เมื่อเห็นการเปรียบเทียบในครั้งนี้ ติ่งอาวุธมะกันต่างพากันดิ้นพล่าน พร้อมตะโกนบอกว่า เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ของพวกไวกิ้ง ไม่มีทางเทียบได้กับความไฮเทคของเครื่องขับไล่ในยุคที่ 5 พญาอินทรีที่ทันสมัยสุด เป็นรองแค่ F-22 Raptor เท่านั้น Gripen E/F เอาอะไรมาสู้ ...
แน่นอนว่า ปรัชญาการออกแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง ความคุ้มค่า ความคล่องตัว กับ เทคโนโลยีล่องหนและการครองข้อมูล แม้จะดูเป็นมวยคนละรุ่น แต่ถ้าเปิดใจให้กว้าง ไม่มองแค่ของไฮเทคที่อยู่ข้างใน (ซึ่ง Gripen E/F เองก็ไม่ได้กระจอก) คู่ปรับตัวฉกาจของ F-35 กลับกลายเป็นเครื่องบินรบที่ดูธรรมดาสามัญอย่าง Saab JAS-39 Gripen-E มันเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง?
เครื่องบินรบทั้งสองลำ มีบุคลิกที่แตกต่างกันสุดขั้ว ราวกับเป็นการดวลกันระหว่าง รถอเนกประสงค์คันโตที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี กับรถสปอร์ตความเร็วสูงที่ถูกรีดน้ำหนักจนมีความคล่องตัวสูงกว่า กลายเป็นคู่ปะทะที่ดูไม่น่าจะมาเจอกันได้ เนื่องจากอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ก็เคยปะทะกันมาแล้วในการเสนอโปรเจกต์และมีการเปรียบเทียบข้อมูล เพื่อการจัดซื้อของกองทัพอากาศทั่วโลก ทั้งในเนเธอร์แลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, กลุ่มประเทศนอร์ดิก, แคนาดา รวมถึงการขับเคี่ยวกันอย่างเอาเป็นเอาตายในสาธารณรัฐเช็ก สำหรับประเทศไทยก็เคยมีผู้หลักผู้ใหญ่ของ ทอ. อยากได้ F-35 ใจจะขาด แต่ก็ถือว่าโชคดี...เพราะอเมริกันไม่ยอมขายให้ แน่นอนว่า ที่ไม่ขายให้ เพราะไทย ไม่อยู่ในโอวาทเท่าที่ควร ไม่ทำตัวเหมือนเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นที่ตกอยู่ใต้อำนาจของชาติที่ชอบใช้กำลังเข้าข่มเหงรังแกผู้อื่นอย่างไร้ความยุติธรรม
ในแวดวงความมั่นคงและยุทโธปกรณ์บ้านเรา ครั้งหนึ่งเคยมีกระแสโหมกระหน่ำเรื่องความต้องการครอบครองเครื่องบินรบยุคที่ 5 อย่าง F-35 Lightning II ถึงขั้นที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในกองทัพอากาศไทยหลายท่านแสดงความจำนง อยากได้ใจจะขาด ราวกับว่าหากขาดเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 รุ่นนี้ไป น่านฟ้าไทยจะสูญเสียเอกราชไปเสียเดี๋ยวนั้น
...
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป..ในวันนี้ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธการขายให้นั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นความโชคดีบนความผิดหวังของใครบางคน แน่นอนว่าเหตุผลเบื้องหลังการปิดประตูใส่หน้าของพญาอินทรี ไม่ใช่เรื่องของความพร้อมด้านเทคนิคหรือโรงจอดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของอำนาจและการเมืองระหว่างประเทศ อเมริกัน มักมองหาหมากบนกระดานที่เชื่องและอยู่ในโอวาทอย่างเบ็ดเสร็จ การที่ไทยแสดงจุดยืนที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ยอมก้มหัวรับคำสั่ง หรือทำตัวเป็นรัฐหน้าด่านที่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของชาติที่มีกำลังทางอาวุธเหนือกว่า ทำให้ไทยสอบไม่ผ่านในเกณฑ์ของสหรัฐฯ เรียกว่า ไม่ได้เป็นเด็กดีเท่าที่ควรเหมือนในบางยุค
เราไม่ได้ทำตัวเป็นเหมือนเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น ที่ยอมแลกอธิปไตยบางส่วนให้อเมริกันเข้าไปตั้งฐานทัพ เพื่อแลกกับเศษเสี้ยวของเทคโนโลยีและการคุ้มครองที่มาพร้อมกับพันธนาการ การไม่ได้ครอบครอง F-35 ในวันนั้น จึงไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณที่ประหยัดไปได้มหาศาล แต่มันคือการรักษาเกียรติยศและจุดยืนของชาติที่ไม่จำเป็นต้องเดินตามเกมของผู้เจริญที่ชอบใช้อำนาจบาดใหญ่ในการจัดระเบียบโลกตามอำเภอใจ
F-35 พยายามนำเสนอจุดขายสำคัญหลายด้านที่ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกม เมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่ยุคก่อนหน้า โดยเริ่มจากระบบ Advanced Sensor Fusion ซึ่งทาง Lockheed Martin มักจะภาคภูมิใจกับระบบจัดการเซ็นเซอร์ที่หลอมรวมข้อมูลแบบอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า ‘Active Sensor Management’ ระบบนี้หมายถึงความสามารถของตัวเครื่องในการจัดการ สั่งการ และมอบหมายภารกิจให้กับเซ็นเซอร์ต่างๆ บนเครื่องด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์แต่ละตัวมาแสดงผลร่วมกันแบบตั้งรับ (Passively) แต่เป็นการสั่งการเซ็นเซอร์ทั้งหมดในเชิงรุก (Actively) เพื่อสร้างภาพสถานการณ์ทางยุทธวิธีที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากที่สุด คำถามคือ Gripen E สามารถทำแบบนี้ได้หรือไม่?
...
ภารกิจในการตรวจจับ ติดตาม และพิสูจน์ทราบเป้าหมายจริงในสมรภูมิที่มีความซับซ้อน โดยอาศัยข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำนวนมากหลากหลายแหล่งที่มา ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับแพลตฟอร์มเครื่องบินขับไล่ในปัจจุบัน และเพื่อให้ได้มาซึ่งการตระหนักรู้ในสถานการณ์อย่างสมบูรณ์ จำเป็นต้องมีระบบที่หลอมรวมข้อมูล (Data Fusion) ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งนี่คือเรื่องของความเป็นความตายสำหรับนักบินทุกคน
Saab บริษัทผู้ผลิตอากาศยานเก่าแก่ของพวกไวกิ้งนั้นได้คลุกคลีอยู่กับเรื่องการหลอมรวมข้อมูลที่ซับซ้อน (Data Fusion) หรือเทคโนโลยีนี้มาแทบทุกส่วนงานของบริษัท เป็นเวลาอย่างน้อย 50 ปีแล้ว หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ถือเป็นหนึ่งในขีดความสามารถหลักของ Saab การนำระบบหลอมรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ (Sensor Fusion) มาใช้ในเครือข่ายสั่งการและควบคุมทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่แค่กับเครื่องบินลำเดียว แต่ต้องครอบคลุมทั้งเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินลำอื่น เรดาร์แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า หรือเซ็นเซอร์อื่นๆ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบหลอมรวมเซ็นเซอร์ในยุคแรกนั้นย้อนกลับไปได้ถึงยุคเครื่องบินรุ่น Draken ในสวีเดน
...
ในความเป็นจริง Saab บุกเบิกเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 โดยในตอนนั้ มีการทดลองติดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลความเร็วสูง (High-rate Datalink) แบบบูรณาการ เข้ากับแพลตฟอร์มต่างๆ นั่นคือการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ โดยยึดถือความสำเร็จของภารกิจและการสนับสนุนนักบินให้ดีที่สุดเป็นลำดับแรกในคอกพิตของเครื่อง Gripen E นักบินจะได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างการสั่งการระดับสูงรูปแบบใหม่ที่ยึดตามภารกิจเป็นหลัก (Task-based) เซ็นเซอร์จะทำการหันเหทิศทางและปรับจูนค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ โดยอัตโนมัติเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กระบวนการนี้ ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ F-35 นั่นคือ ไม่มีกระบวนการ สลับสวิตช์ไปมา หรือรายการขั้นตอนที่ซับซ้อนให้พัลวันในห้องนักบินอีกต่อไป Saabพัฒนาการทำงานแบบอัตโนมัติที่มีวิวัฒนาการไปอีกขั้น โดยนำเทคโนโลยีอย่างระบบปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เข้ามาช่วยคาดการณ์ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดทั้งภารกิจ พร้อมกับการเสนอระบบสนับสนุนการตัดสินใจขั้นสูง เพื่อให้นักบินสามารถเลือกดำเนินการที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมได้ในทุกขณะ ตัวอย่างเช่น วิธีการยิงอาวุธโดยที่ยังรักษาโอกาสในการรอดชีวิตจากศัตรูเอาไว้ได้ หรือการสร้างความตระหนักรู้ ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้รู้ว่าเมื่อไหร่และอย่างไรที่ควรลงมือ และเมื่อไหร่ที่ ไม่ควร
...
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องบินยุคเก่ามาสู่ยุคปัจจุบัน ใน Gripen E ระบบจะไม่ได้มองว่าเรดาร์หรือ เซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อน (IRST) เป็นอุปกรณ์แยกส่วนกัน แต่มันจะทำงานประสานกันโดยอัตโนมัติ เมื่อนักบินปรับระยะในหน้าจอแสดงผลสถานการณ์ทางยุทธวิธี สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การขยายภาพ แต่ระบบ Resource Manager จะสั่งการปรับแต่งเรดาร์อัตโนมัติ เรดาร์ AESA จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการสแกน กำลังส่ง และความถี่ ให้เหมาะสมกับระยะที่นักบินกำลังโฟกัสโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดที่สุดโดยที่นักบินไม่ต้องกดปุ่มปรับ Range ของเรดาร์เอง หากเรดาร์ตรวจพบเป้าหมาย ระบบจะสั่งให้เซ็นเซอร์ IRST (ตรวจจับความร้อน) หันไปมองที่จุดนั้นทันทีเพื่อยืนยันเป้าหมาย โดยที่นักบินไม่ต้องสั่ง Slave เซ็นเซอร์เข้าหากันแบบสมัยก่อน การจัดการร่องรอย (Track Management) ระบบจะรวมข้อมูลจากทุกแหล่ง ทั้ง เรดาร์, IRST, Datalink จากลำอื่น) มาเป็นเป้าหมายเดียวบนหน้าจอ ทำให้นักบินไม่เห็นเป้าหมายซ้ำซ้อนกัน ใน Gripen E ระบบรบกวนสัญญาณไม่ได้มีไว้แค่ป้องกันตัว แต่ยังใช้เป็นเซ็นเซอร์ในการระบุตำแหน่งศัตรูร่วมกับเรดาร์ แม้ระบบจะทำงานอัตโนมัติ แต่ Gripen มีปรัชญาที่ให้นักบินเป็นคนคุมเกม
ปัจจุบัน สงครามอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Warfare (EW) ในเครื่องบินรบยุคใหม่ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ Gripen E ถูกยกระดับให้กลายเป็นเซ็นเซอร์หลักที่ช่วยในการรบเชิงรุก การสนับสนุนทางอิเล็กทรอนิกส์ เปรียบเสมือนหู ที่คอยฟังและดักจับคลื่นวิทยุหรือเรดาร์ของศัตรู ระบบของ Gripen E สามารถระบุได้ว่าคลื่นที่จับได้มาจากเครื่องบินรุ่นไหน อยู่ทิศทางใด และกำลังทำอะไร (เช่น กำลังค้นหา หรือกำลังล็อคเป้า) เมื่อรู้ตำแหน่งศัตรู แทนที่จะใช้อาวุธต่อต้านอากาศยานระยะไกล ระบบสามารถส่งคลื่นไปรบกวน (Jamming) เพื่อทำให้เรดาร์ศัตรูตาบอด หรือสร้างเป้าลวงขึ้นมาหลอกเพื่อให้ศัตรูสับสน ส่วนการป้องกันทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Protection - EP) คือการป้องกันไม่ให้ระบบสื่อสารหรือเรดาร์ของฝั่งเราโดนศัตรูรบกวนกลับ เพื่อให้เรายังคงมองเห็นภาพรวมของสนามรบได้ชัดเจน จุดเด่นของ Gripen E คือการที่ EW ทำงานร่วมกับเรดาร์ AESA และ IRST ได้อย่างแนบสนิท ข้อมูลจากหู (EW) จะถูกส่งไปให้ตา (เรดาร์) โฟกัสเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้นมาก
แนวคิดของ Saab JAS-39 Gripen E/F กับ Lockheed Martin F-35 Lightning II สวนทางกันอย่างชัดเจนระหว่างเทคโนโลยี Stealth (ล่องหน) ปะทะกับเครื่องที่เน้นความคล่องตัวเป็นหลัก (Agility) ในโลกของการบินรบยุคใหม่ F-35 และ Gripen ยึดถือแนวคิดคนละขั้วคนละแนวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ของที่แพงกว่า แน่นอนว่าย่อมมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของที่มีราคาถูกกว่า แต่ความเหมาะสมในการใช้งานระยะยาวนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว F-35 คือตัวแทนของแพลตฟอร์ม Fifth-Gen หรือเครื่องบินรบยุคที่ 5 เน้นการล่องหนและแจมเครือข่ายข้อมูล ออกแบบมาเพื่อเจาะทะลวงพื้นที่ป้องกันทางอากาศที่หนาแน่น ขณะที่ Gripen คือเครื่องขับไล่โจมตีในยุค 4+ มีความปราดเปรียวสูง พร้อมความสามารถในการรบแบบป้องกันตนเองที่เน้นความยืดหยุ่น กับความคุ้มค่าในระยะยาว
ล่องหน vs รบกวน
F-35 ใช้รูปทรงและวัสดุซับคลื่นเรดาร์เพื่อ "ไม่ให้ถูกมองเห็น" แต่ Gripen ใช้ขนาดตัวที่เล็กและการชิงความได้เปรียบด้วยระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ที่ล้ำสมัยเพื่อเอาตัวรอดในสมรภูมิ
ความเร็วและการบังคับ
เครื่องบินขับไล่โจมตีที่สร้างโดยบริษัทอากาศยานเก่าแก่ของสวีเดนอย่าง Gripen E/F ยังคงประสิทธิภาพด้วยอัตราความความเร็วสูงสุดที่ Mach 2.0 หรือ 2205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความคล่องตัวในระยะประชิดที่เหนือกว่า ส่วน F-35 ถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ประมาณ Mach 1.6 หรือประมาณ 1930 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อรักษาสภาพผิวเคลือบ Stealth ไม่ให้เสื่อมสภาพจากความร้อนสะสมเมื่อบินเร็วเหนือเสียงเป็นเวลานาน
การบริหารจัดการข้อมูลและอาวุธ
เซ็นเซอร์ชั้นสูง F-35 ใช้ระบบ Sensor Fusion ประมวลผลจากเรดาร์ AN/APG-81 พร้อมกล้องทิศทางแบบ 360 องศา (DAS) ทำให้มองเห็นทุกอย่างรอบตัวเหมือนหลุดมาจากหนังไซไฟ ส่วน Gripen E ใช้เรดาร์ Raven ES-05 ที่มีมุมกวาดสายตากว้างเป็นพิเศษ
หมัดหนักคนละแบบ
แม้ F-35 จะบรรทุกเชื้อเพลิงและอาวุธภายในได้มากกว่า (Combat Radius ประมาณ $1,100 กม.) แต่ Gripen ก็มีจุดแข็งที่สามารถติดตั้งอาวุธทำลายล้างเฉพาะทาง อย่างขีปนาวุธต่อต้านเรือ RBS15 หรือขีปนาวุธร่อน TAURUS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปรัชญาการออกแบบและคุณลักษณะเด่น
JAS-39 Gripen ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด Extreme Versatility เพื่อรับมือกับสงครามที่เสียเปรียบด้านจำนวน เป็นเครื่องบินรบยุคที่ 4 เน้นการบำรุงรักษาง่าย ใช้เจ้าหน้าที่เทคนิคเพียงไม่กี่คน และสามารถขึ้นลงบนถนนหลวง (Road Base) ได้ ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก ต้านทานลมน้อย และมีความคล่องตัวสูง ออกแบบปีกแบบ Delta wing และ Canards
F-35 Lightning II เครื่องบินรบฝั่งอเมริกันที่ได้รับความนิยมในกลุ่มพันธมิตรของอเมริกา ออกแบบมาเพื่อเป็น Network-Centric Warfare หรือศูนย์กลางของการรบผ่านข้อมูล เทคโนโลยี Stealth ตรวจจับได้ยากด้วยเรดาร์ และระบบประมวลผล/รวบรวมข้อมูล จากเซ็นเซอร์รอบตัว (Sensor Fusion) เพื่อส่งต่อข้อมูลสำคัญแบบรีลไทม์ให้กองกำลังฝ่ายเดียวกัน อากาศยานรบ F-35 ไม่ได้เน้นพลัง หรือการรบแบบติดพันกลางอากาศ (Dogfight) แต่เน้นการมองเห็นและยิงก่อน จากระยะไกล ซึ่งบางครั้งไกลมากจนนักบินปล่อยอาวุธแล้ว ก็บินกลับฐานได้เลย
เทคโนโลยีล่องหนและระบบตรวจจับ (Stealth & Sensors)
F-35: มีความได้เปรียบ JAS-39 E/F ในด้าน Stealth รูปทรงของเครื่องและวัสดุซับคลื่นเรดาร์ (RAM) ทำให้มันมีขนาดสะท้อนเรดาร์ (RCS) เล็กมาก แต่ในความเป็นจริง มีระบบเรดาร์บางแบบสามารถตรวจจับได้ นอกจากนี้ยังมีระบบ EOTS (Electro-Optical Targeting System) ใต้จมูกเครื่องที่รวมการตรวจจับความร้อนและเลเซอร์เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องติดตั้งกระเปาะภายนอก
Gripen E/F ไม่ใช่เครื่องบิน Stealth แต่เป็นเครื่องบินที่มี RCS ต่ำตามธรรมชาติ เนื่องจากขนาดตัวที่เล็ก Saab ของสวีเดนเลือกชดเชยจุดนี้ด้วยระบบ Electronic Warfare (EW) ที่ถือว่ามีความก้าวล้ำ รุ่น E ใช้เรดาร์ Raven ES-05 AESA ที่ติดตั้งบนฐานหมุน (Swashplate) ทำให้กวาดมุมมองได้กว้างกว่าเรดาร์ AESA ทั่วไปของเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบอื่น
สมรรถนะการบิน
ในด้านของสปีดความเร็ว Gripen ทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ Mach 2 มีความสามารถในการบินแบบ Supercruise หรือบินเร็วด้วยความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องใช้สันดาปท้าย ซึ่ง F-35 ทำได้จำกัดกว่า เครื่อง F-35 เน้นความเร็วเดินทางที่ Mach 1.6
พิสัยการบิน
F-35 มีถังน้ำมันภายในขนาดใหญ่ ทำให้บินได้ไกลโดยไม่ต้องพึ่งถังน้ำมันสำรองภายนอก (ซึ่งจะทำลายความเป็น Stealth) ขณะที่ Gripen แม้จะประหยัดน้ำมันแต่ด้วยตัวเครื่องที่เล็กกว่า จึงมีพิสัยการบินสั้นกว่าหากไม่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
อาวุธและการบรรทุก
F-35 มีห้องเก็บอาวุธภายในตัวเครื่องเพื่อรักษาความล่องหน แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนลูกอาวุธที่บรรทุกได้ภายใน หากต้องการบรรทุกหนักสามารถติดตั้งที่จุดแข็งภายนอกได้ (Beast Mode) แต่จะเสียคุณสมบัติ Stealth ทันที
Gripen เป็นระบบเปิดที่รองรับอาวุธจากหลายประเทศ ทั้งขีปนาวุธ Meteor (ยุโรป), AIM-120 (สหรัฐฯ), หรือ IRIS-T โดยรุ่น E มีจุดแข็ง (Hardpoints) ถึง 10 จุด บรรทุกน้ำหนักได้มากกว่ารุ่นเดิมอย่างมาก
ค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษา
นี่คือจุดที่ Gripen ชนะ ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินของ Gripen ต่ำกว่า F-35 หลายเท่าตัว (ประมาณ 4,000-8,000 เหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 129,400 - 258,800 บาท เทียบกับ 30,000+ เหรียญฯ หรือประมาณ 970,680.00 บาท ของ F-35 การซ่อมบำรุงของ F-35 มีความซับซ้อนกว่ามาก โดยเฉพาะการดูแลรักษาพื้นผิวล่องหน และต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์โลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อกับสหรัฐฯ ตลอดเวลา
หากต้องการเครื่องบินที่ทำหน้าที่เป็นหัวหอก ในการเจาะระบบป้องกันทางอากาศและครองน่านฟ้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก F-35 คือคำตอบ แต่หากต้องการเครื่องบินที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ บำรุงรักษาง่าย ไม่กินงบประมาณ และมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการสูงในสภาวะสงครามเต็มรูปแบบ JAS-39 Gripen จะมีความได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/