Ranger Raptor คือหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ของ Ford Performance เป็นรถกระบะสมรรถนะสูงที่ถ่ายทอด DNA มาจาก Ford F150 Raptor เพื่อยกระดับการขับขี่ให้มีความเหนือชั้นกว่ารถปิกอัพทั่วไป หลังจากเปิดตัวสู่สายตาของสาธารณชนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วยราคา 1,699,000 บาท ก่อนที่จะส่งมอบ Ranger Raptor ลอตแรกๆ ให้กับลูกค้าที่สั่งจองในเดือนสิงหาคม Ford Motor Thailand เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองดาร์วินเพื่อขับทดสอบรถกระบะไซส์กลางที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในตลาดรถปิกอัพของประเทศไทย เป็นการบินเดินทางกว่า 8,000 ไมล์ ที่สื่อมวลชนต้องลอยอยู่บนอากาศนานถึงกว่า 14 ชั่วโมง จากกรุงเทพฯมุ่งลงทิศใต้ไปยังเมืองซิดนีย์แล้วบินย้อนกลับขึ้นมาทางทิศเหนือในเขตปกครองพิเศษนอร์ทเทิร์นเทร์ริทอรี หรือที่เรียกกันว่าเมืองดาร์วินนั่นเอง  

...

มิติตัวถัง
สำหรับรายละเอียดของตัวรถ Ranger Raptor มีมิติตัวถังยาว 5,398 มิลลิเมตร กว้าง 2,038 มิลลิเมตร สูง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,710 มิลลิเมตร หลัง 1,710 มิลลิเมตร ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้อง 283 มิลลิเมตร เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทุกแง่มุมของ Ranger Raptor ได้รับการออกแบบมาโดยมีสมรรถนะของเครื่องยนต์ ระบบเกียร์และระบบรองรับเป็นหัวใจหลัก ช่วงล้อที่ถูกขยายให้กว้างขึ้น บวกกับความสูงของตัวรถที่เพิ่มขึ้น แก้มข้างรถที่ขยายออกเพื่อให้มีความสอดคล้องกับแทรคของล้อที่กว้างกว่า Ranger รุ่นมาตรฐาน โช้คอัพของ FOX Racing Shox ปีกนกอะลูมิเนียม รวมถึงล้อและยางที่ถูกออกแบบให้สามารถรองรับการขับขี่แบบออฟโรด รูปลักษณ์ที่ดุดันสื่อถึงสมรรถนะที่เหนือกว่ารถกระบะไซส์กลางทุกรุ่นที่มีขายในประเทศไทย Ranger Raptor ที่มีดีเอ็นเอของ Ford Performance ได้กลายมาเป็นรถออฟโรดสมรรถนะสูงที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย 

...

...

...

ห้องโดยสาร
Ranger Raptor มีดีเอ็นเอของ Ford Performance เบาะที่นั่งออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการขับแบบออฟโรดด้วยความเร็วสูง ท่านั่งที่กระชับรัดกุมบนเบาะของ Raptor ช่วยให้สามารถควบคุมรถขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงบนเส้นทางออฟโรดได้ง่าย ผู้ขับ Raptor จะสังเกตเห็นความแตกต่างของรายละเอียดบริเวณคอนโซลหน้ารถ เช่น เป็นการเดินด้ายสีน้ำเงิน 

การเลือกใช้วัสดุหนังบวกกับงานตกแต่งภายในสไตล์ Raptor กลายเป็นดีเอ็นเอของ Ford Performance ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปรุงแต่งภายในของ Raptor รวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะลอยอยู่ในอากาศหรือขับขี่ด้วยความเร็วสูง พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแมกนีเซียมน้ำหนักเบา ทำให้ผู้ขับเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและไว ตามความต้องการ

ควักเงินจำนวน 1,699,000 บาท คุณจะได้รถกระบะ 213 แรงม้าที่มาพร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตรในเครื่องดีเซลความจุแค่ 2 ลิตร นอกจากนั้นคุณจะได้เกียร์ 10 สปีดที่มีอัตราทดเยอะกว่ารถหรูบางยี่ห้อของเยอรมัน แต่สิ่งที่แสดงออกถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงก็คือ ช่วงล่างสุดเทพที่แพงแสบไส้จาก Fox Racing Shox รวมไปถึงระบบเบรก ล้อและยางกับชุดลุยที่แตกต่างไปจากกระบะติดสติกเกอร์แต่งแบบแรงปลอมๆ ทั่วไป รวมถึงโหมดขับเคลื่อนอันหลากหลายมากมายจนใช้ไม่ถูกที่มีทั้งโหมดลุยทราย โคลน หิมะ ลูกรัง หรือแม้แต่การขับทำความเร็วในโหมด BAJA พร้อมตัวช่วยอิเล็กทรอนิกส์อีกเพียบไม่ว่าจะเป็นการขับขึ้น-ลงทางลาดชัน การปีนป่ายไต่เนินเขาหรือวิ่งเต็มสูบบนทางวิบากด้วยโหมด BAJA

ระบบกันสะเทือนประสิทธิภาพสูง 
Ford Ranger Raptor สร้างมาตรฐานใหม่ของศักยภาพและความเร็วในการขับขี่แบบออฟโรด โช้คอัพของ Fox Racing Shox ช่วยดูดซับแรงกระแทกจากการขับขี่ความเร็วสูง ซึ่งมักจะเขย่าทั้งตัวรถและคนขับอย่างรุนแรงในรถทั่วไป ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่ รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อก ทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ช่วงล่างที่ถูกยกสูงขึ้นและระยะช่วงล้อที่กว้างขึ้น มุมไต่และมุมจากเพิ่มขึ้น ยังช่วยเรื่องการทรงตัว ทำให้สามารถขับขี่แบบออฟโรดในทุกภูมิประเทศและทุกความเร็วได้อย่างมั่นใจ

ขุมกำลังดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร ระบบส่งกำลัง 10 สปีด
เครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Ford ในการส่งถ่ายกำลังแรงบิดที่ได้รับจากเครื่องยนต์อย่างเต็มประสิทธิภาพ เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ทรงพลังและมีขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบา ปล่อยมลพิษต่ำ แรงบิดและแรงม้าจัดเต็มด้วยการบูสอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วยเทอร์โบ 2 ลูก และอัตราทดเกียร์ที่แคบลง เครื่องยนต์ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร 1,996 ซีซี. อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ High-Pressure (HP Turbo) เทอร์โบแรงดันสูง และ Low-Pressure (LP Turbo) เทอร์โบแรงดันต่ำ ควบคุมด้วยวาล์ว Bypass) กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift

สายพานไทม์มิ่งแบบจุ่มในน้ำมันเครื่อง Belt-in-oil Primary Drive ฝาครอบเครื่องยนต์ พร้อมโฟมดูดซับเสียง เพื่อลด NVH : Noise Vibration Hashness ฝาครอบ Compressor ระบายความร้อนด้วยน้ำ ลูกสูบอะลูมิเนียม มีการหล่อซ้ำที่ขอบแอ่งหัวลูกสูบ Bowl Edge Re-Melt ระบบกรองน้ำมันเกียร์ Sump Filtration and ULV ปั๊มน้ำมันเกียร์ชนิดใบพัดแปรผันแบบเยื้องศูนย์ Off-Axis Variable-Displacement Vane Pump คลัตช์แบบ Rollover One-way Clutch (OWC)

โหมดขับเคลื่อนของ Ranger Raptor

ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD)

Normal : โหมดปกติ
Sport : สปอร์ต เกียร์เปลี่ยนไวขึ้น คารอบเครื่องไว้สูง
4WD ขับเคลื่อน 4 ล้อ Grass / Gravel / Snow : หญ้า กรวด/หิน หิมะ เปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลขึ้น ออกตัวด้วยเกียร์ 2 ลดการลื่นไถลของล้อรถ

Mud / Sand : ใช้เกียร์ต่ำ ปรับการตอบสนองของระบบ Traction Control
Rock : หิน ใช้ความเร็วต่ำ
Baja : บาฮา ปรับการตอบสนองเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับแบบ Off-Road ความเร็วสูง ตัดการทำงานระบบ Traction Control ปรับการตอบสนองของระบบส่งกำลัง (เกียร์) และคารอบเครื่องไว้สูง

ล้อ และ ยาง
ล้อขนาด 17 นิ้ว
ยาง All-Terrain BF Goodrich ขนาด 285/70 R17
เส้นผ่านศูนย์กลางยาง 838 มิลลิเมตร กว้าง 285 มิลลิเมตร

ระบบเบรก
คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้า แบบลูกสูบคู่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 54 มิลลิเมตร
เบรกคู่หน้า : ดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน ขนาด 332 x 32 มิลลิเมตร

เบรกคู่หลัง : ดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน ขนาด 332 x 24 มิลลิเมตร
ดิสก์เบรกด้านหลัง พร้อมระบบ Brake Actuation Master Cylinder

สาธยายสรรพคุณกันมายาวเหยียดก็ถึงเวลาของการขับทดสอบ ช่วงที่ 1 จากโรงแรมที่พัก Hilton ไปยังแม่น้ำ Adelaide River ซึ่งเป็นจุดแวะพักเปลี่ยนคนขับ ผมจับคู่กับพี่บอย วรพล สิงห์เขียวพงษ์ กูรูเรื่องรถยนต์บนคลื่น FM 101.5 Mhz ช่วง 18.15 น. ถึง 18.50 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ไม้แรกระยะทาง 111.5 กิโลเมตร พี่บอยรับหน้าที่ขับไปจนถึงจุดแวะพักแห่งแรก ส่วนผมย้ายก้นมานั่งที่เบาะผู้โดยสารตอนหลังเพื่อจับความรู้สึกและทดลองการนั่งยาวๆ บนรถกระบะที่มีทั้งกำลังและประสิทธิภาพของช่วงล่างที่อยู่ในระดับแนวหน้าหัวแถวของประเทศไทย 

เบาะหลังของ Ranger Raptor นั่งโดยสารได้ดีแต่ยังเป็นรอง Mitsubishi Triton Athlete จากความแข็งของวัสดุพวกฟองน้ำและหนังที่ใช้ห่อหุ้มเบาะหลัง ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้านั้นนั่งสบายและให้ความรู้สึกของการซึมซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี ที่ความเร็ว 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ห้องโดยสารของ Ford Ranger Raptor เก็บเสียงได้ดีพอสมควร โดยมีเสียงบดลงไปบนผิวถนนลาดยางมะตอยดังลอดเข้ามาให้พอได้ยินแค่นิดหน่อย เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นไปถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเสียงลมลอดเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ถือเป็นรถกระบะที่มีการเก็บเสียงดีพอสมควร ส่วนแรงสั่นสะเทือนและเสียงจากการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร นั้นเงียบลงมากเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร หรือ 3.2 ลิตร ที่วางอยู่ใน Ranger รุ่นมาตรฐาน ในรอบเดินเบา เสียงการทำงานของเครื่องยนต์เบาลงมาก รวมถึงการเร่งความเร็วเพื่อแซง เสียงเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ครางออกมาให้ได้ยินในรอบสูงคล้ายเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ V6 ถือว่าจูนท่อมาได้ดีในระดับที่น่าพึงพอใจเลยทีเดียว 

ช่วงล่างหลังที่เปลี่ยนจากแหนบมาเป็นโช้คอัพและคอยสปริงทำให้อาการโคลงตัวลดลงมาก ในย่านความเร็วเดินทางเมื่อนั่งเบาะหลังก็ถือว่ามีความสบายใช้ได้ การถ่ายเทน้ำหนักในโค้งมีอาการโคลงตัวน้อยลงแต่ก็ยังคงมีอยู่บ้างถ้าใส่มาหนักๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของรถปิกอัพยกสูงที่มีสัดส่วนความสูงมากกว่า Ranger รุ่นมาตรฐานอยู่พอสมควร รอยต่อพวกคอสะพานนั้นไม่ได้สร้างปัญหาให้กับการโดยสารที่เบาะหลัง โช้คอัพของ Fox Racing Shox กับปีกนกอัลลอยช่วยซึมซับอาการกระเดี้ยงกระดอน หรืออาการโยนตัวได้ดีและเหนือกว่ารถปิกอัพทั่วไปอย่างชัดเจน 

ที่จุดแวะพักของการขับทดสอบในช่วงที่ 1 หลังจากแวะดื่มน้ำเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่จะต้องออกเดินทางต่อในช่วงทดสอบที่ 2 บนระยะทาง 80.5 กิโลเมตร จากแม่น้ำ Adelaide River ไปยังฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ Tipperry ผมเข้ามารับหน้าที่ควบคุมพวงมาลัยต่อจากพี่บอย ทางในช่วงนี้เป็นเส้นทางแบบผสม ในช่วงแรกเป็นทางลาดยางสองเลนสวนกันวิ่งผ่านป่าดิบแล้ง หลังจากนั้นก็เป็นทางลูกรังฝุ่นแดงผสมกรวดก้อนโตๆ อีกประมาณ 25 กิโลเมตร ก่อนที่จะถึงจุดแวะพักที่สองในฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ Tipperry

สัมผัสแรก สิ่งที่โดนใจก็คือการตอบสนองของระบบรองรับและพวงมาลัย บนทางเรียบแบบลาดยาง อาการโคลงตัวเมื่อขับเร็วๆ ในย่าน 130-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงยังคงมีอยู่บ้างแต่ก็ถือว่ายอมรับได้เนื่องจากไม่ได้ออกอาการโคลงจนน่ากลัว ความมาดมั่นของระบบรองรับทำให้มันวิ่งผ่านโค้งได้ดีพอใช้ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ดีเซลไบเทอร์โบให้ประสิทธิภาพออกมาในลักษณะกลางๆ ไม่ได้แรงจนกระชากให้แผ่นหลังของคุณติดเบาะแต่ตอบสนองต่อการเร่งความเร็วที่ให้ความรู้สึกว่องไวใช้ได้ เกียร์ 10 สปีดกับโหมดขับเคลื่อน 2 ล้อหลังแบบ 2Hi ผลักดันเจ้า Raptor ไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวได้ดั่งใจ มันเป็นรถที่มีพวงมาลัยดีมาก โดยเฉพาะอัตราทดที่ขึ้นตรงกับโหมดและความเร็วที่ใช้ ขับช้าพวงมาลัยก็โอนอ่อนผ่อนคลาย พอหวดเร็วขึ้นพวงมาลัยไฟฟ้าจะปรับน้ำหนักแบบอัตโนมัติให้มีความกระชับรัดกุมเพื่อส่งถ่ายความแม่นยำ แค่ขยับพวงมาลัยนิดเดียวมันก็จะหันไปตามทิศทางที่คุณต้องการ ทำให้การควบคุมมีความง่ายดายไม่ต้องมานั่งแต่งนั่งขยับพวงมาลัยเหมือนรถกระบะบางรุ่น! 

อีกสิ่งหนึ่งที่ Raptor มีมาให้เยอะมากนั่นก็คือชุดส่งกำลังหรือเกียร์แบบ 10 สปีด เป็นระบบเกียร์ที่ Ford มีความภูมิใจในการนำเสนอ เกียร์ออโต้ 10 อัตราทดพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อหรือเกียร์ขับสี่ของ Raptor นั้นมีประสิทธิภาพสูง ช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงเมื่อวิ่งบนไฮเวย์ในย่านความเร็วเดินทางที่ค่อนข้างคงที่ด้วยการลดรอบเครื่องยนต์ การเปลี่ยนอัตราทดไหลลื่นไม่มีรอยต่อของเกียร์ให้รู้สึกรำคาญ เป็นชุดส่งกำลังที่ปราศจากอาการกระตุกหรือกระชากที่อาจทำให้ลูกค้าเสียอารมณ์ เกียร์ 10 สปีด เปลี่ยนจังหวะด้วยตัวของมันเองไปตามความเร็วที่ไหลขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา แป้น Paddle Shift ทำงานได้ดีเมื่อคุณต้องการควบคุมการเปลี่ยนจังหวะของอัตราทดด้วยตัวเอง พวงมาลัยไฟฟ้าตอบสนองอย่างว่องไวในการบังคับทิศทาง แม้จะมีอาการโคลงออกมาบ้างในย่านความเร็วสูงแต่ก็ยังถือว่าขับสบายได้อารมณ์กันอย่างครบๆ แบบถึงพริกถึงขิง เครื่องดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ กำลัง 213 แรงม้าพร้อมแรงบิดมหาโหด 500 นิวตันเมตร ฉุดลากน้ำหนักตัวถัง 1.7 ตันให้ปลิวไปตามแรงกดของฝ่าเท้าและทำให้รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง น้ำหนักที่เบาลงของเครื่องดีเซลไซส์เล็กกับขนาดของตัวเครื่องที่กะทัดรัดช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินลงไปได้เยอะมาก แตกต่างจากเกียร์ 10 สปีดที่ทั้งใหญ่และยาว เพลากลางขนาดยักษ์ช่วยเทแรงบิดจากเครื่องยนต์ผ่านเกียร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นอีกจุดที่ทำออกมาได้ดีและถือเป็นหัวใจหลักของระบบขับเคลื่อนใน Ford Ranger Raptor 

Ranger Raptor เป็นกระบะไซส์กลางที่ทรงพลังและนั่งสบาย พร้อมวิ่งลุยฝุ่นลุยโคลนในแบบที่คุณต้องการ รูปลักษณ์ภายนอกสวยงามแต่ภายในนั้นแทบจะไม่ได้แตกต่างไปจาก Ranger รุ่นท็อปสุดยกเว้นเบาะคู่หน้าที่นั่งได้สบายเนื้อสบายตัว มันเป็นรถปิกอัพที่ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้ 2 รูปแบบ หรือเหมือนกับรถ 2 แบบในคันเดียวกันนั่นก็คือความสามารถในการขับบนทางเรียบและสมรรถนะที่บรรเจิดในการขับลุยฝ่าทางวิบาก จุดขายของมันก็คือเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างประสิทธิภาพสูง กระบะหลังที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีสำหรับการบรรทุกสัมภาระ นับว่ามีความอเนกประสงค์ที่เหนือชั้นมากกว่ารถกระบะของคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขของแรงม้าและแรงบิดรวมถึงตัวเลขของราคาค่าตัวที่แพงกว่ารถปิกอัพทั่วไปที่วางขายในประเทศไทย 

หลังจากแวะพักทานข้าวกลางวันพร้อมกับการอธิบายของแนวทางในการออกแบบ Ford Ranger Raptor ครูฝึกชาวออสเตรเลียแบ่งสื่อมวลชนออกเป็น 4 กลุ่มเพื่อออกไปทดสอบตามสถานีต่างๆ ภายในฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ Tipperry ซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากถึง 4,000 ตารางกิโลเมตร!

สถานีออฟโรดแห่งแรก Red Bank ที่ผมต้องฝ่าฟันไปให้ได้คือการขับเร็วๆ บนทางแบบผสมความยาว 4.1 กิโลเมตร ที่มีทั้งลูกรังฝุ่นแดงหนาๆ ทางแบบลูกระนาดหลุมลึกและเนินดินที่โหดร้าย เป็นสถานีที่ครูฝึกสอนต้อนผม พี่บอยและน้องมิตหรือสุรมิตจากรายการขับซ่า 34 โดยให้ผมขึ้นไปประจำการในตำแหน่งคนขับแล้วบอกให้หวดอย่างเต็มเหนี่ยวแบบไม่ต้องยั้ง! บางจะหวะจะโคนที่เหินผ่านเนินดินสูงชัน เล่นเอาลอยกันทั้งลำรวมถึงคนนั่งหลังที่ตัวลอยคล้ายสภาพไร้น้ำหนักในสถานีอวกาศยังไงยังงั้น จังหวะลงพื้น Ranger Raptor ไม่มีอาการซวนเซเป๋ปัด ไม่ว่าจะเอาล้อข้างไหนลง แค่ประคองพวงมาลัยให้มั่นคงมันก็ลงอย่างเนียน โช๊คอัพและสปริงสมรรถนะสูงซับแรงกระแทกเอาไว้ทั้งหมดแบบโดดทั้งวันถ้าหลังไม่พังก็จัดกันไป เป็นกระบะออฟโรดที่สาแก่ใจกันเสียจริงเชียว!

สถานีที่สองเป็นการทดสอบการทำงานของระบบ Ford Hill Descent Control เป็นการขับไต่ขึ้นลงเนินหินสูงชัน 30 องศารวมถึงเนินเอียงกระเท่เร่ ระบบควบคุมการขับขึ้น-ลงเขาแบบอัตโนมัติ Hill Descent Control จะใช้ในทางที่มีความชันมากๆ หรือในการลงเขา หลักการทำงานของ Hill Descent Control จะรับคำสั่งมาจากเซนเซอร์ ส่วนหน้าที่ของเซนเซอร์ที่ควบคุมก็คือ การจับทิศทางของรถ สามารถวัดได้ทุกแกนขององศาความชัน ไม่ว่ารถจะเอียงซ้าย เอียงขวา หน้าทิ่ม หน้าเชิดสูง ท้ายห้อย ก็สามารถจับได้หมดทุกทิศทาง HDC จะอาศัยสัญญาณหลักจากเซนเซอร์ เพื่อคำนวณว่ารถกำลังเคลื่อนที่ไปทิศทางไหน แล้วนำมาประมวลผลร่วมกับเซนเซอร์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นองศาของชุดบังคับเลี้ยวหรือพวงมาลัย องศาของคันเร่ง เเรงบิดจากเครื่องยนต์ มุมและองศาของการเคลื่อนที่ อัตราความเร็วของรถเเละเมื่อพบว่ารถเสียการทรงตัว เช่น ไหลลงเนินชันมาเร็วเกินไป เซนเซอร์จะสั่งให้ระบบเบรกบางล้อทำงาน เพื่อลดความเร็วให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย รวมถึงการเบรกเพื่อหักล้างกับทิศทางที่รถกำลังเสียการทรงตัว ช่วยทำให้รถมีเสถียรภาพสูงสุดขณะปีนป่ายทางลาดชัน การสั่งงานให้ระบบเบรกทำงานในบางล้อโดยมี EBD หรือระบบกระจายแรงเบรกเข้ามาผสมผสานการทำงานเพื่อเเทรกเเซงและควบคุมให้ทิศทางของรถอยู่กับร่องกับรอย ในขณะที่ระบบ HDC ทำงาน จึงปราศจากอาการเป๋ปัด ผมแค่คอยหันพวงมาลัยให้อยู่ในทิศทางที่จะมุ่งไป โดยมีระบบ HDC คอยเบรกเมื่อหัวทิ่มลงมาจากเนินชัน มุมไต่และมุมจากที่ดีงามของ Ranger Raptor ด้วยความสูง 238 มิลลิเมตรจากพื้นถึงใต้ท้อง ช่วยทำให้ใต้ท้องรถไม่ครูดไปบนเนินที่อุดมไปด้วยหินก้อนโตๆ Hill Descent Control เข้ามาช่วยทำให้การขับลุยฝ่าเนินชันกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายเอามากๆ 

หลังจากขับทดสอบการทำงานของระบบ HDC เสร็จ ครูฝึกของ Ford ต้อนนักข่าวไปยังสถานีที่ 3 แบบไม่ให้หายใจหายคอกันเลยทีเดียว สถานีที่ 3 เป็นการวิ่งแบบเต็มสูบบนทางลูกรังฝุ่นแดงที่อุดมไปด้วยโค้ง เนินดินเนินหินสูงชัน ลำธารเล็กๆ ที่ต้องมุดหัวลงไปแล้วพุ่งทะยานขึ้นมาด้วยสปีดความเร็วที่ไม่ปกติ หลุมและเนินที่ส่งให้เจ้า Raptor ลอยขึ้นมาทั้งลำแบบโลดโผนโจนทะยาน เจ้า Raptor ยังคงลอยสูงแล้วลงแตะพื้นด้วยความเร็วสูงได้อย่างเนียน พอล้อแตะพื้นก็สามารถกระทึบคันเร่งส่งต่อไปได้เลย สถานีที่ 3 ถือเป็นการทดสอบการทำงานของโหมด BAJA พร้อมๆ กับความเสี่ยงในสถานีนี้ด้วยการใช้โหมดขับเคลื่อน 2 ล้อหลังเพียวๆ บวกกับสปีดความเร็ว 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บางจังหวะครูฝึกออสซี่ที่ชื่อมิสเตอร์ลินคอนผลักดันให้ผมหวดไปถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนทางฝุ่น! เป็นสถานีวัดใจระหว่างคนขับและครูผู้ฝึกสอนที่จะต้องเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ครูฝึกชาวออสซี่สายฮาจัดหนักแบบเต็มสูบและคอยชี้แนะถึงการใช้คันเร่ง การควบคุมทิศทาง การเบรกในตำแหน่งที่ดีที่สุดก่อนพุ่งเข้าไปหาโค้งมุมแคบที่อุดมไปด้วยหินก้อนโตหรือต้นไม้ขนาดใหญ่ แค่ได้ลองเพียงรอบเดียว สถานีออฟโรดความเร็วสูงที่พ่วงด้วยการใช้โหมดขับเคลื่อน BAJA นั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนานยากที่จะลืม

อุปกรณ์ที่จะต้องรับแรงมหาศาลในสถานี BAJA ก็คือล้อขนาด 17 นิ้วกับยาง All-Terrain ของค่าย BF Goodrich ขนาด 285/70 R17 เส้นผ่านศูนย์กลางยาง 838 มิลลิเมตร กว้าง 285 มิลลิเมตร รวมถึงช่วงล่างเทพๆ อย่างโช้คอัพและสปริงของ Fox Racing Shox ที่ให้ความมาดมั่นในระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นหินที่มีความแหลมคม ก้อนกรวดขนาดใหญ่บนทางลูกรัง แก้มยางที่มาพร้อมเทคโนโลยี CoreGard ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในสนามแข่งมีความคงทนต่อการกระแทกหรือการเจาะแตกและการขูดขีด ยาง All-Terrain ของค่าย BF Goodrich ออกแบบจากคอมพิวเตอร์โดยใช้การคาดการณ์ของวัตถุและทิศทาง เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเปลี่ยนทิศทางของวัตถุให้ออกไปจากแก้มยาง ช่วยลดอัตราความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับยางได้ทุกขณะเมื่อนำไปลุยแบบเต็มพิกัด บั้งด้านในของยางประสิทธิภาพสูงรุ่นนี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับลุยโคลน กรวด หรือทางแบบหินลอยที่เต็มไปด้วยอันตรายจากการลื่นไถลได้ดีมาก ดอกยางแบบสานเพิ่มความคงทนของบล็อกดอกยาง ชะลออาการสึกหรอเมื่อขับเดินทางไกลบนผิวทางที่ทุรกันดารแบบนี้ รวมถึงยังช่วยดีดหินก้อนโตๆ ออกไปเพื่อลดความเสียหายของหน้ายาง โดยภาพรวมหลังจากห้อเต็มสูบในสถานี BAJA ช่วงล่างของ Fox Racing Shox กับยาง All-Terrain ของค่าย BF Goodrich ชุดนี้นับว่าสุดจริงๆ ครับ 

การทดสอบ Ranger Raptor มาสิ้นสุดลงในช่วงเย็นด้วยการนั่งไปกับนักขับทดสอบของ Ford Performance ในสถานี HOTLAP เป็นการปิดฉากแบบเสียวสันหลังเมื่อนักขับของทีมทดสอบจาก Ford Performance พาสื่อนั่งไปบนเจ้า Raptor โดยขับแบบมุทะลุดุสุดทะยานผ่านป่าดิบแล้งด้วยความเร็วในระดับของการแข่งขัน BAJA เป็นการนั่งที่ต้องใส่ทั้งชุดแข่งกันไฟ หมวกกันน็อกและแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่ใช้ดามแผ่นหลังป้องกันอาการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็ว แม้จะเป็นการนั่งไปกับนักแข่งของ Ford Performance แค่ช่วงสั้นๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียวและสนุกสนานปะปนกันไปตลอดทาง โดยเฉพาะการเหินข้ามเนินที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับการนั่งรถไฟเหาะในสวนสนุก 

16.45 น. สิ้นสุดการขับทดสอบที่ลากยาวมาทั้งวันตั้งแต่เช้าจดเย็น ผมรับหน้าที่ขับจากฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ Tipperry มุ่งหน้ากลับสู่โรงแรมที่พักในเมืองดาร์วินบนระยะทางขากลับ 112 กิโลเมตร หลังจากควบเจ้าปิศาจสายฝุ่น Ford Ranger Raptor มาทั้งวัน สรุปได้ดังนี้คือ

ช่วงล่างสุดยอด
แชสซีใหม่ที่หนาบึ้กเอาไปลุยหนักแบบไม่ต้องกลัวบิด แชสซีของ Raptor ได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง และรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่บนทางวิบาก ระบบกันสะเทือนหน้า-หลังแบบใหม่ ปีกนกหน้าแบบอัลลอย รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อกทำให้เพลาเคลื่อนที่มั่นคง มีส่วนอย่างมากเมื่อขับลุยโหดบนทางฝุ่นลูกรัง ช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้มีความง่ายดายขึ้น แชสซีด้านหน้าเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อก รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระ โดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อย ชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ 3.8 ตัน โครงสร้างแท่นยึดยางอะไหล่ที่ถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับยางอะไหล่ขนาด 17 นิ้ว รองรับโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD)

ช่วงล่างหลังที่เคยเป็นแหนบก็โดนกระชากทิ้งซะเกลี้ยง กลายเป็นปีกนกอะลูมิเนียมขึ้นรูปด้วยแรงดันสูงพร้อมระบบวัตต์ลิงค์แบบใหม่ โช้คหลังหมาจิ้งจอกบอกราคาให้ได้ยินแล้วสะเทือนตับ ชุดโช้คอัพประสิทธิภาพสูงของ Ranger ใส่ของแพงมาจากอเมริกา หมดห่วงเรื่องความหนึบรวมถึงอาการโคลงตัว ช่วงล่างหน้าก็เช่นกัน ทั้งปีกนกอะลูมิเนียม โช้คหมาจิ้งจอก Fox Racing Shox สปริงแต่ง ทั้งหน้าทั้งหลังให้ความรู้สึกหนึบแน่นและมั่นคงเมื่อลุยเต็มสูบ โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) ไม่ใช่โช้คอัพรถกระบะปกติเพราะส่งถ่ายอาการที่ดีเยี่ยมตลอดการขับลุยสุดโหดได้ดีมากในจุดนี้ขอยกความดีงามให้เป็นพิเศษ

ขุมกำลัง 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ หรือเทอร์โบคู่กำลัง 213 แรงม้า ไม่ได้แรงมากแต่มีสมรรถนะที่ดีพอตัว เครื่องยนต์ 2 ลิตร เทอร์โบสองตัวกับอินเตอร์คูลเลอร์นั่นก็เป็นหัวใจใหม่ที่มีราคาค่าตัวไม่ถูกจากเทคโนโลยีใหม่ที่ Ford ประดังเข้าไปเพื่อความแรง เครื่องยนต์ตัวเล็กและมีน้ำหนักเบา บูสแรงบิดด้วยเทอร์โบคู่แบบใหม่ กำลังแรงม้า 213 ตัวนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ตัวเลขแรงบิด 500 นิวตันเมตรบนเครื่องดีเซลแค่ 2 ลิตรไม่ได้ล้อกันเล่นๆ เมื่อนำไปหวดแบบไม่ยั้งบนทางออฟโรด กดคันเร่งแบบปล่อยหมดคอกมีดีดแน่นอน เครื่องดีเซลสองลิตรเทอร์โบของเยอรมันทั้ง BMW และ Mercedes Benz ที่ขายในไทยยังทำแรงบิดได้แค่ 400-430 นิวตันเมตร ส่วนเจ้า Raptor ล่อไปถึง 500 นิวตันเมตร ทำให้การขับเอาตัวรอดบนทางวิบากมีความมันเข้ามาเจือปนตลอดเส้นทาง

เกียร์ 10 สปีด ไหลลื่นไม่มีกระตุกหรือกระชาก
เกียร์ 10 สปีด มีการปรับอัตราทดให้กระชับไหลลื่น บางจังหวะเกียร์จะกระโดดข้ามถึง 2 ตำแหน่งเพื่อความรวดเร็วในการผ่องถ่ายอัตราทด การปรับแต่งชุดทรานเฟอร์ของกียร์ให้มีความแข็งแกร่งสามารถรับแรงไ้ด้เยอะขึ้นเมื่อต้องทดแรงบิดถ่ายไปยังล้อหน้า-หลัง เกียร์ 10 สปีดยังติดตั้ง Paddle Shift ทำจากอัลลอยเอาไว้ที่หลังพวงมาลัยสำหรับขาแรงที่ชอบสับเกียร์เล่น เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดลูกนี้ ยกมาทั้งยวงจากรถรุ่นพี่อย่าง Raptor F-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์มาพร้อมกับอัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบการขับขี่ เป็นระบบส่งกำลังที่ทำออกมาได้ดี 

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
ชุดขับเคลื่อนทุกล้อที่ต้องต่อเชื่อมกับโหมดการขับขี่ให้มีความหลากหลาย อิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ทำงานคู่ขนานกับโหมดการขับเคลื่อนระบบ Terrain Management System (TMS) สำหรับโหมดการขับของ Ranger Raptor มีทั้งหมด 6 รูปแบบ เลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย ซึ่งแต่ละโหมดได้รับการทดสอบและปรับแต่งเพื่อให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานประสานกัน ประกอบด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ
- โหมดปกติ
- โหมดสปอร์ต

โหมดการขับขี่ออฟโรด
- โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ
- โหมดโคลน/ทราย
- โหมดหิน
- โหมดบาฮา

ภายในต้องปรับปรุง
ภายในของ Ranger Raptor มีจุดเด่นอยู่ที่เบาะนั่งคู่หน้า พวงมาลัยที่มีสีแดงอยู่ตรงกลางด้านบนสุดเอาไว้คำนวณระยะมุมของการหมุนและแป้น Paddle Shift ทำจากอะลูมิเนียม ส่วนรายละเอียดต่างๆ ของงานตกแต่งภายในโดยทั่วไปยังดูธรรมดาๆ และน่าจะทำออกมาได้ดีกว่านี้ หากมีการเพิ่มเติมลูกเล่นให้สวยงามน่าใช้ก็จะดีขึ้นมาก เช่น แผงคาร์บอน (ของปลอมก็ได้) ที่แดชบอร์ด พร้อมตราสัญลักษณ์ Ford Performance หรือตรา Raptor ที่จะช่วยกระตุ้นเตือนความรู้สึกของเจ้าของรถว่ากำลังขับ Ranger รุ่นที่ไม่ธรรมดา ส่วนงานหนังและการตัดเย็บด้วยด้ายสีน้ำเงินถือว่าผ่านเพราะทำออกมาได้สวยงามดูดีมีราคา  

Ranger Raptor ไม่ใช่รถสปอร์ต แต่เป็นรถกระบะที่มีสมรรถนะสูงมากบนทางออฟโรด ช่วงล่างที่แข็งแกร่งสมบุกสมบัน ยางประสิทธิภาพสูง ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย แต่เบาะหลังยังแข็งไปนิด ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมโหมดทำงานได้ดีและมีความเหมาะสมกับทุกสภาพของเส้นทาง ทั้งบนถนนปกติหรือการขับลุยแหลกด้วยความเร็วสูง เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานร่วมกันได้ดีไม่ว่าจะขับ 2 หรือขับ 4 ก็ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 14.7 กิโลเมตรต่อลิตร กับอีกสารพัดจุดเด่น เป็นรถกระบะราคา 1,699,000 ที่คุ้มทุกบาททุกสตางค์ โดยเฉพาะการขับบนทางออฟโรดนั้นสุดติ่งจริงๆ

แฮนด์ลิ่งที่เฉียบคมในทุกจังหวะจะโคนของ Raptor รวมถึงการแก้อาการท้ายปัดที่ง่ายดายเอามากๆ แค่ขยับพวงมาลัยไปยังทิศทางที่ตรงกันข้ามกับอาการท้ายปัดนิดเดียวเท่านั้น ส่วนท้ายของมันก็จะเข้ามาอยู่กับร่องกับรอยอย่างว่านอนสอนง่าย เป็นรถปิกอัพที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมและอยู่บนจุดสูงสุดของรถกระบะที่ขายในประเทศไทย มันจะกลายเป็นตัวดึงดูดลูกค้าขาโหดที่ชอบขับแนวออฟโรดอย่างแน่นอนแบบปากต่อปากของลูกค้าที่สั่งจองในลอตแรกๆ ที่ดีกว่าการรีวิวของสื่อมวลชน

สุดท้าย Ranger Raptor เป็นยานพาหนะราคา 1.7 ล้านที่สามารถเอาไปลุยได้ตลอดเวลาในทุกสภาพทางตราบเท่าที่คุณต้องการ โดยไม่พังง่ายๆ เหมือนออฟโรดหรูพรีเมียมของเยอรมนีที่มีค่าซ่อมบำรุงแพงกว่าหลายเท่าจนเจ้าของไม่กล้าเอาไปจัดหนักเพราะซ่อมแพงแสบตับนั่นเอง ถ้าเน้นประสิทธิภาพการวิ่งบนทางเรียบก็มองข้ามมันไปได้เลย แต่ถ้าลงทุนเพื่อซื้อมาขับลุยล้วนๆ Ford Ranger Raptor คือคำตอบสุดท้ายอย่างแน่นอนที่สุดแล้วล่ะครับ. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/