วันนี้ (4 มกราคม 2026) ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ยานยนต์.....ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 แบรนด์ ALPINA ถูกโอนไปอยู่ภายใต้การบริหารของ BMW Group นับเป็นการสิ้นสุดการดำเนินงานอย่างอิสระของตระกูล Bovensiepen ที่ดำเนินการมานาน 61 ปี จุดเริ่มของ ALPINA เกิดขึ้นในช่วงต้นในปี 1965 เมื่อบริษัทผลิตเครื่องพิมพ์ดีด เปลี่ยนมาเป็นสำนักแต่งรถเล็กๆ ในเมือง Buchloe ประเทศเยอรมนี เพื่อหาหนทางในการที่จะทำให้ BMW เดิมๆ ในยุคนั้นแรงขึ้น โดยเน้นไปที่การผลิตชุดแต่งพวกคาร์บูเรเตอร์และฝาสูบ Alpina หนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก รับรองโดยสำนักงานขนส่งทางบกแห่งสหพันธรัฐเยอรมนีในฐานะผู้ผลิตรถยนต์อิสระตั้งแต่ปี 1983
...
BMW เข้าซื้อกิจการ ALPINA ในเดือนมีนาคม 2022 แต่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงการเปลี่ยนผ่านนานหลายปีที่อนุญาตให้แบรนด์ ALPINA ยังคงดำเนินงานอย่างอิสระจนถึงสิ้นปี 2025 ล่าสุด ALPINA เปลี่ยนไปเป็น BMW ALPINA อย่างสมบูรณ์ เป็นแบรนด์รถหรูสมรรถนะสูงภายใต้ BMW Group ซึ่งประกอบไปด้วย M, MINI และ Rolls-Royce นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเฉลิมฉลองเครื่องจักรในตำนานซึ่งถือกำหนดขึ้นตามความต้องการของนักขับในยุค 70
ALPINA ไม่ใช่แค่ BMW ที่ได้รับการปรับแต่งทั่วไป แต่ละคันมีหมายเลขตัวถัง (VIN) การรับประกันเฉพาะ และมีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ นั่นคือ ไม่ใช่ทำให้ BMW เร็วขึ้น แต่ทำให้แตกต่างออกไป ในปีนี้ (2026) ALPINA มีความประณีตมากขึ้น พิเศษขึ้น เหมาะสมกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆก็คือ แรง แต่ขับสบายกว่า BMW M แท้ๆ ที่ออกมาจากแผนก M Division
...
1. ALPINA B10 Bi-Turbo (E34): The World’s Fastest Sedan
ในอดีตที่ผ่านมา หากจะมี BMW สักคันที่บ่งบอกถึงอัจฉริยภาพด้านวิศวกรรมของ ALPINA ก็คงหนีไม่พ้นเจ้าซีรีส์ 5 โฉมE34 นี่คือ B10 Bi-Turbo เปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show ปี 1989 เจ้าB10 ลำแรก สร้างปรากฏการณ์ที่เขย่าวงการยานยนต์ไปทั่วโลก ด้วยตำแหน่งรถซีดานไซล์กลางจากโรงงานที่เร็วที่สุดในโลก
...
E34 B10 Bi-Turbo ดัดแปลงมาจาก BMW 535i โดย ALPINA ได้ลงทุนอย่างมหาศาล เพื่อสร้าง E34 เป็นรถซีดาน 4 ประตูที่ดีที่สุดในโลก การเปลี่ยนแปลงหลักๆนั้นครอบคลุมทุกด้าน ALPINA ถอดชิ้นส่วนเครื่องยนต์ M30 แบบ 6 สูบเรียงออกทั้งหมด ติดตั้งลูกสูบ Mahle แบบขึ้นรูป เพิ่มเทอร์โบชาร์จเจอร์ Garrett T25 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ติดตั้งระบบควบคุมแรงดันบูสต์แบบแปรผันของ Bosch ที่ปรับได้จากที่นั่งคนขับ สามารถเปิดบูสระหว่าง 0.4 ถึง 0.8 บาร์ พอแสบๆคันๆ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ กำลัง 360 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดมาเต็ม 520 นิวตันเมตร ตัวเลขดังกล่าวทำให้ E34 B10 Bi-Turbo เร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 5.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดเกิน 290 กม./ชม. เปรียบเทียบให้เห็นภาพการเร่งความเร็วทางตรงยาว E34 B10 เร็วพอๆ กับ Ferrari Testarossa จากการทดสอบโดยนิตยสาร Sport Auto ของเยอรมัน B10 เอาชนะซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลี โดยทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้เร็วกว่าม้าลำพองเครื่อง V12 ครึ่งวินาที
...
B10 Bi-Turbo ไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว เพราะนี่คือซีดานไซล์กลางที่มาพร้อมระบบกันสะเทือนปรับแต่งพิเศษ ช่วงล่างจูนใหม่โดย Bilstein ระบบปรับระดับน้ำหนักอัตโนมัติที่ด้านหลังเพื่อป้องกันอาการโคลงตัวที่ความเร็วเกิน 260 กม/ชม. เกียร์ธรรมดา 5 สปีด จากค่าย Getrag ปรับแต่งอัตราทดในแต่ละเกียร์เพื่อสมรรถนะของแรงบิดที่สอดคล้องกับรอบเครื่องยนต์ เฟืองท้าย limited-slip differential ภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งแบบสปอร์ต Recaro หุ้มด้วยผ้า ALPINA พวงมาลัย Momo หุ้มหนัง ภายในตกแต่งด้วยไม้ขัดเงา สร้างบรรยากาศแห่งความหรูหราอย่างมีระดับจนไม่มี M5 รุ่นใดสามารถเทียบเคียงรัศมีของรถรุ่นนี้
E34 B10 Bi-Turbo มีราคาสูงกว่า BMW E34 M5 เกือบสองเท่า ที่ 146,800 มาร์คเยอรมัน กลายเป็นรุ่นขายดีที่สุดของ ALPINA ในเวลานั้น การผลิตALPINA รุ่นสุดยอดนี้ สิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม 1994 เมื่อ BMW เลิกผลิตเครื่องยนต์ M30 โดยบล็อกเครื่องยนต์ M30 จำนวน 50 บล็อกสุดท้าย ถูกสงวนไว้สำหรับ ALPINA โดยเฉพาะ เพื่อผลิตให้ครบตามจำนวนที่กำหนด ปัจจุบัน B10 Bi-Turbo ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ ALPINA เป็นรถที่พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ผลิตอิสระแบรนด์เล็กสามารถเอาชนะซูเปอร์คาร์ได้ พร้อมความสะดวกสบายแบบรถยนต์สี่ประตูและความน่าเชื่อถือตามแบบฉบับของ BMW
2. ALPINA B7 Turbo Coupé (E24): The Autobahn Missile
BMW 6 Series E24 คือหนึ่งในรถ BMW ที่สวยที่สุดเท่าที่แบรนด์ตราใบพัดเคยออกแบบ และ ALPINA B7 Turbo Coupé ก็คือสุดยอดแห่งความงามนั้น โดยใช้พื้นฐานจาก BMW 635CSi B7 Turbo วิศวกรของ ALPINA แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผสมผสานสมรรถนะของเครื่องยนต์เทอร์โบเข้ากับสไตล์รถแกรนด์ทัวริสโมที่เหนือกาลเวลา
ALPINA นำเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงขนาด 3.0 ลิตร มาขยายเป็น 3.4 ลิตร จากนั้นก็เพิ่มระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน พร้อมระบบควบคุมแรงดันบูสต์แบบแปรผัน แตกต่างจากรถเทอร์โบหลายคันในยุคนั้น ALPINA Series-6 B7 มีระบบจัดการแรงดันบูสต์ของ Bosch ที่ซับซ้อน สามารถปรับแรงดันเทอร์โบได้ระหว่าง 0.6 ถึง 0.9 บาร์ ผ่านปุ่มหมุนในห้องโดยสาร เป็นคุณสมบัติแปลกประหลาดที่หายากมากในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงต้นทศวรรษ 1980
B7 Turbo Coupé มีกำลัง 325-330 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 524 นิวตันเมตร (378 ปอนด์-ฟุต) ที่รอบต่ำเพียง 3,000 รอบต่อนาที เพียงพอสำหรับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ทำได้ 5.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นตัวเลขความเร็วปลายที่อยู่ในระดับซูเปอร์คาร์ในยุคนั้น เครื่องยนต์ใช้ลูกสูบ Mahle ระบบฉีดเชื้อเพลิงปรับแต่งใหม่ เพลาลูกเบี้ยวประสิทธิภาพสูง และท่อไอเสียแต่งพิเศษ
เพื่อรองรับกำลัง ALPINA ติดตั้งโช้คอัพแก๊ส Bilstein สปริงแบบโปรเกรสซีฟ ดิสก์เบรกแบบเจาะรูระบายอากาศทั้งสี่ล้อ ล้ออัลลอยราคาแพง ขอบ 16 นิ้ว ยางต่างไซล์หน้าเล็กหลังใหญ่ (205/55 R16 ด้านหน้า, 225/50 R16 ด้านหลัง) ภายในตกแต่งด้วยหนังเย็บมือ เกจวัดแบบ พิเศษแปะตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ เบาะนั่งสปอร์ต ALPINA และการตกแต่งด้วยลายไม้ที่ละเอียดอ่อน สร้างบรรยากาศของรถแกรนด์ทัวเรอร์ที่ลูกค้าในยุคนั้นต่างชื่นชม จำนวนการผลิตมีตัวเลขจากการสืบค้นไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ALPINA ผลิต B7 Turbo Coupé น้อยกว่า 300 คัน ในทุกรุ่น ทำให้มันเป็นหนึ่งในรถ ALPINA ที่หายากที่สุด การผสมผสานระหว่างสัดส่วนที่สง่างามของSeries-6 E24 ทรงจมูกฉลามกับเทคโนโลยีเทอร์โบที่ล้ำสมัยของ ALPINA สร้างจักรกลที่หลายคนยกให้เป็นสุดยอดรถยนต์สำหรับวิ่งบนออโตบาห์น ในยุค 1980 ALPINA B7 Turbo Coupé วิ่งจากมิวนิกไปยังฮัมบูร์กด้วยความเร็วที่รถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่ทำได้เพียงแค่ฝันถึง ส่วนมูลค่าของมันก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักสะสมมองว่า B7 Turbo Coupé คือสุดยอดแห่งสมรรถนะของเครื่องยนต์เทอร์โบในยุคอนาล็อกอย่างแท้จริง
3. ALPINA Roadster V8 (Z8): Reimagining an Icon
BMW Z8 ถูกยกเลิกไลน์ประกอบในปี 2002 และ ALPINA ก็มองเห็นโอกาสในการทำงานเพื่อสร้างรถเปิดประทุนที่มีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากรถเดิมๆ Z8 รุ่นดั้งเดิม เป็นรถสปอร์ตที่สวยงามแต่แข็งกระด้าง เครื่องยนต์ V8 S62 400 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ยางรันแฟลตส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนจากถนนไปยังผู้ขับขี่โดยตรง แนวทางของ ALPINA นั้นสุดขั้วมากกว่า แนวคิดก็คือ ทำให้ Z8 ช้าลง นุ่มนวลขึ้น ขับแล้วสบายตัวไม่ต่างจาก Mercedes-Benz SL500 เครื่องยนต์ S62 ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.8 ลิตร ของ ALPINA จากเครื่อง B10 V8 S ซึ่งให้กำลัง 375 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร (383 ปอนด์-ฟุต) น้อยกว่า Z8 รุ่นปกติ 19 แรงม้า แต่กลับมีแรงบิดมากกว่า 20 นิวตันเมตร ที่สำคัญกว่านั้น แรงบิดมาในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า สร้างสไตล์การขับขี่ที่นุ่มนวลและต่อเนื่อง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับลัดเลาะไปตามชายฝั่งริเวียร่าหรือป่าตอง
เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ของโปรดพวกขาสับ ถูกแทนที่ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมปุ่มเปลี่ยนเกียร์ Switch-Tronic ของ ALPINA ติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย ช่วงล่างปรับให้มีความนุ่มนวลขึ้น ยางรันแฟลตที่แข็งกระด้างเปลี่ยนเป็นยางสปอร์ตที่มีแก้มยางสูงกว่านิดหน่อยเพื่อเพิ่มความนวล จุดสมดุลสูงสุดนอกจากการปรับแต่งระบบส่งกำลังและช่วงล่างก็คือ ล้อ ALPINA ขนาด 20 นิ้ว ลายก้านถี่ที่ล้างโคตรยาก ( หน้า 9 นิ้ว หลัง 10 นิ้ว) ทำให้ ALPINA Roadster V8 เหมาะกับเศรษฐีที่เน้นรถสวยขับสบายมากกว่ารถแรง
ภายในหุ้มเบาะใหม่ทั้งหมดด้วยหนัง Nappa แบบหนานุ่มพิเศษ ALPINA ติดตั้งมาตรวัดสั่งทำพร้อมพื้นหลังสีน้ำเงิน เอกลักษณ์ที่ยากจะลอกเลียนแบบของ ALPINA มีการเพิ่มตราสัญลักษณ์ฝังไว้อย่างแนบเนียน แผ่นป้ายหมายเลขระหว่างเบาะนั่ง ย้ำเตือนเจ้าของแต่ละคนว่าพวกเขาเป็นเจ้าของหนึ่งในรถเปิดหลังคารุ่นพิเศษที่มีแค่ 555 คันเท่านั้นที่น่าสนใจก็คือ BMW จำหน่าย ALPINA Roadster V8 ผ่านตัวแทนจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นครั้งแรกที่ ALPINA มีวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในอเมริกา จากรถ 555 คันที่ผลิต Z8 ALPINA 450 คัน ถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา และเหลือเพียง 105 คันที่ขายในยุโรป มีหลุดรอดมาถึงมือเศรษฐีไทยน่าจะแค่คันเดียวเท่านั้น
ราคา 140,000 ดอลลาร์ (4,408,500 บาท) เมื่อเปิดตัว ซึ่งแพงกว่า Z8 รุ่นมาตรฐาน 12,000 ดอลลาร์ ทำให้ ALPINA Roadster V8 เป็นรถยนต์ที่แพงที่สุดของ BMW ในขณะนั้น แนวคิดของ Z8 ที่ "ช้ากว่า" แต่ ALPINA เข้าใจดีถึงความสำคัญที่ว่า รถสปอร์ตทุกคันไม่จำเป็นต้องเป็นรถแข่งในสนามเสมอไป บางครั้ง วิธีที่ชาญฉลาดก็คือการให้ความสำคัญกับความสงบเยือกเย็นมากกว่าความก้าวร้าว ทุกวันนี้ ALPINA Roadster V8 มีราคาประมูลสูงถึง 150,000-250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,723,000 บาท ยังไม่รวมอัตราภาษีนำเข้ารถโบราณ) สูงกว่า Z8 รุ่นมาตรฐานไปไกลลิบ นักสะสมต่างยอมรับว่า ALPINA เปลี่ยนรถโรดสเตอร์ที่เน้นสมรรถนะของ BMW ให้กลายเป็นรถแกรนด์ทัวเรอร์ที่สุภาพนุ่มนวลเหมาะกับการใช้งานมากกว่ารุ่นมาตรฐานซะอีก
4. ALPINA B12 6.0 (E38): The Pinnacle of Luxury
ปี 1999-2001 ผลิต 94 คัน
ปลายทศวรรษ 1990 หากต้องการรถเรือธงหรูระดับสุดยอด คุณมีตัวเลือกอยู่สองทาง คือ Mercedes-Benz S-Class หรือ ALPINA B12 6.0 แต่สำหรับบีเมอร์ที่จงรักภัคดี ALPINA คือตัวเลือกเดียวเท่านั้น ALPINA B12 6.0 ถูกปรับแต่งใหม่บนพื้นฐานของ BMW 7 Series E38 ใช้เครื่องยนต์ V12แบบไม่มีระบบอัดอากาศขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ ALPINA เคยปรับแต่ง เครื่องยนต์ V12 M73 ความจุ 6.0 ลิตร การดัดแปลงของ ALPINA ประกอบด้วยลูกสูบอะลูมิเนียม Mahle เพลาลูกเบี้ยว ระบบไอดี ท่อไอเสีย ทั้งหมดเพิ่มกำลังเป็น 424 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร ตัวเลขดูห่างไกลจากความเป็นรถซูเปอร์คาร์ตามมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ในปี 1999 การครอบครอง ALPINA B12 6.0 ถือว่ายอดเยี่ยมมาก เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาหกวินาที แม้จะมีน้ำหนักมากเท่ากับบ้านหลังเล็กๆ แต่ B12 เร่งความเร็วถึงท็อปสปีดที่จำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 291 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกำลัง 424 แรงม้า ส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ ZF 5 สปีด พร้อมระบบ Switch-Tronic อันล้ำสมัยของ ALPINA ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบแรกๆ ที่ใช้ปุ่มเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัย ก่อนที่ Paddle Shift จะเข้ามาแทนที่
แน่นอนว่า ด้วยแนวคิดซาลูนเรือธงที่ต้องนั่งสบายขับไหลลื่นไม่กระโชกโฮกฮาก B12 6.0 จึงไม่ได้เน้นที่ตัวเลขตีนต้น มันเน้นที่การส่งมอบสมรรถนะที่ต่อเนื่องและสร้างความสมดุลที่ดี เครื่องยนต์ V12 ทำงานได้อย่างราบรื่น แรงบิดที่ต่อเนื่องตั้งแต่รอบเดินเบาไปจนถึงรอบสูงสุด ช่วงล่างปรับแต่งมาเพื่อความนุ่มนวลราวกับพรมวิเศษทำให้ B12 ทรงตัวได้ดีที่ความเร็วสูงบนทางด่วน ภายในตกแต่งด้วยหนัง Lavalina วัสดุตกแต่งลายไม้ขัดเงา มาตรวัด ALPINA สีฟ้า ล้ออัลลอยลายก้านถี่ที่เป็นเอกลักษณ์ (แพงและล้างทำความสะอาดยาก) สร้างบรรยากาศแห่งความหรูหราที่เกือบจะเทียบเท่ากับ Bentley
B12 6.0 ถูกประกอบขึ้นมา 94 คัน ในช่วงเวลาการผลิตที่สั้นจู๋แค่สองปี ทำให้มันเป็นหนึ่งในผลงานสร้างสรรค์ที่พิเศษที่สุดของ ALPINA แสดงถึงทุกสิ่งที่ ALPINA ยึดมั่น นั่นก็คือ ความสง่างามที่เรียบง่าย ประสิทธิภาพเหนือชั้น และความใส่ใจในรายละเอียด ในยุคที่ Mercedes ครองตลาดรถซาลูนหรูของผู้บริหารระดับสูง B12 6.0 พิสูจน์ให้เห็นว่า ALPINA สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่พิเศษกว่าด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะรถหรูของแบรนด์ตราดาว
5. ALPINA B6 3.5S (E30): The Ultimate 3 Series
ปี 1987-1990 ผลิต 62 คัน
เมื่อ BMW เปิดตัว E30 M3 ในปี 1986 รถคูเป้สมรรถนะสูงรุ่นนี้ก็กลายเป็นตำนานในทันที นี่คือ Serties-3 Coupe รุ่นพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อครองโพเดียมในกลุ่มรถแข่งทัวริ่งคาร์ เครื่องยนต์สี่สูบ 2.3 ลิตร รอบจัด ที่เร่งได้ถึง 7,000 รอบต่อนาที แต่ ALPINA มองเห็นโอกาสที่จะสร้างจักรกลที่แตกต่างออกไป สำหรับเจ้าของรถที่ให้ความสำคัญกับแรงบิดมากกว่ารอบเครื่องยนต์ ความสะดวกสบายมากกว่าเวลาต่อรอบในสนามแข่ง และความพิเศษเหนือสิ่งอื่นใดจากงานตกแต่งภายในอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
BMW M3 B6 3.5S ใช้ตัวถังน้ำหนักเบาของ M3 โป่งซุ้มล้อถูกขยายให้กว้างขึ้น หลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น ใต้ฝากระโปรง คือ เครื่องยนต์หกสูบเรียง ความจุ 3.5 ลิตร ของ ALPINA เครื่องยนต์รุ่นนี้ ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ BMW รุ่นใหญ่กว่า แต่ได้รับการดัดแปลงอย่างหนัก ด้วยความเชี่ยวชาญของวิศวกรใน ALPINA กำลังเครื่องยนต์อยู่ที่ 254 แรงม้า และแรงบิด 345 นิวตันเมตร มากกว่าเครื่องยนต์ S14 รุ่นที่ทรงพลังที่สุดของ M3 ถึง 19 แรงม้า แรงบิดก็ยังมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงรอบเครื่องสูง
ความแตกต่างของฟิลลิ่งการขับแน่นอนว่านี่คือสไตล์ของALPINA ขณะที่เครื่องยนต์สี่สูบของ M3 เน้นความจัดของรอบเครื่องยนต์ แต่ B6 3.5S ให้กำลังที่ราบรื่นและต่อเนื่อง จาก 2,000 รอบต่อนาที ช่วงล่างแข็งราวกับหินของ M3 เพื่อเน้นประสิทธิภาพในสนามแข่ง แต่ระบบช่วงล่างของ ALPINA (ใช้ร่วมกับ M3 แต่ปรับแต่งใหม่) กลับให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ที่ดีกว่า โดยไม่ลดทอนการยึดเกาะและความแม่นยำในการควบคุม ห้องโดยสารตกแต่งด้วยลายไม้ เอกลักษณ์ของ ALPINA เบาะหนัง และมาตรวัดที่ไม่ฉูดฉาด ยกระดับห้องโดยสารให้เหนือกว่าความเรียบง่ายสไตล์รถแข่งของ M3
B6 3.5S ถูกผลิตเพียง 62 คันเท่านั้น ทำให้เป็นหนึ่งในรถ ALPINA ที่หายากที่สุดเท่าที่เคยผลิตออกมาขาย ทุกวันนี้ การหารถรุ่นนี้มาขายทำกำไรนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ และเมื่อมีการประมูล ราคาจะขยับสูงถึงเกือบ 300,000 ยูโร หรือประมาณ 11,096,000 บาท เกือบสามเท่าของราคา BMW M3 E30 ในปัจจุบัน
B6 3.5S แสดงออกถึงปรัชญาของ ALPINA นั่นคือ การนำ BMW ที่ดีอยู่แล้ว มาทำให้มีความประณีตและพิเศษยิ่งขึ้น สร้างแรงดึงดูดลูกค้าที่รักความสบาย แต่ต้องแตกต่าง ALPINA ไม่ได้พยายามเอาชนะ M3 ในสนามแข่ง แต่เป็นการนำเสนอทางเลือกสำหรับผู้ขับที่ต้องการรูปลักษณ์ของ M3 พร้อมความสะดวกสบายที่เหนือกว่า
รถยนต์ทั้งห้าคันนี้ ได้แก่ B10 Bi-Turbo, B7 Turbo Coupé, Roadster V8, B12 6.0 และ B6 3.5S แสดงถึงจุดสูงสุดในยุคแห่งความเป็นอิสระของ ALPINA พิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทตกแต่งรถยนต์เล็กๆสามารถสร้างรถที่แข่งขันกับ (และมักจะเหนือกว่า) รถยนต์จากคู่แข่งแบรนด์ใหญ่กว่าได้ นั่นคือสิ่งที่ ALPINA ยึดมั่นมาโดยตลอด และในขณะที่ BMW ALPINA กำลังเข้าสู่ตำนานบทใหม่ภายใต้ร่มเงาของ BMW Group หวังว่าจิตวิญญาณบริสุทธิ์ของ ALPINA จะยังคงอยู่ต่อไป.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/