นี่คือรถ Mazda พลังงานไฟฟ้ารุ่นที่สองต่อจาก MX-30 ที่ออกมาขายในยุโรปและอเมริกาก่อนหน้านี้ 4 ปี ลึกๆแล้ว 6e  ดูเหมือน Mazda ทั่วไป... เพียงแต่มันไม่ใช่ Mazda ในแบบที่แฟนคลับคุ้นเคยกันสักเท่าไรหรอกครับ เนื่องจากราคา 1.1 ล้าน ถ้าได้ภายในสุดหรูแบบนั้น ควรจะเป็นรถจีนมากกว่าแบรนด์ดังจากฮิโรชิม่า และถ้าภายในหนังกลับสีน้ำตาลอยู่ใน Mazda ที่ประกอบในไทยหรือญี่ปุ่น แน่นอนว่าราคาจะทะลุ 1.8 ล้าน ซึ่งแม้แต่ Mazda 6 สันดาปตัวสุดท้ายตอนเปิดราคาก็ยังแรงถึง 2.3 ล้านบาทเลยทีเดียว ในความเป็นจริง ค่ายรถจากแดนปลาดิบแบรนด์นี้ เป็นตัวเลือกของคนที่ชอบขับ ชอบไดนามิกที่เฉียบคม ชอบช่วงล่างที่เกาะถนน ฟิลลิ่งแบบนั้น อยู่ในหัวของแฟนคลับ Mazda มานานแสนนาน Mazda จึงเป็นยานพาหนะที่สร้างความพึงพอใจให้กับสายขับทั่วโลกมาโดยตลอด เพราะจิตวิญญาณของคนรักรถ  มักจะอยู่ภายใต้เรือนร่างของรถตลาดทั่วไป แต่มาการขับขี่ที่แตกต่างไปจากรถญี่ปุ่นแบรนด์อื่นอย่างชัดเจน 






แต่จะให้เคลมว่ารถ Mazda ทุกคัน ขับเหมือน MX-5 ก็คงจะเว่อร์เกินไปหน่อย Mazda 3  ห้าประตู หรือ Mazda 6 ซีดาน  ต้องยอมรับว่านี่คือยานยนต์ติดโผรถที่ออกแบบได้สวยงามแม้จะกะทัดรัดไปหน่อย  ทั้ง 3 และ 6 เครื่องสันดาปยังมีช่วงล่างเฉียบคมที่สุดรุ่นหนึ่งในคลาส แต่พอเอาเข้าจริงๆ  Mazda 2 /Mazda CX-3 /CX-30 /CX-5/CX-8 และ MX-5 ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาเพื่อเอาใจนักขับโดยเฉพาะ คนที่มีทักษะในการควบคุม ชอบรถที่มีพวงมาลัยแม่นยำ ตอบสนองด้านการส่งกำลังได้ดี มักจะมีตัวเลือกเป็น Mazda อยู่เสมอในการมองหารถใหม่ 

ทุกวันนี้ Mazda  โดนกระแสยานยนต์ไฟฟ้าจีนที่รุกหนักหน่วงแบบตั้งรับไม่ทันไปพักใหญ่ ก่อนหน้านี้ก็เคยหมดเงินจำนวนมากไปกับการพัฒนาเครื่องยนต์ SkyActiv- X แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการไม่มีรถใหม่ขายในไทยมานานมากกว่า 6-7 ปี ทำให้ภาพที่ออกมาเลยดูเหมือนคนที่ยืนทำหน้าเอ๋อเป็นผู้ชมอยู่ข้างสนาม มากกว่าจะเป็นค่ายญี่ปุ่นผู้นำด้าน EV หรือ Hybrid  แต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้จะต้องใช้แนวทางที่ Mazda เองก็ไม่อยากทำ แต่จำเป็นที่จะต้องทำ นั่นก็คือ หัวใจจีนกระดองญี่ปุ่น เมื่อมองภาพรวมของ 6e ทั้งทรงของรถและการขับ ถือว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เอาเข้าจริงๆ  ตัวตนของ Mazda 6e มีแค่การยัดทุกอย่างเอาไว้ในจอเท่านั้นที่บ่งบอกว่านี่คือเลือดอันเข้มข้นของ Changan นอกนั้น คุณจะพบกับความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด โดยเฉพาะการออกแบบ ไดนามิกหลังพวงมาลัย และที่โดนใจมากที่สุดก็คือ งานตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ทำออกมาได้อย่างเฉียบขาดในด้านของมิติความหรู





เมื่อเวลาผ่านไป การพัฒนาของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่รุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการขับเคลื่อนของพญามังกร  การยื้อเวลาของ Mazda ในวันนั้น อาจจะกลายเป็นการเดินเกมที่ชาญฉลาดในวันข้างหน้าก็เป็นได้ แต่ในปี 2026 Mazda ต้องการทางด่วนในการส่งรถเสียบปลั๊กเข้าสู่ตลาดอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้รอดพ้นเกณฑ์การควบคุมมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ นอกจาก 6e แล้ว มาถึงปลายปี คุณจะพบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างMazda CX-6e ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้าพร้อมแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดสำหรับรถ EV โดยเฉพาะ ในปี 2570 เราอาจได้เห็นรถไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริดของ Mazda ออกมาโลดแล่นอยู่บนถนนในประเทศไทย พร้อมๆไปกับความยินดีของพนักงาน Mazda ที่เริ่มขายของใหม่กันซะที 

 




Mazda 6e ทรงหล่อจัดน่าประทับใจ แต่อย่าลืมว่า Changan L07 ผู้พี่ ก็ดูเรียบหรูมีสไตล์ไม่น้อย มองดีๆบั้นท้ายของ L07 นี่มันฝรั่งออกแบบชัดๆ ซึ่งก็ถือเป็นต้นทางที่ไม่เลวในการเอามาเปลี่ยนทั้งกระดองและช่วงล่าง ยิ่งถ้าสั่งสีแดงเข้มเอกลักษณ์ของ Mazda จับคู่กับเบาะหนังสีน้ำตาล  งานยกโฉมครั้งนี้ก็แทบจะเนียนกริ๊บจนเชื่อได้สนิทใจว่านี่คือรถ Mazda แท้ๆ จากฮิโรชิม่าเลยทีเดียว ในความเป็นจริง Mazda 6e ไม่ได้เป็นงานเผาผีเพื่อส่งออกรถยนต์ของ Changan / Mazda อย่างที่หลายคนหวั่นใจในตอนแรก เพราะ Changan กับ Mazda  จับมือทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2000 แล้ว และ 6e คันนี้ก็มีวางจำหน่ายในจีนอยู่แล้วในชื่อ Mazda EZ-6 ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ EV เพียวๆ และแบบ Range-Extender Hybrid พอเอารุ่น EV มาขายในไทย  Mazda กลัวแฟนคลับจะบ่นก็เลยเอารถมาปรุงแต่งไดนามิกให้กลายเป็นรถ Mazda แท้ๆ ซึ่งพอลองขับขอบอกเลยว่า ทำได้ดีจนไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือรถซีดานจีนของแบรนด์ Changan 








นอกจากความสวยแล้ว Mazda 6e คันนี้ จัดเป็นรถที่แปลกอยู่เหมือนกัน รูปร่างหน้าตาของมันดูดีมีสไตล์ติดแนวผู้บริหาร วิ่งได้ไกลเฉียด 500 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ภายในสีน้ำตาลอ่อนอุดมไปด้วยหนังกลับราคาแพงนั้นอัดแน่นด้วยหน้าจอและเทคโนโลยีสารพัดสิ่งตามที่คนซื้อรถไฟฟ้าส่วนใหญ่ต้องการ เมื่อมองกันตรงๆ Mazda กำลังใช้ทางลัดที่ดีที่สุด เพื่อแทรกตัวเข้ามาในเซกเมนต์พลังงานใหม่ เมื่อมองข้ามเรื่องฟีลลิ่งการขับขี่ที่คมคายกับบุคลิกการเดินทางที่สุขุมนุ่มนวลไปซะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ต้องบอกว่ามันน่าจะประสบความสำเร็จอย่างที่ผู้บริหารตั้งความหวังเอาไว้ เพราะนอกจากจะสวย ขับดีแล้ว ยังมีราคาถูกกว่าทั้ง Camry และ Accord








คาแรกเตอร์และเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Mazdaปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไปหมด แต่สวิตช์ ปุ่มกด ในห้องโดยสารบางจุดที่มีความสำคัญกลับหายไปตามสไตล์รถจีนที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำออกมาแบบนี้ทำไมเพราะใช้งานจริงมันไม่ปลอดภัย  นอกเหนือจากการเป็นซีดานจีนนำมาแต่งหน้าทาปากใหม่ หากคุณยอมปรับตัวให้คุ้นเคยกับความพิลึกพิลั่นด้านกายภาพการใช้งานที่เอาทุกอย่างไปไว้ในจอโดยไม่มีปุ่มคอนโทรลเลอร์เหมือนที่เคยมีมา  เจ้า 6e น่าจะเป็นซีดาน EV ที่มีสไตล์โดดเด่นกว่าคู่แข่งซึ่งมีตัวเลือกน้อยนิดในตลาด 





หลักฐานชัดเจนชิ้นแรกที่ฟ้องว่านี่ไม่ใช่ Mazda ในแบบที่เราคุ้นเคย คือขั้นตอนการสตาร์ตรถ... เพราะ 6e ไม่มีปุ่มสตาร์ท ซึ่งแต่แรกเริ่มนั้น Changan เป็นคนคิดเอาไว้ครับ มันเหมือนกับ EV อีกนับไม่ถ้วน  แค่ก้าวขึ้นรถ สับเกียร์ D แล้วกดคันเร่งออกตัวได้เลย  ทันทีที่ออกตัว ระบบช่วยเหลือความปลอดภัยจะเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยทันทีราวกับอาจารย์ฝ่ายปกครองที่ชอบถือไม้เรียว โดยเฉพาะระบบดึงรถให้อยู่ในเลน (Lane-keep) บนถนนในอุทยานเขาใหญ่ Mazda 6e ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสไตล์ผู้บริหารสูงวัยมากกว่าจะสปอร์ตจี๋ไปรษณีย์จ๋าเร่งแล้วไม่มีกระชากซึ่งเนียนมากๆ อันนี้แหละที่ทำให้วัยรุ่นบางคนไม่ชอบแต่คุณพ่อของวัยรุ่นคนนั้นกลับชอบมันอย่างที่สุด อย่างแรก อะไรที่รบกวนการขับก็ต้องเข้าไปปิดมันในหน้าจอสัมผัส  และในระหว่างที่ผมพยายามเพ่งจอเพื่อปิดมัน ระบบก็ดันส่งเสียงเตือนด่าว่า "ห้ามละสายตาไปจากการมองถนน"  อ้าว ยังไงครับเนี่ย อย่างนี้ก็หาทางปิดการทำงานระบบแจ้งเตือนการง่วงได้เลย 



ต้องให้ความเป็นธรรมว่า Mazda 6e ไม่ใช่ตัวการเดียวที่สร้างความน่ารำคาญในเรื่องนี้ และเมื่อคุณกดปิดเสียงระบบพวกนี้ลงได้แล้ว มันก็จัดเป็นรถที่ขับขี่เรื่อยเปื่อยได้อย่างดีเลยทีเดียว Mazda 6e ให้ความรู้สึกผ่อนคลายหลังจากโหมงานมาทั้งวัน  คันเร่งเซ็ตมาโคตรนุ่มนวลชวนให้นึกถึงตอนที่นั่งโซฟานุ่มๆ ระยะชักของแป้นเบรกพอดิบพอดี ไม่ยาวเกินไป ล้อขนาดใหญ่  มีอาการตึงตัง เมื่อต้องรูดผ่านร่องและคลื่นบนถนน  ช่วงล่างของ 6e  ขับไปสักพัก คุณจะเริ่มสังเกตเห็นอาการที่ตัวรถทั้งคัน (ซึ่งหนักไม่ต่ำกว่า 2 ตัน) วิ่งไหลลื่น ไม่ว่าพื้นถนนจะขรุขระ แต่ช่วงล่างและยางราคาแพงพยายามซึมซับแรงสั่นสะเทือนเอาไว้ไม่ให้เกิดอาการโคลงเคลง 




สิ่งที่ดีงามอย่างที่สอง คือ มันมีห้องโดยสารที่เงียบสงบระดับสรวงสวรรค์ เรือนร่างที่ต่ำแบน ลู่ลมกว่าพวก crossover ไฟฟ้าที่มีอยู่เกลื่อนเมือง ช่วยให้การชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง วิ่งได้ระยะทางไกลทีเดียว ในการทดสอบวิ่งบนทางหลวงเป็นหลัก ซึ่งตามทฤษฎีแล้วคือสภาวะที่รถ EV กินไฟสิ้นเปลืองที่สุด ทำตัวเลขระยะทางได้ประมาณ 450 กม. ในช่วงอากาศร้อนจัด และหากวิ่งบนถนนที่ไม่เค้นพลังงานมากนัก  หรือพูดง่ายๆ คือวิ่งช้าลง  อาจเข็นระยะทางขึ้นไปแตะระดับ  480 กม. ได้ไม่ยาก




พวงมาลัยแม่นยำดี แต่ให้ความรู้สึกเป็นรองรถสันดาปของ Mazda และแทบไม่มีอาการใดๆ ของ 6e ที่จะจุดประกายปลุกเร้าให้คุณอยากลุกขึ้นมาขับซิ่ง ตำแหน่งการนั่งขับคลายตัวจากความอึดอัดแต่ภายในของมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรออกจะเล็กกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ ระยะยืดเข้า-ออกของพวงมาลัย สัมพันธ์กับท่านั่งเอนหลังและยกขาสูงที่เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด เบาะนั่งนุ่มสบายและบุนวมมาหนามาก แถมยังมีแอร์ในตัวเบาะอีกด้วย ในอดีต เบาะติดแอร์ในรถญี่ปุ่นที่ขายในไทย เห็นทีจะมีแค่ Camry และ Lexus เท่านั้นแหละ




รถมีการกระจายน้ำหนักเกือบจะลงตัวแบบ 50/50 ส่งผลให้ 6e มีบาลานซ์แฝงที่ดี รับมือกับโค้งบนเขาใหญ่ได้อย่างเป็นกลางสุดๆ  ในโค้งแคบ ตัวรถสามารถหมุนเหวี่ยงเปลี่ยนทิศทางได้คล้ายกับมีระบบเลี้ยว 4 ล้อ ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถปลดระบบควบคุมการทรงตัว แล้วสนุกกับการกดคันเร่งสไลด์ก้นออกโค้งบนวงเวียนเปียกๆ สไตล์ Miata ได้เลยหากมีฝีมือและมีพื้นที่บนถนนมากพอ... แต่เดาว่าคงไม่มีใครกล้าทำ สำหรับระบบดึงพลังงานกลับ (Regenerative braking) มีให้เลือก 4 ระดับ และก็ทำงานได้ตามคาด มันถูกซ่อนไว้ลึกสุดกู้ในหน้าจอสัมผัส พอลองใช้ระบบสั่งการด้วยเสียงแทน เจ้าเทคโนโลยีนี้กลับเบ๋อแป๋จับความอะไรไม่ได้  ยิ่งไปกว่านั้น ค่าดึงพลังงานระดับสูงสุดดันดึงหัวโยกหัวคลอนเกินไป  การคอยปรับเปลี่ยนค่าระหว่างขับ เป็นสิ่งที่ต้องทำแน่ๆ 





6e มีพื้นฐานโครงสร้างของรถที่ดี  การใช้งานจริงระดับพื้นผิวในเรื่องกายภาพและสรีรศาสตร์ (Ergonomics) กลับฉุดไม่ให้มันยกระดับตัวเองไปได้ไกลกว่าคำว่า "พอน่าคบหา"เรื่องอัตราเร่งที่สุขุมและไต่ระดับอย่างเป็นธรรมชาติ การเป็นรถ EV ที่ยอมมองข้ามการพุ่งทะยานพรวดพราดแบบกระชากจนเวียนหัวคลื่นไส้ตอนออกตัว ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ไม่เน้นความแรง สุดท้าย Mazda ส่งเสริมบุคลิกการขับขี่แบบสบายๆ ของ 6e ได้อย่างลงตัวทีเดียวละครับ.

มิติตัวรถและน้ำหนัก

ความยาว 4,921 มิลลิเมตร

ความกว้าง 1,890 มิลลิเมตร

ความสูง 1,485 มิลลิเมตร

ระยะฐานล้อ 2,895 มิลลิเมตร

น้ำหนักตัวรถ ประมาณ 2,050 กิโลกรัม (ตัวรถหนักไม่ต่ำกว่า 2 ตัน)

การกระจายน้ำหนัก เกือบลงตัวแบบ 50:50

มอเตอร์ขับเคลื่อนและสมรรถนะ

ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD)

กำลังสูงสุด: 258 แรงม้า (190 กิโลวัตต์)

แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ประมาณ 6.9 วินาที (การตั้งค่าคันเร่งเน้นความนุ่มนวล สุขุม ไต่อัตราเร่งอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พุ่งกระชาก)

แบตเตอรี่ ระยะทาง และอัตราสิ้นเปลือง

ความจุแบตเตอรี่ 68.8 kWh (Lithium-ion / LFP)

การทำระยะทาง (ตามมาตรฐาน) เคลมไว้สูงสุด 500–600 กม. (ตามมาตรฐาน CLTC/NEDC)

การทำระยะทาง (ใช้งานจริง)

วิ่งทางหลวงสภาวะอากาศร้อนจัดทำได้ประมาณ 450 กิโลเมตร

วิ่งความเร็วคงที่ช้าลง ทำได้สูงสุดประมาณ 480 กิโลเมตร

อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน เฉลี่ยประมาณ 14.5 – 16.0 kWh/100 km (ขึ้นอยู่กับสภาวะการขับขี่)

ช่วงล่าง ล้อ ยาง และระบบเบรก

ช่วงล่างด้านหน้า อิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง (จูนไดนามิกและรีบาวด์ใหม่ตามสไตล์ Mazda)

ช่วงล่างด้านหลัง อิสระ มัลติลิงก์ (Multi-link)

ล้อและยาง ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว  ยางไซส์ 245/45 R19

ระบบเบรก ดิสก์เบรก 4 ล้อ (ด้านหน้าพร้อมครีบระบายความร้อน) พร้อมระบบดึงพลังงานกลับ (Regenerative Braking) ปรับได้ 4 ระดับ

รุ่นย่อยและราคาจำหน่าย

นำเข้าทั้งคัน (CBU) จากประเทศจีน มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย:

Mazda 6e Premium ราคา 1,169,000 บาท

Mazda 6e Exclusive ราคา 1,199,000 บาท

ส่วนต่าง 30,000 บาท ระหว่าง Premium และ Exclusive เน้นการเพิ่มออปชันความหรูหรา อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และการตกแต่งภายในห้องโดยสาร

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/