เศรษฐกิจยุคนี้ถ้าให้ดีต้องประหยัด แม้ว่าการซื้อรถบางรุ่นก่อนใคร อาจไม่ได้หมายถึงคุณประหยัดก่อนเสมอไป แต่ความจริงก็คือเมื่อเงินมันตึงเปรี๊ยะเป็นกางเกงโยคะขนาดนี้ การเลือกซื้อรถที่มีราคาถูกกว่ามีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราคาตั้งแต่ตอนออกรถ ยอดผ่อนต่อเดือนที่เหลือให้กินบุฟเฟต์ได้สัปดาห์ละครั้ง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า และเปอร์เซ็นต์การหล่นของราคาหลังถอดป้ายแดง พอคิดเป็นเม็ดเงินแล้วเจ็บตัวน้อยกว่าถ้าเลือกถูกรุ่น นี่คือเสน่ห์ของบรรดาเก๋งราคาประหยัด สำหรับคนที่ไม่ได้ต้องใช้ Social Credit เพื่อมีชีวิตรอด
...
คอลัมน์ไทยรัฐออนไลน์ เรื่องรถวันอาทิตย์คราวนี้ ไม่ได้เขียนเอาใจผู้อ่าน แต่เขียนเอาใจน้าฉ่าง อาคม รวมสุวรรณ หัวหน้าทีมรถออนไลน์ของผม ซึ่งพอเข้าวัยทองแล้วแกก็จะเดาอารมณ์ยากหน่อยๆ เมื่อก่อนชอบเขียนเรื่องรถใหม่ คุณน้าก็บอกว่าไปเขียนทับไลน์งานแก ครั้นพอผมย้ายมาเขียนเรื่องรถเก่า น้าก็บอกว่าผมเป็นเอเย่นต์ขายรถเสียอีก โถ น้า ผมก็ช่วยพี่น้องในวงการด้วยกันที่เขาบริจาคทานรูปรถคันจริงสเปกไทยจำนวนมากและเอื้อเฟื้อข้อมูลให้เรามีเรื่องเขียนกันไงครับ ฮ่า แต่สัปดาห์นี้ น้าฉ่างอยากให้ผมรายงานภาพรวมของรถเล็กที่บอกว่า “อย่าเขียนรถแพงมาก คนที่อ่านแล้วเขาได้ประโยชน์จะเยอะ” ผมเลยเลือกที่จะกำหนดงบประมาณเอาไว้แถวๆ 7 แสนบาทบวกลบ อย่างที่เขียนในหัวข้อบทความนั่นละครับ และเลือกเขียนถึงรถเก๋ง เพราะตลาดกระบะตอนนี้ซบเซาแบบสุดๆ จริงแท้ เขียนไป เพื่อนๆ หลายคนก็ไม่มีอารมณ์จะซื้อกัน
เจ้าแห่งยอดขายอย่าง Toyota ในขณะนี้ แม้จะเป็นภาวะเงินฝืดเคือง แต่รถราคาประหยัดที่พึ่งพาได้อย่าง Yaris ATIV ก็ยังทำยอดขายระดับวิ่งหัวได้อยู่เสมอ เรียกได้ว่าอีโคคาร์วิ่งผ่านหน้าคุณ 10 คัน จะเป็น ATIV ไปแล้ว 5-6 คัน หลายคนพอใจกับพละกำลังเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แต่สำหรับคนที่รอลุ้น ATIV ที่มากับขุมพลังไฮบริด เท่าที่ทราบ น่าจะยังไม่เปิดตัวภายในปีนี้ เพราะช่วงปลายปี สื่อฯ หลายเจ้า ที่ไม่ใช่ผม ก็เก็งกันแล้วว่าพี่โตน่าจะทุ่มกำลังไปดีดเจ้า Camry โฉมใหม่มาล้างบัลลังก์แค้นรถเซกเมนต์ Grab Premium ที่ Accord ยิ้มเยาะได้มาหลายเดือนแล้ว
...
แต่หลังจากเริ่มปีใหม่ไป ก็มีโอกาสอยู่ เพราะในเมื่อรัฐบาลโยนเศษขนมปังให้มีอานิสงส์ทานแก่รถไฮบริดแบบ HEV ที่มีการอัดฉีดทุนและใช้แบตเตอรี่ทำในประเทศไทย (ก็มองได้ว่า อนาคตของรถไฮบริดตอนนี้ มีความสดใสมากขึ้นสำหรับฝั่งผู้ผลิต นั่นก็ทำให้เราคาดเดาได้ว่า ATIV น่าจะมีรุ่น HEV ออกมาได้ไม่ยาก พื้นฐานของรถก็แชร์วิศวกรรมกับ Yaris Cross ที่ก็เป็นรถไฮบริดอยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้ใช้ขุมพลังเดียวกันได้ ก็ยิ่งจะจัดการเรื่องซัพพลายเออร์ได้ง่าย และมีขุมพลังที่แรงระดับหนึ่ง ไว้ดักลูกค้าที่มองว่า ATIV 1.2 แรงไม่พอ อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปีนี้ยังไม่มีอะไรใหม่สำหรับรถเล็กฝั่ง Toyota แต่รอดูความชัดเจนในปีหน้า
...
มาดูที่ฝั่ง Honda ช่วงปลายปีไม่มีรถเล็กราคาโดนที่จะเปิดตัวใหม่ เพราะพี่ฮอนฯ มีภารกิจกับรุ่นอื่นที่ค่าตัวเหนืองบประมาณกลุ่มที่เราพูดกัน แต่ City ก็ยังพอขายได้แบบ อันดับที่ 2 ด้วยแรงอุตสาหะของดีลเลอร์กับส่วนลดที่พอคุยกันหลังไมค์แล้ว บางคนก็ใจอ่อนซื้อทั้งที่ตัวรถนั้นต้องพูดว่าไม่ได้มีเทคโนโลยีที่เด่นอะไรแล้วในปี 2024 นี้ เพราะข้อดีของรถยังมี คือภายในกว้างขวางน้องๆ รถคลาสใหญ่ และเป็นรถในสไตล์ที่ยังมีความเป็นแอนะล็อก ใช้ง่ายเข้าใจง่าย คนแก่โอเค และของแต่งเยอะ วัยรุ่นขาซิ่งก็ชื่นชอบ ที่สำคัญคือตอนนี้คนขายไม่เล่นตัวเหมือนสมัยยุคก่อน BYD มา คุยง่าย จบง่าย แค่ว่าไฟแนนซ์ Honda Leasing นี่เข้มงวดมาก แต่นั่นก็คือสิ่งที่ทำให้อัตราการสมัครไปแล้วโดนยึดรถค่อนข้างต่ำ
...
ฝั่ง Nissan ยิ่งไม่มีอะไรใหม่ อย่างมากที่สุดก็คือการปรับอุปกรณ์เล็กน้อยที่เพิ่งทำไปใน Almera เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม และ Nissan เองก็ไม่มีแววรถใหม่ รถจ่อคิวเปิดตัว เพราะ “เจ้านาย” คนที่แล้วก็เคยส่งซิกไปแล้วว่า ยังไม่มีรถโมเดลใหม่ภายใน 3 ปีนี้ และ Nissan เองก็ต้องอยู่รอดด้วยการอัปเดต รถอะไรก็ตามที่ขายอยู่ไปในระหว่างนั้น เช่นเดียวกับฝั่ง Mazda ที่ยังไร้เงาไร้วี่แวว Mazda 2 ตัวใหม่ ทั้งที่ตัวเดิมนั้นน่าจะขายมาใกล้ครบทศวรรษแล้ว หน้าตารถอาจจะดูเหมือนเพิ่งจบมหาวิทยาลัย แต่จริงๆ อายุรถของเจ้า 2 นั้น นับเป็นคนละก็ 2 น่าจะย่อมาจากแม่ลูกสองแล้วมากกว่า
ในขณะที่ Mitsubishi นั้น หลายคนเห็นรถทดสอบ XForce กำลังวิ่งลองความโหดของถนนไทยอยู่ ก็พอจะคาดเดาจากวิธีตั้งราคาของค่ายนี้ได้ว่า ไม่น่าจะมีรุ่นย่อยไหนในงบ 7 แสนบวกลบให้ซื้อหรอกครับ ขนาด Xpander HEV ถุงลมสองใบยังขายเก้าแสนกว่าบาทเลย แล้วอะไรจะมาทำให้ XForce ถูกขนาดนั้นได้เล่าครับ
พูดง่ายๆ ว่ารถแบรนด์ญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ Podium Boys อย่าง Toyota, Isuzu และ Honda ตอนนี้แทบจะไม่มีอะไรใหม่ให้ตลาดรถเล็กราคาย่อมเยาเลย ส่วน Suzuki นั้น เมื่อชัดเจนแล้วว่าจะปิดโรงงานไทย ผมเชื่อว่าอาจจะมีลอตสั่งลา Suzuki 1.2 ลิตรทั้งหมดที่มีอยู่อย่างที่เคยมีไปแล้วกับ Ciaz และ Celerio โดย Swift ซึ่งทำตลาดในไทยมาราว 6 ปีได้แล้วนั้น อาจจะมีโอกาสล็อตสั่งลาก่อนโรงงานปิดในปีหน้า แต่ล็อตสั่งลานี้จะขายในราคาโคตรดีแบบ Ciaz หรือไม่ ผมว่าอาจะมีแต่ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าจะเป็นปีนี้หรือไม่
ฝั่งซามูไรมีความเคลื่อนไหวประมาณนี้ แต่ฝั่งมังกร ดูจะมีอะไรมาให้ลุ้นเหมือนดูไก่ชนอยู่แทบจะทุกสัปดาห์เลยครับ
Neta ดูจะมีอาวุธที่ดีสำหรับการกวาดยอดขายรถราคาถูก หลังจากเมื่อไม่กี่วันมานี้ Neta VII ที่เพิ่งประกาศราคาขายกันตอนมอเตอร์โชว์ห้าแสนต้นถึงค่อนปลาย ล่าสุด หั่นเหลือ 429,000-459,000 บาท และยังมีการเคลียร์สต๊อก Neta V รุ่นแรกที่นำเข้าจากจีนเหลือเพียง 409,000 บาท นี่คือความสะเทือนที่สั่นทั้งคู่แข่งใดๆ ที่ขาย EV คนเมืองขนาดเล็ก และยังสั่นไปถึงคนที่กำลังจะซื้อ Suzuki Celerio และคนที่กำลังมองหารถมือสองราคา 3.5-4 แสนบาท Neta V เป็นหนึ่งในรถไฟฟ้าที่ยอดจดทะเบียนเยอะในช่วงปีที่ผ่านมา และมีผู้ใช้ค้นพบทั้งเรื่อง Defect และวิธีปรับปรุงรถกันเองไปเยอะ คนซื้อใหม่ ถึงเจอปัญหาก็มั่นใจว่ามีเพื่อนเจอมาก่อนแล้ว (เอ๊ะแล้วมันดีหรือไม่ดี?)
ที่สำคัญคือ..เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง การมาของ Neta X รถครอสโอเวอร์ที่ขนาดตัวฟัดได้กับพวก BYD Atto3 หรือ Corolla Cross แล้วอาจหาญเปิดราคารุ่นเริ่มต้นมาเพียง 739,000 บาทแม้ว่าจะมีสีภายนอกให้เลือกน้อยมาก และรุ่นท็อปราคาห่างกันไม่มากแต่ได้แบตเตอรี่โตและอุปกรณ์ครบครันกว่า การมาของ Neta X นี้ผมมองว่าน่าจะไปสั่นคลอนถึงวงการอีโคคาร์และรถเก๋งเตี้ยขนาดเล็กด้วยการวางราคารุ่นเริ่มต้นลงมาแหย่ตลาดกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ใครที่ยอมรับความเสี่ยงกับการเล่นแบรนด์อายุน้อยโมเดลใหม่ ก็จะได้รถคันโต เรี่ยวแรงพึ่งพาได้ ประหยัดค่าน้ำมันไปเติมไฟแทน จับตาดูครับในไตรมาสต่อไปว่ายอดขายอีโคคาร์จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เพราะจ่ายต่างกันนิดเดียว ได้รถที่มาจากคนละคลาส ถึงแม้ Neta จะเริ่มต้นในไทยด้วยรถราคาย่อมเยาอย่างรุ่น V แต่กับ X นั้น อุปกรณ์ ความหรูหรา ความสบาย ต่างกันตามราคาเลยครับ
MG สถานการณ์ดูตึงบ้าง ชิลบ้างในหมวดของรถไฟฟ้าราคาเป็นมิตร หลังจากที่ย้ายบางรุ่นมาประกอบในประเทศ ปรับราคาใหม่เมื่อช่วงไตรมาสแรกของปี และแก้ปัญหาเรื่องการจำค่าการตั้งระบบความปลอดภัยบนหน้าจอ ที่ชอบกลับไปยังค่า Settings เดิมต้องมากดปิดเองตลอด ขยายหน้าจอกลาง ปรับวัสดุ ก็ดูเหมือนจะขายดี
จนกระทั่ง BYD มาลดราคา Dolphin เป็นการรับน้องอย่างโหด เอาตัวท็อปมาทำราคาเท่าตัวล่างสุดของ MG4 ก็ทำให้คนขาย MG ทำงานหนักขึ้น แต่ขณะเดียวกัน การลดราคาอย่างทารุณใจคนที่ออกรถไปแล้วของ BYD ทำให้กระแสผู้คนเริ่มกลัวที่จะออกรถใหม่ เพราะต่างคิดไปแล้วว่า “เดี๋ยวเขาก็ลดราคาอีก” ทั้งที่ความจริงถ้าเราพูดกันแฟร์ๆ MG4 Electric ตัว D เปิดมาตอนแรกประกอบจีนราคา 869,000 ในขณะที่รุ่นปัจจุบันประกอบไทยราคา 709,900 นั่นก็ลดเยอะ แต่ MG ยังมีเรื่องการประกอบในประเทศเป็นส่วนที่อ้างได้ไงครับ จำนวนคนที่บ่นแทนลูกค้าตัวจริงเลยไม่เยอะเท่า BYD ที่สำคัญพอ MG ประกาศเรื่อง Lifetime Warranty (ซึ่งตลอดอายุโมเดลรถ ไม่ใช่ตลอดอายุเจ้าของ..และมีเงื่อนไขที่ควรศึกษาก่อน) สิ่งนี้ในระยะยาวทำให้ MG มีโอกาสแข่งกับ BYD มากขึ้น คือแข่งด้วยการลดราคาไม่ได้ ก็ไปแข่งที่การพยายามทำให้เจ้าของรถสบายใจ และสร้างกลไกที่จะทำให้ MG ในตลาดมือสองมีโอกาสราคาแข็งขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ดูเหมือนคู่แข่งร่วมชาติอย่าง BYD กับ Neta จะเลือกทำในสิ่งที่ต่างออกไป คือลดราคา แล้วเน้นกวาดลูกค้าใหม่เข้า
อย่างไรก็ตาม MG ยังมีไพ่อีกใบ คือแทนที่จะลดราคา MG4 ลงไปอีก เขาก็สร้างจุดต่างด้วยการโดดไปแข่งในเวทีรถไฮบริดขนาดเล็กแทน และเปิดเซกเมนต์ราคาใหม่ในระดับที่หลายสื่อฯ คาดว่า “น่าจะเริ่มต้นที่ห้าแสนกลาง” ด้วย MG3 Hybrid+ ซึ่งในขณะที่เขียนนี้ ก็พอบอกได้ว่า รถรุ่นนี้มีขนาดตัวสั้นกว่า City Hatchback พอสมควร แต่ลำตัวกว้างกว่า มีขุมพลังไฮบริดที่มีพลังถึง 194 แรงม้า มีแบตเตอรี่ความจุไฟ 1.83kWh เยอะกว่าไฮบริด HEV ของทุกค่ายยกเว้น Nissan Kicks แถมยังมีลูกเล่นกับเกียร์ทดไฮบริด 3 ระดับที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ไม่ได้เอามาจากรถรุ่นเดิม กล้าเคลมว่าวิ่งทางไกล 22.79 กิโลเมตรต่อลิตร ตัวรถเองก็ไม่ใช่อารยธรรมเมโสโปเตเมียเก่าๆ มาหลอกขายคนไทย แต่เป็นรถที่ MG พัฒนาขึ้นมาใหม่โดยมีเป้าหมายหลักเป็นยุโรปทวีปใหญ่ เราจึงน่าจะพอคาดหวังได้ว่าช่วงล่างจะไปในแนววิ่งเร็วๆ สบาย MG3 ใหม่จึงเป็นรถเล็กที่น่าติดตามมากที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม รอดูราคาและอุปกรณ์เวอร์ชัน Final ได้เลยครับ
ส่วนฝั่ง BYD นั้น ล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็เปิดราคา “คาดการณ์” ของ Dolphin รถเล็กแต่คันไม่เล็ก เอาหมีกริซลี่ หรือคนใส่ชุดหมีนั่งเบาะหลังแล้วที่ยังเหลือ โดยราคาที่คาด ดูเหมือนจะแพงกว่าเวอร์ชันประกอบจีนที่ลดราคาไปไม่นานมานี้ ประมาณหมื่นบาท ต้องรอดูของจริงอีกทีว่าจะประกาศออกมาเท่าไร ส่วน Seagull ที่เคยเอาเวอร์ชันพวงมาลัยซ้ายมาโชว์นั้น สื่อฯ บางท่านที่ผมสนิทเริ่มพูดกันแล้วว่าไม่มา..หรือถ้ามาก็คงยังไม่ใช่ปีนี้ เพราะในมุมของรถราคาถูก Dolphin ตัวล่างวางตัวเองไว้จุดที่เหมาะสุดทั้งในเรื่องราคา อุปกรณ์ และสมรรถนะอยู่แล้ว ถ้าเอา Seagull เข้ามาก็ต้องทำราคาให้ต่างจาก Dolphin มาก ซึ่งต้องต่างกันมากกว่า 120,000 บาทขึ้นไป ถ้าต่างแค่ 60,000-70,000 บาท ดูตัวรถแล้วลูกค้าส่วนใหญ่คงไปเล่น Dolphin มากกว่า และในช่วงครึ่งหลังของปี BYD น่าจะทุ่มกำลังไปดันรถไฮบริดเสียบปลั๊ก DM-I มากกว่า
ส่วนมังกรค่ายอื่น อย่าง ChangAn นั้น ตอนนี้ Lumin ที่หน้าตาดูง่วง น่าจะได้หลับจริงๆ จากการแข่งราคาดุของ Neta ซึ่งเทียบตัวรถกับสิ่งที่ได้แล้ว ถ้าไม่ได้ว่าชอบรถหน้าตาน่ารักโดดเด่น คนส่วนมากก็เดินเข้าโชว์รูม Neta เสียมากกว่า และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีรถใหม่ในช่วงราคาเจ็ดแสนบาทแต่อย่างใด (อาจมี แต่จากข้อมูลคนรอบตัวล่าสุด ยังไม่มีใครรู้ครับ) ในขณะที่ทาง GWM นั้น รถที่ถูกสุด ก็ยังมีราคา 799,000 คือ ORA Good Cat ประกอบไทย และค่ายนี้เขาหนักแน่นแล้วว่าไม่มีนโยบายที่จะแข่งสงครามราคา ดังนั้นจึงไม่มีอะไรน่าจับตามอง ยกเว้นเขาจะบ้าจี้ จับ Good Cat กลับมาใส่ล้อกระทะเหล็ก ปรับลดอุปกรณ์ แล้วพยายามทำราคาลงมาอีก ซึ่งก็จะขายได้ในบรรดาคนชอบรถทรง Retro เท่านั้น เพราะถ้ามองดีๆ เจ็ดแสนต้น ฝั่ง Neta ได้รถคันใหญ่กว่าเยอะนะครับ GWM คงต้องมองหาลู่ทางว่าจะเอารถรุ่นไหนมาอุดตลาดเจ็ดแสนบาทตรงนี้ เพราะความจริงก็คือไม่ว่ายอดขายรถในประเทศจะมีกี่คัน รถกลุ่มที่สร้าง Volume เยอะที่สุด คือกลุ่มราคาระดับนี้ละครับ
ส่วนฝั่งเวียดนามนั้น ก็จะมีรถไฟฟ้า Vinfast VF-5 ที่คาดว่าน่าจะขายกันแถวๆ ห้าแสนบาท เคยเป็นตัวเลือกที่ดูน่าจะมีอนาคตเพราะดีไซน์ของเขาก็เก๋เด่นในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณอ่านบทความนี้ทุกบรรทัด ก็จะเจอส่วนที่ผมเขียนถึง Neta VII และ MG3 ใหม่ ที่จะมาเป็นคู่แข่งในราคาระดับใกล้เคียงกัน ดูทรงแล้วเพื่อนสาวเวียดนามต้องตั้งสตินับม็อท ไห่ บ้า บ่น นั่ม เสา เบ่ย ตั๋ม ฉิน เหม่ย แล้วดูอีกทีว่าจะตั้งราคาเท่าไรดี เพราะถ้าโผล่มา 500,000 บาท ณ วันนี้ ผมว่าโอกาสแจ้งเกิดในไทยยากระดับเข็นครกขึ้นภูเขา..ไม่ใช่สิ..เข็นภูเขาขึ้นครกจะตรงเสียกว่า
นี่คือความเคลื่อนไหวของกลุ่มรถราคาย่อมเยา ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งอาจจะมีรุ่นไหนมาแบบเซอร์ไพรส์ก็ได้ ถ้ามี เดี๋ยวเราก็จะมาอัปเดตกันอีกทีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนงาน Motor Expo ครับผม
Pan Paitoonpong