ข่าว
100 year

เตรียมเข้าไทยปลายปีนี้ ทดสอบข้ามทวีปกับ MERCEDES-BENZ GLC FACELIFT 2019

ไทยรัฐออนไลน์19 มิ.ย. 2562 10:00 น.
SHARE

Mercedes-Benz ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ยอดขายรถหรูของโลกเป็นปีที่ 2 ด้วยการดันผลิตภัณฑ์ยานยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดรถพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับการสานต่อความสามารถของออฟโรดไซส์กลาง กับงานปรับโฉม The All New GLC Facelift 2019 หลังจาก GLC รุ่นแรกที่ออกทำตลาดในปี 2015 ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยเฉพาะการแย่งลูกค้าของ BMW X3 ในประเทศไทย งานภาคต่อขยายของ The New GLC ถือเป็นการปรับโฉมหลังจากออกขายได้ 4 ปี เป็นการปรับปรุงองคาพยพของตัวรถด้วยการเพิ่มเติมจุดเด่นนับสิบรายการเพื่อคงความเป็นเจ้าแห่งการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์แบบพรีเมียม 

The New GLC Facelift 2019 รุ่นปรับโฉม มาพร้อมกับความสามารถในการขับบนไฮเวย์ รวมถึงการลุยทางวิบากอย่างโหดด้วยระบบ 4MATIC ไม่ว่าจะเป็นหลุมหล่ม โคลน ทราย ทางลูกรังก็สามารถขับลุยฝ่าและถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยจากระบบขับเคลื่อนทุกล้อผสานตัวช่วยอีเล็กทรอนิกส์เพื่อเอาตัวรอดบนเส้นทางออฟโรด GLC เป็นรถแนวอเนกประสงค์ SUV ใช้พื้นฐานเดียวกับ New C-Class W205 สำหรับรถออฟโรดพรีเมี่ยมไซล์กลาง Mercedes-Benz GLC รุ่นขายดีในประเทศไทยซึ่งมีให้เลือกทั้งตัวถังแบบปกติและตัวถังแบบ Coupe เป็นคู่แข่งของ BMW X3 / Audi Q5 / Porsche Macan / Lexus NX เปิดตัวครั้งแรกในยุโรปเมื่อเดือน มิถุนายน 2015 และมีการเชิญสื่อมวนชนในประเทศไทยเดินทางไปขับทดสอบประสิทธิภาพในเมืองบาเซิลประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หลังจากการเปิดตัวและทดสอบเพื่อรายงานผลของสื่อมวลชน Mercedes-Benz GLC ถูกเปิดผ้าคลุมในประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2015 โดยใช้วิธีนำเข้ามาขายทั้งคันแบบ CBU ด้วยราคา 3,790,000 – 4,240,000 บาท ตามด้วยไลน์ประกอบในประเทศของ Mercedes-Benz GLC ในเดือนกรกฎาคม 2016 โดยมีการปรับลดราคาถึง 5.5 แสนบาท ลงมาที่ 3,240,000 จนถึง 3,690,000 บาท และกลายเป็นเอสยูวีหรูหราจากแบรนด์ตราดาวที่ขายได้ดีติดอันดับเบอร์หนึ่งของรถเอสยูวีพรีเมี่ยมที่จำหน่ายในประเทศไทย 

การลงมือลงแรงปรับโฉมของ New GLC ยานยนต์อเนกประสงค์เอสยูวีรุ่นขายดีในเวอร์ชั่น Facelift 2019 มีการปรับรายละเอียดของตัวรถมากมาย เริ่มจากรูปลักษณ์ที่ยังคงใช้แชสซีและโครงสร้างเหมือนเดิม มีการเปลี่ยนไฟหน้าและกระจังหน้าใหม่ ไฟหน้าแบบใหม่ยังคงใช้ไฟ Multi Beam LED ที่ทำงานในระบบอัตโนมัติทั้งการสาดไฟไปด้านข้าง ลดหรือยกไฟสูงแบบอัตโนมัติ ปรับมุมแสงไฟเพื่อไม่ให้ไปแยงตารถคันข้างหน้าหรือรถที่วิ่งสวนทางมา ไฟหน้าแบบใหม่พร้อมเทคโนโลยีล่าสุดในระบบส่องสว่างของ Mercedes-Benz ให้ทัศนวิสัยของการขับขี่ตอนกลางคืนไกลถึง 600 เมตร รวมถึงความคมชัดของไฟเลี้ยวและความสามารถในการเพิ่มเติมมุมมองทั้งด้านข้างและมุมสูง ทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดเมื่อขับในเวลากลางคืน รูปลักษณ์ใหม่ของไฟหน้าและกระจังหน้าที่คล้ายกับใบหน้าใหม่ของ SUV รุ่นพี่อย่างออฟโรดรุ่น New GLE เพียงแต่ขนาดและสัดส่วนของ GLC เท่านั้นที่มีความแตกต่างด้วยตัวถังที่เล็กกว่าพอสมควร

ด้านข้างของตัวถังยังเหมือนเดิมที่เพิ่มเติมคือล้ออัลลอยลายใหม่ล่าสุดขอบ 20 นิ้วในรถรุ่น GLC300d 4MATIC ล้อลายใหม่ขอบ 20 นิ้ว ห่อรัดด้วยยาง Michelin รุ่น Latitude Sport 3 ไซล์ 255/45R20 เป็นล้อสีดำสลับสีเงินลายก้านถี่คล้ายล้อ AMG ใน C-Coupe ไฟท้ายยังคล้ายของเดิมแต่มีการลงลึกในรูปแบบภายในของหลอด LED โดยมีการจัดเรียงหลอด LEDและรูปแบบของไฟท้ายใหม่หมด สปอยเลอร์ด้านหน้าและด้านหลังก็ยังปรับปรุงใหม่ให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น

สำหรับมิติตัวถังของ Mercedes-Benz New GLC Facelift  ยังคงรักษาทรวดทรงของรถอเนกประสงค์ขนาดกลางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น มิติความกว้างของตัวรถอยู่ที่ 1,890 มิลลิเมตร ยาว 4,656 มิลลิเมตร สูง 1,639 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อหน้า 1,621 หลัง 1,617 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,873 มิลลิเมตร สัดส่วนของความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องมีตัวเลขที่ 181 มิลลิเมตร หนักประมาณ 1,840 กิโลกรัม

เทียบไซส์เทียบขนาดกับ BMW X3 xDRIVE 20d ที่มีความกว้างของตัวรถ 1,881 มิลลิเมตร ยาว 4,657 มิลลิเมตร สูง 1,661 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อหน้า 1,616 หลัง 1,632 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อหน้า-หลัง 2,810 มิลลิเมตร สัดส่วนของความสูงจากพื้นถึงใต้ท้อง 204 มิลลิเมตร หนัก 1,850 กิโลกรัม 

เมื่อเทียบมิติตัวถังกับ Audi Q5 ซึ่งมีความกว้าง 1,893 มิลลิเมตร ยาว 4,663 มิลลิเมตร สูง 1,659 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,819 มิลลิเมตร ความกว้างของล้อหน้า/หลังอยู่ที่ 1,616/1,609 มิลลิเมตร

จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่ารถ SUV ไซส์กลางจากแบรนด์เยอรมนีทั้งสามยี่ห้อมีขนาดเรือนร่างและน้ำหนักตัวที่พอฟัดพอเหวี่ยงแบบกินกันไม่ลง แต่ Mercedes Benz GLC รุ่นปรับโฉม 2019 ได้เปรียบกว่าตรงที่ความสดใหม่จากเรือนร่าง ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกและภายในใหม่ เทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ความสามารถในการลุยบนเส้นทางออฟโรดและการเรียนรู้จากประสบการณ์สำหรับการทำตลาดด้วยนวัตกรรมของตัวรถที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

บั้นท้ายของ GLC Facelift 2019 อวบอ้วนกลมมนด้วยดีไซน์ที่ลื่นไหลจากทรงของไฟท้าย LED ที่มีรายละเอียดภายในใหม่หมด ฝาท้ายใช้กลไกการเปิด-ปิดแบบไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกสบายขณะขนสัมภาระ ฝาท้ายสามารถเปิดออกด้วยมุมที่กว้างมากกว่าปกติ สำหรับรูปแบบของไฟท้ายใน GLC รุ่นปรับโฉมลงลึกในด้านของรายละเอียดและมุมของการส่องสว่าง ไฟท้ายทรงยาวรีใช้หลอดไฟแบบ LED เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการส่องสว่างและมุมมองที่ให้ความปลอดภัยสำหรับรถคันข้างหลัง กระจกบานฝาท้ายมีใบปัดน้ำฝนติดมาให้เหมือนเดิม รวมถึงไฟเบรกดวงที่สามที่ติดตั้งอยู่ด้านบนบริเวณกึ่งกลางของกระจกบานฝาท้าย สิ่งที่ช่วยทำให้บั้นท้ายของเจ้า Mercedes Benz GLC ดูดีขึ้นก็คือสปอยเลอร์หลังและท่อระบายไอเสียที่ใช้โลหะสีเงินล้อมกรอบเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ที่ดูดีของด้านหน้า นอกจากงานโลหะสีเงินที่ทำให้ดูแพงขึ้นแล้ว ยังมีชิ้นงานกรุปิดทับท่อระบายไอเสียและหม้อพักท้ายซึ่งใช้แผ่นอัลลอยสีเงินปิดทับส่วนล่างทั้งหมดเพื่อเป็นทั้งวัสดุกันกระแทกและเพิ่มความสวยงามในด้านมุมมอง 

มาตรฐานที่ดีของระบบขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงควบรวมกับความปลอดภัยของตัวรถซึ่งเป็นจุดขายของแบรนด์ตราดาว จุดเด่นของ GLC รุ่นปรับโฉม อยู่ที่ความสามารถและประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อน โดยเฉพาะเส้นทางแบบออฟโรด การใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ดีเซลความจุ 2 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการปรับใหม่ให้มีความประหยัดมากยิ่งขึ้น ทำให้ GLC ประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น 5% เมื่อเทียบกับ GLC รุ่นก่อนปรับโฉม การพัฒนาอย่างเข้มข้นในอุโมงค์ลมสามารถปรับค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศให้อยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งที่ 0.31 cd

รุ่น GLC250d ที่ขายในไทยมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2015 เมื่อกลายเป็นตัวปรับปรุงโฉม GLC Facelift จะออกขายในไทยจะกลายเป็นรุ่น GLC220d วางเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียงรุ่นใหม่รหัส OM654 ที่มีขนาดความจุลดลงเหลือแค่ 2.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบประสิทธิภาพสูง เครื่องดีเซลรุ่นใหม่ใน GLC220d มีปริมาตรความจุ 1,950 ซีซี จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบคอมมอลเรลไดเรคอินเจคชั่น ความกว้างกระบอกสูบ 82.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 92.3 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 15.5:1 มีกำลังสูงสุด 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ 9-G Tronic พ่วงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC และตัวช่วยไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อนทุกล้อสำหรับการลุยบนเส้นทางออฟโรด สำหรับอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 155 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร มาตรฐานมลพิษ EURO-6 

วิศวกรรมระบบส่งกำลังขั้นสูงจาก Mercedes Benz ขยายขอบเขตด้าน Dynamic ของเกียร์ให้เหนือกว่ารถคู่แข่งในด้านการปรับปรุงอัตราทด การปล่อยมลพิษที่ลดลงเมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ตามกฏหมายและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นจากเกียร์แบบใหม่ที่มีถึง 9 สปีด ระบบส่งกำลังของ GLC ควบรวมการทำงานของเกียร์เข้ากับโหมดการขับเคลื่อน 4 รูปแบบ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC เป็นชุดส่งกำลังที่ออกแบบให้ทำงานควบคู่ไปกับโหมดการขับเคลื่อนไล่จาก ECO / COMFORT / SPORT /OFFROAD เกียร์ 9-G Tronic เป็นชุดส่งกำลังที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิศวกรของ Mercedes Benz เน้นไปที่อัตราทดกว้างและครอบคลุมทุกย่านความเร็ว มีระบบการควบคุมการจัดการผ่านปุ่มปรับโหมดหรือ DYNAMIC SELECT กับโปรแกรมการขับที่เป็นมาตรฐานติดตั้งมาให้จากโรงงาน เจ้าของรถสามารถติดตั้งแพ็กเกจ Off-Road เพื่อเพิ่มเติมความสามารถในการลุยทางวิบาก ประกอบด้วยโปรแกรมการขับ 5 รูปแบบที่ครอบคลุมลักษณะของการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการขับที่เน้นความสมบุกสมบันบนทางวิบาก แพ็กเกจ Off-Road จะมีการทำงานร่วมแกนกับ AIR BODY CONTROL ควบคุมตัวรถด้วยการเพิ่มหรือลดความสูงไปตามโปรแกรมการขับเคลื่อนที่ปรับตั้งได้ ระดับสูงสุดของการลุย

ห้องโดยสารของ GLC เวอร์ชั่นปรับโฉม มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดและเพิ่มเติมความสามารถของการใช้งานโดยยังคงเน้นรูปแบบของความอเนกประสงค์บนความโปร่งโล่ง คอนโซลและแดชบอร์ดยังคงใช้ของเดิม ส่วนจอภาพมาตรวัดและจอแสดงผลปรับเปลี่ยนใหม่ จอภาพมาตรวัดแบบ TFT LCD ยกมาจาก New C-Class Facelift เป็นชุดมาตรวัดเป็นแบบ Full Digital TFT ขนาด 12.3 นิ้ว สามารถปรับเปลี่ยนหน้าจอสำหรับการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ พร้อมโหมดแสดงผลระบบนำทางด้วยดาวเทียมในตำแหน่งมาตรวัดด้านขวา ส่วนจอแสดงผลกลางมีขนาดที่ยาวขึ้นที่ 10.5 นิ้ว สั่งงานด้วยการสัมผัสที่แป้นควบคุมแบบใหม่หรือจะสั่งงานผ่านการแตะเบาๆที่หน้าจอด้วยระบบ Touch Control ควบคุมหน้าจอกลาง มีการติดตั้งระบบเชื่อมต่อรถยนต์ Mercedes Me Connect ระบบโทรช่วยเหลือฉุกเฉิน Emergency Call System ระบบวิเคราะห์สภาพรถยนต์ Telediagnostics / ตั้งค่ารถยนต์ ฟังก์ชั่นสตาร์ทเครื่องยนต์ เพื่อเปิดระบบปรับอากาศด้วยมือถือ Remote Engine Start ถือเป็นการอัพเกรด GLCให้มีความทันสมัยง่ายต่อการสื่อสารกับโลกภายนอก

เบาะกับงานตกแต่งภายในยังใช้ความหรูหราในการนำเสนอเพื่อทำให้ถูกใจคนมีเงิน Mercedes Benz ใช้รูปแบบภายในอันสง่างามของ C-Class รุ่น Facelift 2019 มาปรับใช้กับ GLC Facelift ด้วยงานตกแต่งรูปแบบของคอนโซลและอุปกรณ์บางชิ้นที่ให้ทั้งความสะดวกสบายและความสวยงาม อุปกรณ์ราคาแพงพวกเบาะหนังแท้โทนสีดำสลับขาว แผงประตู ปุ่มและสวิชต์สำหรับสั่งงานที่เน้นความหรูหรา เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังรถคู่แข่งอย่าง BMW X3 และ Audi Q5 ด้วยงานออกแบบและตกแต่'ที่อ้างอิงความหรูกับโมเดลรุ่นพี่อย่าง S-Class การปรับรุ่นแยกย่อยสำหรับการตกแต่งภายในที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน อุปกรณ์พวกอีเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยสอดคล้องกับมาตรฐานอันสูงส่งที่ถูกกำหนดโดยตัวรถรุ่นพี่อย่าง New GLE งานตกแต่งภายในของ New GLC ที่มีความประณีตบรรจงจากงานประกอบสำหรับการเชื่อมโยงบรรยากาศภายในห้องโดยสารสไตล์ Mercedes Benz ผนวกเข้ากับการใช้งานผ่านผิวสัมผัสของวัสดุชั้นสูง เช่น หนังสีดำสลับสีขาวในรถคันทดสอบรุ่น GLC300d  ลายไม้ สีดำที่จัดทำอย่างพิถีพิถันให้ทั้งรายละเอียดและผิวสัมผัส 

แดชบอร์ดและคอนโซลใช้รูปแบบของแดชบอร์ดใน New C-Class Facelift มาปรับขนาดให้เข้ากับพื้นที่ภายในของ GLC เวอร์ชั่นปรับโฉม แผงคอนโซลแบบชิ้นเดียววางช่องระบายอากาศทรงกลมเหมือนเดิม พนักเท้าแขนเชื่อมกับอุโมงค์เพลากลางแบ่งเขตแดนของพื้นที่ระหว่างคนขับกับผู้โดยสารตอนหน้า เส้นสายลวดลายของภายในที่มีความชัดเจนในตัวตนบนความหรูหรามีระดับจากวัสดุราคาแพงซึ่งตกแต่งด้วยไฟประดับประดาในเวลากลางคืนหรือ Mercedes-Benz Ambient Lightingปรับเปลี่ยนสีสันได้ 64 สี สร้างความรู้สึกของการเปิดพื้นที่และความพิถีพิถันของงานตกแต่งด้วยบรรยากาศที่มีความทันสมัยเทียบเท่า GLE ผู้พี่ ทัชแพดแบบใหม่ล่าสุดหรือแผงควบคุมขนาดเล็กที่ใช้ควบคุมระบบหรือการตั้งค่าต่างๆ ผ่านจอแสดงผลส่วนกลางสั่งงานด้วยระบบสัมผัสเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อลดปุ่มกดหรือสวิชต์สั่งงาน มีการออกแบบจัดวางให้ใช้งานได้อย่างสะดวกตามหลักสรีรศาสตร์ คอนโซลกลางใช้งานไม้สีดำ จอมอนิเตอร์ระบบสัมผัสแบบใหม่ที่มีขนาดยาวขึ้น ช่องแอร์ทรงกลม 3 วง กับแผงควบคุมอุณหภูมิของเดิมที่ใช้งานได้ง่าย

ระบบจอสัมผัส Touch Control ขนาด 10.5 นิ้ว ครอบคลุมการใช้งานเชื่อมต่อกับระบบ MBUX เพื่อสื่อสารกับโลกภายนอกด้วยระบบอินเทอร์เนท ตำแหน่งศูนย์กลางของการแสดงผลแบบบูรณาการด้วยแผงควบคุมระบบอากาศซึ่งจะแสดงผลที่หน้าจอสำหรับการปรับตั้งระบบแอร์ในห้องโดยสาร ฟังก์ชั่นที่หลากหลายของการปรับตั้งที่ทำออกมาให้มีความน่าใช้งานผสมกับความง่ายในการเข้า-ออกจากเมนู จอภาพและกราฟิกที่สร้างความคมชัดด้วยรูปแบบที่น่าสนใจทำให้ภายในของ Mercedes Benz GLC Facelift แม้จะคล้ายกับรุ่นก่อนปรับโฉมแต่มีการเติมรายละเอียดเพื่อปรับให้ภายในมีความโดดเด่นกว่ารถคู่แข่ง

พวงมาลัยแบบใหม่ของ New C-Class Facelift ถูกนำมาติดตั้งใน New GLC Facelift เป็นชุดบังคับเลี้ยวไฟฟ้าที่ให้ความแม่นยำพร้อมน้ำหนักของพวงมาลัยที่แปรผันไปตามสปีดความเร็วหรือโหมดของการขับเคลื่อน พวงมาลัยทรงสามก้านแบบใหม่สวยงามและใช้วัสดุคุณภาพสูงทั้งหนังและโลหะกับพลาสติกสีเงิน รอบวงหุ้มด้วยหนังแท้ หลังวงพวงมาลัยติดตั้งแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ Paddle Shift สวิชท์ที่ก้านวงด้านขวาใช้ปรับตั้งการแสดงผลของหน้าจอภาพมาตรวัด TFT ปุ่มสั่งงานระบบเสียงและปุ่มควบคุมลำโพงติดรถ ก้านวงด้านขวาเป็นที่อยู่ของสวิทช์ปรับการแสดงผลที่หน้าจอภาพ ปุ่มควบคุมระบบปรับตั้งความเร็วอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control 

การโหลดสัมภาระในพื้นที่ด้านหลังใต้ฝาท้ายของ Mercedes-Benz GLC Facelift ยังมีการออกแบบเพื่อเพิ่มขนาดของช่องเก็บสัมภาระโดยมีระดับพื้นที่โหลดสัมภาระให้พอเพียงต่อการใช้งาน เบาะนั่งด้านหลังใช้รูปแบบของการพับ 40/20/40 ปริมาตรของพื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายที่ 580 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลงราบกับพื้นจะได้พื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,600 ลิตร สำหรับการโหลดสัมภาระยกเข้าไปยังพื้นที่เก็บของ โดยมีสัดส่วนความสูงของแนวฝาท้ายที่ไม่สูงมากจนสร้างความยากลำบากในการยกของชิ้นโตๆ ฝาท้ายไฟฟ้าออกแบบให้เปิดได้ในมุมกว้างสุดๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนของ 

AIR BODY CONTROL ออฟชั่นเสริมพิเศษของ GLC Facelift เป็นช่วงล่างหรือระบบรองรับแบบ AGILITY CONTROL โดยกำหนดเป็นออฟชั่นเสริมพิเศษที่เจ้าของรถต้องจ่ายเงินเพิ่ม ใช้โช้คอัพและสปริงแบบไฟฟ้าโดยมีถุงลมอยู่ภายในแกนกลางของกระบอกโช้คอัพ เพื่อการปรับเพิ่มหรือลดระดับความสูงของตัวรถและปรับค่าความแข็ง-อ่อนของช่วงล่างสอดคล้องไปกับสภาพทาง ช่วงล่างแบบ Air Matic มีความเหมาะสมกับตัวถัง ขนาดและน้ำหนักของตัวรถ GLC โดยมีการออกแบบเพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบกันสะเทือนและแชสซีขณะขับเคลื่อนบนทางเรียบหรือการลุยบนเส้นทางออฟโรด ผ่านการควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หลักการทำงานขึ้นตรงกับโหมดของการขับเคลื่อน ระบบ Air Matic จะปรับตัวเองอย่างอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง เพิ่มเสถียรภาพของการขับขี่และความคล่องตัวแบบสปอร์ตบนความสะดวกสบาย ลักษณะเฉพาะที่ผู้ขับสามารถเลือกโปรแกรมการขับไว้ล่วงหน้าตามการตั้งค่าของโหมดขับเคลื่อน โดยเลือกโปรแกรมการขับ 4 รูปแบบ (Eco / Comfort / Sport /  Offroad) ในโหมด Sport ตัวถังจะลดระดับความสูงลง 15 มิลลิเมตร ส่วนโหมด Comfort มุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานด้วยการเชื่อมต่อที่เน้นความนุ่มนวล

ทุกโหมโหมดระบบช่วงล่างจะมีการปรับการทำงานภายในเวลาแค่ 60 มิลลิวินาทีสำหรับการตอบสนองต่อรูปแบบของผิวถนน แพ็กเกจพิเศษซึ่งเป็นงานวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูงของแบรนด์ตราดาว AIR BODY ควบคุมอาการโคลงตัวหรือบิดตัวของตัวถังผ่านการทำงานของช่วงล่างไฟฟ้า เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจขณะใช้ความเร็ว ระบบ Air Matic ยังสามารถยกตัวรถได้อีก 50 มิลลิเมตร เพื่อประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนบนทางออฟโรด รวมถึงการลดความสูงของตัวรถส่วนท้ายลงอีก 40 มิลลิเมตรเมื่อขนสัมภาระ 

ช่วงล่างแบบ Air Matic เมื่ออยู่ในโหมดออฟโรดจะยกความสูงเพิ่มขึ้นอีก 50 มิลลิเมตร การควบคุมกระจายแรงบิดขึ้นตรงกับคอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่จะคอยประเมินผลตรวจจับล้อที่เกิดอาการลื่นไถล โดยจะทำการลดแรงบิดในล้อที่หมุนฟรีแล้วถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อที่ยึดเกาะกับผิวถนน ออฟชั่นเสริมออฟโรดโปรแกรมถูกออกแบบมาสำหรับการวิ่งฝ่าเส้นทางทุรกันดาน ใช้ลากจูงรถพ่วง อำนวยความสะดวกสำหรับการขับใช้งานเมื่อออกจากเส้นทางปกติเพื่อการลุย แพ็กเกจ Off-Road เชื่อมต่อไปถึงระบบเฝ้าระวังพร้อมแชสซีที่เน้นความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะวิ่งแบบไต่เนินชันหรือไหลลงจากทางที่มีความลาดชันมากๆ ก็ยังมีจอมอนิเตอร์ที่แสดงผลจากการทำงานของกล้องติดรถรอบคัน ทำให้การลุยฝ่าทางโหด การไต่เนินลาดชัน สามารถสังเกตุการณ์ผ่านจอภาพมอนิเตอร์ด้วยการกดปุ่มเลือกดูได้หมดทุกมุม ระบบช่วยขับเคลื่อนบนเส้นทางออฟโรดซึ่งเป็นไปตามชื่อย่อของ DSR ทำงานอัตโนมัติโดยรักษาความเร็วให้คงที่ขณะขับขึ้นหรือลงเนินลาดชัน ถ่ายเทแรงบิดด้วยความเรียบเนียนไปตามเส้นทางที่ยากลำบากโดยปราศจากอาการกระตุกกระชาก   (ออฟชั่นเสริมพิเศษในระบบช่วงล่างแบบ Air Matic ของ Mercedes Benz GLC ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย)

GLC Facelift ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4MATIC สามารถกระจายถ่ายเทแรงบิดแบบผกผันจากล้อหน้าไปล้อหลังหรือจากล้อหลังมายังล้อหน้าได้ 45% ถึง 55% ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางที่วิ่งผ่าน การกระจายแรงบิดระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังเชื่อมโยงกับระบบควบคุมการทรงตัว ESP® / ASR และ 4ETS ระบบควบคุมการจัดการแบบไดนามิก ออกแบบสำหรับการขับเคลื่อนบนเส้นทางที่มีความยากลำบากให้เหนือกว่ารถคู่แข่งและสามารถคาดเดาได้อย่างชัดเจน คลัตช์หลายแผ่นที่แตกต่างกันในชุดขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ 4MATIC ช่วยเพิ่มการยึดเกาะระหว่างยางกับผิวถนน เช่น การขับบนหิมะหรือน้ำแข็ง แรงล็อกขั้นพื้นฐาน 50 นิวตันเมตร ระหว่างเพลาด้านหน้าและเพลาหลังกับการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อต้องลากจูงวัตถุที่ส่งผลกับเสถียรภาพของตัวรถ ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-Tronic หรือเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 อัตราทดรุ่นล่าสุด ผลิตโดย Mercedes-Benz ถูกติดตั้งให้เป็นเกียร์มาตรฐานใน GLC220d 4MATIC เกียร์ 9 สปีดมีอัตราทดที่ครอบคลุม ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงเมื่อขับด้วยความเร็วคงที่ เน้นไปที่การถ่ายเทแรงบิดจากเครื่องยนต์และการตอบสนองที่ดีของการเปลี่ยนอัตราทด เฉพาะย่านของแรงบิดที่กว้างมากยิ่งขึ้น เกียร์โอเวอร์ไดรฟหรือเกียร์ 9 เน้นไปที่ความประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด ศักยภาพในการส่งกำลังที่เหนือกว่าเกียร์แบบอื่นๆ เน้นคุณประโยชน์ของการขับใช้งานได้อย่างเต็มที่ เกียร์ 9-G Tronic ยังมีการเปลี่ยนอัตราทดด้วยความว่องไวและนิ่มนวล จากความแม่นยำและเรียบเนียนของการออกแบบเฟืองทดกำลังต่างขนาดที่บรรจุอยู่ในเกียร์ พร้อทสมองกลไฟฟ้าที่คอยควบคุมการทำงาน เพื่อมอบอัตราเร่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเร่งความเร็วเพื่อแซง ผสานกับความอ่อนโยนนิ่มนวลเมื่อเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง

GLC Facelift 2019 จัดวางรูปแบบพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยและการป้องกันความผิดพลาดที่กลายเป็นแบบอย่างของยานยนต์ออฟโรดไซล์กลางแบบพรีเมี่ยม เริ่มต้นด้วยความแข็งแรงของโครงสร้าง การออกแบบห้องโดยสารที่ทนต่อแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ด้วยการกระจายแรงประทะให้เบี่ยงเบนออกไปยังทิศทางอื่นเพื่อลดอาการบาดเจ็บ ระบบความปลอดภัยที่คอยปกป้องคนขับและผู้โดยสารของ GLC เป็นรูปแบบหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์ของ Mercedes-Benz ด้วยการออกแบบโครงสร้างรวมถึงการทดสอบภาคสนามด้วยมุมของการชนปะทะในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารโดยอาศัยผลลัพธ์จากงานหล่อชิ้นส่วนอะลูมิเนียมและวัสดุพิเศษที่มีความแข็งแรงสูงที่ใช้ในการทำโครงแชสซีส์ผนวกเข้ากับการทดสอบการชนปะทะมาปรับแก้ในขั้นตอนของการพัฒนา เพื่อทำให้ Mercedes Benz GLC มีความปลอดภัยในระดับหัวแถวของยานยนต์ประเภท SUV

นอกจากเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดยึด ซึ่งเป็นเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติแล้ว ผู้โดยสารด้านหน้าและผู้โดยสารตอนหลังที่อยู่ในที่นั่งด้านหลังยังมีการเสริมด้วยถุงลมนิรภัยจำนวนมาก ทำหน้าที่ในการปกป้องผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้ายังสามารถติดตั้งเบาะที่นั่งของเด็กเล็ก ช่วยให้เด็กนั่งโดยสารในตำแหน่งที่มีความปลอดภัยสูงสุด โดยถุงลมนิรภัยจะถูกปิดการใช้งานแบบอัตโนมัติเมื่อที่นั่งเด็กถูกติดตั้งและเปิดใช้งานผ่านระบบความปลอดภัยที่สามารถปรับตั้งได้

Mercedes-Benz GLC Facelift มีความหลากหลายของอุปกรณ์ที่คอยช่วยเหลือคนขับพร้อมระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย เป็นการกำหนดค่าประสิทธิภาพของรถยนต์อเนกประสงค์เอสยูวี ภายใต้ตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกให้มีความเหนือชั้นในด้านอุปกรณ์พื้นฐานรวมถึงรายละเอียดของระบบช่วยขับต่างๆโดยเฉพาะระบบช่วยขับที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยนับสิบรายการ เช่น ระบบป้องกันการชน ASSIST PLUS, Crosswind Assist, ไฟหน้า Multibeam LED ระบบควบคุมการทรงตัวขั้นก้าวหน้า ESP® ฟังก์ชั่นเสริมซึ่งเป็นทางเลือกพิเศษ GLC แพ็กเกจการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ในขณะเดียวกันก็ยังเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารโดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านความปลอดภัยขณะขับ เช่น ระบบ Distronic PLUS พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Active Steering wheel Assist ระบบ Stop & Go ตัวช่วยสำคัญในระบบ PRE-SAFE® ระบบเบรกไฟฟ้าคอยการตรวจสอบคนเดินเท้าในเมืองที่มีการจราขรหนาแน่น รวมถึงคนข้ามทางม้าลายหรือกำลังข้ามถนนในบริเวณจุดบอดที่มองไม่เห็นเพื่อป้องกันการชน ระบบ Lane keeping assist ป้องกันอาการหลับในหรือการเปลี่ยนช่องทางจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่วยทำให้การขับขี่ใช้งานรถยนต์ SUV จากแบรนด์ตราดาวมีความปลอดภัย 

เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ศูนย์กลางธุรกิจของยุโรปในช่วงต้นฤดูร้อนเดือนมิถุนายนมีอากาศที่ค่อนข้างอบอ้าว อุณหภูมิขึ้นๆลงๆในช่วงเปลี่ยนฤดูเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวทำให้คนที่ไม่ค่อยแข็งแรงพลานจะไม่สบายเอาง่ายๆ การเดินทางไกลกว่า 8,500 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯมายังศูนย์กลางการบินของยุโรปที่ต้องใช้เวลาอันน่าเบื่ออยู่บนอากาศนานถึง 12 ชั่วโมง เมื่อ 4 ปีก่อนกับการเปิดตัวและเดินทางมาขับทดสอบ Mercedes-Benz GLC ครั้งแรกในแผ่นดินสวิสเซอร์แลนด์ เวลาผ่านไปไม่นานนัก ผมกับเพื่อนๆสื่อมวลชนของไทยก็ได้กลับมาขับ GLC Facelift รุ่นปรับโฉม ในแผ่นดินเยอรมันอีกครั้ง การจัดงานแบบเรียบง่ายของ Mercedes-Benz สำหรับการขับทดสอบรถยนต์ GLC รุ่น 2019 เริ่มต้นขึ้นในชั้นใต้ดินของอาคารจอดรถในสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อรับกุญแจรถทดสอบ GLC300d 4MATIC เรียบร้อย เนื่องจาก GLC220d Facelift ที่จะเปิดตัวในไทยช่วงปลายปียังคงไม่มีรถทดสอบให้ลองขับ ผมเริ่มออกเดินทางไปตามโปรแกรมของเส้นทางที่บันทึกเอาไว้ในระบบนำทางด้วยดาวเทียมของ New GLC Facelift ไม้แรกเป็นหน้าที่ของพี่อ้วน สินชัย ภมรพล คอลัมนิสต์หน้ายานยนต์ของเดอเนชั่นและกรุงเทพธุรกิจ ขับมุ่งหน้าออกจากสนามบินขึ้นทางไฮเวย์ออโต้บาร์นเพื่อออกนอกเมืองไปยังสนามทดสอบออฟโรด ADAC Off-Road Zentrum บนระยะทางทดสอบในช่วงแรกยาว 96 กิโลเมตร 

GLC300d 4MATIC มีความใกล้เคียงกับ GLC220d 4MATIC ที่จะเข้าไทยในช่วงปลายปี สำหรับเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง แรงม้าและแรงบิดของ GLC300d ที่มากกว่า GLC220d พอสมควร การนั่งในเอสยูวีไซล์กลางบนทางไฮเวย์ที่เรียบสนิท เจ้า GLC Facelift มีการเก็บเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในย่านความเร็ว 100-130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมันก็ยังแสดงออกถึงความเป็นยานยนต์ชั้นดีของแบรนด์ตราดาว นั่นก็คือการวิ่งอย่างนิ่มนวลและเงียบเชียบ อาการโคลงตัวบนถนนเรียบๆแทบไม่ปรากฏ แม้บางช่วงบางตอนสามารถเร่งความเร็วได้ตามใจชอบโดยไม่มีการจำกัดความเร็วแต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น ไฮเวย์ออโต้บาร์นออกแบบให้เลนซ้ายสุดเป็นช่องทางของรถที่ขับเร็ว การรักษาวินัยจราจรของคนเยอรมันระหว่างการใช้ถนนร่วมกันเป็นเรื่องที่น่าจดจำและควรทำเลียนแบบ Mercedes-Benz  GLC300d เปลี่ยนช่องทางด้วยความฉับไว เมื่อเนวิเกเตอร์แจ้งเตือนให้เลี้ยวขวาออกจากทางด่วนเข้าสู่ทางหลวงชนบทแบบสองเลนสวนกันที่สงบเงียบและสวยงาม 

ผมเข้ามารับหน้าที่ต่อจากพี่อ้วนสินชัยเมื่อขับไปได้ประมาณ 50 กิโลเมตรแรก เส้นทางต่อไปนี้เป็นทางลาดยางเล็กๆวิ่งลัดเลาะผ่านป่าสนที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกสีขาว หมู่บ้านสไตล์บาวาเรียที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามไหล่เขาของป่าสนที่รกทึบ บางช่วงบางตอนต้องวิ่งเข้าไปในเมืองเล็กๆที่มีการจำกัดความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าขับผ่านโรงเรียนหรือสถานที่สำคัญความเร็วจะถูกจำกัดเหลือแค่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ต้องระมัดระวังไม่ใช้ความเร็วจนเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด Mercedes-Benz GLC ถูกวางตัวเอาไว้ตรงกลางระหว่าง GLA ครอสโอเวอร์รุ่นเล็ก และ GLE เอสยูวีที่มีขนาดเกือบจะฟูลไซล์ รุ่น GLC300d วางเครื่องยนต์ดีเซล 2 ลิตรเทอร์โบ มีการอัพแรงม้าจากเครื่องดีเซลแถวเรียงรุ่นใหม่ รหัส OM654 โดยมีกำลังสูงสุดมากถึง 245 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่สมน้ำสมเนื้อในการปั่นล้อทั่งสี่ที่ 500 นิวตันเมตรในย่าน 1,600-2,700 รอบต่อนาที มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร หรือประมาณ 5.6 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร นับว่าเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่รหัส OM654 ที่ทำงานร่วมกับเกียร์ 9-G TRonic มีความประหยัดมากกว่าเครื่องยนต์ดีเซล OM651 ขนาด 2.1 ลิตรรุ่นเก่าที่ประจำการอยู่ใน GLC250d และ GLC220d ซึ่งกำลังทำตลาดในช่วงสุดท้ายที่ประเทศไทย ก่อนที่ GLC Facelift รุ่นปรับโฉมเครื่องใหม่ที่ผมกำลังขับทดสอบจะเข้ามาสอดแทรกแทนที่ในช่วงปลายปีนี้ 

พวงมาลัยไฟฟ้า Mercedes-Benz Electromechanical Direct-Steer System ผ่องถ่ายน้ำหนักที่ดีและมุมของการหมุนที่ให้สัมผัสสุดยอด ทำให้ GLC เป็นรถเอสยูวีที่ควบคุมได้ง่าย แม้แต่คุณยายอายุ 75 ปี ก็สามารถขับมันได้อย่างสบายๆถ้าขับรถเป็น! กำลัง 245 แรงม้ากับแรงบิด 500 นิวตันเมตร ของ GLC300d มากเกินพอสำหรับถนนทุกสายบนโลกใบนี้ การทดกำลังของเกียร์ 9-G Tronic มีความนิ่มนวลไหลลื่นเป็นที่ตั้ง ในโหมด Comfort เกียร์ 9 สปีดแสนรู้จะจัดเกียร์ที่เหมาะสมกับสปีดความเร็วและพยายามผ่องถ่ายการเปลี่ยนเกียร์ที่นวลเนียนออกมาอยู่ตลอดเวลา เมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่เกียร์ 9 รอบเครื่องยนต์จะป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 1700-1800 รอบต่อนาที ทำให้อัตราสิ้นเปลืองของรถรุ่นนี้หรูหราเป็นพิเศษ นอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้ว เครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ของเยอรมันยังมีแรงบิดล้นๆไว้ให้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการลากเทรลเลอร์ที่มีน้ำหนัก 3.5 ตันหรือปั่นตัวเองขึ้นจากหล่มโคลน แรงบิดที่สมน้ำสมเนื้อยังช่วยให้การเร่งสปีดความเร็วเพื่อแซงรถช้าไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะพ้นหรือไม่พ้น เครื่องยนต์ OM654 ส่งเสียงดังไม่มากเมื่อใช้รอบสูงอย่างต่อเนื่องและทำตัวเป็นพวกรักษ์โลกด้วยการดับเครื่องยนต์เมื่อจอดอยู่นิ่งๆกับที่ ค่าการปล่อย Co2 อยู่ที่ 150-154 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร กับมาตรฐานมลพิษระดับ EURO-6 D ทำให้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ตัวนี้มีความน่าสนใจมากกว่า OM651 รุ่นเก่าที่ประจำการอยู่ใน GLC250d 4MATIC รุ่นจำหน่ายในประเทศไทย! ขนาดที่เล็กลงและน้ำหนักที่เบาขึ้นของเครื่อง OM654 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการลดน้ำหนักของ GLC Facelift ไปโดยปริยาย 

ไม่ต้องแปลกใจ ถึงแม้จะมีสัดส่วนของความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถมากถึง 200 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเฉียดๆ 2 ตัน แต่ GLC Facelift กลับโลดแล่นอยู่บนเส้นทางชนบทของเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวแทบจะไม่ต่างจาก GLC รุ่นแรกซึ่งเป็นเอสยูวีไซล์กลางที่มีการขับขี่ดีมาก ทำให้ยอดขายในประเทศไทยของรถรุ่นนี้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC คอยเฉลี่ยแรงบิดไปยังล้อหน้าและล้อหลังเพื่อสร้างความสมดุลสูงสุดในการขับเคลื่อน การถ่ายเทน้ำหนักในโค้งทำได้ดีกว่าเดิมเล็กน้อยจากล้ออัลลอยขอบ 20 นิ้วที่เพิ่มหน้าสัมผัสระหว่างยางกับผิวถนนให้มากยิ่งขึ้น ระบบขับสี่ของ GLC ประกอบด้วยแผ่นคลัตช์ซ้อนกันหลายแผ่นและควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการทรงตัวและรักษาเสถียรภาพของตัวรถ โดยปกติบนทางไฮเวย์เรียบๆมันจะทำตัวเป็นรถขับหลังและจะส่งกำลังไปที่ล้อหน้าเท่าที่จำเป็น เช่น เมื่อเสียการยึดเกาะและเวลาเลี้ยวด้วยแรงจีสูงๆในโค้ง พลังขับเคลื่อนจะถ่ายลงล้อทั้งหน้าและหลัง โดยจะปรับเพิ่มหรือลดแรงบิดเพื่อความเสถียรของตัวรถและการทดกำลังที่มีการเฉลี่ยให้เกิดความสมดุล ทำให้อาการหน้าดื้อโค้งหรือท้ายปัดแทบจะไม่เกิดขึ้นเมื่อใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง อาการโยนตัวก็น้อยลง เครื่องยนต์ OM654 กับเกียร์ 9-G Tronic ผสานไดนามิกที่ดีของ GLC สามารถรักษาโมเมนตั้มในการพุ่งทะยานได้อย่างดีเยี่ยม 

50 กิโลเมตรหลังจากรับหน้าที่ขับต่อจากคุณสินชัยหมดลงอย่างรวดเร็ว ผมเลี้ยวเจ้า GLC Facelift เข้าสู่สนามออฟโรด ADAC Off-Road Zentrum หลังจากจัดการกับมื้อเที่ยงอย่างลวกๆ ก็ย้ายก้นตัวเองขึ้นไปนั่งอยู่ใน Mercedes-Benz GLC300d รุ่น Off-Road ซึ่งมีล้อขอบ 18 นิ้วกับยาง L/T เพื่อการลุยเส้นทางทดสอบที่อุดมไปด้วยหล่มโคลน เมื่อ 4 ปีก่อนผมเคยขับลุยแหลกบนทางวิบากที่เมืองสตาร์บรู๊ค กับสถานีทดสอบการขับขี่ GLC แบบออฟโรดในไร่องุ่นที่ติดกับชายแดนของประเทศฝรั่งเศสในแคว้นกร็องแต็สต์ ผ่านไป 4 ปี สถานีการขับทดสอบบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของสนาม ADAC Off-Road Zentrum มีความโหดเพิ่มเข้ามาเพื่อโชว์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพในด้านของการขับลุยทางวิบากของยายนต์เอสยูวีเกรดพรีเมี่ยม 

เมื่ออยู่บนทางวิบากสูงๆต่ำๆและมีโคลนเหนียวๆในบางช่วงบางตอน ความสามารถในการควบคุมแชสซที่มีความเฉียบคมของ GLC Facelift  ในการหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง ประคับประคองคันเร่งเพื่อเอาตัวรอดบนเนินดินที่สูงชันของสถานีออฟโรด เป็นการถ่ายทอดประสิทธิภาพระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ซึ่งเป็นจุดเด่นของ GLC Facelift ให้สื่อมวลชนจากทั่วโลกได้สัมผัส พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าเบาและแม่นยำในการวางทิศทางด้านหน้าให้ถูกต้องเมื่อขับผ่านเส้นทางในป่าสนที่เต็มไปด้วยขี้โคลน คันเร่งถูกใช้อย่างระมัดระวังเมื่อต้องไหลผ่านสะพานไม้แคบๆซึ่งใช้ไม้ซุงต้นใหญ่แค่สองต้นวางอยู่ในตำแหน่งของล้อซ้ายและขวา หากทำพลาดนิดเดียวล้อก็อาจผิดตำแหน่งและหลุดออกนอกต้นซุงทำให้จอดไม่ต้องแจวต่อ กล้องมองภาพรอบทิศทางเข้ามาช่วยในการกะระยะที่ถูกต้องในการวางตำแหน่งของล้อหน้า พวงมาลัยรักษาน้ำหนักที่ดีและหมุนคืนกลับด้วยความนิ่มนวลรวมถึงการตอบสนองที่ดีเอาไว้ เป็นสิ่งที่พบเห็นหรือสัมผัสได้ในรถเอสยูวีรุ่นใหม่ของทั้ง 4 แบรนด์เยอรมัน (Audi Q5 / BMW X3 / Porsche Macan / Mercedes-Benz GLC) ทิศทางการขับเคลื่อนบนเส้นทางออฟโรดที่ต้องวางตำแหน่งล้อให้ถูกต้องผสมผสานกับการใช้คันเร่งที่มีทั้งการผ่อนสั้นผ่อนยาว บางจังหวะที่ต้องไต่เนินสูงชันก็แค่ปล่อยให้ระบบ Up and Down Hill Assist ในระบบ 4MATIC  ทำงานไปตามเรื่องตามราว ประคองพวงมาลัยแต่งองศาให้อยู่กับร่องกับรอยก็สามารถเอาตัวรอดในป่าลึกได้ด้วย New GLC แต่เศรษฐีไทยคนไหนจะกล้าเอามันมาลุยแบบนี้ล่ะครับ?

ระบบช่วยเหลืออื่นๆบนเส้นทางออฟโรดถูกครูฝึกเยอรมันปรับให้เหมาะกับการไต่เนินและการปีนป่ายทางลาดเอียงที่มากถึง 35 องศา จากทางลาดที่เป็นมุมดิ่งแบบสุดๆ GLC300d 4MATIC สามารถลุยฝ่าอุปสรรคแบบวิบากได้ดี ระบบ Hill Descent Control ช่วยเบรกไม่ให้รถไหลกลับลงมานาน 10 วินาที เมื่อคาอยู่บนเนินที่สูงชันระกหว่างการปีน การลุยหนักบนรถยนต์ที่มีค่าตัว 3-4 ล้านบาทในประเทศไทยไม่ค่อยจะเกิดขึ้นเท่าใดนักเนื่องจากความกลัวค่าซ่อมบำรุงและความแพงของตัวรถทำให้เศรษฐีในเมืองไทยใช้รถยนต์ประเภทนี้แค่ทางเรียบๆเท่านั้น

เมื่อขับบนทางฝุ่นที่เต็มไปด้วยลูกรังคุณสามารถเร่งความเร็วใน GLC โดยมีการยึดเกาะที่ดีของช่วงล่าง ชุดบังคับเลี้ยว กำลังในรูปของแรงบิดที่จะทำให้รู้สึกสนุกปนเปไปกับความเสียวสยอง สนามทดสอบ ADAC Off-Road Zentrum มีเส้นทางเล็กๆที่ไม่เปิดโอกาสให้กับความผิดพลาด มีต้นไม้ใหญ่และเนินดินที่สูงชันในสถานการณ์แบบนี้สื่อมวลชนน้อยคนที่จะกล้าขับเร็วนอกจากจะมีความเชี่ยวชาญชำนาญในเส้นทางออฟโรดจริงๆเท่านั้น เมื่อใกล้ถึงจุดสิ้นสุดสำหรับสถานีออฟโรด ผมกดคันเร่งเต็มเหนี่ยวบนทางดินแห้งๆ แรงบิดระดับ 500 นิวตันเมตรที่ปลดปล่อยออกมาทำให้ส่วนท้ายของ GLC เกือบจะปัดแต่ระบบรักษาเสถียรภาพเข้ามาช่วยเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที ในสภาพทางที่ทุรกันดานMercedes-Benz GLC ลุยฝ่าไปได้อย่างสบายๆ ถ้าชอบเล่นบทโหดก็แค่เปลี่ยนยางให้เป็น M/T สำหรับการตะกุยโคลนเลน แค่นั้นก็เอาตัวรอดในป่าแถบทองผาภูมิได้อย่างสบายๆ  

บ่ายสองโมงครึ่ง ยังเหลือเวลาอีกพอสมควรก่อนออกเดินทางไปสนามบินเพื่อกลับบ้าน ผมกับพี่อ้วนสินชัยและคุณดอม หรือคุณอัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร  Mercedes-Benz Thailand คว้ากุญแจของ GLC63s AMG ออกไปขับวนแถวๆสนามออฟโรด โดยใช้ระยะทางที่กำหนดในเนวิเกเตอร์ยาวประมาณ 104 กิโลเมตร โดยขับบนทางไฮเวย์ออโต้บาร์นในบางช่วงบางตอน หลังจากนั้นก็ขับตามเนวิเกเตอร์โดยออกจากไฮเวย์ลงไปวิ่งในทางชนบทที่งดงามของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต GLC63s AMG ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 ทวินเทอร์โบ เครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ที่คว้ารางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมความจุไม่เกิน 4 ลิตร หรือ BEST ENGINE OF THE YEAR 2019 มีปริมาตรความจุ 4.0 ลิตร ให้กำลังมากถึง 375 กิโลวัตต์ หรือ 510 แรงม้า แรงบิดอย่างโหดที่ 700 นิวตันเมตร ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4 วินาทีพอดิบพอดี ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังและการทำความเร็วที่สูสีกับซุปเปอร์คาร์ทำให้ไฮเปอร์เอสยูวีรุ่นนี้เป็นที่หมายปองของนักเลงรถเท้าหนักทั่วโลก อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4 วินาที บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ามันมีตีนต้นน้องๆซุปเปอร์คาร์เลยทีเดียว 

ของเล่นใหม่ใน GLC63s AMG 4MATIC+ ประกอบด้วย New headlamp design ไฟหน้าแบบใหม่ที่ใช้ไฟ Multibeam LED ไฟตัดหมอกแบบใหม่ ล้ออัลลอย AMG แบบใหม่ ขอบ 21 นิ้วแบบ light-alloy wheels ชิ้นงานดักอากาศหรือสปอยเลอร์หลังขนาด 90 มิลลิเมตร สีใหม่ graphite grey metallic ระบบเชื่อมต่อล่าสุด Mercedes-Benz MBUX infotainment system with AMG-specific functions and display ระบบจอภาพมอนิเตอร์แบบสัมผัส touchscreen display ระบบสั่งงานด้วยเสียงแบบใหม่ voice control and optional gesture control พวงมาลัย AMG พร้อมปุ่มควบคุมฟังก์ชั่นแบบใหม่ล่าสุด (standard on S model) ภายในใหม่ด้วยเบาะหนังสีเทาเดินตะเข็บด้วยด้ายสีเหลืองแบบสปอร์ต เฟืองท้ายไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อหรือ Electronically controlled locking differential  โหมดการขับเคลื่อน New AMG DYNAMIC SELECT drive program ระบบควบคุมการทรงตัวแบบใหม่ Dynamic handling control AMG DYNAMICS with three/four สำหรับ GLC63S model ระบบ Trailer Manoeuvring Assist และโปรแกรมการขับเคลื่อน AMG Driver’s Package เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

สีเทาดำแบบด้านๆหรือสี graphite grey metallic เป็นสีใหม่ของ Mercedes-AMG GLC63s 4MATIC+ กระจังหน้าแบบซี่ที่นิยมมากในประเทศไทยช่วยทำให้ส่วนหน้าของ GLC63s ดุดันมากยิ่งขึ้น การวิ่งที่มั่นคงเกิดจากระบบรองรับแบบ Air Suspension ที่สามารถปรับตั้งได้อย่างหลากหลาย กำลัง 510 แรงม้า พรั่งพรูแรงบิดระดับ 700 นิวตันเมตร ทำให้ต้องระวังในการใช้ความเร็วบนออโต้บาร์นเพราะถ้าเพลินแค่แวปเดียวและไม่ได้ระมัดระวังใช้คันเร่งให้เหมาะสมความเร็วก็จะทะยานผ่าน 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างง่ายดาย เป็นเอสยูวีคันโตที่วิ่งได้อย่างปราดเปรียวและยึดเกาะกับถนนราวกับรถสปอร์ตพลังสูงของอิตาเลี่ยนอย่าง Lamborghini Urus เจ้า GLC63s 4MATIC+ ให้ความรู้สึกที่สุดยอดของการทำความเร็วในรถยนต์อเนกประสงค์ไซล์กลางของแบรนด์ตราดาว มันเร่งได้รวดเร็วเหลือเชื่อ พุ่งทะยานเป็นลูกธนูและมีความมั่นคงสูงจากไดนามิกที่ยอดเยี่ยมของมัน ล้อ 21 นิ้วใหญ่เกินไปแต่ก็สวยงามเหลือกำลังลาก ยาง michelin pilot sport 4S ล้อหน้าไซล์ 265/40ZR21 105Y ล้อหลังใหญ่กว่าที่ขนาด 295/35R21 107Y

หลังจากได้ลองขับในสภาพถนนที่มีความหลากหลาย Mercedes-Benz New GLC Facelift ทำให้นักขับหลายคนรวมทั้งสื่อมวลชนจากทั่วโลกรู้สึกพออกพอใจ แม้ในเส้นทางออฟโรดจะไม่มีเจ้าของรถคนไทยที่กล้าเอารถลงไปวิ่งแบบจริงจังก็ตาม GLC ออกแบบให้ใช้งานได้ดีเกือบจะทุกสภาพเส้นทาง ในรถทดสอบสามารถบังคับทิศทางและเร่งแซงด้วยกำลังที่มากพอ ถึงจะเป็นรุ่น 220d ที่มีเรี่ยวแรงแค่ 194 แรงม้า กับแรงบิด 400 นิวตันเมตรที่จะวางขายในไทยช่วงปลายปีนี้ กำลังขนาดนั้นบอกเลยว่าเหลือเฟือถ้าไม่ได้บ้ายัดคันเร่งกันตลอดเส้นทางเรี่ยวแรงที่ให้มานับว่าพอเพียงต่อการใช้งานทั้งการขับในและนอกเมือง อัตราสิ้นเปลืองของเครื่องยนต์ดีเซลตัวใหม่รหัส OM654 ที่ทำได้ประมาณ 17 กิโลเมตรต่อลิตร ก็นับว่าเป็นรถที่มีความประหยัดอยู่ในเกณฑ์ดี พวงมาลัย ช่วงล่าง ช่วยควบคุมอาการของแชสซีทำให้ขับได้ง่ายราวกับ GLA แม้กระทั่งการแตะเบรกเบาๆก็ยังมีการถ่ายเทน้ำหนักที่ให้ความสมดุล แรงบิดของเครื่องยนต์ในคันทดสอบรุ่น GLC300d  ออกมาในลักษณะที่กว้าง เมื่อใช้เกียร์สูงหรือเกียร์สุดท้ายวิ่งบนไฮเวย์ก็จะพบกับความประหยัดในระดับสูงสุด เครื่องยนต์ทำงานด้วยรอบที่ต่ำในย่านความเร็วคงที่ทำให้ค่าการสึกหรอลดลง การปรับปรุงองศาของแคมชาร์ปทั้งฝั่งไอดีและฝั่งไอเสียเพื่อรีดกำลังจากเครื่องดีเซลตัวเล็กสมบูรณ์แบบลงตัวดีมากแล้ว ส่วนเรี่ยวแรงพละกำลังที่ได้จากเครื่อง V8 ทวินเทอร์โบในรุ่นสูงสุด GLC63s นั้นเหลือกำลังลากและไม่มีถนนที่โล่งมากพอในการปลดปล่อยพลังงานอันบ้าระห่ำของมัน 

สิ้นสุดวันอย่างรวดเร็วเมื่อพี่อ้วนสินชัยหักเลี้ยวพวงมาลัยเข้าสู่จุดจอดสุดท้ายที่จะต้องส่งมอบรถทดสอบกลับคืนให้เจ้าหน้าที่ของ Mercedes-Benz ก่อนขนกระเป๋าขึ้นรถไปสนามบินเพื่อเดินทางไกลกลับบ้าน ในขณะที่รุ่น Plug in Hybrid ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงของ Mercedes-Benz ได้เข้ามาขัดตราทัพและช่วยปรุงแต่งสมรรถนะของ New GLC ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าคนไทย รุ่น 220d ที่ไม่ได้ลองขับซึ่งจะออกขายในไทยช่วงปลายปีนี้ เครื่องยนต์ใหม่รหัส OM654 มีเทคโนโลยีล่าสุดที่ช่วยทำให้เครื่องยนต์ดีเซลตัวเล็กมีกำลังมากพอที่จะขับเคลื่อนเอสยูวีคันโตและส่งถ่ายความรู้สึกที่ปราดเปรียวเมื่อทำความเร็ว เมื่อไหร่ที่รุ่นต่างๆของ New GLC เริ่มทยอยขายในประเทศไทย มันก็จะรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มยานยนต์อเนกประสงค์ไซล์กลางแบบพรีเมี่ยมเอาไว้ได้อย่างแน่นอนที่สุด แม้จะเป็นเพียงแค่เอสยูวีไซล์กลาง แต่การขับที่เด็ดขาดของมันโดยเฉพาะรุ่นปรับโฉมทำให้รับรู้ได้ว่านี่คือรถยนต์รุ่นใหม่ของแบรนด์ตราดาวซึ่งผสมรูปลักษณ์และหน้าตาที่ทำให้ดูดีเวลาขับ เมื่อรวมกับความชอบของคนไทยกับแบรนด์ Mercedes ราคาที่สมเหตุสมผลของ GLC รุ่นประกอบในประเทศที่จะตามออกมาในปีหน้า (2020) คู่แข่งแบรนด์หรูทั้งหลายคงต้องระวังให้ดีๆเพราะพี่ใหญ่กำลังจะกลับมาแล้ว! 


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Mercedes-BenzMercedes-Benz GLCNEW GLCอาคม รวมสุวรรณ

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้