เป็นประจำทุกสิ้นปีที่ไทยรัฐออนไลน์ทำการรวบรวมรถที่ขับได้ดีที่สุด หลังจากลองขับทดสอบมาทั้งปี ถือเป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กับการรวบรวมเหล่าบรรดารถทดสอบประจำปี 2018 ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ผ่านการขับทดสอบทั้งบนถนนปกติ และในสนามแข่ง รถที่เข้าวินเกิดจากความสามารถในการขับขี่ล้วนๆ ไม่ได้มีการยัดใต้โต๊ะ หรือเห็นแก่ค่าโฆษณาแต่อย่างใดทั้งสิ้น ไล่เรียงตั้งแต่อีโคคาร์ ราคา 6 แสน ไปจนถึงซุปเปอร์คาร์ค่าตัว 20 ล้านบาท ความรู้สึกของการขับที่สอดคล้องกับรูปแบบของตัวรถ และความสามารถที่ไม่คลุมเครือ นี่คือรถยนต์ 6 คันที่ได้รับตำแหน่ง Thairath Online Car of The Year 2018
...
อันดับที่ 6
Swift 1.2 GLX NAVI CVT ราคา 629,000 บาท
น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันที่ new Swift 2018 มียอดขายไม่พุ่งแรงเหมือนกับ Swift รุ่นที่แล้วทั้งๆ ที่เหนือกว่าทุกอย่าง new Swift รุ่น GLX NAVI CVT ราคาหกแสนนิดๆ ขับได้สนุกสนานสมราคา แม้จะวางเครื่องยนต์แค่ 1.2 ลิตรและเกียร์ CVT ที่ชอบย้วยแต่การตั้งอกตั้งใจเซตอัพรถ new Swift ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นส่งผลให้มันเป็นรถเล็กที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคา จุดเด่นของมันก็คือ เบาะคนขับที่สามารถกดปรับลงต่ำได้มากกว่ารุ่นที่แล้ว ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหลังก็ยังปรับพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการขนสัมภาระ เบาะหลังสำหรับผู้ใหญ่ที่ออกแบบให้นั่งได้สบายขึ้น เนื่องจากความลาดเอนของเบาะหลังนั้นมากกว่ารุ่นที่แล้วซึ่งตั้งชันมากจนนั่งไม่ค่อยจะสบายตัวเท่าที่ควร
สำหรับขุมกำลังซึ่งเป็นที่มาของความสนุกก็คือเครื่องยนต์ใหม่ของ Suzuki Swift 2018 เป็นเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 4 วาล์วต่อสูบ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน Dual VVT วางตามขวางขับเคลื่อนล้อหน้า รหัส K12M 1.2 ลิตร ปริมาตรความจุ 1,197 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 73.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 71.5 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 11.0:1 ให้กำลังสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ระบบจ่ายเชื้อเพลิงใช้หัวฉีดมัลติพอยท์ รองรับเชื้อเพลิง E20 เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบ Direct coil เพื่อความแม่นยำในการจุดระเบิด พร้อมระบบ EGR cooler เพื่อลดมลพิษ เป็นเครื่องยนต์อีโคคาร์รุ่นใหม่ที่ผ่านมาตรฐานมลพิษระดับ EURO-5 ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ขับเคลื่อนล้อหน้าแบบ CVT ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คอัพและกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีมคานแข็ง ระบบเบรกของรุ่นสูงสุด GLX NAVI CVT หน้าและหลังใช้ดิสเบรกทั้งหมด ส่วนล้อและยางใส่ล้ออัลลอยขอบ 16 นิ้ว ยัดยาง 185/55R16
...
...
Suzuki Swift รุ่นท็อปสุด 1.2 GLX NAVI CVT ขับได้ดีโดยเฉพาะความแม่นยำและน้ำหนักของพวงมาลัยที่เคยเป็น DNA ของรถ Swift รุ่นที่แล้ว พวงมาลัยไว แม่น และคมขึ้น เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานร่วมกันได้ดี โปรแกรมการทำงานของเกียร์ที่เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดทำให้เกียร์รองรับการทำงานได้กว้างขึ้นอีกเล็กน้อย เกียร์ CVT กระชับรัดกุมขึ้นโดยไม่ปรากฏอาการย้วย เร่งขึ้นแต่ไม่ได้เร็วตาแตก ช่วงล่างนุ่มและหนึบซึ่งเซตออกมาได้ยากหากจะทำให้รถทั้งเกาะและนั่งได้สบาย แต่ Suzuki ก็ทำออกมาได้ดีในจุดนี้ การเก็บเสียงก็ทำออกมาใช้ได้ มันวิ่งได้เงียบขึ้นมากบนผิวถนนที่หลากหลาย มีแค่เสียงยางดังเข้ามาเบาๆ ในย่านความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเสียงลมปะทะกับตัวถังหากขับไม่ถึง 100 กิโลเมตรก็แทบจะไม่ได้ยิน ส่วนจุดด้อยของ Swift ใหม่ก็ใช่ว่าจะไม่มี กล้องมองหลังที่ไม่มีในรุ่นสูงสุดทำให้การขับถอยหลังต้องมองกันให้ขาด หรือต้องใช้ความระวังมากยิ่งขึ้น หากอยากได้กล้องมองหลังก็ต้องเพิ่มเงินแต่ก็ไม่ได้มากจนทำให้หมดเนื้อหมดตัว พวงมาลัยในย่านความเร็วสูงเบาไปนิด ขาแรงที่ชอบ Swift ยังคงอยากได้แป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift เหมือนกับ Swift RX II รุ่นที่แล้ว แต่ต้องรอกันต่อไป Suzuki Swift 1.2 GLX NAVI CVT ยังคงขับได้ดีน่าประทับใจ สื่อมวลชนบางคนเปลี่ยนรถคันใหม่ด้วยรถ New Suzuki Swift ที่เลือกกันทั้งรุ่นรองท็อปและรุ่นสูงสุด บางคนก็ขับเดิมๆ แต่บางคนเป็นขาแรงก็แต่งให้ขับได้โฉบเฉี่ยวขึ้น หากชอบอุปกรณ์ครบๆ ก็มองไปที่รุ่นสูงสุดราคา 6.2 แสนบาท แต่ถ้าไม่สนอุปกรณ์ ชอบขับใช้งานลูกเดียว รุ่น 1.2L GA CVT ราคา 499,000 บาท คุณก็จะประหยัดเงินในกระเป๋าได้เยอะเลยทีเดียว ส่วนตัวหากจะซื้อทั้งทีขอไปที่รุ่นท็อปสุด GLX NAVI พร้อมจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อแลกกับกล้องมองหลัง รวมถึงเซนเซอร์สัญญาณเสียงเมื่อขับถอยหลัง เปลี่ยนยางใหญ่ขึ้นเป็น 195 หรือ 205 รับรองว่าจะพบกับรักใหม่ในเจ้าตัวเล็กอย่างแน่นอน
...
อันดับที่ 5
Toyota C-HR Hybrid ราคา 1,159,000 บาท
ครอสโอเวอร์ในประเทศไทยมีให้เลือกอย่างหลากหลาย นี่คือรถเล็ก 5 ประตูที่คุณเคยพบเห็นอย่างชินตาบนถนนในประเทศไทย ไล่จาก Mazda CX-3 ของแบรนด์ซูมซูม Honda HR-V รถขายดีที่ส่งกำไรเป็นกอบเป็นกำทำเงินมหาศาลให้กับค่าย Honda รวมถึง Mitsubishi Xpander รถ MINI MPV ที่พยายามแปลงร่างเป็น Crossover แต่ดูขัดตาพิกล แถมราคายังแรงเกินสมรรถนะอีกตะหาก ทั้งหมดนี้ หลังจากการขับทดสอบและรวบรวมข้อมูลเพื่อรีวิวก็จะพบว่า Toyota C-HR นั้นแม้จะแพงกว่า แต่ก็ขับดีกว่าเห็นๆ เนื่องจากออกมาทีหลังพร้อมแชสซีใหม่ TNGA ด้วยความที่ประทับตราสัญลักษณ์สามห่วงของ Toyota นั่นคือเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความทนทาน ซ่อมบำรุงได้ง่ายจากศูนย์บริการที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง
Toyota เคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองของ C-HR รุ่นไฮบริดที่ 24 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการคุ้มครองและดูแลซึ่งเป็นบริการหลังการขายของ C-HR จัดฟรีค่าแรง 11 ระยะ ตั้งแต่ 1,000 – 100,000 กิโลเมตร ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่ Warranty เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร รุ่น Hybrid รับประกันการทำงานของระบบ Hybrid นาน 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันแบตเตอรี่ Hybrid 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง จุดด้อยคือเบาะหลังที่หลายคนบ่นกันว่าแคบ เอาเข้าจริงๆ คนที่ซื้อ C-HR ก็มีทั้งครอบครัวเล็กๆ ที่ยังไม่มีลูก คนโสดในวัยทำงานและครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน เบาะหลังก็นั่งได้สบายดีแต่บานประตูมีขอบกระจกสูงไปหน่อยซึ่งทำให้รู้สึกอึดอัด บานประตูหลังที่ออกแบบในทรง Coupe ย้ายมือจับประตูไปอยู่ใกล้เสาท้ายแล้วยกแนวขอบของบานประตูให้สูงขึ้นทำให้บดบังทัศนวิสัยการมองเห็นของผู้โดยสารบนเบาะหลังพอสมควร หากไม่คิดมากก็พอใช้ได้แต่ถ้าชอบกว้างๆ มองเห็นได้ชัดเจนก็คงต้องมองรถรุ่นอื่นที่มีบานประตูหลังใหญ่โตกว่านี้ สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เมื่ออยู่กันแค่สองคนหรือขับใช้งานอยู่คนเดียว ปัญหาความอึดอัดของเบาะหลังไม่ได้รบกวนความสะดวกสบายแม้แต่น้อย เพราะขับอยู่เบาะหน้าอย่างเดียวไม่ได้มีเพื่อนร่วมทางมานั่งเบาะหลังกันทุกวี่ทุกวัน นานๆ จะมีเพื่อนมานั่งด้วย เบาะหลังที่มองด้านนอกไม่ค่อยจะเห็นก็จะไม่สร้างปัญหาแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 ของพี่โตพัฒนามาจนสมบูรณ์แบบไม่พังกันง่ายๆ ถึงพังถ้าอยู่ในระยะประกันก็เคลมให้ทั้งหมดจึงวางใจได้ในจุดนี้ ระบบไฮบริดเจน 4 ของ Toyota ที่ติดตั้งใน C-HR ออกแบบให้ inverter with converter assembly มีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา สามารถบูสไฟฟ้าแรงสูงอย่างรวดเร็วโดยติดตั้งอยู่ด้านบนของชุดเกียร์ ส่วนแบตเตอรี่ไฮบริดเป็นแบบ ni-mh battery DC 201.6 V168 Cell 6 cell x 28 modules แบตเตอรี่ติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลังพร้อมชุดกรองฝุ่นและพัดลมไฟฟ้าระบายความร้อน โดยมี auxiliary battery ติดตั้งอยู่ในห้องเครื่องยนต์ เป็นแบบ EN Type LN1 auxiliary battery แม้จะซับซ้อนแต่ทำงานได้เสถียรดีและช่วยเสริมแรงบิดเมื่อต้องการแซงรวมถึงเรื่องของการประหยัดเชื้อเพลิงเมื่อออกทางไกลและใช้ความเร็วคงที่ ขับกันโหดๆ ก็ยังมีให้เห็นถึง 19 กิโลเมตรต่อลิตร เคยมีคนที่ลองขับแบบแตะเบาๆ ถนอมคันเร่งสามารถทำได้ถึง 26 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ก็เป็นการขับที่ช้าเกินกว่าชีวิตจริงโดยเฉพาะความรีบเร่งของคนเมืองในปัจจุบัน เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 2ZR-FXE เป็นเครื่องทวินแคม ดับเบิลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ป DOHC 16 วาล์ว (4 วาล์วต่อสูบ) พร้อมกลไกฝาสูบกับระบบไอดีแบบ Atkinson และระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ปริมาตรความจุขนาด 1.8 ลิตร พร้อมระบบเสริมพลังงาน Hybrid ที่ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แบบใหม่ที่มีระบบระบายความร้อนดีขึ้น แบตฯ รับประกันอายุการใช้งาน 10 ปี พร้อมอุปกรณ์ชาร์จไฟในระบบ Hybrid ด้วยมอเตอร์ในชุดส่งกำลังสองตัว (MG1 / MG2) เครื่องยนต์เบนซิน Atkinson cycle 4 วาล์วต่อสูบขนาด 1,798 ซีซี กำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์ หรือ 120 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด (จากเครื่องยนต์เพียวๆ) 142 นิวตันเมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที ระบบไฮบริดฝังมอเตอร์ 2 ตัวอยู่ในเกียร์ เป็นมอเตอร์แบบ P610 hybrid transaxle MG1 / MG2 ขนาด 600 โวลต์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มอเตอร์ไฟฟ้า MG 1 ของ C-HR มีแรงดันไฟฟ้าสูงสุด AC600 V กำลังสูงสุด 53 กิโลวัตต์ ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า MG 2 มีแรงบิดสูงสุด 163 นิวตัน-เมตร มีแรงดันไฟสูงสุด AC600 V ระบบ Hybrid จากแบรนด์ Toyota จัดมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก กำลัง 72 แรงม้า แรงบิดจากมอเตอร์ทำได้ที่ 163 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Hybrid แบบ Ni-MH ควบรวมพลังงานทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ทำให้ C-HR มีกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ แบบ E-CVT มีมอเตอร์ MG-1 และ MG-2 ฝังไว้ในเกียร์เพื่อเสริมแรงบิดและชาร์จไฟใส่แบตเตอรี่ สมรรถนะเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 11.3 วินาที
แรงยึดเกาะที่ทำให้แปลกใจเมื่อขับ C-HR เข้าโค้งเร็วๆ รวมถึงการสอดประสานกันระหว่างการทำงานของช่วงล่าง ชุดบังคับเลี้ยวและแชสซี TNGA เกียร์ CVT ที่มีมอเตอร์อยู่ภายในก็ทำงานอย่างเนียนแม้จะน่าเบื่ออยู่บ้างจากอาการย้วยเวลากดคันเร่งลึกๆ เพื่อแซงแต่ก็แลกคืนด้วยการตัดต่อที่เนียนและไหลลื่นเนื่องจากเป็นเกียร์สายพาน ช่วงล่างและพวงมาลัยเข้ามาช่วยทำให้การควบคุมง่ายดายขึ้น รวมถึงการขับในย่านความเร็วสูงที่มันพยายามทำตัวให้เหนือกว่ารถคู่แข่งไม่ใช่ที่อัตราเร่งแต่เป็นเรื่องของการยึดเกาะที่มีความสำคัญเมื่อขับเร็วคุณสามารถยิงยาวผ่านโค้งด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับสภาพของโค้งพร้อมๆ กับการจิกหัวเข้าและออกจากปลายโค้งได้ดีกว่ารถคู่แข่งที่เอาแต่ย้วยไปย้วยมาเมื่อพบกับถนนที่ไม่เรียบ ด้วยการควบคุมที่ดีของมันจะทำให้คุณขับเร็วขึ้นแบบไม่รู้ตัว โดยภาพรวม C-HR รุ่นสูงสุด HV Hi ให้ความรู้สึกถึงความเสถียรที่เป็นธรรมชาติ และไม่แสดงอาการรุ่มร่ามออกมาให้เห็น เป็นรถที่สวยงามเมื่อขับแบบเดิมๆ และแต่งได้หล่อเหลาเอาเรื่อง แม้เจ้าตลาดครอสโอเวอร์อย่าง HR-V จะมียอดขายดีกว่าแต่ถ้าเป็นเรื่องของการขับคงต้องยกให้ C-HR Hybrid MID ไปโดยปริยาย
อันดับที่ 4
Toyota new Camry 2.5HV Premium ราคา 1,790,000 บาท
new Camry 2.5 HV Premium ทั้งเร็วและเกาะถนนในแบบที่เจ้าของ Camry รุ่นเก่าได้แต่ฝันถึง ม้า 200 ตัว เบ่งพลังงานอย่างเต็มที่เมื่อแรงบิดจากเครื่องยนต์กับแรงบิดจากมอเตอร์ MG1/ MG2 ซึ่งเข้ามาปั่นไฟและปั่นล้อเพื่อทำให้ตัวเลขสมรรถนะได้ตามแบบที่ลูกค้าขอ อัตราเร่ง 0-100 ใน 8 วินาทีนิดๆ ทำให้มันทิ้ง Accord Hybrid ให้ไล่ตามอยู่ข้างหลังห่างๆ TNGA toyota new global architecture แชสซีใหม่ที่แก้ลำมาเป็นอย่างดี ทำให้หมอนี่วิ่งทางไกลได้อย่างสุดยอด ที่กล้าใช้คำว่าสุดยอดก็เพราะคุณจ่ายแค่ 1.79 ล้านบาท แต่จะได้รถดีๆ ที่ขับเหมือนรถราคา 3-4 ล้านบาท อะไรจะดีขนาดนั้น! กลไกภายในระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นล่าสุดของแบรนด์สามห่วง มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ให้กำลังสูงสุด 88 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ EEC net 202 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ไฮบริดนิกเกิลเมตัลไฮดราย ความจุไฟฟ้าของแบตฯ อยู่ที่ 605 แอมแปร์ต่อชั่วโมง เมื่อควบรวมเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เจ้า New Camry 2.5 HV Premium จะมีกำลังสูงสุด 155 กิโลวัตต์ หรือ 211 แรงม้า ไม่ต้องมานั่งสงสัยเพราะขับทดสอบให้หมดแล้วทุกอย่าง เครื่องยนต์บล็อกนี้สามารถฉุดกระชากน้ำหนัก 1.7 ตันให้แล่นทะยานไปข้างหน้าอย่างว่องไว อัตราเร่ง 8 วินาทีนิดๆ บนทางราบบ่งบอกถึงความคล่องตัวได้เป็นอย่างดี เป็นความน่าประทับใจในประสิทธิภาพ เมื่อเท้าขวาของคุณกดลงไปบนคันเร่ง มันจะสร้างแรงดึงที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้น ระบบเบรกแบบสะสมพลังงานไม่ทำให้การเบรกน่ากลัวอีกต่อไป ระยะของแป้นเบรกที่ถูกปรับใหม่ผ่องถ่ายพลังของการหยุดยั้งได้ดีแถมยังช่วยชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ได้อีกต่างหาก
7 วันที่ได้อยู่ร่วมกันทั้งในและนอกเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นการขับทางไกลลากยาวมากกว่าจะมาวิ่งๆ หยุดๆ อยู่แต่ในเมือง เกียร์อัตโนมัติ E-CVT นั้น วิศวกรของ Toyota ได้ทำการทดสอบและพิสูจน์แล้วว่าคู่ควรกับรถไฮบริดเป็นอย่างยิ่ง เกียร์สายพานของมันทำงานได้อย่างไหลลื่น ปราศจากอาการย้วยหรือกระตุกกระชาก โดยเฉพาะอาการย้วยที่น่าเบื่อนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง! และตอบสนองต่อการเปลี่ยนเกียร์ผ่าน Paddle เร็วใช้ได้ ช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงทั้งในและนอกเมือง เพื่อนๆ สื่อมวลชนที่รับรถไปทดสอบทำอัตราสิ้นเปลืองได้ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ผมกลับทำได้แค่ 14.8 กิโลเมตรต่อลิตร เนื่องจากแช่และจุ่มคันเร่งอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางทดสอบ ราวกับเอาหินก้อนโตมาทับคันเร่งไว้ รวมถึงใช้งานอยู่ในโหมดสปอร์ตตลอดการขับทั้ง 4 วัน โดยไม่สนใจอัตราสิ้นเปลืองที่มีบางคนบอกว่าทำได้ถึง 25 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อขับในย่านความเร็วต่ำสามารถสัมผัสได้ถึงความสบายและความเนียนนุ่ม การตอบสนองต่อการคิกดาวน์ของเกียร์ E-CVT ลูกนี้ไวขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อใช้โหมดสปอร์ต การทำงานของเกียร์ก็จะทำงานได้ดีขึ้นเห็นๆ!
คุณก็จะรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน New Camry จุดที่ผมชอบนั้นนับไม่ถ้วน เช่น จอมอนิเตอร์กลางอย่างชัด เครื่องเสียง JBL คมชัดแต่กำลังขับของซัพนั้นน้อยไป ถ้าเพิ่มเองอีกนิดมันจะเป็นรถที่มีเครื่องเสียงดีเอาเรื่อง พวงมาลัยปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง วางตำแหน่งของการนั่งขับมาอย่างดี ทำให้ง่ายต่อการปรับเบาะ วัสดุภายในมีรูปแบบที่ดีกว่าเดิมนิดๆ เบาะที่ติดตั้งระบบปรับอากาศใช้งานในช่วงฤดูร้อนได้ดีมาก เบาะหลังที่เจ้านายสามารถเอนได้เพื่อการพักผ่อนก่อนถึงจุดหมาย เครื่องยนต์และเกียร์รวมไปถึงระบบไฮบริดของ New Camry ไม่ต้องมานั่งบรรยายสรรพคุณ เพราะ Toyota Motor นั้นเป็นเจ้าแห่งการผลิตรถยนต์ไฮบริดมานานแล้ว การจ่ายเงินเกือบๆ 1.8 ล้าน ถือว่าคุ้มเพราะได้รถหรูที่ขับได้สูสีหรือเบียดกับรถราคา 3-4 ล้านได้อย่างสบาย มันอาจมีข้อจำกัดบางอย่างในด้านราคาที่ทำให้ไม่สามารถปรุงแต่งการขับจนใกล้เคียงกับ Lexus ราคา 4.5 ล้าน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Toyota New Camry 2.5HV Premium คือยานพาหนะที่จะช่วยทำให้คุณมีความสุขตลอดการเดินทาง จะจ่ายแพงกว่าทำไมครับพี่ในเมื่อมีของดีออกมาให้แล้ว!
อันดับที่ 3
BMW 630d GT M-Sport ราคา 4,739,000 บาท
BMW Series-6 Gran Turismo ความประทับใจของการเดินทางในราคา 4,739,000 บาท จากเรือนร่างอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Series-6 ปรับเปลี่ยนจากรถสปอร์ตตัวถังยาวให้กลายเป็นรถแนวจีทีหรือ Gran Turismo ผสมผสานรูปทรงของรถแฮตช์แบ็ก 5 ประตูเข้ากับห้องโดยสารภายในอันหรูหราได้อย่างลงตัว ด้วยคุณสมบัติพิเศษของการขับขี่ที่เหนือชั้นจากระบบรองรับ แชสซีกับช่วงล่าง เครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เชื่อมโยงถึงสมรรถนะการทำงานแบบสปอร์ตของเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบประสิทธิภาพสูงที่พร้อมให้ความสะดวกสบายอย่างเต็มที่ในการขับขี่เดินทางบนเส้นทางอันยาวไกล New Series-6 GT นับเป็นรถครอบครัวไซส์โตที่มีความน่าใช้งาน ผสมผสานดีไซน์ที่ทันสมัยผนวกเข้ากับรูปแบบของความสนุกในการขับขี่สไตล์แกรนด์ทัวริ่ง
ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งคนเดียวจะรู้สึกเหงา เบาะหนังสีดำเย็บเดินตะเข็บด้วยด้ายสีน้ำตาล แดชบอร์ดมีขนาดที่โตกว่า Series-5 ตกแต่งด้วยการหุ้มหนังอย่างประณีตบรรจง แดชบอร์ดคาดกลางด้วยงานอัลลอยสีเงิน กึ่งกลางวางจอภาพมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ 10.2 นิ้ว ช่องแอร์สีดำแบบเปียโนแบล็ก โดยภาพรวม แดชบอร์ดของ 6-Series GT มีรูปทรงที่คล้ายกับ 5-Series G30 แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย รวมถึงการตกแต่งด้วยวัสดุหรูหราราคาแพงเพื่อให้สมกับการทำตัวเป็นยานพาหนะของผู้บริหารระดับสูง เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า เบาะหลังมีพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะมากกว่า Series-7 ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบายตัว ส่วนขุมกำลังซึ่งเป็นที่มาของสมรรถนะแหล่มๆ 630d GT วางเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 6 กระบอกสูบ ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ รหัส B57 พร้อมชุดลดอุณหภูมิอินเตอร์คูลเลอร์ เป็นเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอลเรลไดเรคอินเจคชั่น 4 วาล์วต่อสูบ (24 วาล์ว) เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ปริมาตรความจุ 2,993 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 84.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.5:1 ให้กำลังสูงสุด 195 กิโลวัตต์ หรือ 265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 457 ปอนด์-ฟุต หรือ 620 นิวตันเมตร ที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์วางตามยาวขับเคลื่อนล้อหลัง สมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติของ ZF แบบ 8 สปีด ระบบรองรับด้านหน้าแบบดับเบิ้ลวิชโบนปีกนกคู่ ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ระบบบังคับเลี้ยวใช้พวงมาลัยไฟฟ้าแรคแอนพีเนียนพร้อมมอเตอร์ควบคุมน้ำหนักแบบแปรผันไปตามโหมดขับเคลื่อนกับสปีดความเร็ว Servotronic
การควบคุมออกมาในลักษณะที่น่าประทับใจ Body Control ที่เลิศเลอของ 630d GT ขัดแย้งกับรูปทรงอย่างสิ้นเชิง แม้ขนาดตัวถังจะใหญ่ แต่พอได้ลองขับจริงๆ จังๆ กลับพบว่าเจ้าหมู GT คันนี้ควบคุมได้ดีและง่ายดายมาก ในเมือง มันพยายามทำตัวให้เป็นมิตรกับคุณตั้งแต่แรกเริ่มด้วยการมอบความแม่นยำและการถ่ายเทน้ำหนักที่สุดยอด เป็นรถที่มีพวงมาลัยดีมากคันหนึ่งในวงการรถหรูของเยอรมนี ในย่านความเร็วต่ำพวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Servotronic ให้สัมผัสที่ละเอียดอ่อน โดยผ่องถ่ายน้ำหนักที่เบาสบายมือในย่านความเร็วต่ำ เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบมีประสิทธิภาพสูงเกินหน้าเกินตารถคู่แข่งด้านของแรงบิดและอัตราสิ้นเปลือง เสียงการทำงานของเครื่องดีเซลตัวโตเบาลงเมื่อเทียบกับเครื่องดีเซลของ Series-5 F10 รวมถึงการเก็บเสียงที่โดดเด่นตามสไตล์ของรถเยอรมัน ขับไปได้ไม่ไกลคุณจะเริ่มรู้สึกดีและรักมันมากขึ้นเรื่อยๆ รูปทรงที่เหมือนหมูอ้วนขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับสภาพการควบคุมที่เหนือชั้นและขับได้ดีกว่า Series-5 G30 รุ่นใหม่อย่างชัดเจน ทำให้ BMW 630d GT เป็นรถที่สมบูรณ์แบบและค่อนข้างขัดแย้งกับรูปทรงอยู่พอสมควร
อันดับที่ 2
Mercedes-AMG GLC43 Coupe 4Matic 4,690,000 บาท
หากไม่มองออปชั่นที่ถูกหั่นเพื่อการทำราคาไม่ให้แพงมากจนเกินไป Mercedes-AMG GLC43 Coupe' 4MATIC ประกอบในประเทศ มีราคาค่าตัว 4,690,000 บาท (ถูกลงถึง 1.1 ล้าน) ระยะทางทดสอบกว่า 800 กิโลเมตร กับเจ้า GLC43 4MATIC รุ่นแพงสุดที่ยัดล้อขอบ 21 นิ้วมาให้จากโรงงานเป็นรถที่ขับได้ดีเอามากๆ และจะดีกว่านี้อีกมากหากลดขนาดของล้อลงมาหน่อย ล้อ 21 นิ้วนั้นสวยและเต็มซุ้มล้อเหมาะดีแต่มาเจอกับผิวถนนแบบโลกพระจันทร์ทำให้เกิดความไม่สบายตัวยามขับผ่านทางที่ไม่เรียบ สมรรถนะอันสูงส่งของ GLC43 ทำให้รถเกือบทุกคันบนถนนกลายเป็นรถที่ขับช้ากันไปหมด ผมใช้การขับทดสอบยาวตลอดระยะเวลาทั้ง 7 วัน ช่วงแรกใช้เส้นทางกรุงเทพฯ บางไทร อยุธยา โดยขับไปกลับ 2 เที่ยวในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ส่วนช่วงท้ายๆ ของการขับทดสอบในวันธรรมดาก็จัดเต็มด้วยการขับจากกรุงเทพฯ ไปยัง หุบป่าตาด-เขาปลาร้า ในจังหวัดอุทัยธานี รวมระยะทางการขับทดสอบตลอด 7 วันมากกว่า 800 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงด้วยการลากยาวเฉลี่ย 9.8 กิโลเมตรต่อลิตร และคาอยู่ใน Sport Mode เป็นการขับทดสอบในรูปแบบโล่งเป็นกด ส่งกันยาวๆ ไม่ขับแบบหยอดย่องเพื่อเอาอัตราสิ้นเปลืองมาโม้ถึงความประหยัด แต่เชื่อเถอะว่าคนที่ซื้อรถรุ่นนี้ไม่มีปัญหากับราคาเชื้อเพลิงและไม่เคยสนใจการซดน้ำมันของ GLC43 อย่างแน่นอนที่สุด
กำลังของเครื่องเบนซิน V6 จาก AMG ถ่ายแรงบิดลงไปยังล้อทั้ง 4 ผ่านระบบ 4Matic มันเป็นจักรกลที่ไปตามคันเร่งอย่างแท้จริงและให้ความรู้สึกแบบค่อยเป็นค่อยไปเมื่อขับช้า แต่เข็มวัดความเร็วจะกลับตวัดกวาดอย่างรวดเร็วเมื่อคันเร่งถูกกด ทางตรงยาวสลับโค้งที่คุ้นเคยในแถบอำเภอหันคาของจังหวัดชัยนาทก่อนจะเข้าเขตอำเภอบ้านไร่ของอุทัยธานี ผมพยายามผลักดัน GLC43 อย่างเต็มเหนี่ยวเพื่อให้มันทะยานเข้าไปใกล้กับขีดจำกัดของตัวรถ แรงบิดจากเครื่องยนต์ถ่ายลงเกียร์ กลายเป็นแรงดึงที่กดร่างให้จมลงไปบนเบาะทุกครั้งที่ทำการกระแทกคันเร่งด้วยความมัน สัมผัสของ GLC43 ไม่ได้กระชากกระชั้นเหมือนรถสปอร์ตคันเล็กอย่าง C43 แต่ก็แรงเอาเรื่อง
นับเป็นเรื่องที่ดีที่ Mercedes AMG นั้นพยายามเอาใจใส่ลูกค้าคนรวยในเรื่องของความสบายและความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ เมื่อเปลี่ยนจากรุ่นมาตรฐานมาเป็น AMG การวิ่งด้วยความนิ่งและมั่นคงบนผิวถนนที่เรียบกริบในย่านความเร็วสูงคือความถนัดของ GLC43 ไม่ว่าจะใส่มาหนักขนาดไหนหากผิวถนนมีความสม่ำเสมอหรือเรียบมากพอ คุณจะรับรู้ได้เลยว่าหมอนี่เกาะถนน ทั้งๆ ที่สัดส่วนความสูงของมันนั้นก็มากกว่า AMG เกือบทุกคันในสารบบยกเว้น GLE ML และ G-Class ซึ่งเป็นรถ SUV รุ่นพี่ที่สูงกว่า GLC43 ไม่ได้เกาะหนึบเท่ากับการวิ่งที่ยอดเยี่ยมของ Porsche Macan S คู่แข่งที่วางเครื่องยนต์ V6 เหมือนกัน เพียงแต่ Porsche Macan S นั้นให้ความรู้สึกถึงแรงยึดเกาะที่สูงกว่า ส่วน GLC43 นั้น การขับแบบอัดเต็มเหนี่ยวที่มาพร้อมกับความเสถียรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพบเจอกับผิวถนนเรียบๆ ที่หายากเย็นเต็มกลืน อาการโคลงจากล้อไซส์ยักษ์ขอบ 21 นิ้ว พร้อมยางแก้มเตี้ยทำให้ผมอยากได้ล้อที่เล็กกว่านี้ สำหรับคนที่รับได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหอบหิ้วเอาภรรยาที่ปากแรงมานั่งด้วยเมื่อไหร่ก็โดนบ่นทันทีว่าโคลง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC มีแรงบิดที่กระจายไปยังล้อหน้า 40% และล้อหลังอีก 60% มอบความมั่นใจในการทะยานบนไฮเวย์ข้ามจังหวัด โหมด Sport + มีคันเร่งที่ตอบสนองได้ไวขึ้น เกียร์ 9 สปีดนั้นอยู่ในลักษณะที่เตรียมพร้อมตลอดเวลาในโหมดท้ารบ แค่แตะเบรกเกียร์จะเปลี่ยนลงให้ 1-2 ตำแหน่ง หรือแค่กดคันเร่งมันจะลดเกียร์ลงมาให้มีความพอดีกับการเร่งความเร็วที่เต็มไปด้วยความมั่นคง เป็นรถที่มีความสามารถในการขับขี่ดีกว่า BMW X3 อย่างชัดเจน ต้องขอบคุณการเซตค่าระบบกันสะเทือนที่สอดรับกับสไตล์และย่านของกำลังอย่างที่สุด การขับที่ดีงามของมัน ทำให้ไปเหมือนกับรถแฮตช์แบ็กแรงๆ มากกว่าจะเป็น SUV ท้ายลาดแบบ Coupe ผมสามารถหักพวงมาลัยเข้าโค้งได้ค่อนข้างเร็วกว่ารถทั่วๆ ไปแต่ก็ไม่ควรจะประมาทกับจักรกลของ AMG ที่อาจแว้งได้ทุกเมื่อถ้าใส่มาแรงเกินไป GLC43 เป็นรถที่คล่องตัวมากกว่า Mercedes Benz GLE Coupe รุ่นพี่อย่างเห็นได้ชัด พวงมาลัยไฟฟ้าในโหมดสูงสุดให้สัมผัสที่หนักแน่นและมีความเป็นธรรมชาติ ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นใจเมื่อใช้ความเร็ว เมื่อเข้าโค้งเร็วขึ้น ก็จะรู้สึกได้ถึงแรงบิดที่ส่งถ่ายไปยังล้อทั้งสี่ที่ขึ้นตรงกับการทำงานของเซนเซอร์เฉลี่ยแรงบิดที่มีส่วนช่วยดึงรถกลับเข้าเส้นทาง Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé เป็นเอสยูวีท่ีมีพลังงานเหลือล้น มันเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาแค่ 4.9 วินาที สูสีกับ Porsche Macan S รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทำ 0-100 ได้ 5.1 วินาที! แถมยังมีราคาที่ถูกกว่า (มาก) ตำแหน่งเบาะนั่งของ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé จัดวางมาดีทั้งพวงมาลัยและแป้นคันเร่ง ตัวถังใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับ GLC รุ่นมาตรฐาน แต่แนวหลังคาด้านหลังโดยเฉพาะเสาท้ายถูกทำให้ลาดเอียงในสไตล์ Coupé แบรนด์ตราดาววางเครื่องยนต์ AMG V6 ทวินเทอร์โบพ่วงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่ต้องแลกด้วยน้ำหนักตัวบานเบอะรวมไปถึงความซับซ้อนของช่วงล่างแบบปรับระดับได้ ระบบส่งกำลัง 9-G Tronic จะถ่ายเทแรงบิดไปที่ล้อหลังมากกว่าล้อหน้ายกเว้นเมื่อขับลุยฝ่าทางที่ทุรกันดาร โดยใช้เซนเซอร์จับการทำงานของคันเร่ง มุมของพวงมาลัยและองศาของรถ ระบบ 4Matic สามารถปรับการทำงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลังอย่างรวดเร็ว โดยส่งถ่ายแรงบิดไปยังล้อหน้าได้ถึง 50% ในสถานการณ์ที่ผิวถนนมีความเปียกชื้นซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการลื่นไถล 4Matic ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวเมื่อขับบนไฮเวย์และใช้โหมดขับเคลื่อนที่มีความเหมาะสม รถสปอร์ตตระกูล AMG ในปัจจุบันโดยเฉพาะ GLC43 4Matic Coupe กลายเป็นรถที่ทำให้ BMW M-Power ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่หมดเพื่อหาทางแก้ลำ หากต้องการที่จะเอาชนะคะคานเหล่ารถแรงของ Mercedes AMG ไม่ใช่งานง่ายๆ แต่ก็คิดว่า BMW นั้นทำได้อยู่แล้วแต่จะโดนใจลูกค้าหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
อันดับที่ 1
Audi A4 Avant 45 TFSi Quattro S-Line ราคา 3,249,000 บาท
รถยนต์ตัวถังแวกอนนั้นได้รับความนิยมสูงมากในยุโรป แต่สำหรับประเทศไทยที่ชอบยัดทุเรียนใส่ท้ายรถกลับเมินรถสเตชั่นแวกอนแบบไม่ไยดี Audi A4 ตัวถังแวกอน Avant รุ่น 45 TFSi Quattro ตกแต่งด้วยอุปกรณ์สปอร์ตของ S-Line กลายเป็นทางเลือกที่โดดเด่น จากราคา 3.2 ล้านบาท บวกคุณภาพของการขับใช้งานที่เหนือกว่ารถคู่แข่งอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสายหล่ออย่าง BMW Series-3 Touring ในรุ่น 320d Touring M-Sport ที่แพงกว่า และ Mercedes C220d Estate รถสเตชั่นแวกอนสุดสวยจากแบรนด์ตราดาวที่ขับได้ดีงามพระรามหกก็ยังมีสภาพการควบคุมที่ด้อยกว่า new A4 Avant คือรถแวนที่ได้รับพรสวรรค์มาจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro งานปรุงแต่งช่วงล่างกับชุดบังคับเลี้ยวขั้นเทพ บวกพลังของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร อัดเทอร์โบ พร้อมอัตราเร่งจิ้ดๆ จาก 0-100 ใน 6.8 วินาที ฉีกรถแวนคู่แข่งจากเยอรมนีทุกคันที่มีเครื่องยนต์เท่ากันชนิดไม่เห็นฝุ่น!
จุดเด่นซึ่งเป็นที่มาของแรงยึดเกาะและต้องขอกล่าวถึงก็คือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro เป็นหัวใจของรถยนต์ Audi มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 สำหรับ Quattro ใน new A4 Avant กลับไม่ใช่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบถาวร เป็นการสลับสับเปลี่ยนการทดกำลังลงไปที่ล้อทั้ง 4 ตามสภาพการขับขี่และสภาพของผิวถนน ในสภาวะปกติของการขับ มันจะสลับแรงบิดไปที่ล้อหน้าหรือล้อหลังหรือพร้อมๆ กันทั้ง 4 ล้อภายในช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาทีโดยใช้ชุดคลัตช์ควบคุมด้วยเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน เป้าหมายของ Quattro ก็คือ การสร้างแรงยึดเกาะกับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ในสภาวะปกติ แรงบิดที่ส่งลงไปในล้อคู่หลังจะใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น ส่วนใหญ่ new A4 Avant จะขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้าและทดกำลังไปที่ล้อหลังน้อยกว่า การปรับแต่งเพื่อลดแรงเสียดทานหรือลดการสูญเสียจากความฝืดต่างๆ ก็เข้ามาช่วยทำให้ Quattro ยุคใหม่มีความประหยัดมากยิ่งขึ้น Audi ประเมินว่า Quattro แบบใหม่จะใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 0.3 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร รวมถึงการทำงานที่สลับไปมาระหว่างล้อหน้าและล้อหลังหรือพร้อมๆ กันทั้ง 4 ล้อก็แทบจะไม่รู้สึก ผลที่ได้จากการทดสอบบนเส้นทางที่คดเคี้ยวก็คือการยึดเกาะในระดับสูงที่เหนือกว่ารถคู่แข่งทั้ง BMW และ Mercedes Benz อย่างเด่นชัด
ช่วงล่างให้ความรู้สึกทั้งหนึบและนิ่ม ยาง series-35 ที่เป็นยางสปอร์ตแก้มโคตรจะเตี้ย ล้ออัลลอย S-Line ขอบ 19 นิ้ว ลาย 5 ก้าน ห่อรัดด้วยยางอิตาลีคุณภาพสูงยี่ห้อ Pirelli P-ZERO ไซส์ 245/35ZR19 ทั้ง 4 ล้อ ตัวอักษร ZR บนแก้มยาง รับประกันได้เลยว่าเป็นยางสปอร์ตเกรดสูงสุดที่สามารถทำความเร็วทะลุ 300 กิโลเมตรได้อย่างสบายๆ แต่เจ้า A4 Avant คันนี้มีความเร็วสูงสุดแค่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก็นับว่าเร็วมากจนไม่มีถนนให้กดกันจนสุดคันเร่งได้อยู่ดี แก้มที่เตี้ยเกือบจะติดกับพื้นมีระยะห่างจากล้อถึงผิวถนนแค่ 2 นิ้วทำให้ต้องใช้ความระวังเวลาขับออกทางไกล เครื่องเบนซินแถวเรียงขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ 4 สูบ รหัสรุ่น 45TFSi ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 1,984 ซีซี กำลัง 252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 370 นิวตันเมตรกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro กลายเป็นพลวัตสำคัญของ new A4 Avant 45TFSi กลไกในระบบ Quattro เป็นหัวใจที่เข้ามาช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของการยึดเกาะ ปรุงแต่งความเสถียรและการทรงตัวในทุกย่านความเร็ว
อุปกรณ์ตกแต่งแนวสปอร์ตของ S-Line นอกจากความดุและความสวยงามของชิ้นงานแล้วก็ยังเข้ามาเสริมในด้านสมรรถนะของการขับเคลื่อน ตัวอย่างที่สำคัญก็คือล้อและยางคุณภาพสูง แรงบิดที่ปล่อยลงล้อทั้ง 4 ก็ไม่ได้โหดร้ายเหมือนรถ Audi ตระกูล RS ที่ยัดเครื่อง V6 เทอร์โบคู่ เครื่องยนต์ 2 ลิตรอัดโบไฟฟ้าตัวเล็กใน A4 Avant รุ่นมาตรฐานนั้นดึงนิ่มแบบผู้ดีพร้อมความเร็วที่กวาดทะลุเกินจากกฎหมายกำหนดอย่างว่องจนทำให้ต้องระวังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดีๆ เพราะคุณกำลังเพลินกับการใช้ความเร็วที่เกินจากกฎหมายกำหนดบนรถที่ทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ประโยชน์ที่ได้รับจากการลดขนาดและน้ำหนักของเครื่องยนต์ตัวนี้ก็คือพลังในการทำความเร็วและอัตราสิ้นเปลือง ในโหมดสูงสุดทำออกมาได้ 9.98 กิโลเมตรต่อลิตร เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง จากการตอบสนองที่ดีของระบบขับเคลื่อน เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบนั้นไม่ได้ดุหรือออกแนวบู๊ล้างผลาญถึงขนาดที่เรียกกันว่ายกซด แต่ก็ไม่ได้ทำตัวประหยัดจนขับไม่สนุก จุดเด่นของรถคันนี้คือการผสมผสานที่สุดยอดระหว่างเครื่อง เกียร์ ช่วงล่าง ชุดบังคับเลี้ยวและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ชาญฉลาด ทั้งหมดผสมปนเปออกมาจนกลายเป็นความลงตัวที่ทำให้มันขับได้ดีงามมาก
การตอบสนองของแชสซีใหม่เมื่อเจอกับผิวถนนไม่เรียบบนทางหลวงชนบทสายรอง A4 แวกอนก็ยังสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม ระบบขับเคลื่อนไม่เชิงว่าจะให้ความรู้สึกกระเดียดไปทางรถขับเคลื่อนล้อหลังอย่างชัดเจนเหมือน BMW หรือ Mercedes Benz มันให้ความรู้สึกเป็นกลางและเป็นหนึ่งเดียวตลอดการควบคุมหลังพวงมาลัย กลายเป็นจักรกลยานยนต์ครอบครัวแนวสปอร์ตที่ขับได้ดีสุดของปีนี้แบบไม่ต้องสงสัยหรือมีอะไรติดค้าง S500 Cabriolet ที่ผมเอาทดสอบช่วงฤดูฝนนั้นขับได้อย่างสุดยอด แต่ราคาที่เกินเอื้อมไปไกลลิบถึง 15 ล้านบาททำให้ A4 แวกอนกินขาดในด้านความคุ้มราคา ตลอด 6 วันที่ได้ลองขับ การหาจุดด้อยของ Audi A4 Avant รุ่น 45TFSi Quattro S-Line หายังไงก็ไม่เจอ นอกจากระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ไม่มีติดตั้งมาให้แล้ว ก็ไม่มีจุดไหนที่ทำออกมาไม่ดีหรือแย่ Avant เป็นรถแวนของ Audi ที่สวยงามโดยเฉพาะตัวถังสีเทากับชุดแต่ง S-Line จักรกล A4 Avant ราคา 3.2 ล้านบาทเป็นรถที่สามารถพูดได้เลยว่าสมบูรณ์แบบ การสร้างรถรุ่นนี้ออกมาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ Audi นั่นก็คือการผสมผสานกันระหว่างความประณีต แฮนด์ลิ่งที่เฉียบคมและกำลังของเครื่องยนต์กับเกียร์ S-Tronic 7 สปีด ผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่โคตรจะเสถียร เป็นรถที่คู่แข่งได้แต่ฝันถึงว่าสักวันจะเซตรถแวนออกมาขายได้แบบนี้บ้าง สุดท้าย มันเป็นรถที่สื่อมวลชนสายยานยนต์ของไทยและต่างประเทศยกย่องว่าดีที่สุดแล้วในบรรดารถแวนไซส์กะทัดรัดที่มีขายในปัจจุบัน ปีที่แล้ว Audi Q7 45TDi Quattro S-Line นั้นสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมกับช่วงล่างที่โคตรดี มาปีนี้ A4 Avant 45TFSi Quattro S-Line คว้าตำแหน่งรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2018 ไปแบบไร้คู่แข่ง.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/