Mercedes-Benz เป็นค่ายที่ก่อกำเนิดรถยนต์คันแรกของโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ผลิตรถไปหลายรุ่น ในสัปดาห์นี้ผมจะเผยรถยนต์ของค่ายดวงดาว 10 รุ่นที่รู้สึกชอบ หรือมีความประทับใจ คุณอาจแปลกใจที่ไม่ได้มีรถตำนานอย่าง 540K หรือ 300SL “Gullwing” และมี C-Class ธรรมดาเยอะแยะ ผมไม่ได้ชอบรถที่เก่าแก่เกินจนขับใช้งานไม่ได้ หรือไม่ก็เทพเกินจนรู้สึกว่าอยู่คนละชั้น เพราะผมอยากให้โควตาแก่รถที่พวกเราสามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องรอชาติหน้า แต่บางคันถึงแพงสุดฟ้าก็อยากได้มาไว้สักคันจริง จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูครับ

...

สัปดาห์นี้ น้าฉ่าง อาคม รวมสุวรรณ หัวหน้ากองยานยนต์ของผมเขาบินไปโปรตุเกสเพื่อร่วมงานของ BMW แล้วก็มีการโพสต์ลง Social Network ของแกว่าตั้งใจจะเขียนถึงรถยนต์ BMW 12 รุ่นที่ชอบ ไอ้ผมก็เป็นคนที่ใจบาปชอบกวนให้เท้าคนแก่กระดิกเล่น เลยคิดว่าควรจะเขียนบทความถึงรถยนต์ของ Mercedes-Benz ซึ่งเป็น “Nemesis” (คู่ฟัด) ตลอดกาลของค่ายใบพัดที่น้าฉ่างแกชอบสักหน่อย ที่เกริ่นแบบนี้คุณผู้อ่านจะได้ทราบว่าบางทีแรงบันดาลใจในการเขียนบทความของผมไม่ได้มาจากความหวังดี แต่มาจากความกวนอวัยวะล้วนๆ ครับ แต่จะให้เขียนถึงรถที่ผมชอบ ไอ้ผมก็ดันเกิดมาเป็นคนจนๆ ไม่ได้มีวาสนาครอบครองเบนซ์ในตำนานหลายรุ่น และโดยส่วนตัวไม่ใช่คนที่ชื่นชอบรถประเภทที่คลาสสิก แต่ขับใช้งานได้ยาก แพงหลายร้อยล้านจนเราไม่กล้าเดินเฉียดรถ หรือรถที่ต้องมีแต่ผู้มีวาสนาเท่านั้นครอบครองได้

ผมชอบรถที่เราสัมผัสได้จริง ถึงแม้ไม่มีวาสนาแตะรถแท้ ได้แต่รถที่เอาอวัยวะจากอะไหล่นำเข้ามาประกอบ (Franken-car) ก็ยังดี ดังนั้นคุณลืมรถโคตรตำนานดาวอย่าง 300 SL Gullwing, 540K, หรือ 600 ไปได้เลย รวมถึงพวกรถต้นแบบที่มนุษย์เดินดินไม่มีวันได้เป็นเจ้าของด้วย และนี่คือ 10 รุ่น Mercedes-Benz และ AMG ที่ผมเคยสัมผัส มีความชื่นชอบ และหลายรุ่น ผ่านมานานก็ยังรู้สึกชื่นชอบอยู่ พวกคุณที่อ่านอยู่อาจเคยเป็นเจ้าของมาบางคันแล้วก็ได้ ผมเขียนเรียงลำดับจากแก่สุดไปหาใหม่สุด และเลือกรถแบบผสมระหว่างคลาสสิกรุ่นลุง ไปจนถึงรถปีใหม่ๆ เพื่อความหลากหลาย และขอแบ่งเป็น 2 ตอนเพื่อไม่ให้ยาวจนเกินไปครับ

...

...

C126 560SEC
S-Class Coupe ที่สวยทน สวยนาน และเซ็กซี่ที่สุด การจะเปรียบเทียบรถคันนี้เป็นคน ขอให้คุณนึกถึงคุณโรเจอร์ มูร์ ดาราหนุ่มอังกฤษที่ล่วงลับไปนานแล้ว แต่ให้ดูงานแสดงของเขาในบทบาทเจมส์ บอนด์เป็นหลัก บุคลิกของเขา และ S-Class Coupe บอดี้ C126 นี้เหมือนกันคือมีความภูมิฐาน ดูไม่ดุแบบใครเดินผ่านต้องเตะ แต่กลับดูสง่า สงวนท่าทีในแบบที่ใครมองก็รู้สึกว่าเขามีความร้ายกาจซ่อนอยู่ รถรุ่นนี้เผยโฉมครั้งแรกในปี 1981 และเป็นรถที่หาดูได้ยากมากในไทย ณ เวลานั้น เนื่องจากรัฐบาลปรับกำแพงภาษีรถนำเข้าสูงมากในช่วงปี 1979 คุณจะสามารถเห็นรถรุ่นนี้ได้ที่แถวๆ อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นรถป้ายทะเบียนฟ้า รถทูต หรือเจ้าหน้าที่ฝรั่งสั่งเข้ามา หรือไม่ก็ต้องไปเมืองนอกกันเลย เสน่ห์ของรถรุ่นนี้คือการเป็นทรงคูเป้ที่ดีไซน์แบบ “ไม่ต้องเยอะเรื่องแต่สวยนาน” ตามหลักของ Bruno Sacco นักออกแบบประจำค่าย (ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกที่เขารับผิดชอบเมื่อรับตำแหน่ง) เส้นสายที่คลีน...ลีนแบบคนเล่นฟิตเนสรักสุขภาพ มันช่างแตกต่างและน่ามองกว่า

...

C140 S-Class Coupe
เจเนอเรชันหลังจากนั้นที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนซื้อเสื้อตามห้างหาไซส์ไม่ได้ ภายในผสานระหว่างความเรียบง่าย บวกกับวัสดุชั้นดี บุหนัง บุนุ่ม ลายไม้ขัดเงา เป็นรถคูเป้สไตล์ Grand Tourer ที่ไม่ได้เอาไว้ยัดโค้งเล่นกับ Toyota 86 แต่มีไว้ Cruise ที่ความเร็ว 200 อย่างสบายอารมณ์ หนักแน่น และยังเป็นรถที่คุณจะใช้แบบเดิมๆ รักษาสภาพก็ดูขลัง หรือจะตกแต่งสไตล์ AMG ก็ดูเก๋ไม่แพ้กัน ความชอบในรถรุ่นนี้ของผมมาจากหนังอเมริกันเรื่อง Road House ซึ่งพระเอกขับรถรุ่นนี้ รุ่นที่ผมชอบที่สุด ต้องเป็นตัวแรงสุดแน่นอนครับ 560 SEC เครื่องยนต์ V8 M117 อัลลอยทั้งเสื้อสูบและฝาสูบ ในรถรุ่นกำลังอัดสูงและไม่มีแคทจะมีกำลังมากถึง 300 แรงม้า แต่รถส่วนใหญ่จะมีระบบบำบัดไอเสีย ส่งผลให้มีกำลังอยู่แถวๆ 272 แรงม้า ซึ่งตัวเลขแบบนี้ไม่ธรรมดาในยุค 80s ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติกลไกที่นุ่มนวลจนน้ำในแก้วหกทุกครั้งที่เปลี่ยนจาก 1 ไป 2 และในยามปกติมันจะไม่ยอมออกตัวเกียร์ 1 ให้คุณด้วยซ้ำไป แต่ใครจะแคร์ในเมื่อคุณดูเก๋ขนาดนี้ ในรถที่อายุมากกว่าแฟนเก่าคุณสองคนรวมกัน?

W201 190E 2.5-16
เล็ก แต่ร้าย คือนิยามของเจ้าเบบี้เบนซ์ใส่พริกสามเม็ด ใน 190E ธรรมดา มันคือรถที่คุณลุงคุณป้าซื้อให้เป็นรางวัลชีวิตหลังเกษียณ นี่ไม่ได้มโนเพราะมันคือสิ่งที่ลุงของผมเองทำในวันที่ท่านเกษียณ แต่สำหรับ 190E ที่ใช้เครื่อง 16 วาล์วนั้น มันต่างออกไป นี่คือรถที่ทำมาเอาใจคนซีเรียสกับการขับ ตั้งใจทำมาแย่งลูกค้าวัยรุ่นจาก BMW แล้วก็โดน BMW ต่อยกลับด้วย M3 ก่อนที่ Mercedes-Benz จะเข็นเวอร์ชันอัปเดต อัปเกรด และพลังออกมา ช่วงปี 1983-1992 นั้นคือยุคแห่ง DTM ที่เราจะได้เห็นค่ายคุณน้าตราดาวซัดนัวกับค่ายใบพัดทั้งในสนาม และนอกสนาม และเป็นรถที่ร้ายในพิกัดเล็ก 4 สูบทั้งคู่ น่าเสียดายว่ารถ 190E 16 วาล์วทั้งหลายในไทยนั้น รถแท้แพงกว่าจั๊กกะแร้เทวดามาก รถที่ทำมาเนียนๆ ยังต้องว่ากันเกือบล้านบาท แต่ในเม็ดเงินเหล่านี้คุณจะได้ครอบครองวิศวกรรมที่วิศวกร Mercedes-Benz ตั้งใจทำมาฆ่า 3 Series หมดเงินหลายพันล้านไปกับคำว่าช่วงล่างและการขับขี่ จนรถคันเล็กเหมือน Corolla สามารถขับเร็วๆ 160-170 แล้วยังนิ่งได้ โดยที่วิ่งบนพื้นขรุขระก็ไม่สะเทือนไส้

วัสดุต่างๆ ถูกคิดค้นมาเพื่อความทนทาน และการใช้งานในหลายสภาพอากาศ สิ่งเดียวที่เบนซ์ยุคนั้นคิดไม่เป็นจริงๆ คือที่วางแก้ว นอกนั้นคิดได้หมด สเปกในฝันของผม? แน่นอนว่าต้องเป็น 190E 2.5-16 Evolution II ซึ่งเป็นรถตัวแรงสุดแล้วกับพลัง 235 แรงม้า แอโร่พาร์ทใส่มาเหมือนจะไปต่อยกับ Lancer EVO (เบนซ์ใช้คำว่า Evolution ก่อน Mitsubishi ทราบแล้ว..ไม่ต้องเปลี่ยน) ช่วงล่างปรับสูงต่ำแข็งอ่อนได้จากสวิตช์ เบาะสปอร์ตลายเฉพาะตัว และผลิตออกมาเพียง 500 คันบนโลกนี้ ดังนั้นมันอาจจะเทพเกิน ในความจริงรถรุ่น 2.5-16 เกียร์ธรรมดาก็เพียงพอแล้ว ดูเรียบๆ แบบสวยนาน และพลัง 195 แรงม้าจากเครื่องฝาสูบ Cosworth ก็ยังคงทำให้คุณยิ้มได้ ถ้าคุณตระหนักว่ามันคือรถจากเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ในยุคที่วิศวกรไม่ต้องใส่ใจหลายเรื่องมากไปกว่าความปลอดภัย ดีไซน์ การใช้งาน และการขับขี่

W124 500E
“หมาป่าในชุดแกะ” คือฉายาที่สื่อมวลชนสมัยนั้นตั้งให้กับ 500E เพราะความที่ดูภายนอกมันช่างเหมือนกับแท็กซี่ในเมืองสตุตการ์ทยุคนั้นเสียเหลือเกิน แต่แท็กซี่อะไรฟระ มีโป่งล้อใหญ่เบ้อเริ่ม เสียงเครื่องยนต์ก็ดุกว่าปกติ รถก็ดูเตี้ยๆ ล่ำๆ แปลกๆ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะนี่คือ Performance Model ที่เบนซ์โยนให้พนักงานบางส่วนที่คิดว่าว่าง สร้างมันขึ้นมาเพื่อสั่งสอน BMW ว่าสปอร์ตซาลูนของแท้ต้องไม่ขี้เหนียวลูกสูบ ทำมาทำไม 6 สูบครับ เบนซ์เลยข่มด้วยพลัง V8 เสียเลย เพราะในช่วงปี 1989 นั้นทางเบนซ์ก็เพิ่งเปิดตัวเครื่อง M119 แปดสูบในรถ SL ตัวถัง R129 ก็ในเมื่อเครื่องนี้อยู่ในรถหนัก 1.9 ตันยังเร็ว นับประสาอะไรกับการเอามาวางบอดี้เบาๆ อย่าง W124 เล่า

แต่โชคไม่ดีนิดตรงที่พนักงานในค่ายน้าตราดาวบอกว่า “ไม่ว่างจ้ะ กำลังพัฒนา S-Class ใหม่อยู่” ผู้บริหารเขาเลยว่าจ้าง Porsche เป็นมือปืนในการออกแบบโครงสร้างรถเพื่อให้วางเครื่อง V8 5.0 ลิตรลงไปได้ การสร้าง 500E ในสมัยนั้นยุ่งยากตรงที่บอดี้ของมันกว้างจนไม่สามารถประกอบในไลน์ปกติของ W124 ขณะนั้นได้ จึงต้องส่งชิ้นส่วนไปประกอบที่โรงงานของ Porsche แล้วหลังจากประกอบเป็นโครงคัน ก็ต้องส่งกลับมาทำสีที่เบนซ์ แล้วส่งกลับไปใส่เครื่องยนต์กลไก ช่วงล่างและส่วนประกอบอื่นด้วยมือที่ Porsche อีกครั้ง แต่ผลที่ได้ก็คุ้มค่ากับซุปเปอร์ซาลูนพลัง V8 326 แรงม้า ที่เอาไว้คุยทับกับ BMW ได้แม้ BMW จะขำนิดๆ ตรงที่ใช้เครื่อง 5 ลิตร ทำม้าได้มากกว่าเครื่อง 3.4 ของค่ายใบพัดแค่ 11 ตัว แต่บุคลิกของรถก็ต่างกันมาก M5 ดูเป็นรถที่รักความพยศในลีลา ในขณะที่ 500E พยายามเป็นจรวดทางเรียบที่มุ่งไปข้างหน้าแล้วกินทุกอย่างที่มันกินได้

ที่เบนซ์โยนให้พนักงานบางส่วนที่คิดว่าว่าง สร้างมันขึ้นมาเพื่อสั่งสอน BMW ว่าสปอร์ตซาลูนของแท้ต้องไม่ขี้เหนียวลูกสูบ ทำมาทำไม 6 สูบครับ เบนซ์เลยข่มด้วยพลัง V8 เสียเลย เพราะในช่วงปี 1989 นั้นทางเบนซ์ก็เพิ่งเปิดตัวเครื่อง M119 แปดสูบในรถ SL ตัวถัง R129 ก็ในเมื่อเครื่องนี้อยู่ในรถหนัก 1.9 ตันยังเร็ว นับประสาอะไรกับการเอามาวางบอดี้เบาๆ อย่าง W124 เล่า แต่โชคไม่ดีนิดตรงที่พนักงานในค่ายน้าตราดาวบอกว่า “ไม่ว่างจ้ะ กำลังพัฒนา S-Class ใหม่อยู่” ผู้บริหารเขาเลยว่าจ้าง Porsche เป็นมือปืนในการออกแบบโครงสร้างรถเพื่อให้วางเครื่อง V8 5.0 ลิตรลงไปได้ การสร้าง 500E ในสมัยนั้นยุ่งยากตรงที่บอดี้ของมันกว้างจนไม่สามารถประกอบในไลน์ปกติของ W124 ขณะนั้นได้ จึงต้องส่งชิ้นส่วนไปประกอบที่โรงงานของ Porsche แล้วหลังจากประกอบเป็นโครงคัน ก็ต้องส่งกลับมาทำสีที่เบนซ์ แล้วส่งกลับไปใส่เครื่องยนต์กลไก ช่วงล่าง และส่วนประกอบอื่นด้วยมือที่ Porsche
อีกครั้ง แต่ผลที่ได้ก็คุ้มค่ากับซุปเปอร์ซาลูนพลัง V8 326 แรงม้าที่เอาไว้คุยทับกับ BMW ได้

แม้ BMW จะขำนิดๆ ตรงที่ใช้เครื่อง 5 ลิตร ทำม้าได้มากกว่าเครื่อง 3.4 ของค่ายใบพัดแค่ 11 ตัว แต่บุคลิกของรถก็ต่างกันมาก M5 ดูเป็นรถที่รักความพยศในลีลา ในขณะที่ 500E พยายามเป็นจรวดทางเรียบที่มุ่งไปข้างหน้าแล้วกินทุกอย่างที่มันกินได้ ผมไม่เคยมีวาสนาได้ขับ 500E แท้ๆ เคยได้แต่ลองรถที่ทำมาเกือบครบและเนียนพอสมควร อาจบอกไม่ได้ว่าสมรรถนะในทางโค้ง และพวงมาลัยดีจริงหรือไม่ เพราะมันถูกปรับแต่งมาแล้ว แต่เครื่อง V8 5.0 ลิตรในรถขนาดเท่านั้น เกียร์ออโต้กดเบาๆ ก็พุ่งตัวดี ยิ่งจับใส่ท่อ AMG สักหน่อย เสียง V8 แผดสะใจ แต่เสียงของ 500E เป็นความโวยวายที่ไม่มีใครอยากลุกขึ้นไปด่าแบบเสียงของเด็กที่ชอบเอะอะโวยวายกับพ่อมันบนเครื่องบิน เสียง 500E มันทุ้มต่ำน่าเกรงขาม เหมือนคุณฟังเวลาท่านเรวัชบรรยายแล้วคุณรู้ว่าคุณไม่ควรหาเรื่องบุคคลท่านนี้ และในสภาพเรียบร้อยเหมือนคนใส่สูท 500E สามารถวิ่งที่สนามคลอง 5 ได้ภายใน 14 วินาที เรียกได้ว่ายุคนั้นต่อให้คุณมี Ferrari 348 ตัวไมเนอร์ ก็อย่าออกตัวพลาดแล้วกันไม่งั้นม้าจะโดนหมาป่าในคราบแกะงาบเอา

R129 SL600
ถ้าคุณอยากสัมผัสความคลาสสิกของแท้ และไม่แคร์ที่อาจจะซ่อมจนโดนเมียด่าเช้าเย็น R129 คือรถจากยุคที่เบนซ์ยังรักการ “Overengineer” ที่น่าเล่นมาก โดยเฉพาะในเรื่องการออกแบบที่ใช้ปรัชญา ไม่ต้องเยอะแต่สวยนานของ Bruno Sacco และบวกกับสิ่งที่ผู้คนเคยชื่นชมจากใน SL รุ่น R107 ในด้านสัดส่วนสปอร์ต หน้ายาว ท้ายสั้น บวกกับความเป็นผู้ดีในเส้นสายของ C126 S-Class Coupe ทำให้ R129 เป็น SL ที่สวยที่สุดในสายตาผม แม้ว่าในปัจจุบันจะมีรุ่นใหม่ๆ ออกมาหลายรุ่นแล้วก็ตาม แต่ไม่มีรุ่นไหนทำได้สง่างาม ปราดเปรียว และลงตัวอย่างที่ R129 เป็น ยกเว้นไอ้หลังคาแก้วที่มาเป็นออปชันในช่วงหลังๆ ผมดูให้ตายยังไงก็ไม่สวย สู้หลังคาแข็งแบบมาตรฐานไม่ได้ แต่ไอ้หลังคาแข็งนี่เวรกรรมมาก เพราะน้ำหนักมันเยอะ และจะใส่จะถอดแต่ละทีต้องช่วยกันยกกับเพื่อน ผมเคยช่วยกันยกจะถอด เพื่อนเหยียบน้ำลื่น หลังคาลงไปกระแทกตัวรถ สีถลอก มันร้องไห้ไปทั้งคืน

ในช่วงแรกๆ หลังเปิดตัว SL ถูกนำเข้ามาขายในไทยในราคาที่พระเห็นยังสบถ ขนาด 300SL 12 วาล์วรุ่นถูกสุดยังต้องจ่าย 18 ล้านบาท รอจนรัฐบาลประกาศลดกำแพงภาษีในปี 1992 จาก 18 ล้านบาทลดมาเหลือแถวๆ สี่ล้านนิดๆ เท่านั้น และ 500SL V8 ก็มีราคาไม่แตะ 7 ล้านบาท ยิ่งพอเข้าช่วงปี 1994 เป็นต้นมา เมื่อมีการปรับชื่อรุ่นเอาตัวอักษรมานำหน้าตัวเลข ในไทยเราก็ดันยอดขายรุ่น SL 280 สปอร์ตพลังแมว 193 แรงม้าขายจนมีวิ่งบนท้องถนนดาษดื่น ในขณะที่พวก V8 หาดูได้ยากกว่าเพราะราคาน้ำมันโหดมาก สมัยนั้นผมมักจะแนะนำเพื่อนๆ ว่า ถ้าใครมองหาประสบการณ์ในการขับที่ดีแบบรอบด้าน ขุมพลัง V8 5.0 ลิตร 48 วาล์ว 318 แรงม้านี่ล่ะครับเหมาะสุด เพราะได้อัตราเร่งที่กล้าเรียกตัวเองได้ว่าสปอร์ต ได้บุคลิกเครื่องยนต์ที่ดุดัน และการบังคับควบคุมที่แม้ไม่ได้เลี้ยวคล่องเท่าพวก 6 สูบ แต่ก็แย่กว่ากันไม่มาก

แต่ใน พ.ศ.นี้ เมื่อ R129 กลายเป็นรถอนุรักษ์ ผมกลับรู้สึกว่าช่างมารดาเรื่องการเล่นโค้งไปเถอะ คุณมีรถรุ่นอื่นเอาไว้ซัดโค้งอร่อยๆ เยอะแล้ว ในยุคนี้เราต้องเล่นเครื่องยนต์สันดาปประเภทที่กำลังจะสูญพันธุ์สิครับ ในกรณีนี้ผมเลยเลือกว่า SL600 ที่แม้ตัวจะหนักหน้าจะดื้อ แต่คุณได้พลัง V12 สูบที่นับวันจะหาดูได้ยาก และเป็นเครื่องที่เบนซ์เอาไปทำสเปก AMG แล้วขายให้ Pagazi ไปใส่ซุปเปอร์คาร์ Zonda คุณจะใช้มันเดิมๆ แล้วเอ็นจอยกับพลัง 394 แรงม้า เงียบๆ เรียบๆ แต่ไต่ 250 กม./ชม. ได้อย่างไว หรือจะลองค้น YouTube หา Mercedes V12 with straight muffler แล้วลองฟังดูก็ได้ คุณจะได้รถคลาสสิกที่สุ้มเสียงดุราวซุปเปอร์คาร์ไว้วิ่งกวนประสาทหูชาวบ้านเล่นแบบที่คุณจะไม่เชื่อว่าเบนซ์เป็นได้

W211 AMG E 55 Kompressor
ผมจะแอบสารภาพแบบเสี่ยงตัวเองเข้าตะรางกับท่านว่านี่คือรถรุ่นแรกและคันแรกในชีวิตที่ผมขับเองแล้วควบยัดแหวกอากาศจนเห็นตัวเลข 3xx กม./ชม. เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อประมาณ 20 ปีก่อนตอนผมยังเป็นวัยรุ่นตอนกลาง และ Mercedes-Benz ประเทศไทยนำ E 55 AMG รุ่นนี้เข้ามาขาย โดยปักราคาเอาไว้เกือบ 11 ล้านบาทแบบยังไม่รวมแพ็กเกจพิเศษ ซึ่งเจ้าของรถคันที่ผมขับได้สั่ง AMG Performance Pack พร้อมปลดล็อกความเร็วสูงสุดไปด้วย ผมจะไม่บอกว่าเราไปวิ่งที่ไหน แต่มันไม่ได้นานขนาดนั้นเลยในการเห็นตัวเลขมาตรวัดกวาดผ่าน 260 ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ รถแรง รถแต่ง ถ้าไม่ได้แน่จริง เจอ E 55 ตัวถัง W211 ไล่กดตีนปลายอาจเหนื่อย เพราะมันคือปิศาจยุคเปลี่ยนศตวรรษที่มีทั้งพลัง ช่วงล่าง และแอโร่ไดนามิกส์ที่ AMG รังสรรค์มาอย่างดี ผมไม่ได้ชอบ E 55 ในตัวถัง W210 เพราะรู้สึกว่าพละกำลังของมันยังไม่เด็ดดวงเท่า แต่กับ E 55 โฉมนี้ AMG ยัดชุดซุปเปอร์ชาร์จเข้าไปจนมีพละกำลังถึง 476 แรงม้า ในสเปก “เริ่มต้น”

ในปีที่มันเปิดตัว M5 ยังมีแรงม้าแค่ 400 ตัว เจอกันบนเอาโต้บาห์นเบนซ์ก็ถล่มยับ (จนภายหลัง M5 V10 จัดมา 508 แรงม้านั่นล่ะครับดาวเลยหายซ่า) แต่ถ้าคุณติ๊กเลือก Performance Package ตอนซื้อ นอกจากจะต้องจ่ายเงินเพิ่มหลายแสนจนราคารวมตัวรถนั้นซื้อ Porsche 911 รุ่นล่างๆ ได้สบาย คุณจะได้ปลดล็อกวามเร็วจาก 255 กม./ชม. ได้ท่อสูตรสปอร์ตแบบเดียวกับ SL55 AMG และได้พลังของรถที่ปรับจูนเพิ่มเป็น 500 แรงม้า (หลายคนนึกว่าท่อตัวนี้ใส่แล้วเอาเสียง เอาเท่เฉยๆ) เมื่อ 20 ปีก่อน การมีรถหน้าตาเหมือนแท็กซี่โอเรียนเต็ล แต่พกมา 500 ม้าเหมือนรถแดร็กคลองห้าตัวโหดๆ นั้นไม่ธรรมดาเลย

E 55 ออกตัวแบบเนิบๆ ในเกียร์แรก หลังจากนั้นนรกก็แตก (นรกของปี 2004-05 นะครับ..ซึ่งอ่อนมากถ้าเทียบกับนรกจากรถไฟฟ้า 500 ม้าในยุคนี้) เกียร์มีแค่ 5 จังหวะ ดังนั้นคุณจะเปลี่ยนเกียร์เพียง 3 ครั้งก็ทะลุ 200 ไปไกลแล้ว และในช่วงที่รถ EV หลายร้อยม้าส่วนมากจะหยุดการเจริญเติบโตของความเร็ว E 55 ซุปเปอร์ชาร์จ Performance Pack จะไต่ต่อแบบไม่เกรงใจด่าน จนต้องผ่านหลัก 280 ไปนั่นล่ะถึงเริ่มไต่ช้าลงบ้าง ความโหด เสียงที่เหี้ยม แรงดึงแบบที่ไม่มีวันจบสิ้น ทุกอย่างยังอยู่ในความทรงจำของผมจนวันนี้ ก็ยังไม่ลืมกับรถคันแรกที่ขับเองแล้วไต่ผ่าน 300 กม./ชม. บนถนนสักแห่งในไทยที่คุณอย่ารู้เลยว่าที่ไหน และนั่นก็คือ 5 รุ่นแรก ของ Mercedes-Benz ในดวงใจของผมวันนี้ ในสัปดาห์หน้า เราจะพาคุณไปเจอรถที่ใหม่ขึ้น บางคันยังสามารถหาพบได้ในสภาพดี และในราคาที่คุณเป็นเจ้าของได้ แต่ผมใบ้ให้ว่า หลังจากทำลิสต์มาแล้วได้เช็กอีกที มี C-Class อยู่ 4 จาก 5 คันแล้วนะ..มันต้องเป็นรถรุ่นที่พวกคุณซื้อได้บ้างแหละครับ.

Pan Paitoonpong