เหตุผลที่มักมีการนิยามว่า "ยางคือชีวิต" ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินความเป็นจริง ในเชิงวิศวกรรมและความปลอดภัย ยางรถยนต์คือชิ้นส่วนเดียวที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างตัวรถกับพื้นถนน เมื่อมองให้ลึกลงไป ยางแบกรับภาระที่ตัดสินความเป็นความตายไว้เยอะมากจนคุณเองก็คาดไม่ถึง นั่นก็คือ ยางมีพื้นที่สัมผัสเท่ากับฝ่ามือ ไม่ว่ารถจะคันใหญ่แค่ไหน หรือมีแรงม้ามากมายมหาศาลเท่าไหร่ก็ตาม พื้นที่ที่ยางสัมผัสพื้นถนนของแต่ละล้อมีขนาดพอๆ กับ ฝ่ามือของเราเท่านั้นเอง ชีวิตของทุกคนในรถฝากไว้กับพื้นที่เล็กๆ ทั้ง 4 จุดนี้ ในการควบคุมทิศทาง การเร่ง และการหยุดรถ

อุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นจะไร้ผลถ้ายางไม่เกาะ  ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ต่อเมื่อยางยังมีแรงเสียดทานกับพื้นผิว ระบบควบคุมการทรงตัว (ESP/VSC) ไม่สามารถช่วยดึงรถกลับเข้าทางได้เลย หากหน้ายางลอยอยู่บนผิวน้ำหรือหมดสภาพการยึดเกาะ ส่วนถุงลมนิรภัย เป็นอุปกรณ์ปลายเหตุที่ช่วยลดการบาดเจ็บเมื่อเกิดการปะทะ แต่ยางคืออุปกรณ์ต้นเหตุที่ช่วยป้องกันไม่ให้การปะทะนั้นเกิดขึ้น 

การตัดสินใจในเสี้ยววินาที ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น รถคันหน้าเบรกกะทันหัน หรือมีสิ่งกีดขวางตัดหน้า ระยะเบรกที่สั้นลงเพียง 1-2 เมตร จากคุณภาพของเนื้อยางที่ดียังสามารถชี้วัดได้ระหว่างแค่ตกใจกับเกิดความสูญเสีย

การรับน้ำหนักและแรงเหวี่ยง ยางต้องรับน้ำหนักรถทั้งคัน  และรับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางมหาศาลขณะเข้าโค้ง  ยางที่เสื่อมสภาพหรือโครงสร้างไม่แข็งแรงอาจเกิดการระเบิด ซึ่งเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุรุนแรงที่ควบคุมได้ยากที่สุด

เรามักจะทุ่มเงินไปกับเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น  หน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใหญ่ขึ้น เปิดระบบป้องกันอุบัติเหตุทุกอย่างเท่าที่มี แต่ในความเป็นจริงยางคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงความปลอดภัย เพราะมันเป็นส่วนประกอบเดียวที่ต้องต่อสู้กับฟิสิกส์ แรงโน้มถ่วง และสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา การเลือกใช้ยางที่ดีและหมั่นตรวจสอบสภาพ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการดูแลรถ แต่มันคือการรักษาหลักประกันความปลอดภัย ให้กับตัวคุณและคนที่คุณรักในทุกกิโลเมตรที่ล้อหมุน

...

ยาง Goodyear Eagle F1 Asymmetric 6  เป็นยางในกลุ่ม Ultra High Performance (UHP) ตัวท็อป โดยมีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งความแรง การยึดเกาะ และความนุ่มเงียบ Eagle F1 Asymmetric 6 มีจุดเด่นอยู่หลายตำแหน่ง เช่น ส่วนผสมเนื้อยาง (Compound) Wet Braking Pro Technology ใช้ส่วนผสมของเรซินชนิดใหม่  วิศวกรของ Goodyear แจ้งว่า ช่วยทำให้เนื้อยางมีความยืดหยุ่น สามารถสัมผัสกับพื้นผิวถนนในระดับไมโครได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้การยึดเกาะบนถนนเปียกและเบรกได้อย่างมั่นใจ แม้ขับขี่ในช่วงความเร็วสูง ในส่วนของแรงต้านทานการหมุนที่กลายเป็นตัวกัดกร่อนพลังงาน Lower Rolling Resistance ในยาง Eagle F1 Asymmetric 6 มีการปรับปรุงส่วนผสมเพื่อลดแรงต้านทานการหมุน ช่วยประหยัดน้ำมัน และรองรับการใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยยืดระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง




...


ลายดอกยาง (Tread Design) Adaptive Contact Patch (Dry Contact Plus) ลายดอกยางถูกออกแบบมาให้ "ปรับตัว" ตามลักษณะการขับขี่ เมื่อมีการเข้าโค้งหรือหักหลบกะทันหัน หน้าสัมผัสของยางจะขยายกว้างขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่การยึดเกาะ ทำให้การควบคุมรถแม่นยำ (Precise Handling) มีการออกแบบให้ลายดอกยางลดเสียงรบกวน Noise-Reducing Design  ออกแบบร่องดอกยางขนาดเล็ก (Sipes) บริเวณแถบกลาง และขอบยางแบบตัดมุม (Chamfered grooves) เพื่อช่วยลดเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นระหว่างยางกับพื้นถนน ทำให้ห้องโดยสารเงียบขึ้นกว่ารุ่นก่อน

...


ประสิทธิภาพการใช้งาน Goodyear Eagle F1 Asymmetric 6 เป็นยางที่เด่นมากเรื่องความสมดุล  เกาะถนนแบบสปอร์ต แต่ขับสบายแบบพรีเมียม รีดน้ำได้ดีเยี่ยม ลดอาการเหินน้ำ และให้ระยะเบรกที่สั้นทั้งบนทางแห้งและทางเปียก เป็นยางที่มีอายุการใช้งานยาวนาน  เมื่อเทียบกับยางสปอร์ตในระดับเดียวกัน


...


แล้วยางรุ่นนี้เหมาะกับรถยนต์แบบไหน?

Goodyear Eagle F1 A6 ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมรถยนต์หลากหลายประเภท โดยเฉพาะ:

  1. รถยนต์ยุโรปและพรีเมียม: เช่น BMW (Series 3, 5), Mercedes-Benz (C-Class, E-Class), Audi (A4, A6)

  2. รถสปอร์ตซีดานและแฮตช์แบ็กสมรรถนะสูง: เช่น Honda Accord, Toyota Camry, VW Golf GTI ไปจนถึงรถกลุ่ม GR Corolla

  3. รถยนต์ไฟฟ้า (EV-Ready): ด้วยโครงสร้างยางที่แข็งแรงรองรับแรงบิดสูงและเน้นความเงียบ จึงเหมาะกับ Tesla Model 3/S, BMW i4 หรือรถ EV รุ่นอื่นๆ

  4. รถ SUV สายสปอร์ต: ในขนาดที่รองรับ (เช่น 18-20 นิ้ว) สำหรับผู้ที่ต้องการขับสนุกแต่ยังต้องการความนุ่มนวล



ผลทดสอบอย่างเป็นทางการของยาง Goodyear Eagle F1 Asymmetric 6  ขนาด 225/45R18 โชว์สมรรถนะผ่านสถานีทดสอบที่มีความเข้มงวด ทั้งบนทางเปียก การเบรก, การบังคับควบคุม, การรีดน้ำ) ทางแห้ง (การเบรก, การบังคับควบคุม) ไปจนถึงการทดสอบเสียงรบกวน, ความต้านทานการหมุน การทดสอบคในสนาม 8 Speed ด้วยยาง Goodyear รุ่นใหม่ ซึ่งมีทั้งรถบ้าน รถสปอร์ต รถเอสยูวี รวมถึงรถปิคอัพสมรรถนะสูง ซึ่งใช้การทดสอบที่ค่อนข้างเข้มข้นในแต่ละสถานี ทั้งการขับในสนามผ่านสถานีต่างๆ ขับทดสอบบนเส้นทางออฟโรด และขับทดสอบบนถนนธนะรัธ  ด้วยประสิทธิภาพที่มีความเหมาะสมและโดดเด่นในหลายหัวข้อ ทำให้ยาง Goodyear รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Goodyear Eagle F1 Asymmetric 6  / Goodyear Wrangler Duratrac RT / Goodyear Electric drive เป็นยางรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับยานยนต์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งสปอร์ตซีดาน รถยนต์ไฟฟ้าและรถเอสยูวีรวมถึงรถกระบะสมรรถนะสูงอย่าง Ford Ranger Raptor (ผลลัพธ์ของการทดสอบยาง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ และปัจจัยในการทดสอบที่มีความแตกต่างกัน)

 






การทดสอบยาง Goodyear Eagle F1  Asymmetric 6 ขนาด 235/55R19   ครอบคลุมการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันกับสถานการณ์ที่ต้องเจอบนถนน เช่น

เส้นทางแห้ง ทดสอบประสิทธิภาพการเบรก, การบังคับควบคุม, ความต้านทานการหมุน และเสียงรบกวน

เส้นทางเปียก ทดสอบการเบรก, การบังคับควบคุม, การรีดน้ำ  

ถ้าขับรถเร็ว ชอบใช้ความเร็วสูงเข้าโค้ง แต่ไม่อยากทิ้งความนุ่มเงียบ และต้องการยางที่ทนทานใช้งานได้นาน A6 คือตัวเลือกที่ชัดเจนว่ามีประสิทธิภาพดีสำหรับยางใหม่ในตลาดตอนนี้ 




สำหรับ Goodyear Wrangler Duratrac RT คือ วิวัฒนาการครั้งสำคัญของยางรถออฟโรดในตระกูล Wrangler สังเกตง่ายๆ ก็คือ ตัวย่อ "RT" (Rugged Terrain) เป็นตัวบ่งบอกว่ามันคือยางลูกผสมที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง All-Terrain (AT) ที่เน้นวิ่งถนนหลวง และ Mud-Terrain (MT) ที่เน้นลุยโคลน มาดูที่ส่วนผสมเนื้อยาง หรือ Compound  Tri-Shield Technology จุดเด่นที่สุดของยาง Wrangler Duratrac รุ่น RT คือเทคโนโลยี Tri-Shield ซึ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแก้มยางถึง 3 ชั้น ช่วยเพิ่มความทนทานต่อการถูกบาด ตำ หรือแรงกระแทกจากหินคมๆ ในเส้นทางออฟโรด

DuraEdge Technology การปรับส่วนผสมเนื้อยางให้มีความเหนียวและทนทานต่อการฉีกขาด (Chipping and Chunking) ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องวิ่งบนทางกรวดหรือทางหิน

Weather Stability เนื้อยางยังถูกออกแบบให้คงประสิทธิภาพการยึดเกาะได้ดีในทุกสภาวะอากาศ รวมถึงทางเปียกลื่น 










ลายดอกยาง (Tread Design) แน่นอนว่ายางสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อที่เน้นสมรรถนะในการตะกุยเพื่อเอาตัวรอดบนเส้นทางออฟโรด มาดูที่ Aggressive Shoulder Blocks หรือดอกยางบริเวณไหล่ยาง มีการออกแบบให้มีขนาดใหญ่และหนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มแรงตะกุย (Traction) เมื่อต้องลุยในโคลนลึกหรือร่องหิน ในจุดนี้ ที่สนานีทดสอบออฟโรดกับรถ Ford Ranger Raptor V6 แม้จะเป็นการขับสั้นๆบนเส้นทางธรรมชาติที่ไม่ได้ยากลำบากอะไรนักแต่  Goodyear Wrangler Duratrac RT ก็มีศักยภาพมากพอที่จะช่วยทำให้เอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคอย่างหล่มโคลน ร่องน้ำบนเส้นทางภูเขา หรือเนินดินที่มีความลื่น ในจุดนี้หลังจากการขับทดสอบ พบว่า  Goodyear Wrangler Duratrac RT ทำหน้าที่ได้ดีแทบจะไม่ต่างจาก BF KO2 


Rugged Tread Pattern ลายดอกยางแบบสลับทิศทางที่เน้นความดุดัน แต่มีการจัดการช่องว่างให้สามารถสลัดโคลนและหินออกได้เอง (Self-cleaning) เพื่อรักษาหน้าสัมผัสยางให้ยึดเกาะได้ตลอดเวลา

Siping & Grooves มีการออกแบบร่องเล็กๆ (Sipes) เพื่อช่วยในการยึดเกาะบนถนนเปียก ซึ่งมักจะเป็นจุดอ่อนของยางสายลุยทั่วไป แต่รุ่นนี้ทำออกมาได้สมดุลขึ้น

 

Goodyear Wrangler Duratrac RT  เหมาะกับรถยนต์ประเภทใด?

Wrangler Duratrac RT เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตแบบ "Dual Purpose" คือใช้งานในเมืองเป็นหลักแต่ชอบเข้าป่าหรือลุยพื้นที่ทุรกันดารในวันหยุด

รถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD Pickup) เช่น Ford Ranger (โดยเฉพาะ Raptor หรือ Wildtrak), Toyota Hilux Revo, Isuzu D-Max V-Cross

รถออฟโรดสายลุย (Hardcore SUV/PPV): เช่น Toyota Fortuner, Mitsubishi Pajero Sport หรือรถแต่งแนว Overlanding

ผู้ที่ต้องการลุคดุดัน เหมาะกับเจ้าของรถที่ต้องการเสริมภาพลักษณ์ให้รถดูทรงพลังเหมือนยาง MT แต่ยังต้องการการขับขี่ที่นุ่มนวลกว่าบนทางเรียบ



อายุการใช้งาน (Longevity) ยางรุ่นนี้ถูกสร้างมาให้ "ถึกและทน" กว่ายางออฟโรดทั่วไปมาก ระยะทางการวิ่ง โดยเฉลี่ยหากมีการสลับยางตามระยะและตั้งศูนย์ล้ออย่างถูกต้อง Wrangler Duratrac RT สามารถใช้งานได้ยาวถึง 70,000 - 80,000 กิโลเมตร การรับประกัน: ในต่างประเทศมักมีการรับประกัน Tread Life Warranty อยู่ที่ประมาณ 50,000 ไมล์ (ประมาณ 80,000 กม.) ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับยางกลุ่ม Rugged Terrain หากมองหายางที่ไปได้ทุกที่โดยไม่ต้องกังวลว่าแก้มยางจะฉีกขาดเวลาลุยหิน แต่ยังต้องการความเงียบและการทรงตัวที่ดีเมื่อขับความเร็ว 100-120 กม./ชม. บนทางด่วน Wrangler Duratrac RT คือคำตอบที่อัปเกรดขึ้นมาจากรุ่น Duratrac ตัวเดิม 


สำหรับในช่วงบ่าย มีการย้ายสถานีทดสอบทดสอบออกไปขับบนถนนธนะรัต เพื่อจับอาการและความรู้สึกของยางรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด Goodyear Assurance MaxGuard SUV นี่คือยางที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถอเนกประสงค์ในเมืองและครอบครัวเป็นหลัก ทั้งรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้า Assurance MaxGuard SUV ชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย เน้นทั้งความแข็งแรงและระบะเบรกที่ช่วยสร้างความมั่นใจในขณะใช้งาน 

 


Goodyear Assurance MaxGuard SUV มีส่วนผสมเนื้อยาง (ActiveGrip Technology) หัวใจสำคัญของยางรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นนี้คือ การเพิ่มประสิทธิภาพบนทางเปียก ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักของการขับขี่ในประเทศไทย Grip Protection ใช้ส่วนผสมซิลิก้าคอมพาวด์ (Full Silica Compound) สูตรพิเศษในเนื้อยาง ช่วยเพิ่มความละเอียด ช่วยให้ยางมีความนุ่มหนึบและสามารถยึดเกาะกับพื้นผิวถนนที่ลื่นได้ดีเยี่ยม การปรับปรุงทำให้ระยะเบรกสั้นลง ด้วยเทคโนโลยี ActiveGrip ช่วยให้หน้ายางกระจายแรงกดได้สม่ำเสมอ เพิ่มประสิทธิภาพในการหยุดรถได้เร็วกว่ายางคู่แข่งในระดับเดียวกัน (จากการทดสอบของ Goodyear)

โครงสร้างและลายดอกยาง (DuraGuard Technology) เนื่องจากเป็นยางสำหรับ SUV ที่มีน้ำหนักตัวรถค่อนข้างมาก โครงสร้างของยางรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีความทนทานเป็นพิเศษ 2-Ply Construction เสริมโครงสร้างชั้นผ้าใบ 2 ชั้นที่แก้มยางและใต้ดอกยาง ช่วยเพิ่มความทนทานต่อการกระแทก หลุม บ่อ หรือรอยแตกบนถนน ช่วยลดความเสี่ยงจากการที่แก้มยางบวมหรือฉีกขาด

Pattern Design ลายดอกยางถูกออกแบบให้มีร่องรีดน้ำที่กว้างและลึก ช่วยลดอาการเหินน้ำได้ดี และมีการจัดวางบล็อกดอกยางเพื่อลดเสียงรบกวน (Noise Reduction) ให้ห้องโดยสารเงียบสบายตามสไตล์ยางสาย Comfort

 




สมรรถนะและการขับขี่ เป็นยางรถอเนกประสงค์หรือรถปิคอัพที่เน้นความนุ่มนวล  แม้จะเป็นยางที่มีความแข็งแรงมาก แต่ยังคงความนุ่มเงียบได้ดีในความเร็วเดินทาง (Cruising speed) ให้ความมั่นใจในขณะขับเคลื่อนได้ดีโดยเฉพาะการเบรก รวมถึงยังให้ความรู้สึกที่หนักแน่น เมื่อต้องเปลี่ยนเลนหรือเข้าโค้งด้วยรถ SUV หรือรถกระบะ (ทดสอบ) ที่มีจุดศูนย์ถ่วงสูง

ในเรื่องของความปลอดภัย แน่นอนว่า Goodyear รุ่นนี้ เป็นยางที่มีความโดดเด่นในเรื่องการเบรกฉุกเฉินบนถนนเปียก ซึ่งเป็นหัวใจหลักของยางซีรีส์ Assurance สำหรับอายุการใช้งานและความคุ้มค่า Tread Life จากการออกแบบดอกยางที่ช่วยกระจายแรงกดได้ดี ทำให้การสึกหรอเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น การใช้งานบนระยะทางโดยรวมทั่วไป สามารถใช้งานได้ 60,000 - 70,000 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และการดูแลรักษา)


Goodyear Assurance MaxGuard SUV เหมาะกับรถยนต์ประเภทใด?

Goodyear Assurance MaxGuard SUV ถูกวางตำแหน่งให้เป็นยางสำหรับรถยนต์กลุ่ม C-SUV และ Sub-Compact SUV ที่เน้นใช้งานบนถนนดำ (On-road) เป็นหลัก

C-SUV: Honda CR-V, Mazda CX-5, Subaru Forester, MG HS

Sub-Compact SUV / B-SUV Toyota Corolla Cross, Honda HR-V, Nissan Kicks, Mazda CX-30, Haval Jolion

PPV (รุ่นเริ่มต้น): สำหรับผู้ที่ขับ Toyota Fortuner, Mitsubishi Pajero Sport หรือ Isuzu MU-X ที่เน้นความนุ่มเงียบและวิ่งในเมือง ไม่เน้นลุย

Goodyear Assurance MaxGuard SUV ยางที่เปลี่ยนแล้วรู้สึกได้ถึงความแตกต่างเวลาขับ ให้ความปลอดภัยเมื่อต้องขับพาลูกหลานหรือครอบครัวลุยฝ่าสายฝน  ไม่ต้องกังวลเรื่องยางแตกเวลาตกหลุมในเมือง Assurance MaxGuard SUV คือตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในแง่ของราคากับประสิทธิภาพที่ได้รับ. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/