายเพื่อท้าประลองความเร็ว ช่วงล่างที่แข็งราวกับหินทำให้คุณสามารถทะยานผ่านโค้งด้วยความเร็วสูงอย่างมั่นคงและเฉียบคม (แต่ก็ต้องเปิด DSC เอาไว้ตลอดเวลา)

มันเป็นรถที่เปลี่ยนทิศทางได้เร็วชนิดน่าตกใจ โดยเฉพาะการเลี้ยงรอบเครื่องด้วยการคาเกียร์ 3 เอาไว้ในช่วงกลางโค้งโดยคืนคันเร่งแค่นิดเดียวเพื่อสร้างความสมดุลในโค้ง ก่อนที่จะกระชากลากถูด้วยแรงบิดมหาโหดเมื่อคุณพุ่งออกจากปลายโค้งด้วยการสวนคันเร่งลงจนสุด มันเป็นรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลังที่แทบจะไม่มีอาการหน้าดื้อโค้งหรืออันเดอร์สเตียร์ แต่อาการท้ายกวาดหรือโอเวอร์สเตียร์นั้น จะโผล่ออกมาทันทีที่คุณปิดระบบควบคุมการทรงตัวแล้วเข้าโค้งด้วยความเร็วแบบบ้าคลั่ง แต่ก็เป็นอาการปกติของรถขับหลังพลังสูงที่แก้ได้ง่ายด้วยการขยับพวงมาลัยนิดเดียวไปยังทิศทางที่ตรงกันข้ามกับส่วนท้ายที่กวาดออกมา แต่งพวงมาลัยนิดหน่อยท้ายที่เป๋ปัดก็จะกลับคืนสู่ที่เดิมแต่อย่าลืมยกคันเร่งก็แล้วกันไม่งั้นตัวใครตัวมันกันละครับ! 

อย่างที่เคยเขียนถึงชุดบังคับเลี้ยวไฟฟ้าของรถยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะรถสปอร์ตจากเยอรมนี พวงมาลัยไฟฟ้าที่แม่นยำและมีน้ำหนักที่แปรผันไปตามความเร็วกับโหมดของการขับเคลื่อนอย่างแม่นยำจะช่วยทำให้คุณควบคุมทิศทางได้ดีและง่ายดายขึ้น BMW M Servotronic เป็นชุดบังคับเลี้ยวที่ไม่ธรรมดา มันถูกออกแบบให้มีความเหนือชั้นกว่าพวงมาลัยเพาเวอร์ในรถ M รุ่นเก่าและให้ความรู้สึกแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ยุคใหม่กับการจูนพวงมาลัยในรถที่มีแรงม้ามากกว่ารถทั่วไป BMW M พัฒนาพวงมาลัยในรถ M ให้ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติและสื่อสารอย่างชัดเจนกับคนขับด้วยน้ำหนักและความมั่นคง Sport Mode ในรถ M2 Competition ระบบ M Servotronic ทำงานตามความเร็วที่แท้จริงโดยเพิ่มน้ำหนักของพวงมาลัยให้สอดคล้องกับโหมดขับเคลื่อน น้ำหนักพวงมาลัยใน M2 เบากว่า M4 CS ที่มีน้ำหนักราวกับพวงมาลัยรถแข่ง น้ำหนักพวงมาลัยใน M2 Competition จะแปรผันระดับของการผ่อนแรงหมุนตั้งแต่บนทางตรงยาวไปจนถึงในโค้งมุมแคบได้อย่างลื่นไหล ในขณะที่น้ำหนักพวงมาลัยจะเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยควบคุมองศาของการเลี้ยวแต่ไม่ได้เข้ามาบั่นทอนความรู้สึกของการควบคุมทิศทางแต่อย่างใด เป็นพวงมาลัยที่คล้ายกับ BMW M4 แต่ไวกว่าเล็กน้อยและมีความชัดเจนสูสีกับพวงมาลัยชั้นดีใน Porsche Cayman GTS 

มันเป็นรถที่เลี้ยวได้เนียนแบบไปทั้งแผ่นแทบจะไม่มีอาการขยับตัวเอียงไปมาของแชสซี เป็นรถเล็กพลังสูงที่มอบความจัดจ้านชัดเจนในตัวตน ทั้งการขับบนถนนปกติและการอัดแรงๆ ในสนามแข่ง ถ้าคุณทนกับอาการกระด้างของมันได้ก็ขอให้จัดหนักกันไปเลย เมื่อผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางผมลดความเร็วลงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด เมื่อขับผ่านโค้งด้วยความเร็วต่ำพร้อมกับการพุ่งลงเนินด้วยการปล่อยไหลเพื่อขับแบบผ่อนคลายหลังจากอัดหนักๆ มาตลอดทาง ด้วยเสถียรภาพของตัวรถที่สร้างความมั่นใจได้อย่างเต็มเปี่ยม แตกต่างจาก M4 CS ที่เอาแต่ดุและดิบลูกเดียวโดยไม่มีการผ่อนสั้นผ่อนยาวเหมือน M2 ซึ่งเป็นรถที่ต้องใช้สมาธิในการควบคุมเอาเรื่องชนิดเผลอเป็นแว้ง เจ้า CS เป็นจักรกลจากแผนก M ที่แข็งขืนและก้าวร้าว ต่างจากเจ้าเด็กโหดตัวเล็กที่ให้ความยืดหยุ่นเป็นธรรมชาติและควบคุมได้ง่าย เป็นการปรับจูนอารมณ์ของการขับที่จะสร้างความพึงพอใจและความสนุกให้กับเจ้าของแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย มันเป็นรถคูเป้คันเล็กที่ชอบทำตัวดิบและดุดันเมื่อขับเร็วแต่ก็ยังไม่เท่ากับ M4 CS จอมโหด แค่กระตุกพวงมาลัยไปยังทิศทางที่ต้องการจากนั้นก็เหยียบให้มิดเจ้า M ตัวเล็กก็จะปลดปล่อยอารมณ์การขับในแบบที่คุณต้องการ เมื่อจ่ายเงิน 6 ล้านก็ต้องได้ในสิ่งที่คาดหวัง ลูกค้าที่ซื้อรถ M ร้อยทั้งร้อยเป็นคนที่ชอบขับรถและเคยผ่านรถสปอร์ตแรงๆ มาบ้างไม่มากก็น้อย การขับที่สมบูรณ์แบบที่มีทั้งความแรงและความแม่นยำนั้นหาได้ไม่ยากหากมีเงินมากพอ ผมก็ขอแค่ M2 กับการใช้ชีวิตอยู่บนถนนด้วยความสดใสใหม่กิ๊กของรถทดสอบคันนี้ที่วิ่งมาแค่ 14 กิโลเมตรในวันรับรถ!! 

เนื่องจากเป็นรถสปอร์ตที่เน้นการควบคุมในลักษณ์กึ่งกลไกมากเป็นพิเศษ BMW M2 Competition จึงมีการตัดออฟชั่นที่ไม่จำเป็นของ BMW M4 ออกไปหลายรายการ เช่น เบรกคาร์บอนเซรามิก ช่วงล่างแบบ M Adaptive Suspension แพกเกจสำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ โดยมีการเติมแต่งปุ่มสำหรับการปรับแต่งระดับการตอบสนองของพวงมาลัยที่คล้ายกับ M4 เจ้า M2 ใช้โช้คอัพและสปริงเหมือนรถ M รุ่นเก่าที่ปรับตั้งอะไรไม่ได้ สวิตช์ปรับโหมดแบบมาตรฐาน มีให้เลือกทั้ง Comfort / Sport / Sport + เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของพวงมาลัยและจังหวะของการเปลี่ยนอัตราทดในเกียร์ M-DCT ส่วน M Dynamic Mode จะลดระดับการทำงานของตัวควบคุมเสถียรภาพลงเล็กน้อย ผสานการปรับเฟืองท้ายเพื่อให้เหมาะสมกับการขับแบบดริฟท์ 

BMW M2 เวอร์ชั่นมาตรฐานที่ผมเคยขับมีน้ำหนักตัว 1,570 กิโลกรัม ส่วนเจ้าปิศาจเด็กเล็กคันนี้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นที่ 1,657 กิโลกรัมในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด มันเบากว่า M4 นิดเดียวและมีราคาแพงกว่า Mercedes-AMG C43 วิศวกรในแผนก M ปรับจูนให้ M2 Competition มีความเหนือชั้นกว่ารถคู่แข่งด้วยการแชร์ชิ้นส่วนร่วมกับรถรุ่นพี่อย่าง M4 ขุมกำลังของรถที่มีขนาดใหญ่กว่า พอเอามาวางในรถคูเป้ไซส์เล็กทำให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไวสูงมากพร้อมน้ำหนักตัวที่เบากว่า แถมยังเร่งจาก 0-100 ได้ดีกว่านิดหน่อย เครื่อง 6 สูบเรียงเทอร์โบคู่ของมันถือว่าเป็นขุมกำลังที่สมบูรณ์แบบ ลากรอบได้สูงปรี๊ดและมีกำลังมากพอที่จะใช้แค่เกียร์ 2 ปั่นล้อให้ฟรีทิ้งพร้อมๆ กับการเผายางราคาแพงได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

เครื่องยนต์มีเสียงที่น่าสะพึงกลัวในรอบสูง คุณจะได้ยินเสียงการทำงานของเทอร์โบ เสียงวิ้ดของเฟืองท้ายและเสียงระเบิดปังๆ เมื่อเปลี่ยนเกียร์ในรอบสูง แชสซีแกร่งทำงานผสานกับระบบควบคุมการทรงตัวที่ไม่สลับซับซ้อนเท่ากับ M4 ยางคุณภาพสูงและระบบเบรกขั้นเทพรวมกับช่วงล่างระดับรถแข่งที่มาดมั่นทำให้การขับเจ้า M2 Competition ในช่วงเย็นก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้าบนถนนที่รกร้างเป็นเรื่องที่จะทำให้เจ้าของรถพึงพอใจ ยางหลัง Pilot Super Sport ไซล์ 265/35ZR19 มีประสิทธิภาพมากพอที่จะสร้างแรงยึดเกาะพร้อมๆกับการรับแรงบิดจากเฟืองท้ายได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การใช้งานจริงนั้นแตกต่างกันมากเนื่องจากยางหน้ากว้างแก้มเตี้ยนั้นแข็งและมีเสียงดัง แถมยังต้องขับแบบระมัดระวังเนื่องจากล้อ M ขอบ 19 นิ้วนั้นอยู่ห่างจากผิวถนนแค่นิดเดียวเท่านั้น เมื่อขับผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบ ช่วงล่างดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีโดยไม่ทำให้เบาะหรือพวงมาลัยสั่น ที่จะกระเด้งกระดอนเมื่อรูดผ่านถนนขรุขระก็คือร่างกายของคนขับนั่นเองละครับ 

BMW M2 Competition ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสุดในทุกมิติของการทำความเร็วทางเรียบ มีประสิทธิภาพดีสมกับราคาค่าตัว แข็งขืนในบางจังหวะและแรงมุทะลุดุดันชนิดขนหัวลุกในโหมดสูงสุด มันขับได้อย่างเด็ดขาดทั้งถนนปกติและในสนามแข่ง หลังจากอัดหนักมาทั้งวันผมเริ่มต้นการขับกลับบ้านด้วยความเร็วต่ำท่ามกลางความมืดที่เข้ามาปกคลุมภูเขาในแถบอำเภอศรีสวัสดิ์ ในความเป็นจริงนั้นรถสปอร์ตคันเล็กไซล์กะทัดรัดแบบนี้ แค่มีแรงม้า 365 ตัวใน M2 รุ่นมาตรฐานก็อันตรายและบ้ามากแล้ว แต่นี่มันพกพาม้าเยอรมันมาให้ถึง 410 ตัวก็ยิ่งสุดมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ถ้าเล็งไปที่ความยอดเยี่ยมจากสมรรถนะหลังพวงมาลัย ความสมดุลของการทรงตัว และความเพลิดเพลินในการทำความเร็ว รถอย่าง BMW M2 Competition มีให้คุณมากเท่าที่ต้องการขอแค่ไม่บานในโค้งเป็นพอครับ.


เครื่องยนต์เบนซิน แบบ 6 สูบแถวเรียง
ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร 2,979 ซีซี.
ระบบอัดอากาศ เทอร์โบคู่
ความกว้างกระบอกสูบ x ช่วงชัก  84.0 x 89.6 มิลลิเมตร
อัตราส่วนกำลังอัด 10.2 : 1
กำลังสูงสุด 410 แรงม้า ที่ 5,250 – 7,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ที่ 2,350 – 5,200 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ M Double Clutch 7 จังหวะ 

อัตราทดเกียร์ M Double Clutch 7 จังหวะ

เกียร์ 1 4.806
เกียร์ 2 2.593
เกียร์ 3 1.701
เกียร์ 4 1.277
เกียร์ 5 1.000
เกียร์ 6 0.844
เกียร์ 7 0.671
เกียร์ถอยหลัง 4.172
อัตราทดเฟืองท้าย 3.462

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.2 วินาที
ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 11.5 กิโลเมตรต่อลิตร
ค่ามลพิษ CO2 207 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร 

เกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัตช์คู่ พร้อม Drivelogic
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control with braking function
ระบบตัดการทำงานเครื่องยนต์อัตโนมัติ
ระบบเลือกรูปแบบการขับขี่

อุปกรณ์ภายนอก
ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ด้านหน้า 9J x 19″ ด้านหลัง 10J x 19″
ยางคู่หน้า 245/35 R19 Pilot Super Sport
ยางคู่หลัง 265/35 R19 Pilot Super Sport
ระบบไฟหน้า Adaptive LED ปรับตามทิศทางหมุนของพวงมาลัย
ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ High-Beam Assistant
ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ Rain Sensor
คาลิปเปอร์เบรก แบบ M Sport
ระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะ Comfort Access System
หลังคากระจก เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า
กระจกมองข้าง แบบปรับลดแสงอัตโนมัติ
กระจกมองหลัง แบบปรับลดแสงอัตโนมัติ

อุปกรณ์ภายใน

เบาะนั่งปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งฝั่งคนขับ Memory Seat
เบาะนั่งคู่หน้าสไตล์ M Sport
เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง Dakota
ที่ปรับดันหลังไฟฟ้า เบาะนั่งคู่หน้า Lumbar Support
พนักพิงหลังปรับความกว้างได้
เข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M
ชุดไฟส่องสว่างภายนอก และ ภายในห้องโดยสาร
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย Carbon Fibre
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา Dual Zon

ระบบอินโฟรเทนเมนท์
หน้าจอกลาง ขนาด 8.8 นิ้ว
ระบบวิทยุพร้อมแผนที่นำทาง Navigation System รุ่น Professional
ปุ่มควบคุม iDrive พร้อม Touch Controller
ระบบเชื่อมต่อ ConnectedDrive ประกอบไปด้วย
ระบบแสดงข้อมูลการจราจรแบบ Real-time
บริการติดต่อผู้ช่วยส่วนตัว Concierge Service
ระบบ Remote Service
ระบบ Teleservice
ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน Intelligent Emergency Call
ระบบเครื่องเสียง Harman Kardon
ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth
ช่องเชื่อมต่อ USB
ปุ่มเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ

ระบบความปลอดภัย

หน้าจอกลาง ขนาด 8.8 นิ้ว
ระบบวิทยุพร้อมแผนที่นำทาง Navigation System รุ่น Professional
ปุ่มควบคุม iDrive พร้อม Touch Controller
ระบบเชื่อมต่อ ConnectedDrive ประกอบไปด้วย
ระบบแสดงข้อมูลการจราจรแบบ Real-time
บริการติดต่อผู้ช่วยส่วนตัว Concierge Service
ระบบ Remote Service
ระบบ Teleservice
ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน Intelligent Emergency Call
ระบบเครื่องเสียง Harman Kardon
ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth
ช่องเชื่อมต่อ USB
ปุ่มเรียกใช้ฟังก์ชั่นที่ชื่นชอบ


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

BMW M2 COMPETITIONBMW M-POWERBMW M2M2อาคม รวมสุวรรณ

คุณอาจสนใจข่าวนี้