สำหรับคนบ้ารถ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่หวนคิดถึง Mercedes S-Class ทั้ง 6 เจเนอเรชันที่ผ่านมา ในจังหวะที่แบรนด์ตราดาวกำลังเดินก้าวเข้าไปสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด (ที่ขายไม่ดีเท่ารถสันดาป) รถ New S-Class รุ่นปรับโฉมครั้งใหญ่ของเจเนอเรชันที่ 7 คันนี้ ให้ลองคิดถึงนวัตกรรมในอดีตที่พอจะนึกออก นี่คือรถที่ให้กำเนิดระบบและเทคโนโลยีที่เป็นครั้งแรกของโลก แต่กลับเป็นอุปกรณ์แสนธรรมดาในยุคนี้ อย่างการคิดค้นระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ปี 1978 ใน S ตัวถัง W116) หรือถุงลมนิรภัย (ปี 1981 ในตัวถัง W126) หรือยังจำความรู้สึกทึ่งในครั้งแรกที่ได้เห็นรถยนต์คันใหญ่ยักษ์ที่มาพร้อมกับกระจกหน้าต่างแบบสองชั้นในอสูรกายรหัส W140 ปี 1991 นั่นคือ S-Class จัมโบ้หรือปลาวาฬ ในศัพท์แสงของเสี่ยเจ้าของเต้นท์
...
ทุกวันนี้ สรรพสิ่งในโลกยานยนต์นั้นเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเกินจะตามทัน ขนาดอินฟูลฯสายสาระแนที่ตามจิกกัดรถทุกรุ่นยังถึงกับอึ้งกิมกี่เมื่อเจอเข้ากับรายละเอียดของ New S-Class จำได้ว่า....ตั้งแต่จีนส่งรถเข้ามารุกตลาด ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปเร็วจนตามแทบไม่ทัน และ S-Class จำเป็นต้องมีความปราดเปรื่องทางสติปัญญาอย่างที่สุด หากยังต้องการจะรักษาตำแหน่ง รถยนต์คู่ใจ ของบรรดาประมุขแห่งรัฐ ผู้กุมอำนาจระดับสากล บุคคลสำคัญระดับ วี.ไอ.พี. รถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือรถลีมูซีนของโรงแรม 5 ดาว เอาไว้ให้ได้นั่นส่งผลให้ S-Class เวอร์ชันปรับโฉมใหม่คันนี้ ต้องยอมรื้อระบบตัวรถมากกว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อนำมาอัปเกรดและขัดเกลาให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
...
S-Class รุ่นปรับโฉม 2027 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นภายในเจเนอเรชันเดียวกันของยานยนต์ตระกูล S-Class มันมาพร้อมกับกระจังหน้าแบบเรืองแสงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ควบคู่ไปกับตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกที่ส่องสว่างสะดุดตาราวกับช่วงหัวค่ำของดูไบ รวมถึงการติดตั้งสมองกลซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำเวอร์ชันล่าสุดอย่าง MB.OS ทำงานร่วมกับแผงหน้าจอแดชบอร์ดขนาดมหึมาอย่าง Superscreen ตลอดจนชิ้นส่วนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกเป็นกระตักที่ซ่อนอยู่ข้างใต้คอนโซล การยกระดับในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามอย่างไร้ข้อกังขาหรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอพิสูจน์กันต่อไป แต่วันนี้ ขบวนรถ New S-Class ที่ออกเดินทางจากเยอรมันบ้านเกิดได้มาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากโชว์ความอู้ฟู้ย่านบางนาเสร็จเรียบร้อย New S-Class ก็จะออกเดินทางมุ่งลงใต้ไปยังประเทศมาเลเซีย
...
...
โจทย์ยากในปัจจุบันก็คือ เรื่องของวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพราะขนาดรถยนต์ไซล์เล็กในยุคนี้อย่าง CLA Electric ยังถูกบังคับให้ต้องติดตั้งกล้องมองภาพ ระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบแอ็กทีฟ และระบบความปลอดภัยต่างๆ มาให้แบบใช้ไม่หมด ขณะที่รถยนต์สำหรับครอบครัวทั่วไปก็สามารถจอดรถอัตโนมัติและมีระบบสั่งการด้วยเสียงกันหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของแบรนด์ตราดาวและแบรนด์คู่แข่ง โดยเฉพาะของหรูจากแผ่นดินใหญ่ได้เข้ามาทลายข้อได้เปรียบในเรื่องของสมรรถนะความแรงและความเงียบในห้องโดยสารลงไปจนหมดสิ้น ดังนั้น S-Class จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยกระดับตัวเองขึ้นไปอีกขั้น เพื่อการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์
ในเมื่อหน้าที่ในการทำตลาดพลังงานไฟฟ้าถูกยกให้เป็นของตระกูล Electric ไปแล้วโดยทิ้งคำว่า EQ ไปแบบไม่มีเยื้อใยใดๆทั้งสิ้น ด้วยทรวดทรงตัวรถที่ละม้ายคล้ายกับยานพาหนะหรูที่เห็นตามโรงแรมหรือสถานทูต คำถามคือ แล้วมันจะเหลือพื้นที่ตรงไหนไว้ให้ลีมูซีนตามขนบดั้งเดิมอย่าง S-Class บ้าง? คำตอบคือ S-Class กลายเป็นยนตรกรรมที่มีข้อพิพาทและเสียงวิจารณ์น้อยกว่า แต่ยังให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของเบาะนั่งแถวหลังอย่างเต็มเหนี่ยวไม่แพ้พวกแบรนด์หน้าใหม่ที่พยายามจะก้าวขึ้นมาท้าชน และที่สำคัญ คือ มันแสดงให้เห็นว่ารถยนต์ในรูปแบบนี้ยังคงมีพลังและมีชีวิตชีวาอยู่อีกเหลือเฟือ ซึ่งในหลายๆ แง่มุมแล้ว มันเป็นเรื่องที่ช่วยให้เซลส์ของ Mercedes ค่อนข้างสบายใจได้บ้างไม่มากก็น้อย!
นี่คือ S-Class ในเวอร์ชันที่เป็นตัวของตัวเองยิ่งกว่าที่เคยมีมาในอดีต ในขณะที่เจเนอเรชันล่าสุดตอนเปิดตัวกางบัญชีรายชื่อออปชันออกมาให้เห็นยาวเป็นหางว่าว เจ้าลีมูซีนรุ่นปรับโฉมคันนี้กลับยิ่งเบิ้ลเทคโนโลยีล้ำๆ เติมเข้าไปให้อีกเป็นเท่าตัว มีระบบปฏิบัติการ Mercedes-Benz Operating System (MB.OS) ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะและมีพละกำลังการประมวลผลที่เหนือชั้นกว่าเดิม ทำหน้าที่เชื่อมต่อชิ้นส่วนระบบต่างๆ ของตัวรถเข้าด้วยกันเป็นระบบนิเวศระบบเดียว แถมยังผูกเข้ากับระบบคลาวด์อัจฉริยะ Mercedes-Benz Intelligent Cloud เพื่อรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบไร้สาย (Over-the-air) รับหน้าที่เป็นสมองกลไฟฟ้าคอยขับเคลื่อนหน้าจอ MBUX Superscreen เวอร์ชันล่าสุดที่พาดยาวเต็มแนวแดชบอร์ด นอกจากนี้ ยังมีระบบผู้ช่วยเสมือนจริงที่ทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หน้าจออินเตอร์เฟสแบบ Zero-Layer ที่แสดงผลทุกอย่างบนหน้าแรกโดยไม่ต้องกดเข้าเมนูย่อย และมีฟังก์ชันการใช้งานมากพอที่จะทำให้คำว่า I don't know เกิดขึ้นในหัวของลูกค้าระดับบ้าเทคโนโลยีสายฮาร์ดคอร์ได้เลยทีเดียว
New S-Class 2027 อัดแน่นไปด้วยเซนเซอร์จำนวนมหาศาล รองรับระบบขับขี่อัตโนมัติแบบปล่อยมือได้ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง (Hands-free Autonomy) ในบางประเทศที่มีการอนุมัติทางกฎหมายแล้ว (เช่น จีน และตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา) หลังจากนั้นจะมีการขยายขอบเขตไปยังตลาดประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมเมื่อเวลาผ่านไป ตัวรถสามารถถอยจอดได้เองโดยอัตโนมัติ ติดตั้งถุงลมนิรภัยมาให้สูงสุด 15 ตำแหน่ง มีช่องระบบปรับอากาศแบบดิจิทัล และสายเข็มขัดนิรภัยแบบปรับอุณหภูมิอุ่นร้อนได้ที่ไม่ได้ใช้แน่ๆ เพราะปกติก่อนขึ้นรถก็ร้อนปานนรกกันอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องกังวนกับสภาพอากาศของไทยมากจนเกินไป มันสามารถปรับแต่งอากาศที่คุณใช้หายใจภายในห้องโดยสาร พร้อมอุณหภูมิแบบเย็นฉ่ำล่วงหน้าเพียงแค่สั่ง บอกตามตรงว่าถ้าให้มานั่งไล่เรียงสมรรถนะและฟังก์ชันทุกอย่างที่ S-Class ใหม่คันนี้มี คงไม่มีใครอ่านเพราะยาวจนเบื่อกันไปเสียก่อน
มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องใหม่ทั้งหมด แต่เป็นลักษณะของการ ‘ปรับจูนรายละเอียด’ มากกว่า เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ทั้งเบนซินปลั๊กอินไฮบริดในรุ่น S580e และเครื่องยนต์หกสูบเรียงดีเซลใน S350d ถูกเสริมทัพด้วยเครื่องยนต์ M177 เบนซิน V8 แบบเพลาข้อเหวี่ยงระนาบเดี่ยว (Flat-Plane Crank) บล็อกใหม่แกะกล่อง ซึ่งเตรียมจะถูกนำไปประจำการในรถยนต์รุ่นอื่นๆ ของค่ายตราดาวในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย
ลองมาไล่เรียงดูทางเลือกของเครื่องยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันกันหน่อย ในเยอรมันและยุโรปบางประเทศ (รวมถึงอเมริกา) เริ่มจาก S580 4Matic ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ บล็อกใหม่ เค้นกำลังสูงสุดออกมาได้ 535 แรงม้า กับแรงบิด 750 นิวตันเมตร (553 ปอนด์-ฟุต) นี่คือขุมพลังที่สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ S-Class ได้อย่างถ่องแท้ ทั้งความนุ่มนวล ทรงพลัง เสียงครางของเครื่องยนต์ในรอบสูงที่ฟังสบายหู จนถึงความเร็วสูงสุดที่มีไว้ให้วิ่งเฉพาะบนทางหลวงออโตบาห์นเท่านั้น Mercedes-Benz จะไม่ส่งเวอร์ชันนี้เข้าไปทำตลาดในอังกฤษและไทย เนื่องจากอัตราภาษีที่ทำให้พฤติกรรมของลูกค้าที่นั่นไม่มีใครยอมควักกระเป๋าจ่ายให้กับความฟุ่มเฟือยระดับนี้....ในจำนวนที่มากพอจนคุ้มทุนที่จะเอาเข้ามาขาย
ขยับมาที่รุ่น S500 (รวมถึงแฝดคนละฝาอย่าง S450) จะใช้งานเครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ พละกำลัง 443 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 640 นิวตันเมตร มีระบบ Mild Hybrid เข้ามาช่วยบูสต์ทั้งเรื่องของความประหยัดสมรรถนะการขับขี่ แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับตัว V8 และรุ่น Hybrid จะเห็นข้อแตกต่างได้ชัดเจน
ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้เกิดความสับสนในการเรียกชื่อรุ่นอยู่เล็กน้อย New S-Class ยังมีขุมพลังแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 6 สูบ ในรุ่น S580e ที่นำเอาแบตเตอรี่ขนาดความจุ 28.6 kWh เข้ามาพ่วงระบบทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร โดยทางค่ายเคลมระยะทางการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ เอาไว้ที่ประมาณ 96 กิโลเมตร ทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้ประหยัดประมาณ 24.78 กิโลเมตรต่อลิตร แต่พอแบตเตอรี่เหลือไฟจิ้ดเดียว มันก็จะกลับมารับประทานที่ 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งก็ยังประหยัดอยู่ดีเมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนัก ทั้งหมดนี้มาพร้อมการจ่ายพละกำลังลงสู่พื้นถนนเน้นๆ ถึง 576 แรงม้า ซึ่งเหตุผลที่บอกว่าชวนสับสนก็เพราะเจ้าตัวปลั๊กอินไฮบริดคันนี้ถูกแปะป้ายชื่อรุ่นว่า S580e นั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกสำหรับแฟนคลับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบเรียงที่ทำงานได้อย่างสะอาดหมดจดเปิดตัวมาให้อีกสองรุ่น (นั่นคือ S350d และ S450d) คุณลูกค้าผู้ร่ำรวยเงินทองสามารถสั่งจองได้เพียงแค่รุ่น S350d พละกำลัง 330 แรงม้า ที่เคลมตัวเลขอัตราประหยัดน้ำมันเอาไว้ที่ 15.64 กิโลเมตรต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นทางออกที่ดูลงตัวและคุ้มค่ บอกตามตรงว่าพอมันมาอยู่ในร่างของพี่ใหญ่ S-Class แล้ว ถึงแม้จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแต่เดินเบาโคตรนิ่งและเร่งดึงหน้าหงายได้เหมือนเดิม
หากยังจำกันได้ สุดยอดตัวแรงอย่าง AMG S63 E Performance เคยแหวกม่านออกมาในช่วงปลายปี 2022 เป็นลีมูซีนบ้าพลัง พกพาเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ (ซึ่งคนละบล็อกกับเครื่องยนต์รหัส M177 Evo ที่บรรจุอยู่ในรุ่นปี 2026 คันนี้) ทำงานควบคู่กับระบบปลั๊กอินไฮบริด จนได้พละกำลังรวมที่น่าขนลุกถึง 791 แรงม้า กับแรงบิดมหาศาลระดับ 1430 นิวตันเมตร แต่รถรุ่นดังกล่าวกลับไม่ได้ถูกส่งมาทำตลาดในการปรับโฉมครั้งนี้ ทำให้ ณ เวลานี้ รุ่น S580e หรือชื่อเต็มๆ ยืดพืดอย่างเป็นทางการว่า ‘S580e พร้อมเทคโนโลยี Plug in Hybrid กลายเป็น S-Class ที่เร็วที่สุดในประเทศไทย ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 4.4 วินาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้ว เครื่องยนต์ V8 เพียวๆ กลับไม่ใช่รุ่นที่ทำตัวเลขได้เร็วที่สุด แต่ทว่ามันก็ยังมีจุดยืนและบทบาทที่ชัดเจนในตัวเองอย่างเหนียวแน่น
คู่ต่อสู้ก็ยังคงเป็นหน้าเดิมๆ ในทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็น BMW ซีรีส์ 7 ที่กำลังจะปรับโฉมครั้งใหญ่ในตระกูล ‘Neue Klasse’ หรือข้ามไลน์ไปหา Audi A8L ระดับหรูหราแถวหน้า รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าหงฉีที่กำลังจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในไทยช่วงต้นเดือนหน้านี้ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เศรษฐีเรียนรู้ว่า S-Class ไม่ใช่รถประเภทที่คอยอ่านกระแสสังคมได้เก่งกาจอะไรนัก เจ้าอสูรกายกระจกสองชั้น W140 ในช่วงต้นยุค 90 เผยโฉมออกมาท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำด้วยทรวดทรงที่ทู่หนาและขาดเสน่ห์ จนกระทั่งรุ่นสืบทอดอย่าง W220 ต้องปรับหมากเปลี่ยนทรงให้ดูจืดจางจนแทบจะกลืนหายไปบนท้องถนน ในจังหวะที่เศรษฐกิจและช่วงเวลาดีๆ เริ่มกลับมาบูมอีกครั้ง
ในเวอร์ชันปรับโฉมล่าสุดคันนี้ ดูเหมือน Mercedes จะยอมสลัดความสมถะทิ้งไปอยู่บ้าง ชุดไฟหน้าถูกตั้งชื่อใหม่ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ชัดเจนว่า ‘DIGITAL LIGHT’ มาพร้อมกราฟิกรูปดาวคู่ที่ทำงานด้วยเทคโนโลยี Micro-LED อัจฉริยะ สามารถปรับลำแสงตามสภาพ เพิ่มพื้นที่การส่องสว่างกว้างขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ช่องดักลมด้านหน้าถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ชุดไฟท้ายก็เปลี่ยนมาใช้แพทเทิร์นรูปดาวสามแฉก สัดส่วนในภาพรวมรักษาความภูมิฐานในแบบฉบับรถผู้ใหญ่เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน สัมผัสได้ทันทีว่า Mercedes-Benz แอบมองไปที่รสนิยมของตลาดภูมิภาคอื่น (โดยเฉพาะจีนและอเมริกา) มากกว่าจะเอาใจตลาดยุโรปดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว
ด้วยมิติตัวถังที่ยาวเกือบ 5.3 เมตร และกว้างถึง 1.92 เมตร ยิ่งเป็นรุ่นฐานล้อยาว (Long Wheelbase) ที่มีระยะฐานล้อเหยียดขยายไปถึง 3,216 มิลลิเมตร ส่งผลให้พื้นที่วางขาและหัวเข่าภายในห้องโดยสารนั้นเหลือเฟือในระดับที่ ‘กว้างขวางเป็นทะเล’ ไม่ว่าจะเลือกเอนกายลงบนเบาะนั่งตำแหน่งไหนก็ตาม โดยเฉพาะพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังที่เนรมิตความโปร่งโล่งสบายจนเกินกว่าที่สายตาจะคาดเดาได้จากทรวดทรงภายนอก หากนำไปเทียบกันอาจไม่สามารถตอกหน้าทำพื้นที่ได้ราบเรียบและกว้างขวางสะใจเท่ากับที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยุคใหม่บางรุ่นทำได้ก็ตาม
สำหรับห้องโดยสารในรูปแบบ 4 ที่นั่ง (แยกเบาะคู่หลัง) เป็นออปชันยอดนิยมที่ทุบยอดขายได้มากที่สุด มาพร้อมคอนโซลกลางพาดยาวตลอดแนวตั้งแต่ด้านหน้าจรดด้านหลัง ซึ่งในเวอร์ชันปรับโฉมใหม่นี้ได้เพิ่มช่องเก็บของแบบซ่อนตาพร้อมติดตั้งแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายและระบบชาร์จเร็ว พอร์ตเชื่อมต่ออัจฉริยะ USB-C สำหรับแกดเจ็ตคู่ใจ ตู้แช่เย็นขนาดเล็กและช่องวางแก้วน้ำที่สามารถควบคุมอุณหภูมิร้อน-เย็นได้ตามใจชอบ S-Class ใหม่ยังติดตั้งโต๊ะทำงานแบบพับเก็บได้ หน้าจอรีโมตคอนโทรลสไตล์ iPhone ฝังเอาไว้ตรงกลางอีกสองชุด เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถใช้นิ้วเขี่ยสั่งการทุกสิ่งทุกอย่างในรถได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเลื่อนเปิด-ปิดม่านบังแดด ระบบปรับอากาศแยกโซน ไปจนถึงการควบคุมหน้าจอความบันเทิงขนาด 13.1 นิ้วคู่หน้า แถมยังมีระบบกล้องภายในรถที่อัปเกรดมาให้เสร็จสรรพ เพื่อรองรับการประชุมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom หรือ Microsoft Teams ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดในระหว่างการเดินทาง
นี่คือการปรับโฉมใหม่ที่เรียกได้ว่าจัดเต็มรอบคัน รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนจนฉีกไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งเป็นความตั้งใจของค่ายตราดาวเพื่อไม่ให้กลุ่มลูกค้าระดับอนุรักษ์นิยมตื่นตระหนกจนเกินไป และมันก็เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคลว่าการแต่งหน้าทาปากใหม่ในครั้งนี้จะช่วยให้ตัวรถดูสวยสง่าขึ้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้ว
ความรู้สึกในภาพรวม นับตั้งแต่ S-Class เจเนอเรชันที่ 7 เผยโฉมออกมา บรรดาคู่แข่งและมาตรฐานของโลกยานยนต์ได้ยกระดับหนีไปไกลอีกขั้น ดังนั้น ในฐานะที่มันถูกยกย่องให้เป็น ‘ผู้นำ’ ทั้งในแง่เทคโนโลยีและความหรูหรามาโดยตลอด Mercedes-Benz จำเป็นต้องสั่งรื้อระบบเพื่อทำบิ๊กคลีนนิ่งอัปเกรดตัวรถกันขนานใหญ่ เพราะแบรนด์ตราดาวคงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้รถรุ่นน้องหรือเซกเมนต์ที่ ‘ต่ำกว่า’ เดินหน้าแซงหน้ายนตรกรรมระดับบรรทัดฐานของค่ายไปต่อตา ส่วนคำถามที่ว่าการประโคมหน้าจอขนาดมหึมาและการยัดเยียดเทคโนโลยีที่ยาวเป็นหางว่าวเข้ามานั้น จะสามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้งานได้จริงหรือไม่? ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ไม่รู้จบ เพราะดูเหมือนว่าก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงในโลกรถยนต์ยุคนี้... มันกำลังไปเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นเสียมากกว่า
แต่ท้ายที่สุดแล้ว คงต้องยอมรับว่า S-Class ก็ยังคงสถานะการเป็นหนึ่งในรถยนต์ระดับลักชัวรีที่น่าประทับใจที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา แม้ว่าเสน่ห์และความน่าดึงดูดใจส่วนหนึ่งของมันในปัจจุบัน จะเกิดขึ้นจากอานิสงส์ของประวัติศาสตร์อันยาวนาน บวกกับชื่อเสียงบารมีเก่าก่อนที่สั่งสมมาถึง 140 ปี พี่ใหญ่ S-Class ยังคงเป็นจ่าฝูงของเบอร์หนึ่งในทำเนียบรถหรูอย่างไม่มีใครปฏิเสธ เพียงแต่รัศมีบารมีและออร่าความขลังของมันในวันนี้ อาจไม่ได้เปล่งประกายเจิดจ้าท่วมท้นเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมาแล้วเท่านั้นเอง.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/