การสะสมรถยนต์คลาสสิกไม่ได้เป็นเพียงการครอบครองพาหนะเก่า แต่คือความหลงใหลที่มีเหตุผลลึกซึ้งซ่อนอยู่ นี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ทำให้นักสะสมหลงรักรถเหล่านี้
1 คุณค่าทางศิลปะและดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา: รถคลาสสิกมักมีรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนงานฝีมือและการออกแบบในยุคที่ยังไม่มีข้อจำกัดเรื่องหลักอากาศพลศาสตร์หรือกฎความปลอดภัยที่เข้มงวดเหมือนปัจจุบัน หลายคนจึงมองว่ามันคือ "ศิลปะที่เคลื่อนที่ได้"
2 ความผูกพันทางใจและความถวิลหาอดีต (Nostalgia): รถบางรุ่นอาจเป็นรถในฝันตั้งแต่วัยเด็ก หรือมีความทรงจำส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับครอบครัวและช่วงเวลาในอดีต การได้ครอบครองและขับขี่จึงเหมือนกับการได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสบรรยากาศเหล่านั้นอีกครั้ง
3 ประสบการณ์การขับขี่แบบอนาล็อก รถคลาสสิกมอบสัมผัสที่ดิบและตรงไปตรงมา (Raw Experience) โดยไม่มีระบบคอมพิวเตอร์ ECU หรืออีเล็กทรอนิกส์มากมายรกรุงรังและเข้ามาแทรกแซง เสียงเครื่องยนต์ เสียงสูดอากศของคาร์บูเรเตอร์ หรือรางหัวฉีดแบบโบราณ + กรองอากาศแบบเปลือย สัมผัสแรงสั่นสะเทือน และต้องใช้ทักษะในการควบคุมรถอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่รถสมัยใหม่ให้ไม่ได้
4 ความภูมิใจในการบำรุงรักษาและคืนชีพ (Restoration): สำหรับนักสะสม การได้เฟ้นหาอะไหล่หายากและลงมือซ่อมแซมหรือฟื้นฟูสภาพรถให้กลับมาสวยงามดังเดิมถือเป็นความสุขและความท้าทาย ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเจ้าของกับตัวรถ
5 การลงทุนที่เพิ่มมูลค่าตามกาลเวลา: รถคลาสสิกหลายรุ่นเป็นของหายากที่มีจำนวนจำกัด (Limited Supply) ทำให้มูลค่าของมันมักจะพุ่งสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป นักสะสมจำนวนมากจึงมองว่าเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตน (Tangible Assets) ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและมีความสุขในการครอบครองไปพร้อมกัน
...
ความหลงใหลในรถยนต์ตั้งแต่วัยเด็กไม่ใช่แค่เรื่องของ "เครื่องจักร" แต่คือ ความทรงจำที่จับต้องได้ ซึ่งส่งผลต่อความชอบในปัจจุบันอย่างลึกซึ้งผ่านปัจจัยเหล่านี้
สัญลักษณ์ของความสำเร็จในจินตนาการ: รถที่เราเคยเห็นในโฆษณา, บนโปสเตอร์ข้างฝาผนัง หรือในภาพยนตร์อย่าง Fast & Furious มักเป็น "รถในฝัน" ที่เราเอื้อมไม่ถึงในตอนนั้น การได้ครอบครองในวัยผู้ใหญ่จึงเป็นการเติมเต็มสัญญาที่เคยให้ไว้กับตัวเองในอดีต
สมอทางอารมณ์ (Emotional Anchor): รถยนต์ทำหน้าที่เป็นเสมือน "ภาชนะเก็บความทรงจำ" กลิ่นเบาะหนังที่เป็นเอกลักษณ์หรือเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์สามารถพาเราย้อนกลับไปสู่วันหยุดพักผ่อนกับครอบครัว หรือความรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้นั่งเบาะหลังในวัยเด็ก
การสืบทอดมรดกทางใจ สำหรับหลายคน รถคลาสสิกคือ มรดกตกทอด (Heirloom) ที่เชื่อมโยงคนต่างรุ่นเข้าด้วยกัน เช่น การได้ซ่อมรถคันเดียวกับที่พ่อหรือปู่เคยขับ ทำให้เกิดความผูกพันผ่านการดูแลรักษาและการส่งต่อทักษะช่าง
ความโหยหาความเรียบง่าย: ในโลกที่รถยนต์สมัยใหม่เต็มไปด้วยระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน รถในอดีตมอบความรู้สึกที่ "จริง" และ "ควบคุมได้" การได้หมุนกระจกด้วยมือหรือสับเกียร์เองช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงความอิสระที่เรียบง่ายเหมือนในอดีต
อัตลักษณ์ที่ชัดเจน: รถยนต์ในยุคก่อนมีดีไซน์ที่โดดเด่นและมีบุคลิกเฉพาะตัวสูง (Formative Experience) การเลือกสะสมรถรุ่นที่ฝังใจจึงเป็นการสะท้อนตัวตนและรสนิยมที่หล่อหลอมมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มหัดจำชื่อยี่ห้อรถได้เป็นครั้งแรก
Volkswagen Beetle
"รถเต่า" เป็นรถยนต์ยอดนิยมตลอดกาลในไทย โดยกลุ่มผู้เล่นมักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มที่เน้น ความคลาสสิก (Vintage) และกลุ่มที่เน้น ดีไซน์สมัยใหม่ (New Beetle & The Beetle)
...
...
...
รุ่นคลาสสิก (Classic Beetle - Type 1) เป็นที่ต้องการในหมู่นักสะสม โดยมีรุ่นย่อยที่เป็นที่นิยมในตลาดมือสองและงานคาร์โชว์ รุ่น "ตาหวาน" (รุ่นปี 1960-1967): เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุดในไทยด้วยดีไซน์ไฟหน้าเอียงมนดูอ่อนช้อย โดยเฉพาะ รุ่นปี 1962 ที่มักถูกนำมาบูรณะใหม่ ส่วนรุ่น "ตาตั้ง" (รุ่นปี 1968 เป็นต้นไป): มีการปรับดีไซน์ไฟหน้าให้ตั้งตรงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายความปลอดภัยในยุคนั้น แม้ความนิยมจะรองจากตาหวานแต่ยังเป็นที่ต้องการมากในตลาดรถคลาสสิก สำหรับ Beetle 1300/1500/1600: เป็นรหัสเครื่องยนต์ที่พบบ่อยในไทย รุ่น 1300 มักถูกพูดถึงในแง่ของความประหยัดและอะไหล่ที่หาได้ง่าย
สำหรับราคาจะขึ้นอยู่กับความ "เดิม" และระดับการบูรณะ (Restoration) สภาพใช้งานแต่ต้องทำต่อ เริ่มต้นที่ประมาณ 350,000 - 450,000 บาท สภาพสวย/บูรณะเสร็จ ทำมาจบเกือบจะครบแล้ว (ตาตั้ง): อยู่ที่ประมาณ 498,000 - 650,000 บาท รุ่นพิมพ์นิยม (ตาหวาน) สภาพประกวดหรือสะสม อาจพุ่งสูงถึง 800,000 - 1,200,000+ บาท ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนขายและคนอยากได้
MINI Classic
Classic Mini ที่ได้รับความนิยมในไทย แบ่งออกเป็นหลายยุคตามผู้ผลิต โดยรุ่นที่พบเห็นได้บ่อยและเป็นที่นิยมที่สุดสำหรับการใช้งานในปัจจุบันคือ Rover Mini เนื่องจากมีความทันสมัยกว่ารุ่นแรกๆ นอกจากนี้ยังมีรุ่นระดับตำนานที่เป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่าง Austin Mini และรุ่นพิเศษต่างๆ
รุ่นยอดนิยมและน่าสะสมในไทย Rover MINI (1969-1986–2000) เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับผู้ที่ต้องการ ขับใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน. จุดเด่นของ Rover MINI มีการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ระบบปรับอากาศ บานพับประตูแบบซ่อนด้านใน.เครื่องยนต์: รุ่นช่วงปี 1997–2000 จะเป็นระบบหัวฉีด (Single-point หรือ Multi-point injection) ซึ่งดูแลง่ายกว่าระบบคาร์บูเรเตอร์แบบเก่า สำหรับ Austin Mini (โดยเฉพาะรุ่นปี 1959–1969) ถือเป็น "ต้นตำรับ" ของรถ MINI ที่นักสะสมในไทยให้ความสำคัญสูงมาก โดยเฉพาะรุ่น Austin Seven หรือ Morris Mini-Minor ภาพลักษณ์: เป็นที่จดจำในฐานะ "รถของมิสเตอร์บีน" (Mr. Bean) ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์และขนาดกะทัดรัด
ราคารถมินิคลาสสิกในไทยมีความผันผวนสูงขึ้นอยู่กับ สภาพรถ และ ประเภทของทะเบียน โดยรุ่นยอดนิยมอย่าง Rover Mini และ Austin Mini มักมีราคาซื้อขายในตลาดมือสองตั้งแต่หลักแสนกลางๆ ไปจนถึงเกือบ 2 ล้านบาท ตามข้อมูลจากแหล่งซื้อขายรถยนต์
ประมาณการราคา MINI มือสองในไทย (ปี 2568-2569) Austin Mini (ยุค 1960s - 1970s) รุ่นทั่วไป ราคาประมาณ 600,000 – 1,200,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าผ่านการบูรณะ (Restore) มามากน้อยเพียงใด ส่วนรุ่นหายาก (เช่น Mark 1) สภาพดีพร้อมสะสม ทะเบียนแท้ ราคาอาจสูงถึง 1,690,000 บาท หรือมากกว่านั้น สำหรับ MINI โบราณราคาประหยัด แน่นอนว่าเป็นรถที่มีสภาพต้องซ่อมแซมหรือต้องเปลี่ยนชิ้นส่วน ทำสี ปะผุ ซ่อมบำรุงเปลี่ยนชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อนและระบบรองรับ หรืออาจต้องทำระบบไฟใหม่ รุ่นปี 1976 บางคันอาจพบได้ในราคาประมาณ 158,000 บาท ซึ่งเป็นรถรอการปั้นใหม่
BMW 2002
รถสปอร์ตซีดาน 2 ประตูในตระกูล 02 Series สร้างชื่อเสียงอย่างมาก ในช่วงปี 1968-1976 โดยเป็นรถที่วางรากฐานด้านสมรรถนะและการขับ Driving Pleasure ให้กับแบรนด์ BMW มาจนถึงปัจจุบัน สำหรับ 2002 รุ่นและปีที่วางจำหน่ายในประเทศไทย BMW 2002 ในตอนนั้น เป็นรถคูเป้สองประตูสไตล์คุณหนูลูกคนมีเงิน ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามด้วยดีไซน์ ความทนทาน สมรรถนะ และความปลอดภัย โดยรุ่นที่พบเห็นได้บ่อยแบ่งตามช่วงเวลาและการพัฒนาเครื่องยนต์ดังนี้
BMW 2002 (รุ่นพื้นฐาน): เริ่มผลิตปี 1968 ใช้เครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ให้กำลัง 100 แรงม้า
BMW 2002 ti: รุ่นสมรรถนะสูงขึ้น ใช้คาร์บูเรเตอร์คู่ (Twin Carburetor) ให้กำลัง 120 แรงม้า
BMW 2002 tii: เปิดตัวในปี 1971 โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบหัวฉีดกลไก Kugelfischer ให้กำลังเพิ่มขึ้นเป็น 130 แรงม้า ถือเป็นรุ่นยอดนิยมในหมู่นักสะสม
BMW 2002 Turbo: เปิดตัวในปี 1973 เป็นรถยนต์รุ่นแรกของยุโรปที่ใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์จากโรงงาน ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า
เครื่องยนต์และสมรรถนะ ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์รหัส M10 แบบ 4 สูบแถวเรียง SOHC ขนาด 2.0 ลิตร (1,991 ซีซี) ซึ่งมีจุดเด่นด้านความทนทานและสามารถปรับแต่งต่อยอดได้ง่าย: Facebook +1 ความเร็วสูงสุด: รุ่น 2002 tii ทำได้ประมาณ 185-186 กม./ชม. ขณะที่รุ่น Turbo ทำได้ถึง 211 กม./ชม.
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ของ 2002 รุ่นพื้นฐานเดิมๆ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ ไม่มีเทอร์โบ ทำได้ใน 10.9 วินาที, รุ่น tii หัวฉีด ทำได้ใน 9.4 วินาที และรุ่น Turbo ทำได้เร็วกว่าที่ 8.6 วินาที
ระบบส่งกำลัง: ส่วนใหญ่มาพร้อมเกียร์ธรรมดา 4 สปีด และมีตัวเลือกเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด (เริ่มในปี 1969) รวมถึงเกียร์ธรรมดา 5 สปีดในรุ่นพิเศษ สำหรับฟิลลิ่งการขับ ช่วงล่างและการควบคุม นั่นคือจุดเด่นที่ทำให้ BMW 2002 แตกต่างจากรถในยุคเดียวกัน การเลือกใช้ช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้า MacPherson struts พร้อมเหล็กกันโคลง หลัง Semi-trailing arms ช่วยให้รถมีการยึดเกาะถนนที่ดีและเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ เบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก (ในรุ่น tii และ Turbo จะมีการอัปเกรดขนาดจานเบรกและคาลิปเปอร์ให้ใหญ่ขึ้น)
ความสามารถและเอกลักษณ์ของความเป็น BMW 2002 รถที่ได้ชื่อว่าขับสนุก เนื่องจากมีน้ำหนักเบาประมาณ 940-1,030 กิโลกรัม ทำให้มีสัดส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดี นอกจากนี้ การออกแบบตัวถังแบบ Three-box ที่มีเสาหลังคาบางเฉียบ ยังช่วยให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยที่ชัดเจนรอบคัน ปัจจุบันในไทยยังมีกลุ่มผู้ใช้และนักสะสมอย่าง BMW 2002 Club Thailand ที่รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น
ราคาของ BMW 2002 ในประเทศไทยปัจจุบันไม่ได้เป็นราคาตลาดมาตรฐานเหมือนรถใหม่ แต่ขึ้นอยู่กับ สภาพรถ และ ความแท้ ของอะไหล่เป็นหลัก โดยสามารถแบ่งระดับราคาตามกลุ่มซื้อขายใน Facebook Group BMW 2002 THAILAND และเว็บไซต์รถมือสองได้ดังนี้:
สภาพซากหรือรถต้องทำต่อ (Project Car): ราคาประมาณ 150,000 – 350,000 บาท มักเป็นรถที่เครื่องยนต์หรือตัวถังยังไม่สมบูรณ์ ต้องนำไปบูรณะใหม่
สภาพขับได้/ปั้นมาบ้างแล้ว: ราคาประมาณ 400,000 – 700,000 บาท ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นคาร์บูเรเตอร์ (2002 ตัวปกติ) ที่เก็บรายละเอียดภายนอกมาแล้ว แต่อาจมีอะไหล่บางชิ้นไม่ตรงรุ่นเดิม
สภาพสะสม (Collector's Grade / tii): ราคาตั้งแต่ 800,000 บาท ไปจนถึง 1,500,000 บาท+ โดยเฉพาะรุ่น 2002 tii ที่สภาพเดิมสนิท (Matching Numbers) และตัวถังไม่มีสนิม จะมีมูลค่าสูงมากในตลาดรถคลาสสิก
BMW 2002 Turbo รุ่นหายากยิ่งในไทย ราคามักจะพุ่งสูงเกิน 3,000,000 - 5,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับการประมูลและความพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เนื่องจากเป็นรถระดับแรร์ไอเทมระดับโลก
ข้อควรระวังในการเช็คราคา:
- ทะเบียน: รถที่มีเล่มทะเบียนแท้และโอนได้ถูกต้องจะมีราคาสูงกว่ารถที่ "ขายเฉพาะบอดี้" หรือทะเบียนสวมค่อนข้างมาก
- รุ่นย่อย: เช็คให้ดีว่าเป็นรุ่น 2002 แท้ หรือเป็นรุ่น 1602/1802 ที่นำมาวางเครื่อง 2.0 ลิตรใหม่ เพราะมูลค่าในการสะสมจะแตกต่างกัน
Alfa Romeo GTA (Gran Turismo Alleggerita)
Alfa Romeo Giulia Sprint GTA 1965 หนึ่งในรถที่สวยที่สุดของ Alfa เริ่มต้นวงจรชีวิตในสำนักแต่งเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Autodelta ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1963 โดยสองอดีตวิศวกรของ Ferrari ได้แก่ Carlo Chiti และ Ludovico Chizzola สำนัก Autodelta เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทอิสระในการปรับแต่งรถแข่ง ความสัมพันธ์อันดีระหว่าง Carlo Chiti กับผู้บริหารระดับสูงของ Alfa Romeo ทำให้ Autodelta ได้รับความไว้วางใจให้ทำโครงการพัฒนารถแข่งของแบรนด์พญางูกินเด็ก Autodelta กลายเป็นบริษัทจดทะเบียนในปี 1964 หลังจากย้ายสำนักงานหรืออู่เล็กๆ จากเมืองอูดิเนที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลีไปยังมิลานซึ่งสำนักงานใหญ่ของ Alfa Romeo ตั้งอยู่ใกล้กัน Autodelta ถูกครอบโดย Alfa Romeo ในปี 1965 เพื่อทำให้สำนักจูนรถแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมแข่ง Alfa Romeo Works Racing
สำหรับรถ Alfa Romeo คูเป้คลาสสิกปี 1971 ที่โดดเด่นด้วยการใช้ ตัวถังอลูมิเนียม และเป็นที่โหยหาอย่างมากในหมู่กลุ่มคนเล่นรถคลาสสิกในไทย คือตระกูล GTA (Gran Turismo Alleggerita) โดยเฉพาะรุ่น GTA 1300 Junior รุ่นที่ใช้ตัวถังอลูมิเนียมในปี 1971
ในปี 1971 รถ Alfa Romeo ส่วนใหญ่ในตระกูล 105/115 Series (เช่น 1750 GTV หรือ 2000 GTV) จะใช้ตัวถังเหล็กเป็นหลัก แต่รุ่นที่ผลิตมาเพื่อการแข่งขันหรือเน้นความเบาเป็นพิเศษจะใช้อลูมิเนียม
Alfa Romeo Giulia GTA 1300 Junior (1968–1975): นี่คือรุ่นที่ตรงโจทย์ที่สุด เพราะเป็นรถคูเป้ที่ยังคงมีการผลิตในปี 1971 ตัวย่อ "A" มาจากคำว่า Alleggerita ในภาษาอิตาลีที่แปลว่า "ทำให้เบาลง" โดยการเปลี่ยนแผงตัวถังจากเหล็กเป็น อลูมิเนียม ทั้งหมด ส่งผลให้น้ำหนักตัวรถเปล่าเหลือเพียงประมาณ 760 - 920 กิโลกรัม เท่านั้น
Alfa Romeo 1750 GTAm: เป็นรถแข่งที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น 1750 GTV แม้โครงสร้างหลักจะเป็นเหล็ก แต่มีการใช้ อลูมิเนียม และชิ้นส่วนพลาสติกในบางจุดเพื่อลดน้ำหนักตามกฎการแข่งขันในช่วงปี 1970-1971
ส่วนความนิยมในประเทศไทย รถตระกูล Bertone Coupe (ชื่อเรียกตามผู้ออกแบบ) ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มนักสะสมรถยุโรปคลาสสิก จากความหายาก รถ GTA แท้ๆ ที่มีตัวถังอลูมิเนียมมีจำนวนน้อยมากในไทย (ส่วนใหญ่เป็นรถนำเข้าสะสม) ทำให้มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง เนื่องจากรถ GTA ตัวถังอลูมิเนียมหายากและราคาสูงมาก นักเล่นรถในไทยหลายคนจึงนิยมนำรุ่น GT 1300 Junior หรือ 1750 GTV ปี 1971 ซึ่งเป็นตัวถังเหล็ก มาดัดแปลงและตกแต่งให้เหมือนรุ่น GTA (GTA Replica) โดยการเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างเป็นอลูมิเนียมหรือวัสดุน้ำหนักเบาตามแบบฉบับรถแข่งในยุคนั้น สำหรับเครื่องยนต์ รถปี 1971 เป็นเครื่องยนต์ Twin Cam อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ฝาสูบอลูมิเนียมที่ให้เสียงหวานจับใจฟังไพเราะและมีรอบจัดจ้านบานตะไท ชอบให้กวาดรอบเล่นหากเครื่องยนต์ทำมาดี
Alfa Romeo คูเป้ปี 1971 ที่มีตัวถังเป็นอลูมิเนียม (หรือเคาะแล้วเสียงต่างจากเหล็ก) รถคันนั้นคือ GTA 1300 Junior หรือรถที่ถูกดัดแปลงมาในสไตล์ GTAm ซึ่งเป็นไอคอนระดับตำนานของแบรนด์ในไทย
ราคาซื้อขายของ Alfa Romeo GT 1300 Junior และ 1750 GTV ในตลาดไทยปัจจุบัน (ปี 2024-2026) พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกระแสรถคลาสสิกโลก โดยแบ่งราคาตามสภาพได้ดังนี้
Alfa Romeo GT 1300 Junior รุ่นนี้เป็นรุ่นเริ่มต้นที่นิยมนำมาปั้นต่อหรือทำเป็นทรง GTA มากที่สุด
สภาพต้องบูรณะ (Project Car): ราคาประมาณ 1,200,000 – 1,500,000 บาท (หาได้ยากมาก ส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้ทำเอง)
สภาพดี/ใช้งานได้ (Good/Fair Condition): ราคาประมาณ 1,800,000 – 2,500,000 บาท
สภาพประกวด/ทำจบ (Excellent/Restored): ราคาอาจไปถึง 2,800,000 – 3,500,000 บาท ขึ้นอยู่กับความเนี้ยบของงานสีและอะไหล่แท้ที่ใช้ ปัจจัยที่ทำให้ราคาในไทย "สวิง" ก็คือ เอกลักษณ์ทะเบียน รถที่มีเล่มทะเบียนแท้และโอนได้ปกติจะมีราคาสูงกว่ารถที่ "จดประกอบ" หรือ "ไม่มีเล่ม"
BMW 3.0 CSL (1972-1975) - ต้นตำนาน "Batmobile"
3.0 CSL พัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขัน European Touring Car Championship โดยเน้นการลดน้ำหนักเป็นหลัก (CSL ย่อมาจาก Coupe Sport Lightweight) รุ่นและปีของคูเป้ตราใบพัดสุดคลาสสิก เริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1972 โดยมีการพัฒนาเครื่องยนต์จากขนาด 3.0 ลิตร เป็น 3.2 ลิตร ในปี 1973 เครื่องยนต์ในรุ่นปี 1973 ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ขนาด 3,153 ซีซี กำลังสูงสุดประมาณ 206 แรงม้า จุดเด่นของรถรุ่นนี้ก็คือ มันมาพร้อมชุดแต่งแอโรไดนามิกที่ดุดันจนได้รับฉายาว่า "Batmobile" ประกอบด้วยสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่และครีบบนหลังคาเพื่อเพิ่มแรงกด (Downforce) น้ำหนัก: มีการเปลี่ยนฝากระโปรง ประตู และฝากระโปรงหลังเป็นอะลูมิเนียม ทำให้น้ำหนักรถเปล่าเหลือเพียงประมาณ 1,270 กิโลกรัม
เครื่องยนต์ (Engine) มีการพัฒนาเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง รหัส M30 แยกเป็น 3 ระยะหลัก คือ
รุ่นแรก (1971-1972): ขนาด 2,985 ซีซี ใช้คาร์บูเรเตอร์คู่ Zenith ให้กำลัง 180 แรงม้า
รุ่นที่สอง (1972-1973): ขยายความจุเล็กน้อยเป็น 3,003 ซีซี และเปลี่ยนมาใช้ระบบหัวฉีด Bosch D-Jetronic ให้กำลัง 200 แรงม้า
รุ่นสุดท้าย "Batmobile" (1973-1975): ขยายความจุเป็น 3,153 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 206 แรงม้า แรงบิด 286 นิวตันเมตร
ระบบเกียร์ (Transmission) ใช้เกียร์ ธรรมดา 4 จังหวะ (Getrag 4-speed) เป็นมาตรฐานในรุ่นถนน โดยมีอัตราทดเฟืองท้ายที่ปรับเปลี่ยนตามรุ่นเครื่องยนต์ ในรุ่นสำหรับลงสนามแข่งจริง (Racing Version) จะใช้เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ แบบ Dogleg ส่วนช่วงล่างและระบบเบรก (Chassis & Suspension) ด้านหน้า MacPherson Strut พร้อมคอยล์สปริง หลัง เป็นระบบ Semi-trailing Arm ในส่วนของการปรับจูน 3.0 CSL จะใช้สปริงที่สั้นลง 20 มม. และโช้คอัพแก๊สของ Bilstein เพื่อการยึดเกาะถนนที่ดีขึ้น ระบบเบรก: ดิสก์เบรก 4 ล้อ มีครีบระบายความร้อน (Vented Discs) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ประสิทธิภาพการขับ (Performance) ความเร็วสูงสุด: ประมาณ 220 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ทำได้ในเวลาประมาณ 6.9 - 7.1 วินาที จุดเด่น น้ำหนักเบา 1,165 - 1,270 กก. (เบากว่ารุ่น 3.0 CS ปกติประมาณ 200 กก.) จากการใช้ตัวถังอะลูมิเนียมในส่วนประตู ฝากระโปรง และฝาท้าย รวมถึงกระจกหน้าต่างแบบ Plexiglas ในบางจุด
BMW 3.0 CSL ถือเป็นรากฐานสำคัญของตระกูล BMW M และยังคงเป็นหนึ่งในรถที่นักสะสมทั่วโลกต้องการมากที่สุด
ราคาของ BMW 3.0 CSL (1972-1975) - รุ่นคลาสสิก (E9) เนื่องจากรุ่นนี้เป็นรถสะสมที่หายากมากในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะเป็นรุ่น 3.0 CS หรือ 3.0 CSi ที่นำมาตกแต่งเป็น CSL Look ราคาในตลาดโลก หากมีสภาพสมบูรณ์ (Concours condition) ซื้อขายกันในราคาประมาณ $200,000 - $400,000 (7-14 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับประวัติและรหัสตัวถัง ราคาในไทย แทบไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดกลาง หากมีการปล่อยขาย ราคาจะขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างนักสะสม ซึ่งอาจสูงกว่า 10-15 ล้านบาท ขึ้นไป... สำหรับคันที่มีทะเบียนแท้และสภาพสมบูรณ์.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/