ไม่นานมานี้ผมเคยเขียนเกริ่นถึงความน่าเล่นของ Lexus LS400 ในคอลัมน์รถไทยรัฐออนไลน์วันอาทิตย์ไปแล้ว ด้วยเสน่ห์ความเป็นซีดานขนาดใหญ่ ซึ่งทาง Toyota ได้ใช้มันสมองของวิศวกร 1,400 คน ช่างเทคนิค 2,300 คน นักออกแบบภายนอก/ภายใน 60 คน มาช่วยกันสานฝันของประธาน Toyota ในยุคนั้นให้เป็นจริง..ความฝันที่คนญี่ปุ่นจะสร้าง Luxury Sedan ที่มีสมรรถนะและความสะดวกสบายในระดับที่นานาชาติให้การยอมรับ
...
พวกเขาต้องสร้างรถทดสอบออกมา 450 คัน สร้างเครื่องยนต์มาวิจัย 900 เครื่อง
เสาะหาวัสดุต่างๆ มาทดสอบทั้งสัมผัสที่น่าพึงพอใจ และความทนทาน จนทำให้เมื่อ Lexus เปิดตัว LS400 รุ่นแรกออกมา คนอเมริกันชื่นชมกันมาก ส่วนคนยุโรปแม้จะไม่ได้เทใจให้มากเท่า แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่า ถ้าเทียบ Luxury Sedan V8 ระดับเดียวกัน Lexus เก็บเสียงดีกว่าทุกยี่ห้อ ประหยัดน้ำมันกว่า และที่สำคัญคือใช้ไปแล้วไม่ต้องกลัวพัง
ใครทำแบบสำรวจความพอใจลูกค้าออกมา LS400 ติดอันดับต้นๆ เสมอ นั่น..คือ Lexus LS400 เจเนอเรชันแรก (UCF10) แต่ในบทความนี้ ผมจะชวนคุณมาลองอ่าน ความน่าสนใจของ LS400 เจเนอเรชันที่สอง (UCF20) ซึ่งมาจำหน่ายในบ้านเราอย่างเป็นทางการในปี 1995 ด้วยราคาย่าน 4- 5 ล้านบาท ขออภัยที่จำตัวเลขเจาะจงไม่ได้ มันนานมาแล้ว
ทำไมถึงแนะนำเจเนอเรชันที่สอง แล้วแถมยังเป็นรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์อีกด้วย เหตุผลก็คือ หนึ่ง ความล้ำเลิศทางวิศวกรรมที่เจเนอเรชันหนึ่งสร้างไว้หลายข้อ ยังถูกส่งต่อมาในรุ่นนี้ ขนาดแม้แต่เรื่องหน้าตารถ ก็ยังดูเกือบเหมือนรุ่นเดิมทั้งๆ ที่ชิ้นส่วนใช้ร่วมกันได้น้อยมาก แต่ส่วนใดก็ตามที่รุ่นแรกเคยดีไซน์ไม่จบ หรือพบปัญหาในการใช้งาน
ในเจเนอเรชันนี้ ก็ถูกแก้ไขให้ตอบสนองการใช้งานได้ดีขึ้น ที่สำคัญคือ ราคาครับ ค่าตัวของรถ UCF20 ก่อนไมเนอร์เชนจ์นี้ โคตรเป็นมิตร คือเริ่มตั้งแต่ราวแสนกลางๆ ไปจนถึงสองแสนกลางๆ ขึ้นอยู่กับสภาพรถที่ได้
ทำให้บางท่านที่อาจจะรวยแบบพอเพียง (คือพอที่จะมีรถคันที่สองหรือสามไว้ขับเล่นได้) และเล่นเบนซ์หรือ BMW เก่าๆ มาจนเบื่อแล้ว อาจเริ่มอยากลองหันมามองความหรูจากสไตล์ญี่ปุ่นดูบ้าง บางคนอาจถามว่า อ้าว แล้วรุ่น UCF20 ไมเนอร์เชนจ์ล่ะดีกว่าไหม? ก็ต้องบอกเพื่อดักท่านตรงนี้ก่อนเลยนะครับว่า ดีกว่าในทุกเรื่อง ประหยัดน้ำมันกว่านิดๆ เร่งดีกว่ากันแบบรู้สึกได้ เพราะรุ่นไมเนอร์เชนจ์นอกจากแต่งหน้าทาปากแล้ว ก็เปลี่ยนเครื่องยนต์ 1UZ-FE เป็น 1UZ-FE VVTi เพิ่มระบบองศาเปิดปิดวาล์วแบบแปรผันเข้ามา
...
แรงม้าก็เพิ่มจาก 260 เป็น 290 แรงม้า แต่รถรุ่นนี้ เป็นที่นิยมในตลาดมาก คนส่วนมากจะเสาะหารุ่นไมเนอร์เชนจ์ ทำให้ราคาอาจพุ่งไปได้แรงถึง 350,000- 400,000 บาท ถ้าการเพิ่มเงินเท่าตัวไม่ใช่ปัญหา คุณข้ามไปเล่นตัวไมเนอร์เชนจ์ได้เลยครับ
แต่รุ่นเก่าก็ได้ในเรื่องดีไซน์ที่ตรงธีมกับเจเนอเรชันแรก (ไม่มาคล้ายเบนซ์แบบพยาย้ามพยายามเหมือนรุ่นหลังๆ) และพอราคาถูกก็เหลืองบไว้ซ่อมได้เยอะ
...
สำหรับคนที่อยากได้สตอรี่หรือความเป็น Original ในแง่ความคลาสสิก รถ UCF20 คงสู้ UCF10 เจเนอเรชันแรกไม่ได้ แต่ถ้าคุณมองข้ามจุดนี้ไป แล้วมองว่าราคามือสองก็เท่ากัน รถเจเนอเรชันที่สองมีจุดเหนือกว่าหลายจุด ตัวถังแข็งแรงกว่า ช่วงล่างปรับจูนเผื่อความเร็วสูงมากขึ้น เครื่องยนต์แรงกว่า ระบบเบรกมีผ้าเบรกที่โตกว่า เพิ่มฉนวนกั้นเสียงเข้าไป แต่น้ำหนักตัวรถลดลง 90 กิโลกรัม และมีพื้นที่เหยียดขาสำหรับคนนั่งหลังเพิ่มขึ้นอีก 66 มิลลิเมตร
...
เมื่อเปิดประตูเข้ามาภายใน หากคุณไม่ได้จ้องจับผิดว่าสวิตช์บางอันจะดูเหมือน Corolla มากไปนิด ดีไซน์ของ Lexus LS400 จะมาแนว ไม่ว้าว แต่มีความเป็นระเบียบโดยดีไซเนอร์เลือกแนวทางที่ทันสมัยและมีลูกเล่นมากกว่า พวก Crown Royal และ Crown Majesta ซึ่งเป็นรถแบบที่เน้นเอาใจคนญี่ปุ่น ปริมาณลายไม้บนรถจะน้อยกว่ารถหรูจากฝั่งยุโรป แต่อย่างน้อยก็เปลี่ยนมาใช้เบาะหนังชั้นดีแบบสากลนิยม..ถ้าเป็นพวก Crown จะยึดถือแนวทางญี่ปุ่นด้วยการใช้เบาะกำมะหยี่ ซึ่งคนญี่ปุ่นมองว่าดีกว่าเบาะหนัง หน้าปัดเป็นแบบเรืองแสง Optitron ซึ่งน่าจะเป็นรถรุ่นแรกๆ ที่นำมาขายในไทย ที่ได้มาตรวัดเรืองแสงแบบนี้ ที่เวลาดับเครื่องหน้าปัดจะดำมืด ให้ความชัดเจนและอ่านค่าได้ง่าย ไม่มีลูกเล่นอะไรมากนัก เบาะปรับไฟฟ้าพร้อมระบบความจำ และพวงมาลัยปรับด้วยไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง
รถ LS400 ที่ขายในไทยซึ่งนำเข้าโดย Lexus กรุงเทพฯ (สมัยนั้น) จะมีเข็มความเร็ว 260 กม./ชม. ถ้าคุณเจอ 180 ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะรถอายุ 25- 28 ปีหน้าปัดเสีย บางคนก็ยกหน้าปัดของ Celsior (ชื่อของ LS400 ที่ขายในญี่ปุ่น) มาใส่เลย ทั้งที่ความจริง จอดำมืดก็สามารถซ่อมให้กลับมาใช้ได้นะ ได้ความเดิมของรถ และรถสเปกไทย จะได้ช่วงล่างคอยล์สปริงกับโช้คแบบธรรมดา ชุดเครื่องเสียงแบบธรรมดา มีชุดควบคุมเครื่องเสียงกับแอร์ให้บนที่เท้าแขนด้านหลัง ถ้าคุณเจอรถช่วงล่างถุงลม เครื่องเสียงมีจอภาษาญี่ปุ่น ปุ่มเปิ่มแพรวพราวเยอะกว่าปกติ สันนิษฐานว่ารถคันนั้นอาจจะเป็น Celsior รุ่นสูงๆที่มักมีของเล่นล้นคัน และนำเข้ามาจากญี่ปุ่น ในเล่มทะเบียนจะจดเป็น Toyota Celsior
การนั่งขับ หรือโดยสารใน LS400 คือความสบายที่นักการเมืองหลายท่านยุคนั้นชื่นชอบ ถ้าคุณรื้อเบาะของ Lexus ดู จะพบว่าข้างในเบาะไม่ใช่ฟองน้ำธรรมดา แต่มีกลไกสปริงและจุดยึดที่คล้ายกับช่วงล่างรถยนต์ เพื่อให้คุณนั่งสบาย เวลาถนนไม่ดี ตัวคนนั่งจะไม่รู้สึกสั่นคลอนมากเกินไป แม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์ V8 260 แรงม้า แต่คุณอย่าคาดหวังความเป็น Mustang จากมันนะครับ นี่คือรถสไตล์ผู้ดี สร้างมาให้ส่งต่อพลังในแบบผู้ดีๆ แม้ว่าเวลาแตะคันเร่งเบาๆ จะดูเหมือนพุ่งแบบหาเรื่องบ้าง แต่จริงๆ เมื่อขยี้คันเร่งเต็มๆ LS400 ก็ไม่สามารถวิ่งตามพวก Saab Turbo 230-240 แรงม้าได้ทันหรอกครับ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะยุคเก่า อัตราทดไม่ได้จัดจ้านมาก เวลาเหยียบแล้ว จะพอรู้สึกว่ามีพลัง แต่มาแบบเรื่อยๆ ไม่ค่อยแผ่วมากกว่าที่จะมาจี๊ดจ๊าดหลังติดเบาะ รถส่วนมากสภาพเครื่องเสื่อมไปตามวัย แต่ถ้าคุณเจอคันที่สมบูรณ์จริงๆ 0-100 ก็มีแถวๆ 8 วินาทีนิดๆ ครับ พอไล่กวดรถวัยรุ่นได้ และพาคุณไปวิ่งเล่น 200 ได้สบายมาก เตรียมเงินค่าใบสั่งไว้ดีกว่า
ในรถยุค 90s นั้น จอกลางยังถือเป็นเรื่องแปลก ใน LS400 นั้น ถ้าเป็นเครื่องเสียงเดิมๆ จะเป็นวิทยุจอเล็กและซ่อน CD Player แบบ 6 แผ่นเอาไว้ที่ฝั่งผู้โดยสารในเก๊ะชั้นบน แต่ถ้าใครเบื่อ อยากได้เครื่องเสียงต่อนั่นเสริมนี่ได้ ก็แนะนำว่าเครื่องเสียงเดิมถอดเก็บทั้ง Panel อย่าขาย แล้วไปร้านเครื่องเสียงดีๆ ตีแผงแปลงใส่จอ 2DIN ให้ดูเรียบร้อย ก็จะดูไม่น่าเกลียด เวลาขาย ยกของเดิมใส่กลับ ดูเดิมล่อตาคนซื้อดีอีกด้วย
วันไหนเกิดครึ้มอกครึ้มใจอยากพาพ่อแม่แก่เฒ่าไปทานข้าว ให้พวกท่านลองนั่งเบาะหลังของ LS400 ดูครับ พื้นที่อาจจะสู้พวกเบนซ์ปลาวาฬฐานล้อยาวไม่ได้ แต่ไม่ขี้เหร่แน่นอน
คุณพ่อคุณแม่ท่านจะนั่งนุ่มสบายด้วยช่วงล่างนุ่มแบบรถหรู พนักพิงศีรษะปรับเอียงรับคอให้พอดีได้ และมีช่องเป่าลมแอร์ทั้งบริเวณใกล้เข่า และแอร์ราวจากหลังคา อย่างที่ผมบอกครับว่า Lexus รุ่นใหญ่ๆ สมัยนั้น เน้นสบาย สงบ คุณจะได้ประสบการณ์แบบที่แตกต่างจากการนั่งรถสองแสนบาทคันอื่นๆ อย่างแน่นอนที่สุด
ทีนี้ หากถามถึงข้อเสียของ Lexus LS400 รุ่นนี้ล่ะ? ข้อแรกเลยก็คือ ความเป็นรถ
V8 ถ้าคุณอยากใช้งานในแบบรักษาความคลาสสิก ไม่คบ LPG คุณจะพบกับค่าน้ำมันแบบรถ V8 ซึ่งถ้าเอาพวกรถที่วิ่งมาสัก 4-5 แสนกิโลเมตรยังใช้เครื่องเดิม ก็เป็นไปได้ที่จะวิ่งในเมืองด้วยอัตราสิ้นเปลืองระดับ 4 กิโลเมตรต่อลิตร หรือเดินทางไกล พยายามวิ่ง 120 นิ่งๆ ก็ทำใจนะว่าคุณจะไม่เห็นอัตราสิ้นเปลืองกิโลเมตรต่อลิตรแบบเลขสองหลักแน่ๆ เว้นเสียแต่ว่าเครื่องยนต์ 1UZ ในรถคันนั้นสภาพดีเหมือนตอนมันยังใหม่
ผมเคยขับ UCF20 ของเพื่อนไป-กลับเขาใหญ่ วิ่งแบบ 110-120 และทำ 11.5 กิโลเมตรต่อลิตรมาแล้ว ในวันที่รถคันนั้นเพิ่งผ่านหลัก 200,000 กิโลเมตร นี่คือเมื่อราว 20 ปีก่อนนะครับ ตอนนี้จะได้เลยแบบนั้นคงยาก แต่ถ้าคุณจะติด LPG เหรอ สบายมากครับ 1UZ-FE กับ LPG นี่เหมือนส้มตำกับปูดำ เข้ากันได้โคตรดี มีคนรับทำจบให้ได้เยอะแยะ ตัวเครื่องยนต์ 1UZ ของรถเจเนอเรชัน 1 กับ UCF20 ตัวแรกๆ นั้นความซับซ้อนน้อยกว่ารุ่นหลังๆ หาเครื่องมือสองได้ในราคาที่ถูกกว่า เวลาใครใช้จนพัง เครื่องตัวนี้ไม่โอเวอร์ฮอลกันครับ เขายกเครื่องเก่าญี่ปุ่นเปลี่ยนทั้งตัวเพราะราคาเครื่องถูกกว่า 2JZ-GE เยอะ
อะไหล่พวกเครื่องยนต์ หาของมือสองหรือเบิกของใหม่ไม่ใช่ปัญหา เกียร์อัตโนมัติ
A340E เป็นเกียร์ 4 สปีดตัวเดียวกับพวกรถเครื่อง JZ และรถ SUV Surf ซึ่งทนทาน พังยาก ซ่อมง่าย ช่างเกียร์รู้จักกันดี ส่วนที่ค่อนข้างยาก ก็คือเรื่องของพาร์ทตัวถัง เนื่องจากในญี่ปุ่นนั้น Celsior ขายได้น้อยกว่าพวก Crown มาก พูดง่ายๆ ว่าอะไหล่ Crown เข้ามา 30 ชุดถึงจะเจอ Celsior (LS400) สักชุดนึง แต่ด้วยความที่ราคารถมันถูกมากแล้ว ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้อะไหล่จริงๆ หาพลพรรคคนใช้ LS400 เหมือนกัน ลงขันซื้อรถคันนึงมาระเบิดอะไหล่ ตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายกันเองเอาก็สามารถทำได้ แต่ส่วนมากคนที่หาอะไหล่ มักจะหาได้จบในกลุ่มคนใช้ Lexus หรือไม่ก็สั่ง
eBay/Aliexpress เอาก่อน ยังไม่ค่อยเจอเคสที่ต้องซื้อรถยกคันมาระเบิดอะไหล่กัน
LS400 ไม่ค่อยมีอาการเรื้อนแบบประจำรุ่นครับ ส่วนมากอะไรที่พัง ก็มักจะพังเพราะความที่ตัวรถอายุ 25-28 ปีแล้ว เบาะหนัง พวงมาลัย หัวเกียร์ มักจะสึกกร่อนจนต้องหุ้มใหม่กันหมดอยู่แล้ว สวิตช์กระจกไฟฟ้า ระบบเซ็นทรัลล็อก วงจรชำรุดแตกหัก หรือเยิ้มละลายก็มีบ้าง แต่ถ้ามันมีจุดไหนที่ทำวัสดุ Lexus เสื่อมสลายได้ ผมรับรองว่า S-Class กับซีรีส์ 7 พังก่อนหน้านั้นไปนานแล้วล่ะครับและใช้ค่าซ่อมบำรุงสูงกว่า จุกจิกกว่าโดยธรรมชาติ Lexus นั้นซ่อมแพงจริงในบางจุด แต่ข้อดีคือมันไม่ค่อยพังบ่อย ถ้าไม่เจอช่างยำมั่วครับ
การเลือกซื้อรถ Lexus ก็เหมือนซีดานใหญ่ยุค 90s ทั่วไปในแง่ที่ว่า คุณต้องตั้งเป้าในใจก่อนว่าจะเอามาใช้ยาวหรือใช้เอาประสบการณ์ เอาอารมณ์ร่วมแล้วขาย ถ้าจะเลือกวิธีประหยัดเงินที่สุด ให้เลือกรถคันที่ราคาถูก แต่ช่วงล่างและเครื่องยนต์อยู่ในสภาพดี นำมาใช้แบบที่ไม่ต้องลุยซ่อมเรื่องทางกลจักร ส่วนตัวถังมีรอยขีดข่วนรอยชนบ้าง
ภายในอาจไม่เรียบร้อยบางจุด ถ้าทนได้ก็ทน ใช้ไปแบบนี้ แล้วพอได้เวลาสัก 3-4
ปีก็ขายออกไปในราคาถูกๆ แบบนี้เจ็บตัวน้อยสุด น้อยกว่าการเอารถที่ถูกมากๆ แต่เครื่องเยิ้ม ช่วงล่างหลวมโพรก เกียร์กระตุกแรง เข้าเกียร์ถอยหลัง 3 วิ เกียร์ค่อยจับ พวกนี้ คุณจะโดนเอามาซ่อมอีก 30,000-70,000 บาท และมันจะเป็นค่ารักษารถที่พอคุณจ่ายไปแล้ว เอาคืนมาไม่ได้ ส่วนคนที่ต้องการเอามาปั้น แนะนำว่าเซฟแรงปั้นแล้วยอมจ่ายแพงเพื่อหารถที่สภาพเนียนที่สุดจะดีกว่า
การปั้นรถใหม่ บางทีคุณก็ต้องใช้ชิ้นส่วนจาก Celsior ญี่ปุ่น ซึ่งมันจะทำให้รถเราไม่เดิม 100% แต่ไม่ได้ถือว่าน่าเกลียดครับ เอารถรุ่นที่เป็นช่วงล่างธรรมดา ไม่ต้องเป็นช่วงล่างไฟฟ้า Skyhook หรอก รุ่นธรรมดานี่ก็นั่งสบายเป็นบ้าแล้ว แค่รุ่นช่วงล่างถุงลมมันสบายแบบระดับ Rolls- Royce ไปเลย..แต่เวลาอยากจะหาอะไหล่มาซ่อมจะเหงื่อตกหนักหน่อยนะ จะแลกไหมล่ะ? ใจเย็นๆ หารถในสภาพที่ไม่ต้องเอามาวิ่งทำจนเหนื่อย อายุรถที่มาก ทำให้บางคันนั้นเจ้าของเก่าเขาลุยซ่อมงานหนักมาให้เราแล้ว
งานที่มาถึงเรามันจะเบาลง และแน่นอนครับว่าดูอย่าเอารถที่ชนหนักมานะ ไม่ว่ามันจะถูกขนาดไหนก็ตาม เพราะในรถอย่าง LS พอตัวถังผิดรูปมากๆ บิดกลับยังไงก็ไม่เหมือนเดิม เสียงประตูสีขอบ เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดจะตามมาแบบที่แก้ได้ยาก ถ้าได้รถตัวถังเดิมๆ ดีๆ ก็แค่เปลี่ยนยางกันเสียงลมขอบประตู ตรวจเช็กวัสดุซับเสียง ซ่อมและเปลี่ยนส่วนที่สึกหรอไป คุณก็จะได้รถ 90s ที่นั่งสบาย เรี่ยวแรงไม่ขี้เหร่ หรู เงียบ เรียบ และทน แบบนี้ จะไม่สนหน่อยหรือไร?