Land-Rover รถยนต์อเนกประสงค์ของสหราชอาณาจักร ผลิตขึ้นโดยบริษัท Rover Company มันสามารถรับบทบาทได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่ว่าจะบนถนนหลวงหรือบนผืนดินในไร่นา ถือเป็นยานพาหนะที่ดึงดูดความสนใจของนักสะสมรถโบราณยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง
เมื่ออยู่บนถนน Land-Rover คือรถอเนกประสงค์ที่ทนทาน สามารถบรรทุกสัมภาระได้ประมาณ 600 กิโลกรัม ทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อก้าวลงสู่ผืนดินในไร่นา หน้าที่ของมันจะแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือ เป็นแทร็กเตอร์ขับเคลื่อนสี่ล้อ สำหรับลากจูงเครื่องมือเกษตร ไม่ว่าจะเป็นคราดพรวนดิน หรือเครื่องตัดหญ้า แบบที่สอง มันสามารถใช้จุดส่งกำลังกลางและท้าย (Power Take-Off หรือ PTO) แปลงร่างเป็น "เครื่องต้นกำลังเคลื่อนที่" ถ่ายทอดพลังงานผ่านสายพานหรือเพลาขับไปยังอุปกรณ์การเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น เครื่องสีข้าว หรือเครื่องลำเลียงพืซผลทางการเกษตร แน่นอนว่า Land Rover ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือ ม้างานกลไกที่ใช้ในฟาร์มอย่างแท้จริง
หัวใจของการขับเคลื่อนคือ เครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 12 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์หลัก 4 สปีด ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ฝาก Transfer Case 2 สปีด ทำให้มีช่วงอัตราทดเกียร์สองระดับ คือ เกียร์สูง (High) และเกียร์ต่ำ (Low) ในช่วงเกียร์สูง ระบบจะส่งกำลังไปยังเพลาหลังสำหรับขับขี่บนถนนทั่วไป แต่เพียงกดปุ่มควบคุมลงไป มันจะแปลงร่างเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อทันที ส่วนในสภาวะเกียร์ต่ำ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจะทำงานแบบคงที่ ตะลุยผ่านทุกอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นทางขรุขระ ทางชัน หรือสภาพภูมิประเทศอันยากลำบาก
ดัชนีกลไกการทำงาน (KEY TO HOW IT WORKS)
(1) เครื่องยนต์ Rover ขนาด 12 แรงม้า
(2) หม้อน้ำระบายความร้อน
(3) หม้อกรองอากาศส่งเข้าคาร์บูเรเตอร์
(4) แบตเตอรี่
(5) ชุดเฟืองดอกจอกเกลียวเพลาหน้า (Spiral Bevel Drive)
(6) ชุดพวงมาลัยแบบลูกกลิ้งและเพลาหนอน (Worm and Nut)
(7) แป้นเบรกไฮดรอลิกและแป้นคลัตช์
(8) แป้นคันเร่ง
(9) คันเบรกมือ
(10) คันเกียร์ฝากเลือกช่วง High/Low
(11) ปุ่มกดเปิดระบบขับเคลื่อน 4 ล้อในจังหวะ High
(12) คันเกียร์หลัก 4 สปีดพร้อมเกียร์ถอยหลัง (เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์ฝาก High/Low จะให้อัตราทดเดินหน้า 8 สปีด และถอยหลัง 2 สปีด)
(13) เสื้อเกียร์หลัก 4 สปีด
(14) เสื้อเกียร์ฝาก High/Low
(15) ดรัมเบรกมือจับบนเพลากลางท่อนหลัง
(16) เพลากลางท่อนหลังพร้อมข้อต่อกากบาท (Universal Joints)
(17) ชุดเฟืองดอกจอกเกลียวเพลาท้าย
(18) ระบบเบรกไฮดรอลิกทำงานด้วยเท้า
(19) ถังน้ำมันเบนซิน (ความจุ 10 แกลลอน)
(20) คันบังคับระบบส่งกำลัง PTO กลางและท้าย
(21) พูลเลย์ระบบ PTO กลาง สำหรับปั่นสายพานหมุนไดนาโม
(22) เพลาขับส่งกำลังไปยังระบบ PTO ท้าย
(23) โครงสร้างแชสซีส์เหล็กกล้าทรงกล่องความแข็งแกร่งสูง
(24) เบาะนั่ง (ฝั่งละ 1 ที่นั่ง)
(25) ฝาท้ายกระบะ (เปิดพับลงด้านล่าง)
(26) ชุดเกียร์ PTO ท้ายสำหรับปั่นพูลเลย์
(27) ล้อพูลเลย์สำหรับปั่นสายพานส่งกำลัง
(28) หูตะขอลากจูง
(29) หม้อพักลดเสียงไอเสีย
(30) ท่อไอเสีย
ถือกำเนิดจากวิกฤตหลังสงครามและ Willys MB
Land-Rover (Series I) เผยโฉมครั้งแรกในงาน Amsterdam Motor Show ปี ค.ศ. 1948 ออกแบบโดยสองพี่น้อง Maurice และ Spencer Wilks แห่งค่าย Rover โดยในระยะแรก วิศวกรนำแชสซีส์และชิ้นส่วนของรถจี๊ปสงคราม Willys MB มาใช้เป็นฐานในการสร้างรถต้นแบบ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเหล็กกล้าในอังกฤษช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
บอดี้อลูมิเนียม "Birmabright" ลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์
เนื่องจากเหล็กแผ่นกลายเป็นวัตถุดิบควบคุมราคาแพงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่อังกฤษกลับมีสต็อกอลูมิเนียมสำหรับสร้างเครื่องบินรบเหลือทิ้งไว้อย่างมหาศาล แบรนด์ Rover จึงเลือกใช้โลหะผสมอลูมิเนียม-แมกนีเซียม ที่มีชื่อว่า "Birmabright" มาตอกเป็นตัวถัง ข้อดีที่ไม่คาดคิดก็คือ อลูมิเนียมชนิดนี้ ปลอดสนิม ทนทานทานต่อการกัดกร่อนอย่างยิ่ง ทำให้ Land-Rover ยุคแรกๆ ยังคงมีชีวิตรอดมาถึงปัจจุบันเป็นจำนวนมาก
สีเขียวทหารอากาศ (Cockpit Green)
สีเขียวที่เป็นเอกลักษณ์ของ Land-Rover ยุคแรก ไม่ใช่ความตั้งใจด้านแฟชั่น แต่เกิดจากการที่ Rover ไปเหมาซื้อสีส่วนเกินที่ใช้ทาสีห้องนักบินของเครื่องบินรบ Supermarine Spitfire จากกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) มาใช้นั่นเอง
เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร F-Head (IOE)
เครื่องยนต์ขนาด 12 h.p. ที่ระบุในโบรชัวร์ เป็นการคิดภาษีตามแรงม้าตามกฎหมายอังกฤษยุคนั้น แต่ความจุจริงคือ 1,595 ซีซี 4 สูบ ให้กำลัง 50 แรงม้า ใช้โครงสร้างฝาสูบแบบ F-Head / IOE (Inlet Over Exhaust) คือ วาล์วไอดีอยู่นอกบล็อกบนฝาสูบ ส่วนวาล์วไอเสียอยู่ในบล็อกเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตระกูลเดียวกับที่ใช้อยู่ในรถ saloon หรู Rover P3 ยุคนั้น
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบวงกตพร้อม Free-wheel mechanism
Land-Rover Series I รุ่นปี 1948–1951 ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพิเศษ มีการติดตั้งคัปปลิ้ง "Free-wheel" ไว้ที่เพลาหน้า ทำให้เพลาหน้าหมุนได้อิสระเมื่อถอนคันเร่งบนถนนปกติ (ป้องกันแรงดึงขืนขณะเลี้ยว) และเมื่อผู้ขับกดปุ่มเหล็ก (หมายเลข 11 ในภาพ) ระบบจะล็อกดักจับ Free-wheel ทำให้กลายเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบแข็งคงที่สำหรับตะลุยโคลน.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/


