ปี 2020 เริ่มต้นขึ้นด้วยความน่ากลัวของเชื้อโรคร้าย นั่นก็คือ ไวรัสปอดอักเสบโควิด-19 ที่แพร่ระบาดลุกลามอย่างรวดเร็ว จากจุดเริ่มต้นในเมืองอู่ฮั่นกระจายแพร่ไปยังทุกพื้นที่บนโลกใบนี้ไม่เว้นแม้แต่ทวีปที่มีความหนาวเย็นอย่างแอนตาร์กติก การติดเชื้อของผู้ป่วยกว่า 81.2 ล้านคนทั่ว รักษาหายแล้ว 45.9 ล้านคน เชื้อไวรัสร้ายที่มุ่งทำลายปอดของมนุษย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากถึง 1.77 ล้านคน (ตัวเลขวันที่ 29 ธันวาคม 2020) เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นรับไปเต็มๆ กับตัวเลขยอดขายที่ดิ่งฮวบลงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงเมื่อไหร่
สำหรับประเทศไทย แม้จะสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกแรกได้อย่างอยู่หมัด แต่การลักลอบขนคนงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดใหม่อีกรอบในช่วงก่อนสิ้นปี เศรษฐกิจไทยที่พอจะลืมตาอ้าปากได้บ้างในช่วงครึ่งปีหลัง ต้องกลับมาพบกับความเงียบงัน ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเวลาของการใช้เงิน การจับจ่ายใช้สอยที่มีความระมัดระวังมากกว่าที่เคย ทำให้ตัวเลขยอดขายรถยนต์ที่เคยดีต่อเนื่องเกือบทุกปีดิ่งลงด้านล่างอย่างที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่ง หรือรถเก๋งนั้นหล่นลงล่างแบบติดพื้นมาตั้งแต่ต้นปี
ปี 2020 มีรถใหม่เปิดตัวในไทยมากมายหลายรุ่น เริ่มจาก
...
-วันที่ 14 เดือนมกราคม BMW เปิดตัว new Series-7 Facelift เรือธงจมูกโตที่มาพร้อมระบบปลั๊กอินไฮบริดประสิทธิภาพสูง กับรถเล็กอย่าง BMW new Series-2 Gran Coupe และ BMW new X5 xDRIVE45e เอสยูวีเสียบปลั๊กชาร์จพร้อมเครื่องใหม่แบบแถวเรียง 6 กระบอกสูบ เทอร์โบ
-Mazda เปิดผ้าคลุมครอสโอเวอร์สุดหล่อ new CX-30 พร้อมๆ กับการมาถึงของไวรัสโควิด-19
-มาถึงเดือนพฤษภาคม Audi Thailand เปิดตัวรถสปอร์ต 2 รุ่น ในโชว์รูมย่านเรียบด่วนฯ นั่นก็คือ Audi A5 Cpoup และ Sportback Facelift
-ถัดมา ในวันที่ 4 มิถุนายน Toyota Motor Thailand เปิดตัวรถกระบะ Hilux REVO Facelift และ Fortuner Legender
...
-หลังจากนั้นก็ตามด้วยการเปิดตัวของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงอย่าง Nissan Kicks
-วันที่ 9 กรกฎาคม Toyota Motor Thailand กระชากผ้าคลุมของ Crossover ตัวขายอย่าง Corolla Cross
-การจัดงานแสดงรถยนต์บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ประจำปี 2563 ที่ต้องเลื่อนหนีการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากปลายเดือนมีนาคม โดยย้ายมาจัดในเดือนกรกฎาคม 63
...
-Volvo มีการแนะนำ Volvo XC60 T8 AWD Polestar Engineered เอสยูวีไฮบริดสายโหดพลัง 422 แรงม้า พร้อมกับรถใหม่อย่าง Volvo S60 T8 ซีดานปลั๊กอินพลังสูง มานำเสนอให้กับนักขับที่ชอบความแรง
...
-ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม Audi Thailand เปิดตัวรถแวนสุดสวย Audi A4 Avant Facelift
-ช่วงเดือนสิงหาคม Suzuki แนะนำรถเล็กสมรรถนะดีอย่าง Suzuki Swift MAX Edition กับการเปิดราคาที่โดนใจนักขับหน้าใหม่
-มาถึงวันที่ 15 ตุลาคม Audi Thailand เปิดตัวยานยนต์สปอร์ตเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% Audi new e-TRON Sportback
-ช่วงปลายเดือนตุลาคม Isuzu จัดงานยักษ์เปิดตัวรถ PPV SUV new MU-X เดือนพฤศจิกายน
-ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เมื่อวันที่ 11 Mercedes-Benz Thailand เปิดตัวครอสโอเวอร์ไซส์กะทัดรัด new GLA 2021 และ A -Class ซีดานเล็กรุ่นใหม่
-ตามด้วย Nissan ที่แนะนำรถกระบะสายแข็ง Nissan Navara Facelift กระบะจอมโหดในรุ่น Pro4X
-วันที่ 24 พฤศจิกายน Honda แนะนำรถแฮตช์แบคคันเล็กรุ่นล่าสุดกับซีดานพลังไฮบริด City Hatchback และ City e-HEV
-พอมาถึงวันที่ 1 ธันวาคม กับงานแสดงรถยนต์มอเตอร์เอ็กซ์โป 2020 ซึ่งมีการเปิดตัว BMW new Series-4 / Toyota GR Yaris / Mitsubishi Outlander PHEV / KIA new Carnival และ Porsche Panamera Facelift
-สำหรับรถใหม่คันสุดท้ายที่โผล่มาในวันที่ 19 ธันวาคม Mazda เชิญสื่อมวลชนลงไปสัมผัสกับ Mazda BT-50 กระบะใหม่ที่ใช้พื้นฐานของ Isuzu new D-MAX
และนี่คือการรวมรถทดสอบ ที่ขับแล้วรู้สึกดีในปี 2020 ครับ
Audi Q7 45TDI Quattro Facelift 2020
Q7 ใหม่ ตัวปรับโฉม Facelift 2020 รุ่น 45TDi Quattro S Line ราคา 5,299,000 บาท มาพร้อมหน้าตาใหม่ที่ดุดัน นี่คือรถเอสยูวีที่ Audi Thailand ภูมิใจในการนำเสนอ ด้านหน้าจัดไฟหน้า กระจังและกันชนใหม่ ล้ออัลลอยลายใหม่ บั้นท้ายมีการปรับรูปแบบของไฟท้ายให้ทันสมัยขึ้น พร้อมกันชนหลังแบบใหม่ จุดเด่นก็คือ ไฟหน้าระบบอัตโนมัติ HD Matrix LED Headlights Technology ใช้หลอด LED 24 หลอด ต่อไฟหน้า 1 ข้าง ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ส่องสว่างไกลกว่า 600 เมตร Audi พยายามปรับลดน้ำหนักตัวของ Q7 Facelift เพื่อทำให้เอสยูวีของค่ายตัวเองเบากว่าคู่แข่งอย่าง BMW X5 xDRIVE 30d และ Mercedes Benz GLE350d ถึง 200 กิโลกรัม! น้ำหนักตัวรถทั้งคันหนักกว่า Fortuner นิดเดียว แต่มีม้ามากถึง 249 ตัว พร้อมแรงบิดจากเครื่องดีเซล V6 3.0 ลิตร ในระดับ 600 นิวตันเมตร อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักจึงอยู่ในเกณฑ์ที่พอดิบพอดี Q7 รุ่นปรับโฉม Facelift 2020 ที่ขายในประเทศและนำเข้ามาทั้งคันโดย Audi Thailand ใช้ระบบกันสะเทือน โช้คอัพและสปริงแบบถุงลม หรือ Air Suspension เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ทำงานในระบบ Adaptive สามารถปรับหรือลดระดับความสูงได้อย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่ระดับความสูงจะปรับตัวเองแบบอัตโนมัติไปตามโหมดของการขับเคลื่อน 6 รูปแบบ (Comfort / of road / All Road / Auto / Dynamic / Individual) ในส่วนของระบบเบรก เนื่องจากมีน้ำหนักตัวมากถึง 2 ตัน เบรกหน้าของ Q7 เป็นแบบ 6 พอต คาร์ลิปเปอร์อะลูมิเนียมสีเทาไม่มีการพ่นสัญลักษณ์ที่คาร์ลิปเปอร์ เบรกโคตรดีแม้จะมีน้ำหนักตัวน้องๆ ช้างพลาย!
Audi Q7 Facelift 45TDi Quattro S-Line วางเครื่องยนต์ดีเซล V6 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด Commonrail Direct Injection ขนาด 3.0 ลิตร 2,967 ซีซี พ่วงด้วยชุดอัดอากาศแบบไบเทอร์โบ โดยใช้หลักการเทอร์โบ 1 ตัวอัดอากาศฝั่งละ 3 กระบอกสูบ ส่วนความกว้างกระบอกสูบอยู่ที่ 83.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 91.4 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.0 : 1 กำลังสูงสุด 249 แรงม้า ที่ 2,910-4,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,500-3,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา quattro permanent all-wheel drive ความจุถังน้ำมัน 85 ลิตร สมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อน 4 ล้อ Tiptronic ZF 8 speed พร้อมกลไก Quattro กับการเชื่อมต่อการทำงานกับชุด Auto Start/Stop กระจายแรงบิดผ่านกระบวนเฟืองสุริยะ หรือ Planetary Gear ระบบ Quattro ใน Q7 ทำงานด้วยกลไกเฟืองต่างขนาดควบคุมด้วยสมองกลอิเล็กทรอนิกส์ ในสภาวะของการขับแบบปกติ Quattro จะกระจายกำลังแรงขับเคลื่อนไปที่ล้อหน้าและล้อหลังในอัตราส่วน 40/60 พร้อมส่งแรงบิดไปที่ล้อหน้าได้อย่างอิสระมากถึง 70/30 หรือส่งแรงบิดไปที่ล้อหลังได้ถึง 85% (หน้า 15% หลัง 85%) การกระจายแรงบิดในลักษณะดังกล่าวมอบสัมผัสที่มั่นคงและเต็มไปด้วยความเสถียรเมื่อต้องวิ่งผ่านผิวถนนที่มีความหลากหลาย
นอกจากแรงบิดจัดเต็มของเครื่องดีเซล V6 แล้ว ระบบรองรับของ Q7 Facelift 45TDi เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของรถรุ่นนี้ จากรุ่นก่อนปรับโฉมที่ใช้ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบดับเบิลวิชโบนปีกนกคู่อัลลอย ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ พอเป็นรุ่นปรับโฉม Facelift มีการนำช่วงล่างแจ่มๆของ Q7 55TFSi มาให้ใช้งาน นั่นก็คือ ระบบกันสะเทือนแบบถุงลมหรือ Adaptive Air suspension ปรับยกระดับความสูงของตัวรถได้ จุดเด่นของช่วงล่างใน Q7 ใหม่ก็คือ วิศวกรของ Audi ที่ลงมือลงแรงเซตปรับตั้งค่ายืดยุบของโช้คอัพถุงลมนั้น ปรับแต่งการทำงานมาดีมาก ครอบคลุมการขับบนสภาพถนนที่มีความหลากหลาย การปรับแต่งที่ถูกจริตคนขับ ทำให้ช่วงล่างของรถรุ่นนี้มีประสิทธิภาพการทรงตัวและการถ่ายเทมวลขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วดีมาก ช่วงล่างแบบ Air suspension จะยกหรือลดความสูงแบบอัตโนมัติไปตามโหมดการขับหรือตามสภาพถนน ระบบรองรับใน Audi Q7 45TDi Quattro S-Line ใช้กันสะเทือนแบบ Five Link ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แขนยึดผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอย เพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินใต้สปริ โช้คอัพถุงลมทำงานด้วยไฟฟ้า มาพร้อมชุดควบคุม CDC continuous damping control เป็นอุปกรณ์มาตรฐานไม่ต้องควักเงินเพิ่มแต่อย่างใดทั้งสิ้น ระบบ Adaptive Suspension ใช้ถุงลมปรับระดับความสูง-ต่ำของตัวรถได้อย่างหลากหลายเพื่อขับเร็วๆ บนไฮเวย์หรือลุยทางวิบาก ช่วงล่างแบบ Adaptive Air Suspension ของ Q7 มีระยะความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 220 มิลลิเมตร สามารถปรับยกหรือลดระดับได้ตามใจชอบ โดยระบบ จะปรับตั้งความสูงแบบอัตโนมัติ ไปตามโหมดการขับเคลื่อนทั้ง 6 โหมด หรือตามรูปแบบและสภาพเส้นทางของการขับขี่ ในโหมด Lift-off Road ที่ความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วงล่างจะปรับระดับโดยยกความสูงขึ้นอีก 50 มิลลิเมตร และจะปรับเตี้ยลงโดยอัตโนมัติเมื่อใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นบนทางเรียบเพื่อลดแรงต้านของอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลดอาการโคลงตัว ที่เจ๋งก็คือ เมื่อขับออกจากถนนเรียบเข้าสู่เส้นทางออฟโรดและคนขับไม่ได้ทำการปรับโหมด ความแสนรู้ของเซนเซอร์ที่คอยตรวจจับแกนของรถจะเข้าสู่โหมดออฟโรดให้เองแบบอัตโนมัติ!
Q7 ดีเซล รุ่นสูงสุดที่ขายในประเทศ (45 TDI Quattro S Line) เป็นรถที่มีความละเอียดอ่อนและสุดยอดในหลายด้าน เริ่มจากขนาดตัวถังที่ใหญ่โตโอ่โถงสะดวกสบายและเงียบ ระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลกับเกียร์ 8 สปีด ผนวกกับช่วงล่างถุงลมที่ถูกจูนมาอย่างดีจากมืออาชีพซึ่งมีความเข้าอกเข้าใจไดนามิกที่ดีของการขับขี่ สำหรับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการขับอย่าง Audi ทุกอย่างต้องดีกว่าเสมอ หลังจาก Q7 รุ่นก่อนปรับโฉมทำตลาดได้ดีและได้รับความนิยมจากลูกค้าไทยพอสมควร การเปิดตัว Q7 ใหม่ท่ามกลางสถานการณ์ของการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิดทำให้ Audi Thailand ต้องปรับเปลี่ยนแผนงานประจำปีใหม่หมด Q7 รุ่นที่ผ่านมาประสบความสำเร็จจากเสียงตอบรับของลูกค้าที่บรรยายถึงการขับขี่ที่สุดยอดของมัน จากการที่เป็นรถเอสยูวีคันใหญ่ หน้าตาทันสมัยพร้อมอุปกรณ์ภายในที่เน้นความหรูหราเพื่อจับลูกค้ามหาเศรษฐี แม้จะมีขนาดเท่ากับ New X5 และ New GLE แต่ Audi สวยดุกว่าในด้านของหน้าตาที่เอาจริงเอาจัง ตัวถังสีน้ำเงิน กระจังหน้าทรง 8 เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่โดนใจคนรุ่นใหม่ Audi พยายามวางตำแหน่งของ Q7 ให้มีการขับที่ใกล้เคียงกับรถรุ่นพี่อย่าง Porsche Cayenne ด้วยระบบขับเคลื่อน แชสซีและอุปกรณ์ภายในยุคใหม่ของแบรนด์ 4 ห่วง ราคา 5.29 ล้านบาท ของมันก็ยังถูกกว่า Porsche Cayenne รุ่นต่ำสุดอีกด้วย
Mazda CX-30
การมาถึงของ CX-30 ท่ามกลางสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ยอดขายของรถครอสโอเวอร์สายหล่อขับดีรุ่นนี้ ได้รับผลกระทบไปพอสมควร Mazda CX-30 รุ่น 2.0 SP ราคา 1,199,000 บาท ใช้แพลตฟอร์มใหม่ร่วมกับ New Mazda 3 แต่แตกต่างกันที่รูปลักษณ์ภายนอก งานตกแต่งภายในและรูปแบบของการใช้งาน ตัวถังถูกยกสูงมากกว่า Mazda CX-3 ใส่ระบบขับเคลื่อนของ Mazda 3 ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ปรับแต่งระบบรองรับใหม่ให้แตกต่างไปจาก CX-3 รวมถึงพื้นที่ภายในที่กว้างขวางกว่า New Mazda 3 จุดเด่นของ CX-30 นอกจากจะขับได้ดีแล้ว มันยังเป็นรถที่ออกแบบได้อย่างเฉียบคมสมส่วน โดยภาพรวม Mazda CX-30 เป็นรถครอสโอเวอร์ไซส์เล็กที่ออกแบบได้อย่างลงตัวและงดงาม เสาหน้าเอนลาดด้วยองศาที่สมบูรณ์แบบและลงตัว ด้านข้างไหลลื่นแบบเรียบๆ ปราศจากคิ้วที่ทำให้ดูรก เสาท้ายออกแบบได้อย่างสวยงามสอดประสานไปกับผืนหลังคาที่ค่อยๆ ลาดเทลงไปยังส่วนท้าย ฝาท้ายแบบใหม่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า เมื่อเปิดออกแล้วพับเบาะหลังเพื่อขนสัมภาระก็จะได้พื้นที่เก็บของมากกว่า Mazda CX-3 สำหรับ CX-30 มีจุดที่น่ามองมากที่สุดก็คือดีไซน์ของไฟท้าย LED ที่ออกแบบได้อย่างลงตัวจากเส้นลากผ่านกลางระหว่างไฟท้ายทั้งซ้ายและขวา กันชนหลังเป็นชิ้นงานพลาสติกสีดำขนาดใหญ่เชื่อมโยงมาจากซุ้มล้อหลัง ท่อระบายไอเสียฝั่งละท่อที่เป็นของจริงไม่ใช่ท่อหลอกๆ ที่ตกแต่งเพื่อความสวยงาม
Mazda CX-30 ทำคะแนนสูงสุดจากการทดสอบและเปรียบเทียบ โดยได้รับรางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2563 จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศไทย ครอสโอเวอร์รุ่นนี้ ประจำการด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Skyactiv-G ซึ่งเป็นเครื่องเก่า แต่มีการปรับปรุงรายละเอียดใหม่เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเติมประสิทธิภาพการทำงาน ระบบส่งกำลัง 6 สปีดปรับเซตอัตราทดมาใหม่เพื่อการทดกำลังที่ตอบสนองได้ดีขึ้น เครื่องยนต์และเกียร์ก็ทำงานร่วมกันได้ดี อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อขับแบบปกติอยู่ที่ 10.7 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าขับเร็วๆ และเมื่อขับในย่านความเร็วต่ำ อัตราสิ้นเปลืองดีขึ้นนิดเดียวเท่านั้น อยู่ที่ประมาณ 11.3 กิโลเมตรต่อลิตร เครื่องยนต์ Skyactiv-G 2.0 ลิตร เป็นเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว ฝาสูบและแคมชาร์ปแบบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป DOHC มีการติดตั้งระบบวาล์วแปรผันคู่ Dual S-VT ปริมาตรความจุ 1,998 ซีซี อัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1 กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดทำได้ 213 นิวตันเมตรในย่าน 4,000 รอบต่อนาที สมน้ำสมเนื้อกับขนาดและน้ำหนัก ไม่ได้แรงแต่ก็ไม่อืด เร่งแซงพอได้แค่กะระยะให้ดี ส่วนชุดส่งกำลังใช้เกียร์ออโต้ลูกเดิม Skyactiv-Drive 6 สปีด ขับเรื่อยๆ พอใช้ได้ เครื่องยนต์ตอบสนองดี แต่ถ้าวางเครื่องเบนซินเทอร์โบ 2.5 ลิตรที่ประจำการอยู่ใน CX-5 รุ่นปรับโฉมก็น่าจะทำให้ Mazda CX-30 ใหม่มีสมรรถนะแจ่มมากกว่าเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรแบบหายใจเองที่ไม่ค่อยจะแรงเท่าที่ควร
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Skyactiv-G ไม่มีระบบอัดอากาศทำให้เรี่ยวแรงของ CX-30 มีแค่พอได้อาศัยไหลไปเรื่อยๆ ไม่ได้ดึงกันชนิดหลังติดเบาะเหมือนเครื่องเทอร์โบของ Honda เครื่องยนต์และชุดเกียร์ 6 สปีดของ CX-30 ยกมาทั้งยวงจาก Mazda 3 มีกำลังสูงสุดแค่ 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่วนแรงฉุดลากหรือแรงบิดสูงสุดทำได้ 213 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที เกียร์ 6 สปีดออโต้ รุ่นเก่า มีการปรับอัตราทดให้เข้ากับรูปแบบของการใช้งานที่ค่อนข้างครอบคลุม เมื่อกดคันเร่งจนสุด เจ้า CX-30 มีอาการทอร์คสเตียร์ (อาการดึงที่พวงมาลัย) เกิดขึ้นเล็กน้อย รถพุ่งออกตัวอย่างมั่นคง เนื่องจากมีแรงบิดไม่มากพอที่จะทำให้เกิดอาการดีดดิ้น เมื่อเร่งเครื่องยนต์ขึ้นไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่า ในย่านความเร็วสูงนั้น CX-30 เป็นรถที่มีความเสถียรอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น พวงมาลัยไฟฟ้าจะปรับหน่วงให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นไปตามความเร็ว จากที่เคยมีน้ำหนักเบาสบายมือ รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวเวลาถอยเข้าออกจากที่คับแคบ น้ำหนักพวงมาลัยก็จะเปลี่ยนไปเมื่อขับเร็วจี๋ บนโค้งยาว เมื่อลองเลี้ยงคันเร่งให้เหมาะสมกับสภาพของโค้ง CX-30 ก็ยังเกาะหนึบ มันมีอาการโคลงตัวเล็กน้อยเมื่อเจอเข้ากับถนนที่ไม่เรียบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรถที่ถูกยกสัดส่วนความสูง เป็นครอสโอเวอร์ที่สวยงามและขับได้ดีสมราคาค่าตัว
Mercedes-AMG CLA35 4Matic
CLA ใหม่ ในเวอร์ชั่น 35 AMG เป็นรถคันเล็ก เครื่องเล็ก แรงม้าเยอะ และใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยกลไกไฟฟ้าในระบบ 4Matic ราคาขาย 3,999,000 บาท แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ก็นับว่าคุ้ม เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพและความสนุกหลังพวงมาลัย CLA35 รหัสตัวถัง C118 ตัวถังสาดสีเหลือง เป็นสปอร์ตซีดานคันเล็กระดับเริ่มต้นของ Mercedes-AMG ส่วนรุ่นที่แรง และแพงกว่าอย่าง CLA45 ทำตลาดในไทยแบบควบคู่กันไปโดยมีให้สองทางเลือก ด้วยรูปแบบของนำเข้า และไม่มีการประกอบในประเทศทั้งสองรุ่น รวมถึงยังเป็นรถรุ่นพิเศษของ AMG ทำให้พี่น้อง Baby CLS มีราคาสูงพอสมควร CLA35 มี powerdomes บนฝากระโปรง กระจังหน้าคู่ louvre และช่องรับอากาศด้านหน้าแบบพิเศษ (พร้อมกับ "flics" บนช่องอากาศ) ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการขัดเกลาใหม่หมด ล้ออัลลอย AMG ลายใหม่คล้าย CLS53 ขนาด 19 นิ้ว สปอยเลอร์หลังขนาดเล็ก และปลายท่อทรงกลมทั้งสองฝั่งแบบรถแรงของ AMG ไฟหน้า LED High Performance headlamps พร้อมระบบไฟอัตโนมัติ มีกำลังในการส่องสว่างเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในตอนกลางคืน Mercedes-AMG ออกแบบชุดโคม LED โดยปรับให้หลอดกินกระแสไฟไม่มาก ใช้พลังงานต่ำในการส่องสว่าง ส่วนระบบเบรกของ CLA35 4MATIC ที่จะต้องรับมือกับกำลังกว่า 300 แรงม้า ได้รับการอัพเกรดปรับปรุงให้ทำงานได้เร็วขึ้น เบรกหน้าใช้คาลิปเปอร์ AMG 4 พอต จานดิสก์เบรกหน้ามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 350 มิลลิเมตร เบรกหลังแบบคาลิปเปอร์ลูกสูบเดี่ยว จานเบรกหลังขนาด 330 มิลลิเมตร จานเบรกเจาะรูระบายความร้อนในขณะที่คาลิปเปอร์เบรกหน้าสีเงินแปะตัวอักษร AMG สีดำ พลังในการเบรกของ CLA35 ถือว่าทำได้ดี โดยเฉพาะการถ่ายเทน้ำหนักขณะเบรก ล้อ AMG มีลวดลายคล้ายกับ CLS53 ขนาด 19 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตของ Pirelli รุ่น P Zero ยางหน้าและหลังมีขนาดเท่ากันที่ 245/35 R19 93Y
AMG CLA35 สี่ประตูพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC วางเครื่องยนต์เบนซิน แบบแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบชาร์จแปรผัน twin-scroll turbocharger รหัสเครื่องยนต์ M260 ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมระบบ CAMTRONIC variable valve control จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแรงดันสูง piezo injectors multi-spark ignition ผลิตกำลังได้ 225 กิโลวัตต์ หรือ 306 แรงม้า กับแรงบิดสาแก่ใจวัยแรงที่ 400 นิวตันเมตร แจกจ่ายแรงฉุดลากให้กับล้อทั้งสี่ผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ที่เชื่อมต่อกับเกียร์ทวินคลัตช์ 7 สปีด AMG SPEEDSHIFT DCT 7G dual-clutch transmission โหมดการขับเคลื่อนปรับผ่านปุ่ม DYNAMIC SELECT พร้อมโปรแกรมใหม่ 'Slippery' เริ่มจาก Comfort, Sport, Sport + และ Individual ที่ผู้ขับสามารถปรับตั้งการทำงานและการตอบสนองแบบแยกย่อยของเครื่องยนต์ เกียร์ และพวงมาลัยไฟฟ้า ตัวเลขสมรรถนะ Mercedes-AMG CLA35 4MATIC เร่งจากหยุดนิ่งถึง 100 กม./ชม. ใน 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เอาไว้ที่ 250 กม./ชม. ห้องเครื่องยนต์มีสตรัทบาร์อะลูมีเนียมของ AMG ติดตั้งโดยใช้ค้ำหัวโช้คป้องกันอาการแชสซีบิดตัวเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
ขับทางไกลลากกันยาวๆ ไปปากน้ำปราณ จนไปถึงอำเภอสามร้อยยอด ในจังหวัดประจวบ เมื่อดูจากแรงม้าและแรงบิดของเจ้าเด็กเหลือง มันเป็นซีานเล็กที่ไม่ได้ดึงโหดเท่า CLA45S 4Matic + ซึ่งใช้เครื่องยนต์สองลิตรเทอร์โบที่ถือว่าเป็นเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร ที่แรงที่สุดในโลก แต่แรงบิดของน้องเล็กอย่าง CLA35 ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่จะเอามาอำกันในกลุ่มนักขับ ในปี 2020 CLA เวอร์ชั่น AMG ก็ยังใช้เครื่อง 2 ลิตรเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ และมี 4 ประตูเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลง CLA AMG ก็คือ เทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อน รูปทรงที่สวยงามลงตัว กับความสามารถในการทำตัวเป็นยานพาหนะแบบสปอร์ตที่ใช้งานได้ทุกวัน โดยเฉพาะกำลังแรงบิดที่พอดิบพอดีราวกับสูทที่ได้รับการตัดเย็บมาเป็นอย่างดี! สำนัก AMG มีช่างปรับแต่งเกียร์ขั้นเทพ CLA35 ใช้เกียร์ทวินคลัตช์ 7G DCT เป็นชุดส่งกำลังที่มีคลัตช์ 2 ชุด โดยมีการปรับอัตราทดของแต่ละเกียร์ ให้เหมาะสมกับกำลังระดับ 306 แรงม้า เชื่อมต่อการทำงานกับระบบ 4Matic ส่งผลให้รถมีความเร้าร้อนมากกว่า CLA เวอร์ชั่นแรก ซอฟต์แวร์เกียร์ ควมคุมระบบ Speedshift ยกมาจาก AMG รุ่นพี่ที่มีพละกำลังมากกว่า เกียร์ 7-G DCT เปลี่ยนเกียร์ไวและไหลลื่นสุดๆ ช่วยเพิ่มรอบเครื่องยนต์ขณะเปลี่ยนเกียร์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ โหมดแมนนวลและโหมดสปอร์ต รถจะเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วสูสีกับอัตราทดในซุปเปอร์คาร์ โหมด Comfort หรือ C ย่อมาจากคำว่า Controlled Efficiency ช่วยทำให้มันประพฤติตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Auto Start/Stop ทำงานอย่างขยันขันแข็งแม้จะเป็นตัวแรงของ AMG แต่เมื่อเปิดใช้งานมันจะดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่จอดนิ่งๆ รอการเคลื่อนตัว ส่วนโหมดเกียร์ธรรมดาก็ยังเปิดโอกาสให้คุณชิฟเกียร์เล่นได้คล้ายกับการขับรถแข่งในสนาม การใช้นิ้วแตะ Paddle Shift สร้างความเร้าใจได้ดีพอๆ กับการตอบสนองที่ว่องไวของระบบเกียร์ มันยังเป็นรถที่เร่ง เลี้ยว และเบรกได้ดีเอามากๆ จนทำให้ผมติดใจในความพอดีแบบไม่มีขาดหรือเกินของ CLA35 4Matic กำลังแค่ 306 แรงม้า แต่การตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้านั้นรวดเร็วสูสีกับ Mercedes-AMG GTC ที่ผมเคยเอามารีวิวเมื่อปลายปี 2562 เจ้า CLA35 เหมือนกับได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสิทธิภาพด้านอัตราเร่งของ AMG รุ่นที่มีพละกำลังมากกว่า ท่อระบายไอเสียแบบสปอร์ตก็ยังช่วยปรุงแต่งเสียงให้มีความน่าขับอีกต่างหาก เทอร์โบแบบ TwinScroll มีโอเวอร์บูสต์ช่วยให้คุณเร่งความเร็วได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไหลยาวตั้งแต่เกียร์ 4 ไปจนถึงเกียร์ 7 เครื่องยนต์ดึงหนักข้อตราบใดที่คุณยังรักษารอบเครื่องให้อยู่ในช่วงเทแรงบิด การขับในโหมด Sport ระบบควบคุมการทำงานของชุดเกียร์ จะเข้ามาช่วยเลือกเกียร์ที่มีความเหมาะสมกับสปีดความเร็วในขณะนั้น โดยทำการประเมินผลอย่างรวดเร็วและตัดสินใจเปลี่ยนเกียร์ขึ้นหรือลงไปตามการใช้คันเร่งหรือเบรก ปัญหาเรื่องซอฟต์แวร์ที่ได้รับการแก้ไขใน CLA45 เวอร์ชั่นแรก ทำให้การถ่ายเทกำลังของ CLA34 เวอร์ชั่นล่าสุด ออกมาในลักษณะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ นับเป็นรถสปอร์ตซีดานคันเล็กที่มีการขับน่าประทับใจ โดยเฉพาะ Dynamic ที่ดูจะพอดีไปซะทุกอย่าง เป็นรถที่ขับแล้ว ทำให้นึกถึงรถเล็กสุดเจ็บแสบอย่าง BMW M135i นี่ถ้าเอามาประกบกันได้ละก็จะดีกว่านี้มากเลยทีเดียว
MINI Cooper SE
ราคา 2,290,000 บาท ของ Cooper SE พลังงานไฟฟ้า บวก MINI Wall Box สำหรับการชาร์จไฟที่ปลอดภัยภายในบ้านอีก 100,000 บาท ทำให้รถไฟฟ้าของ MINI รุ่นนี้ มีราคาถึง 2,390,000 บาท เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.14 น. เจ้า MINI Cooper SE ในจำนวนจำกัดเพียง 25 คัน หลังจากการเปิดรับจอง มันใช้เวลาเพียงแค่ 33 วินาที รถ MINI Cooper SE ทั้ง 25 คันก็หมดลงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด นับเป็นการขายที่เร็วที่สุด คล้ายกับการเปิดตัว MINI Cooper GP ที่เป็นรถ MINI รุ่น Limited Edition ทั้ง 15 คัน ซึ่งถูกลูกค้าจองหมดเกลี้ยงตั้งแต่ก่อนเปิดตัว! เรียกว่า มีเงินซื้อแต่ไม่มีรถขาย มันน่าเจ็บใจนัก
เมื่อมองดู MINI Cooper SE ยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของ MINI นี่คือรถเล็กที่สืบทอดตำนานความคลาสสิกของรูปลักษณ์ ตามแบบฉบับของรถ MINI Hatch 3 ประตู ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า พร้อมสมรรถนะและสัมผัสแบบ Hot Hatch จากการเทแรงบิดด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง การใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อน ทำให้มันเป็นยานพาหนะที่ไร้การปล่อยมลพิษ ระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่างๆ ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถ ในโครงสร้างรูปทรงท่อที่ออกแบบให้มีความแข็งแรง รองรับมอเตอร์ขับเคลื่อนขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้า ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูง ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่สำหรับวางใน Cooper SE ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน จำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้พื้นห้องโดยสาร การวางตำแหน่งดังกล่าวเพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล ชุดแบตฯ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง Cooper SE พลังงานไฟฟ้า ออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่า MINI Cooper S ถึง 30 มิลลิเมตร ตัวเลขการกระจายน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สมมาตร เพื่อการควบคุมที่ดี โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง จากการวางตำแหน่งของแบตเตอรี่ที่สามารถกระจายน้ำหนักให้มีความสมดุลทั่วทั้งคัน
นอกจากนั้นยังมีตัวช่วยเป็นพวกระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ช่วยเสริมความสนุกโดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน Cooper SE มีโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ ซึ่งโหมดสุดท้าย Green + จะตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ ทำให้สามารถเพิ่มระยะทางในการขับขี่อีก 30 กิโลเมตร (โดยไม่มีแอร์) การจำกัดหรือหยุดการทำงานของระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ระบบปรับอากาศ หรือระบบอุ่นเบาะที่นั่ง เพื่อยืดระยะทางของการวิ่งให้ไกลออกไปอีกเฉียดๆ 30 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่คุณสามารถวิ่งไปถึงสถานีชาร์จไฟได้โดยไม่ต้องพึ่งพารถยกสไลด์ออนเนื่องจากกระแสไฟในแบตฯ หมด! แม้จะวิ่งได้ไม่ไกล แต่มอเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ที่พัฒนาโดยวิศวกรของ BMW Group สามารถผลิตกำลังสูงสุดถึง 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า พอฟัดพอเหวี่ยงกับ Cooper S ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบแบบ Twin Scroll สำหรับแรงบิดสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าใน MINI Cooper SE ทำได้ที่ 270 นิวตันเมตร ทันทีที่เท้าแตะคันเร่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียงแค่ 3.9 วินาทีเท่านั้น มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรก ด้วยแรงกระชากลากถูเทียบชั้นรถสปอร์ตกำลัง 300 แรงม้าเลยทีเดียว
การเร่งความเร็วอย่างจี๊ด เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันทีโดยปราศจากอาการรอรอบ แรงดึงที่มากกว่า Cooper S ทำให้การออกตัวอย่างเร็วจากจุดหยุดนิ่ง เกิดอาการทอร์คสเตียร์ หรืออาการขืนตัวของพวงมาลัยที่ค่อนข้างหนักหน่วงอยู่เหมือนกัน Cooper SE พลังงานไฟฟ้า เร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 7.3 วินาที มีความเร็วสูสีกับ Cooper S ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ส่วนการทำความเร็วสูงสุด Cooper SE ไฟฟ้า ไหลอย่างเร็วขึ้นไปจนถึง 153 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อชาร์จไฟจนเต็ม พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่จ่ายให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มันวิ่งทางไกลได้ระยะทางสูงสุดราว 180-200 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานอย่างเงียบเชียบ ทำให้มีการติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะสำหรับ Cooper SE โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ จุดที่ทำออกมาได้ดีก็คือ เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของ BMW Group ที่เชื่อมต่อกับระบบนำพลังงานจากการเบรกหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ หรือที่เรียกกันว่า regenerative brake เมื่อผู้ขับยกคันเร่งออกจากแป้น เพื่อชะลอความเร็ว ทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง ความเร็วจะลดลงทันทีคล้ายการแตะเบรกแต่แทบจะไม่ต้องไปยุ่งกับแป้นเบรกแต่อย่างใดทั้งสิ้น เมื่อยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง ไฟเบรกจะติดขึ้นเองโดยอัตโนมัติเพื่อแจ้งเตือนรถคันข้างหลัง และเมื่อใช้เบรก ระบบ regenerative brake จะประจุอัดกระแสไฟฟ้าส่งไปเก็บในแบตเตอรี่ MINI Cooper SE สามารถลดความเร็วรถได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่ง one-pedal feeling สามารถเลือกปรับเปลี่ยนระหว่างการขับขี่แบบ one-pedal feeling หรือเลือกลดระดับการนำพลังงานจากเบรกกลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำให้รถชะลอตัวอย่างนุ่มนวล แรกๆ อาจเกิดความไม่คุ้นชินกับการหน่วงความเร็วเมื่อยกเท้าออกจากคันเร่ง แต่ขับไปสักพักคุณจะเริ่มชอบ จากความสะดวกสบาย ใช้เบรกน้อยลงกว่าเดิมและสามารถกะระยะของการหยุดเมื่อขับในเมืองได้อย่างแม่นยำ
การชาร์จไฟของ Cooper SE ถ้าติดตั้ง wall box charger ของ MINI จะใช้ระยะเวลาในการชาร์จ 3 ชั่วโมง ส่วนระดับของการอัดประจุไฟเข้าแบตฯ สามารถตั้งค่าได้ว่าจะชาร์จแบบเต็มที่ หรือค่อยๆ ปล่อยให้ไฟไหลเข้าไปในแบตฯ จนเต็ม ห้ามใช้สายพ่วงต่อที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากความร้อนที่เกิดจากการชาร์จ ทำให้ปลั๊กร้อนและอาจทำให้เกิดอันตราย รถ Cooper SE ราคา 2,290,000 บาท เพิ่มเงินอีก 100,000 บาทสำหรับ wall box charger ของ MINI จะชาร์จไฟได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลในส่วนของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อน MINI Cooper SE สามารถชาร์จจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้หลายรูปแบบ ทั้งจากปลั๊กไฟในบ้านโดยตรง (อุปกรณ์มาตรฐานของตัวรถ) แต่ควรใช้สายปลั๊กต่อพ่วงขนาดใหญ่ หรือจากเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox และจากสถานีชาร์จสาธารณะ ตำแหน่งที่เสียบสายชาร์จอยู่จุดเดียวกับที่เคยเป็นตำแหน่งฝาถังเติมเชื้อเพลิง Cooper SE รองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 มีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฏอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกะพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง เมื่อชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-charging จะช่วยให้สำรองพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ระบบชาร์จไฟของ Cooper SE ออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 36 นาที (ไม่สามารถชาร์จ 100% เนื่องจากเป็นการอัดประจุไฟที่มีการถ่ายเทกระแสไฟฟ้าแรงสูงมาก และทำให้แบตเตอรี่มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นขณะชาร์จ) Cooper SE สามารถเลือกใช้บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox ที่ติดตั้งได้ในโรงรถ และบริเวณที่จอดรถที่มีหลังคา หรือเลือกใช้บริการจากสถานีชาร์จไฟสาธารณะ ChargeNow แค่โหลดแอปพลิเคชันมาก็จะแสดงตำแหน่งของสถานีชาร์จที่มีอยู่ทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร รวมถึงตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
เช่นเดียวกับงานดีไซน์ภายนอกห้องโดยสารของ Cooper ยุคใหม่ทุกรุ่นที่อุดมไปด้วยอุปกรณ์หน้าตาอ่อนเยาว์ Cooper SE พลังงานไฟฟ้า มีการออกแบบภายในที่เน้นควาสดใหม่ จากรูปแบบและฟังก์ชันการใช้งาน วัสดุคุณภาพสูงและความสมบูรณ์ของโครงสร้างที่แข็งแรง ส่วนวงกลมที่คุ้นเคยตรงกลาง เป็นที่ตั้งของหน้าจอสาระบันเทิงตัวควบคุมเครื่องเสียง ระบบนำทาง การเชื่อมต่อและการปรับตั้ง แถวของสวิตช์สีเงินแบบมันวาวที่อยู่ต่ำลงมาก็ยังอยู่เหมือนเดิม รวมถึงเครื่องเสียงเกรดดีของ Harman/Kardon ใน Mini ไฟฟ้า การจัดวางตำแหน่งที่เน้นการใช้งานของคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสลับระหว่างโหมดการขับที่เป็นเอกลักษณ์ แผงหน้าปัดมาตรวัดดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ซึ่งจะแสดงระดับการชาร์จแบตเตอรี่ ความเร็ว คำนวณระยะทางต่อกระแสไฟฟ้าในแบตฯ ที่สามารถวิ่งถึง และข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ SE ไฟฟ้า ทุกรุ่นติดตั้งเบาะนั่งคู่หน้าแบบอุ่น และระบบควบคุมสภาพอากาศแบบดูอัลโซน พร้อมขอบหน้าปัดย่อยที่สูงขึ้นเพิ่มความพิเศษ เช่น การควบคุมระยะจอดด้านหลัง การชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย กล้องมองหลัง และระบบควบคุมการทรงตัวแบบไดนามิก Mini Cooper SE ติดตั้งถุงลมนิรภัย 8 จุด เพื่อปกป้องผู้โดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ นอกจากขับสนุกและไม่ต้องเติมน้ำมันแล้ว การไม่ปล่อยมลพิษ พร้อมๆกับการวิ่งอย่างเงียบเชียบ รวมถึงเร่งความเร็วน้องๆตัวแสบอย่าง Cooper JCW ในช่วง 0-96 กิโลเมตร นั้นเร็วมาก การยึดเกาะในสไตล์รถโกคาร์ท ทำให้มันขับสนุกเหมือน Cooper S แต่จ่ายถูกกว่า และได้ของตกแต่งกับออปชั่นที่เหมือนกัน จุดที่ชอบก็คือ ช่วงเร่งความเร็ว แรงดึงที่เกิดจากแรงฉุดลากหรือแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้านั้นเหลือรับประทาน ความมันหลังพวงมาลัยจากฟีลลิ่งของตัวรถที่จูนมาดี และความคล่องตัวเมื่อขับในเมือง เป็นมาตรฐานของรถ MINI ทุกรุ่น ที่ถูกบรรจุอยู่ในยานยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์รถเล็กจากอังกฤษ ซึ่งมีเจ้าของเป็นแบรนด์หรูจากเยอรมนีอย่าง BMW Group บางสิ่งบางอย่างของมัน ทำให้ผมรู้สึกชอบ Cooper SE มากกว่า i3S โดยเฉพาะการเร่งความเร็วในสไตล์ของ MINI พร้อมอาการทอร์คสเตียร์นั้น ลืมไม่ลงจริงๆ
Audi TT Roadster 45TFSi Quattro S Line
TT Roadster เป็นรถเปิดประทุนสองที่นั่ง คำว่า TT นั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นรถ Audi ราคาถูก เพราะ TT ยุคใหม่ที่ขายในไทย ใช้การนำเข้ามาทั้งคัน ด้วยราคาค่าตัวที่ 3,599,000 บาท เป็น TT เปิดหลังคา รุ่นมาตรฐาน วางเครื่องยนต์ 2 ลิตรเทอร์โบ 230 แรงม้า เมื่อรวมกับอุปกรณ์ตกแต่ง S Line จาก Audi Sport บวกกับกำแพงภาษีทำให้ Audi Thailand ต้องหั่นออฟชั่นบางจุดออกไปเพื่อทำราคาสู้กับรถคู่แข่งอย่าง BMW Z4 Roadster / Mercedes-Benz SLC Roadster รวมไปถึงรถเล็กขับสนุกอย่าง Mazda MX-5 Roadster แต่ถ้าคุณซื้อ TT Roadster จากตัวแทนจำหน่ายของ Audi คุณก็จะได้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ที่ทำให้ TT รุ่นเปิดประทุนกลายเป็นรถสปอร์ตที่มีประสิทธิภาพ ลูกค้าที่ซื้อรถแบบนี้ส่วนใหญ่ชอบรถขับเคลื่อนล้อหลัง และเลือกซื้อเพราะรูปลักษณ์หรือเหตุผลอื่น แต่ยังมีนักขับบางคนที่หลงใหลกับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่แปะตราสัญลักษณ์ 4 ห่วง ด้วยเงิน 3.59 ล้าน คุณจะได้รถเปิดหลังคาสองที่นั่ง พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งมีขายในไทยแค่ยี่ห้อเดียวเท่านั้นนั่นก็คือ Audi TT Roadster 45 TFSi Quattro S Line
สีฟ้ากระจ่างตา Turbo blue solid (N6PA) TT Roadster เป็นรถเปิดหลังคาผลิตในเยอรมันที่มีค่าตัวถูกที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง SLC300 / Z4 sDRIVE30i รวมถึง Porsche 718 Boxster ช่วงล่างและพวงมาลัยที่เชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทำให้คุมรถได้ง่าย เกียร์ทำงานราบเรียบ เปลี่ยนอัตราทดเร็วและมีความกระชับ ตัวถังหนักกว่ารุ่น Coupe นิดเดียวทำให้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบให้ความแรงและอัตราเร่งที่เพียงพอต่อความต้องการ ช่วงล่างเซ็ตมาดีมาก ช่วยลดอาการโคลงโดยไม่เพิ่มความกระด้างเมื่อวิ่งผ่านผิวทางที่ไม่เรียบ ตัวถังขนาดกะทัดรัดของ TT Roadster สัมพันธ์กับห้องโดยสารที่เล็กและแคบแต่ไม่ได้สร้างความรู้สึกอึดอัดเมื่อขับแบบปิดหลังคา ส่วนหลังคาผ้าใบความหนา 2 ชั้นทำงานด้วยไฟฟ้ามีการเปิด-ปิดที่รวดเร็วมากแค่ 10 วินาที ในการพับเก็บหรือกางออก
คุณสามารถวิ่งที่ความเร็ว 40 กิโลเมตรแล้วกดปุ่มเพื่อเปิดหลังคา มอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมจุดยึดของโครงหลังคาออกแบบได้ดี ทำให้การพับหรือยกหลังคาขึ้นปิดคลุมห้องโดยสารปราศจากเสียงรบกวน เมื่อหลังคาลงมาจนสุดตัวล็อกอัตโนมัติจะล็อกชุดหลังคาเข้ากับขอบด้านบนของเสาหน้า เป็นชุดหลังคาผ้าไฟฟ้าที่ได้รับการปรับปรุงมาเป็นอย่างดีเพื่อทำให้การใช้งานมีความสะดวกรวดเร็ว กำลัง 230 แรงม้าของ TT Roadster ทำให้มันเป็นรถที่ขับสนุกสูสีกับรุ่นหลังคาแข็ง คันเร่งตอบสนองไวและมีน้ำหนักที่พอดีไม่เบาเกินไป อัตราทดเกียร์ 6 สปีดจัดจ้านน่าดูชม ความเบาของตัวรถช่วยทำให้มันมีแรงเร่งส่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.6 วินาที สูสีกับคู่แข่งอย่าง Z4 30i และ SLC300 AMG Dynamic ช่วงทางตรงเครื่อง 2.0 ลิตรเทอร์โบมีพลังสำรองมากพอที่จะเร่งความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ จนบางครั้งดูเหมือนจะมากเกินไปด้วยซ้ำถ้าขับบนไฮเวย์ที่มีรถเยอะคุณจะรู้สึกว่ารถคันอื่นๆ นั้นขับช้ามาก! และเมื่ออัดจนมาถึงทางโค้งคุณก็จะพบว่า TT Roadster เริ่มสำแดงฤทธิ์เดชของการยึดเกาะออกมาให้สัมผัสโดยเฉพาะโค้งยาวๆ ที่แทบจะไม่ได้ยกเท้าออกจากคันเร่ง
เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 230 แรงม้าที่ 4,500-6,200 รอบต่อนาที ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยิงตรง TFSi ไดเรคอินเจคชั่น พร้อมระบบวาล์วแปรผัน AVS (AUDI Valve lift System) ปรับองศาของวาล์วไอเสีย เครื่องยนต์อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ที่ 1,600-4,300 รอบต่อนาที ระบบขับเคลื่อน ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S-Tronic 6 สปีด พร้อมกลไกคลัตช์คู่ ระบบเกียร์แบบคลัตช์คู่หรือใช้คลัตช์ 2 ชุดช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ออโต้ 6 สปีดมีความว่องไวและไหลลื่น สามารถปรับโหมดการควบคุมจากระบบออโต้ไปเป็นแบบเกียร์ธรรมดาได้ด้วยการผลักคันเกียร์ไปทางซ้ายแล้วชิฟเกียร์ด้วยตำแหน่ง +/- หรือชิฟผ่านแป้น Paddle Shift ที่หลังวงพวงมาลัย สมรรถนะของเครื่องยนต์ 2 ลิตรเทอร์โบกับเกียร์ 6 สปีดและระบบขับเคลื่อนทุกล้อทำให้ Audi TT 45TFSI มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.6 วินาที ช้ากว่ารุ่น Coupe เล็กน้อย (5.3 วินาที) โดยมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Quattro ช่วยเสริมเสถียรภาพและกระจายแรงบิด ระบบขับเคลื่อนทุกล้อจาก Audi ฝากผลงานไว้มากมายในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น การปรับปรุงชุดขับ 4 ล้ออย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะระบบคลัตช์แบบหลายแผ่นที่ควบคุมด้วยไฮดรอลิกไฟฟ้า ติดตั้งบนเพลาท้าย ช่วยลดน้ำหนักลงราว 1.5 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
นอกจากนี้ การกระจายแรงบิดระหว่างเพลาล้อคู่หน้าและคู่หลังนั้นก็ถูกควบคุมโดยระบบไฟฟ้าที่รวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที อัจฉริยภาพของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Quattro คือซอฟต์แวร์ที่เข้ามาจัดการกระจายแรงบิดระหว่างล้อคู่หน้าและคู่หลังอย่างแม่นยำและเหมาะสม เซนเซอร์ของสมองกลไฟฟ้าที่ใช้ในการควบคุมการทำงาน จะทำหน้าที่ตรวจสอบถึงสภาพแวดล้อม สถานะของรถขณะขับขี่ ความต้องการของผู้ขับผ่านการเชื่อมโยงกับโหมดของการขับเคลื่อน ซึ่งระบบควบคุมจะมีการคำนวณเพื่อการกระจายแรงบิดที่ดี การตอบสนองที่มีความรวดเร็ว ทำให้ผู้ขับสามารถแก้ไขควบคุมได้ในทุกสถานการณ์ เมื่อเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Quattro เข้ากับระบบควบคุมการขับขี่ Audi Drive Select จะทำให้ผู้ขี่สามารถปรับคุณสมบัติของการขับเคลื่อนแบบสี่ล้อตลอดเวลาให้เข้ากับความต้องการตามโหมดต่างๆ คือ "auto" รถจะกระจายแรงขับในระดับที่สมดุลลงตัว โหมด "dynamic" จะกระจายแรงบิดไปที่ล้อคู่หลังก่อนและในปริมาณมากกว่า โหมด "efficiency" การกระจายแรงบิดจะถูกปรับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอัตราสิ้นเปลืองขึ้นไปอีกระดับด้วยการเทแรงบิดลงไปที่ล้อหน้ามากเป็นพิเศษ
สำหรับช่วงล่าง หรือระบบรองรับที่ Audi ให้ความสนใจในการปรับตั้งช่วงล่างมากเป็นพิเศษ สำหรับรถทุกรุ่นทุกเวอร์ชั่นของแบรนด์สี่ห่วงที่ถูกผลิตออกขาย รถเหล่านั้นจะถูกใส่ใจในด้านความรู้สึกของระบบรองรับและชุดบังคับเลี้ยว Dynamic ที่โดดเด่นเกิดจากความชำนาญในการปรับตั้งช่วงล่างของรถแข่งในสนาม ซึ่งถูกนำมาปรับใช้ในรถสปอร์ตรุ่นยอดนิยม ระบบรองรับของ Audi TT สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมยานยนต์ของเยอรมัน ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ MacPherson โครงสร้างชิ้นส่วนของจุดยึดโยงต่างๆ ทำจากอะลูมิเนียม เข้ามาช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง (Unsprung Weight) ทั้งนี้ ระบบกันสะเทือนหลังของ TT ยังเป็นแบบโฟล์ลิงก์ (4-Link) รองรับแรงกดแนวนอน (longitudinal force) และแรงบิดแนวขวาง (transverse force) อย่างเป็นอิสระแยกจากกัน สำหรับชุดบังคับเลี้ยวหรือแรคพวงมาลัย ใช้แบบแรคแอนพีเนียนพร้อมพาวเวอร์ไฟฟ้า ผนวกระบบแปรผันน้ำหนักพวงมาลัย Progressive steering แบบมาตรฐานที่ช่วยเพิ่มการตอบสนองตามสภาพการขับขี่ ตัวแรคพวงมาลัยถูกออกแบบมาเพื่อการตอบสนองโดยตรงต่อระยะของการหมุน ทำให้การควบคุมเกิดความเฉียบคมแม่นยำ
Audi TT ไม่ว่าจะ Coupe หรือ Roadster ไม่ได้มีนิสัยชอบกวาดท้าย ซึ่งเป็นเหมือนดาบสองคมที่อาจทำให้คุณรู้สึกสนุก หรือพลาดพลั้งจนไปฟาดกับเสาไฟฟ้า ถ้าชอบรถที่นั่งแล้วรู้สึกเตี้ยแบบสปอร์ตพันธ์แท้คุณควรเลือก TT เพราะเบาะไฟฟ้าของมันสามารถกดต่ำจนเหมือนการนั่งขับอยู่ใกล้กับพื้นถนน เมื่อปิดหลังคาวิ่งก็ยังมีการเก็บเสียงที่ดีพอใช้ แต่จะให้ดีเท่ากับรุ่น Coupe คงเป็นไปไม่ได้ การปรับทุกอย่างในโหมด Dynamic ของ TT Roadster ช่วยสร้างความแตกต่างและขับสนุกมากกว่าโหมดอื่น โช้คอัพแบบปกติพร้อมค่าตายตัวปรับตั้งอะไรไม่ได้นั้นเซ็ตมาดีเยี่ยม ล้อ 17 นิ้วกับยาง 225/50 แม้จะไม่สวยแต่ใช้งานได้จริงและช่วยลดอาการแก้มยางแหกหรือแมกคด คุณควรเก็บล้อชุดนี้เอาไว้เมื่อตั้งใจจะขับออกทางไกล โดยใส่ล้อ 19 หรือ 20 นิ้วเฉพาะการขับในกรุงเทพฯ ถ้ายางเกิดไปมีปัญหาเมื่อขับออกต่างจังหวัดไกลๆ ด้วยล้อไซส์โตก็ต้องวิ่งด้วยความเร็วต่ำเพราะล้อและยางอะไหล่นั้นมีขนาดที่เล็กมาก ช่วงล่างของมันซับแรงกระแทกได้ดีกว่ารถคู่แข่ง เกาะถนนดีมากจนทำให้คุณรู้สึกหลงรักระบบ Quattro ยิ่งขับเร็วมันก็จะยิ่งตอบกลับด้วยการยึดเกาะที่มั่นคง มีอาการพยศน้อยมากในโค้ง นับเป็นโรสเตอร์ที่มีประสิทธิภาพรอบด้านและขับได้ดีจนทำให้รู้สึกอยากได้ละครับ
Mercedes-Benz New CLS Coupé W257 เวอร์ชั่นแรง 53 AMG ราคา 5,380,000 บาท
นี่คือซาลูนสองบุคลิกที่ทำออกมาสำหรับผู้บริหารอารมณ์ไบโพลาร์ ความแปรปรวนของมันขึ้นอยู่กับองศาของคันเร่งและการเลือกใช้โหมดขับเคลื่อน เป็นรถเศรษฐีที่ทำได้ทั้งการขับแบบย่องเบาและจัดเต็มสูบครบทรงในสนามแข่ง ความงดงามผสมความดุ จากไฟหน้าแบบ Full LED เป็นระบบส่องสว่างที่มีประสิทธิภาพ ควบรวมเทคโนโลยีของระบบส่องสว่างแบบใหม่เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยของการขับตอนกลางคืนบนเส้นทางที่ปราศจากแสงไฟส่องถนน ไฟหน้าสามารถปรับตัวเองแบบอัตโนมัติเพื่อไม่ทำให้แสงไฟไปรบกวนรถคันอื่น ชุดไฟหน้า Multibeam LED เวอร์ชั่นล่าสุด พร้อมฟังก์ชันระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist) ปรับไฟหน้าตามการหักเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System) ชุดกระจัง AMG ที่เรียบง่าย กันชน AMG เสริมให้หน้าของมันโหดขึ้นกว่าเดิม กรอบประตูทั้ง 4 บานเดินเส้นอัลลอยสีดำ สไตล์ Black Edition กระจกมองข้างแบบสปอร์ตพร้อมหลอดไฟเลี้ยว LED มือจับที่เปิดประตูสีเงิน ไฟท้ายมีรูปทรงคล้ายกับรถ Audi A5 รุ่นที่แล้ว บั้นท้ายออกแบบได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะความดุดันของรุ่น 53 AMG ที่มีท่อระบายไอเสีย AMG ทรงกลมฝั่งละสองท่อคู่ ส่วนไฟท้ายแบบใหม่ของ New CLS ใช้หลอดไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยี Fibre Optic ระยะฐานล้อ 2,874 มิลลิเมตร New CLS 53 AMG Coupé รุ่นใหม่นี้ ถูกทำให้ยาวขึ้นกว่าเดิม 55 มิลลิเมตร กว้างขึ้นเล็กน้อย 9 มิลลิเมตร รวมถึงความสูงก็ยังมากขึ้นอีกนิด ฐานล้อยาวขึ้น 65 มิลลิเมตร โอเวอร์แฮงค์ที่มีการออกแบบให้สั้นกระชับมีส่วนทำให้เกิดความคล่องตัวเมื่อเลี้ยวกลับลำหรือถอยจอดในพื้นที่คับแคบ ล้ออัลลอยขอบ 20 นิ้วของ AMG เป็นล้อลาย 5 ก้านคู่รุ่นใหม่ที่ล้างทำความสะอาดได้ง่าย ยางสปอร์ตประสิทธิภาพดี (มาก) จาก Michelin รุ่น Pilot Sport 4S ยางหน้าขนาด 245/35ZR20 ยางหลัง 275/30ZR20 แอบกระซิบว่า เสียงท่อเร้าโคตรๆ โดยเฉพาะในรอบสูงนี่ ท่อตวาดดังกังวานหวานแว่วราวกับมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์เลยทีเดียว
หัวใจของเสี่ยเยาวราชคันนี้คือ เครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ล่าสุดจาก AMG ที่ประจำการอยู่ในรถสปอร์ตรหัส 53 ทั้งหมด เป็นแบบแถวเรียง 6 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ นี่คือเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงรุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ตราดาว ที่ทำออกมาเพื่อต่อกรกับเครื่อง 6 สูบเรียงประสิทธิภาพสูงของ BMW M ระบบ EQ Boost ของ Mercedes ใช้ไดสตาร์ตทำหน้าที่เป็นมอเตอร์สตาร์ตด้วย ISG มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 16 กิโลวัตต์ กับแรงบิด 250 นิวตัน-เมตร โดยวางแทรกอยู่ในชุดเกียร์ 9G-Tronic คอยเสริมแรงและรับหน้าที่ส่งกำลังไฟฟ้าไปหมุนปั๊มน้ำกับคอมเพรสเซอร์แอร์ ทำให้ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้สายพานหน้าเครื่องยนต์อีกต่อไป ช่วยลดกำลังที่สูญเสียไปกับแรงเสียดทาน ช่วยทำให้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงของ AMG ที่ประจำการอยู่ใน CLS 53 /E53 4Door / GT53 4Door และ E53 Coupe มีขนาดที่สั้นลง เมื่อทำงานร่วมแกนกับระบบไฮบริดจิ๋วขนาด 48 โวลต์ E-Compressor หรือที่ Mercedes เรียกว่า EQ Boost ช่วยลดอาการรอรอบหรือเทอร์โบแลคได้ดี เมื่อกดคันเร่งเต็มที่ แรงบิดสูงสุดจะมาเร็วมากในเวลาแค่ 0.2 วินาที ตั้งแต่ยังไม่ถึง 2,000 รอบต่อนาที แรงบิดก็เทออกมาจนเกือบหมดแล้ว วิศวกรของ AMG ในแผนกเครื่องยนต์ ลงมือจูนเพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ ป้องกันอาการเทอร์โบแลคหรืออาการรอรอบ โดยร่วมมือพัฒนากับค่าย Audi และ Bentley เพื่อปรับปรุงระบบ E-Compressor (EQ Boost) ซึ่งถูกใช้เพื่อลดอาการรอรอบในเครื่องยนต์เบนซิน โดยทำงานร่วมกับ ISG ตัว eZV ประกบอยู่กับเทอร์โบที่ต่อเข้ากับท่อไอเสีย มันสามารถเร่งรอบการทำงานได้ถึง 70,000 รอบต่อนาที ในเวลาเพียงแค่ 0.3 วินาที ช่วยเพิ่มบูสให้กับเครื่องยนต์ในย่าน 1,000-3,000 รอบต่อนาที โดยไม่มีข้อจำกัดในด้านของรอบเครื่องยนต์และโหลด
ฝาสูบแบบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป DOHC 4 วาล์วต่อสูบ = 24 วาล์ว ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร 2,999 ซีซี. ความกว้างกระบอกสูบ 83.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 92.4 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.5:1 กำลังสูงสุดมากถึง 435 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที (กำลังมากกว่าเครื่องยนต์ 6 สูบของ BMW M4 ประมาณ 5 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตร หรือ 52.98 กิโลกรัม/เมตร ในย่าน 1,800-5,800 รอบต่อนาที (น้อยกว่า BMW M4 ที่ทำได้ 550 นิวตัน-เมตร) ระบบ EQ Boost Assist ทำงานร่วมกับ EQ Boost Starter Generator กำลัง 16 กิโลวัตต์ หรือ 22 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร หรือ 25.45 กิโลกรัม/เมตร แบตฯ ลิเทียมไอออนความจุ 48V เสริมอัตราเร่งด้วยการป้อนพลังงานไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ที่ฝังอยู่ในเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G-Tronic ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ all-wheel drive ชุดกระจายแรงบิด fully variable torque distribution เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 สูบ ทวินเทอร์โบหรือเทอร์โบคู่พร้อมชุดลดอุณหภูมิไอดีอินเตอร์คูลเลอร์ตัวนี้ สร้างกำลังได้มากถึง 320 กิโลวัตต์ หรือ 435 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตร สมรรถนะของ CLS 53 AMG เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.7 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร อัตราการปล่อย CO2 200 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร CLS 53 Coupe 4MATIC + คือการผสมผสานการออกแบบที่เน้นบรรยากาศของรถสปอร์ตกับไดนามิกของการควบคุมในสไตล์ของแบรนด์ตราดาว บนแนวทางการปรุงแต่งจากสำนัก AMG จุดเด่นของเครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่ขนาด 3.0 ลิตร คือ ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์และคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า EQ Boost Assist
ผมลากเจ้าตราดาวสีดำคันนี้ไปแถวด่านช้าง ทะลุออกอ่างเก็บน้ำลำตะเพิน แล้วขับผ่านโครงการพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำห้วยองคต ที่เงียบสงบและสวยงาม กำลัง 435 แรงม้า กับแรงบิด 520 นิวตัน-เมตร (แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ EQ Boost 250 นิวตัน-เมตร) พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ฉลาดหลักแหลมอย่างระบบ 4MATIC+ ชุดควบคุมระบบขับเคลื่อนเพื่อกระจายแรงบิดให้มีความสมดุลตลอดการขับขี่ ช่วงล่าง Adaptive Air Suspension ที่ถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ผลที่ได้รับก็คือ CLS 53 AMG เร็วพอที่จะไล่จี้ BMW M4 แบบสบายๆ ทั้งๆ ที่คันใหญ่กว่าเยอะ เมื่อกดคันเร่งลงลึกในโหมด Comfort ความรู้สึกย้อนแย้งก็เริ่มเกิดขึ้น เมื่อคุณใช้โหมดธรรมดาสามัญในการขับเคลื่อนรถสปอร์ตสองบุคลิกคันนี้ แต่ดันทะลึ่งขับเร็ว เซนเซอร์ที่ตรวจจับการทำงานของคันเร่งไฟฟ้าพยายามสื่อสารกับ ECU ว่า ควรจะเปิดทุกสิ่งทุกอย่างตามที่คนขับต้องการ หลังจากนั้นแค่แวบเดียว เสียงเครื่องยนต์ที่เคยดังเบาๆ แบบสุภาพก็เปลี่ยนไปทันที CLS 53 AMG แตกต่างจาก AMG ทั่วไป ในด้านของบุคลิก ส่วนสมรรถนะ การเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ว่องไวนั้นสูสีกับพี่น้องในตระกูล 53 ทุกรุ่น คือพอขับแล้วก็ให้ความรู้สึกในการตอบสนองที่คล้ายกัน
ชุดขับสี่ 4MATIC+ ช่วยทำให้รถมีประสิทธิภาพในด้านความเสถียร เมื่อใช้โหมด Sport มันก็เปลี่ยนคาแรกเตอร์ของรถผู้บริหารระดับสูงที่ชอบทำตัวเงียบขรึม มาเป็นรถซิ่งวัยรุ่นที่ชอบความท้าทายในด้านการประลองความเร็ว นับเป็นงานทางวิศวกรรมยานยนต์ที่คิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมดโดยใช้เวลาในการพัฒนานาน 4 ปี เบื้องหลังของทุกสิ่งใน CLS ที่คุณกำลังสัมผัสอยู่นี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น เพราะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic + กำลังทำงานอย่างหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อขับเร็วขึ้นในโค้ง ใครก็ตามที่ขับรถเป็น จะรู้สึกได้ถึงแรงยึดเกาะที่ส่งตรงจากยาง Pilot Sport 4S ถ่ายขึ้นไปที่โช้คอัพและสปริง แล้วตรงไปที่แชสซี ผ่านชุดบังคับเลี้ยวจนมาถึงอุ้งมือของคนขับ CLS 53 AMG พุ่งทะยานอย่างหนึบแน่นและมั่นคง ปราศจากอาการแกว่งหรือส่ายไปมาเมื่อเร่งความเร็ว ส่วนท้ายที่ยึดเกาะกับถนนได้ดีเกือบจะเท่ากับส่วนหน้าของรถ ให้ความรู้สึกมั่นใจในการทำความเร็ว เมื่อเลี้ยวในโค้งมุมแคบด้วยความเร็วที่เกินนิดๆ คุณจะรู้สึกได้ถึงมวลของตัวรถที่หนักเอาเรื่อง ขณะที่ผมพยายามจะขับมันให้เกินขอบเขตข้อจำกัด และเมื่อกระชากออกตัวด้วยความเร็ว หน้ารถจะเบาขึ้นเล็กน้อยแต่พวงมาลัยยังคงมีน้ำหนักที่หน่วงมืออย่างชัดเจน
การปรับหน่วงของชุดบังคับเลี้ยว Active Steering Assist ขึ้นตรงกับสปีดความเร็วและโหมดขับเคลื่อนที่เลือก ระบบควบคุมจะมอบน้ำหนักพวงมาลัยที่พอดิบพอดีกับความเร็วที่ใช้ในขณะนั้น ทำให้ CLS 53 AMG เป็นซาลูนไซส์กลางตัวยาวที่ควบคุมได้ง่ายแทบจะไม่แตกต่างไปจาก BMW 540i xDrive รถคู่แข่งที่มีเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงเหมือนกัน แต่มีกำลังน้อยกว่าเจ้าตราดาวสายโหดรุ่นนี้พอสมควร AMG Performance 4MATIC+ all-wheel drive พร้อมชุดกระจายแรงบิด fully variable torque distribution รับหน้าที่จัดสรรแรงบิดไปยังล้อต่างๆ ผ่านเซนเซอร์ที่คอยตรวจจับลักษณะของการขับ แรง G การเร่งหรือเลี้ยว องศาของพวงมาลัยและสปีดความเร็ว ส่วนตัวเลขสมรรถนะของ CLS 53 AMG เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.5 วินาที เป็นอัตราเร่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวรถสปอร์ตกำลัง 400 แรงม้า ส่วนความเร็วสูงสุดถูกจำกัดเอาไว้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทั้งในและนอกเมืองเคลมมาที่ 8.7 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ขับจริงๆ ในเมืองกินเชื้อเพลิงประมาณ 9.7 กิโลเมตรต่อลิตร ส่วนนอกเมือง ถ้าขับเรื่อยๆ ไม่กดคันเร่งลงลึกบ่อยครั้ง อยู่ที่ 12.4 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 200 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร การออกแบบภายนอกและภายในที่เน้นบรรยากาศของรถสปอร์ตกับไดนามิกของการควบคุมบนแนวทางการปรุงแต่งจากสำนัก AMG จุดเด่นของเครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่ขนาด 3.0 ลิตร คือ ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์และคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า EQ Boost Assist บอกเลยว่าแรงและขับสนุกมาก
CLS53 เป็นซาลูนหรู 4 ประตู ที่พยายามทำตัวให้เป็นรถสปอร์ตสองบุคลิก ในวันปกติ การขับ CLS 53 AMG ไปทำงานด้วยความเร็วต่ำคือความสบายหลังพวงมาลัยอย่างแท้จริง และในวันหยุดสุดสัปดาห์ เมื่อคุณโลดแล่นออกทางไกลไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด การขับเร็วจี๋ใน AMG ช่วงฐานล้อยาวรุ่นนี้มีความดิบโหดโผล่ออกมาให้สัมผัสกันอย่างจุใจ มันอาจไม่แรงเท่ากับ CLS 63 AMG แต่มีดีที่ควบคุมง่าย ย่านของกำลังอยู่ในเกณฑ์พอดิบพอดีไม่ได้แรงมุทะลุดุดันจนเอาไม่อยู่ คาแรกเตอร์ของมันก็คือ การทำตัวเป็นผู้ชายมาดเนี้ยบใส่สูทผูกไทพูดจานิ่มๆ ติ๋มๆ พอโดนผู้หญิงจับแก้ผ้า ข้างในกลับใส่ชุดไตรกีฬารัดปลิ้นแบบพร้อมที่จะแข่งกับใครหน้าไหนก็ได้ทั้งนั้น! พวงมาลัยในแต่ละโหมดก็ทำหน้าที่ได้ดี ด้วยอัตราทดที่ค่อนข้างคงที่ หนักแน่นและเที่ยงตรงแม่นยำ วิ่งทางตรงๆ ไม่ต้องมาคอยนั่งประคับประคองทิศทางกันให้มากเรื่อง โหมด Sport + ให้ความรู้สึกของชุดบังคับเลี้ยวที่ตอบสนองอย่างไว เป็นความจริงที่ไม่เกินเลยหากจะพูดว่า New CLS53 AMG 4MATIC + เหมาะกับผู้บริหารสูงวัยที่ชอบขับเร็ว คุณจะรู้สึกดีเมื่อกระทืบลงไปบนคันเร่งของมันพร้อมๆ กับการตอบสนองที่สอดรับกับความต้องการของคุณ บนความสบายที่หาได้ของ CLS ในสไตล์ AMG หากคุณมีความพร้อมที่จะจ่ายแพงกว่ารุ่นอื่น ถ้าเงินถึงก็ซื้อรุ่นนี้ไปเลยดีที่สุด!
Toyota GR Supra A90
แพลตฟอร์มใหม่ที่ยอดเยี่ยม เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงเทอร์โบเดี่ยวคล้ายรุ่นเดิม แต่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่อง 2JZ GTE ที่กลายเป็นตำนานไปแล้ว อันที่จริงคุณควรจะลืมเครื่องเก่ารุ่นนี้ไปได้แล้วละครับ เพราะความทันสมัยไฮเทคจากเครื่องยนต์ B58B30C ของ BMW มีอะไรให้เล่นและทันสมัยมากกว่าเยอะ กำลังสูงสุด 340 แรงม้า พร้อมชุดเกียร์ ZF แบบใหม่ ที่มีให้สับถึง 8 สปีด ช่วงล่างใหม่ที่มีความโดดเด่น กับภาพลักษณ์แนวรถสปอร์ตญี่ปุ่นเจ้าแห่งตำนานการซิ่ง ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ราคา 4.9 ล้านบาท ของ Toyota GR Supra A90 เปิดทางเลือกให้กับลูกค้าที่กำลังเล็ง Porache Cayman แต่เงินไม่พอ สามารถสัมผัสประสบการณ์ของการควบคุมพร้อมกลิ่นอายของรถซิ่ง ที่ผสมผสานกันระหว่างความเฉียบคมของดาบซามูไร และความอร่อยของไส้กรอกเยอรมันที่ถูกย่างมาเป็นอย่างดี เสน่ห์ของ Supra คือการที่มันเป็นรถที่ผู้คนให้ความสนใจ ซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ รูปลักษณ์ด้านหน้ามีกลิ่นไอของ Toyota FT-1 Concept ไฟหน้า LED กับไฟ Daytime Running Lights ดูเรียบร้อยไม่ค่อยจะดุร้ายสายโหดเท่าที่ควร คล้ายกับการซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่อ่อนโยน! โป่งซุ้มล้ออย่างใหญ่ทั้งหน้าและหลังทำให้ทรงด้านข้างของมันคล้ายกับขวดโค้ก ช่องอากาศด้านข้างโค้งเว้าและเข้ากับแนวเส้นโค้งของบานประตู กระจกที่กรอบปิดกับผืนหลังคาและเสาหน้าทำออกมาคล้ายกับค็อกพิตของเครื่องบินขับไล่ หลังคาที่ออกแบบให้มีความเตี้ยมากกว่าเดิมทำให้การเข้า-ออกจากห้องโดยสารต้องก้มหัวกันพอสมควรไม่งั้นมีหวังหัวโขกกับหลังคาแน่นอน Supra ใหม่ เป็นรถที่กำเนิดขึ้นโดยมีการวิจัยและพัฒนาไปพร้อมๆ กับ BMW Z4 รุ่นใหม่รหัส G29 อย่างไรก็ตาม GR Supra จะมีความชัดเจนกว่าในแง่ของการเป็นรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลังที่แตกต่างจากสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนสองที่นั่งอย่าง BMW New Z4 ทั้งคู่ขับได้ดีสูสีกัน แต่ GR Supra จะดิบกว่า และมีตัวถังที่แข็งแรงกว่า เนื่องจากเป็นสปอร์ตคูเป้หลังคาแข็งไม่ใช่ Z4 ที่มีตัวถังเป็นรถเปิดประทุนโรดสเตอร์สองที่นั่งซึ่งต้องใช้การดามแชสซีเพื่อป้องกันอาการบิดตัว แนวคิดของวิศวกร Toyota ที่นำเอา Porsche Cayman มาเป็นรถที่ใช้เปรียบเทียบเมื่อลงมือวิจัยพัฒนา Supra รุ่นใหม่ อันที่จริงแนวทางแบบนี้มันก็คือสิ่งที่ Toyota อยากให้ Toyota 86 มันเป็นมาโดยตลอด แค่นึกอยากจะขับก็สนุกแล้ว ว่าถ้าเราได้รถที่มีลักษณะเหมือน 86 แต่ใหญ่ขึ้นมาอีกนิด มีทรงที่ดุดันขึ้น เกาะถนนมากยิ่งขึ้นแล้วใส่เครื่องยนต์ที่แรงกว่ามาก และมากพอให้เอาไปไล่กวดรถสปอร์ตจากฝั่งยุโรปได้ มันจะดีขนาดไหน? แน่นอนว่ามันดีชัวร์จากไดนามิกและอารมณ์ของการควบคุมหลังพวงมาลัยที่ถูกปรับแต่งให้แตกต่างจาก Z4 M40i แต่ขับยังไงมันก็ยังคล้ายกันนั่นก็คือขับ โคตรดี!
ช่วงเวลาที่ขับทดสอบตลอด 7 วัน มีจอดแวะตามร้านอาหารหรือปั๊มน้ำมันข้างทาง ก็มักจะมีคนที่ชอบรถเดินเข้ามาคุย เพื่อสอบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า GR Supra ใหม่นั้นดีจริงหรือเปล่า? ยกตัวอย่างเช่น โอ้ ตัวจริงมันสวยกว่าในรูปนะผมว่า นี่กำลังดูอยู่เลย ว่าแต่มันขับดีเท่ากับ Z4 มั้ยเนี่ย! หรืออีกคนนึง เป็นเด็กหนุ่มที่เดินมาถามผมว่า มันยังใช้เครื่อง 2JZ อยู่หรือเปล่าครับน้า! บางคนก็แค่สงสัยอย่างพี่แท็กซี่ที่ลงทุนเดินเข้ามาถามดื้อๆ ว่ามันคือ Toyota รุ่นไหน? เพราะไม่เคยเห็น Toyota ทำรถหน้าตาประหลาดแบบนี้มาก่อน (นั่นแสดงว่าเค้ายังไม่เคยเห็น GT86 ที่มีหน้าตากุดๆ ประหลาดๆ พิกลอยู่) เห็นได้ชัดว่าจุดประสงค์ของ Supra ใหม่ที่บอสใหญ่ของค่ายสามห่วง วาดฝันให้มันมาปลุกเร้าอารมณ์ความรักที่คนมีต่อรถสปอร์ตของ Toyota นั้น นับว่าเกิดผลสำเร็จ ยิ่งถ้าคิดดูดีๆ ว่า Supra รุ่นที่แล้วเลิกขายไปนานกว่า 20 ปีแล้วนั้น ยิ่งถือว่ารถรุ่นใหม่ทำออกมาได้ดีมาก รูปลักษณ์ที่ดูแปลกตาแต่ผสมผสานเส้นสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมอยากให้หน้ามันโหดกว่านี้ แต่เฮีย Tada หัวหน้าทีมวิศวกรผู้ลงมือพัฒนา GR Supra บอกว่า หน้าแบบนี้แหละดูดีที่สุดแล้ว!
เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2562 ผมมีโอกาสได้ลองขับมันสั้นๆ บนถนนสายรองในเมืองเซนได และในช่วงบ่ายก็ลงไปอัดเต็มเหนี่ยวในสนามแข่งรถ Sugo International Race Circuit ที่โดนครูฝึกชาวอาทิตย์อุทัยสั่งให้กระหน่ำคันเร่งแบบลืมตายบนสนามที่ผมไม่มีความคุ้นเคยเลยแม้แต่นิดเดียว! กลับมาถึงเมืองไทย หลังจากการเปิดตัวก่อนปีใหม่ จนมาถึงวันสุดท้ายของเดือนมกราคม 2563 ผมรับรถทดสอบ GR Supra สีขาว แล้วขับออกทางไกลโดยใช้เส้นทางที่คิดว่าเหมาะสมและใกล้กับกรุงเทพฯ มากที่สุด ถนนเส้นสุพรรณบุรีออกไปทางอำเภอเลาขวัญเชื่อมต่อกับหนองปรือและอ่างเก็บน้ำลำตะเพิน มีอุปสรรคทุกอย่างที่ทำให้การขับรถทดสอบกลายเป็นเรื่องท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นทางปูนที่ไม่ถูกโรคกับยางแก้มเตี้ยและช่วงล่างแข็งๆ โค้งขึ้นลงเนินเขาที่มองไม่เห็นปลายโค้ง คอสะพานชันและโด่งราวกับคางของดาราสาวบางคน หลุมที่ซ่อนตัวเพื่อดักพวกขับไม่ระวัง หรือเนินยาวที่พอเทลงมาก็จะเจอเข้ากับสี่แยก ถนนที่มีความหลากหลายของประเทศไทยในแถบตะวันตกสามารถทดสอบประสิทธิภาพของรถแต่ละคันได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญก็คือความปลอดภัย เพราะถนนเส้นดังกล่าวมีรถน้อย โดยเฉพาะรถบรรทุกที่นานๆ ถึงจะโผล่มาคันนึง รวมถึงสภาพอากาศของสุพรรณบุรีและกาญจนบุรีที่ร้อนทั้งปีทั้งชาติก็ยังมีความเหมาะสมกับการทดสอบความอึดของเครื่องยนต์ การทำงานของระบบระบายความร้อนและระบบปรับอากาศอีกด้วย ช่วงล่างของ Supra ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ได้กระด้างจนทำให้กระเด้งกระดอนไปมาในรถ ออกไปในแบบบหนึบๆ บางจังหวะก็แอบมีนุ่มเมื่อวิ่งผ่านทางลาดยางเรียบๆ โช้คอัพกับสปริง มีระยะยืดและยุบพอดิบพอดี แม้จะเจอเข้ากับคอสะพานชันๆ ก็ยังผ่านไปได้แบบไม่เสียอาการ รถสเปกไทยมีช่วงล่างแบปรับตั้งค่าได้สองระดับ (Normal / Sport) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วงล่างที่เซตค่ามาเป็นอย่างดีช่วยทำให้การวิ่งผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบบนยางสปอร์ตมีความนุ่มนวลใช้ได้ ช่วงล่างหน้าแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คและกันโคลงช่วยดูดซับอาการสะเทือนที่ทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อตัวออกไปได้มาก มากพอที่คนอายุ 50 อย่างผมจะหวดมันได้ทั้งวันโดยไม่มีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวตามมาหลังจากกลับถึงบ้าน
เสียงเครื่อง B58B30C ทั้ง Z40 M40i และ GR Supra นั้นดีพอๆกัน นั่นก็คือความหวานเสนาะหู เมื่อใช้รอบสูงขึ้น ชุดอัดอากาศหรือเทอร์โบก็เริ่มต้นการบูสท์ ส่งแรงบิดในรอบต่ำได้อย่างหมดจด และเมื่อขยี้คันเร่งอย่างต่อเนื่อง ความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว รถพุ่งทะยานลิ่วๆ และเลยขอบเขตของความปลอดภัยไปไกลจนต้องยกคันเร่ง เป็นที่รู้กันดีในวงการรถสปอร์ตว่า GR Supra ก็คือฝาแฝดของ BMW Z4 และนั่นก็เป็นรถสปอร์ตที่ขับได้ดีงามมากคันนึง อาจจะดีจนเกินค่าตัว 4.9 ล้านด้วยซ้ำ ทั้งคู่มาพบกับเจ้าของใหม่ ในเรือนร่างที่แตกต่าง แต่ไดนามิกนั้นเหมือนกันราวกับแกะ คุณสามารถขับ Z4 M40i เปิดหลังคาเล่นแถวๆชายทะเล พร้อมๆไปกับการอัดเจ้า GR Supra แบบบู๊ล้างผลาญในสนามพีระเซอร์กิต ทั้งคู่ให้อารมณ์การขับที่แตกต่างกันเล็กน้อย ผมรู้สึกชอบความโรแมนติกและเรือนร่างที่สง่างามสมส่วนของ Z4 แต่
ในใจนั้นแทบจะเทคะแนนหมดหน้าตักให้กับการขับที่สมบูรณ์แบบของ GR Supra เป็นความคุ้มค่าในราคา 5 ล้านบาทที่แฟนพันธุ์แท้บางคนยอมจ่าย เพื่อแลกกับรถสปอร์ตที่กลายเป็นไอคอนในปัจจุบัน แม้จะต้องรอกันนานถึง 6 เดือนหลังการจองก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดทั้งสิ้น Toyota GR Supra ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 สูบเรียง เทอร์โบของ BMW รหัส B58B30C เป็นเครื่องยนต์รุ่นเดียวกับ BMW Z4 M40i มาพร้อมเทคโนโลยี TwinPower Turbo อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันเดี่ยวตัวเดียวโดดๆ Twin Scroll Turbo ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ของ ZF แต่มีการปรับอัตราทดใหม่หมดจนทำให้เกียร์ของมันแตกต่างจากรถบ้านของ BMW ที่ใช้เกียร์รุ่นนี้ กำลังจากเครื่องยนต์ถูกจูนจนมีม้าพอให้ได้เสียวสันหลังที่ 340 ตัว แรงม้าของ GR Supra เมื่อจับขึ้น Dyno test จะมากกว่า Z4 M40i นิดๆ แรงบิดสูงสุดทำได้ถึง 500 นิวตันเมตร หรือ 50.1 กิโลกรัม-เมตร ที่ 4,000-5,380 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 8.4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม. (11.9 กิโลเมตรต่อลิตร) สำหรับตัวเลขสมรรถนะ GR Supra มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.6 วินาที และ 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงวางตามยาวโดยร่นแท่นเครื่องแท่นเกียร์ให้เข้าใกล้กับจุดศูนย์กลางของรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี เครื่องยนต์ 6 สูบเทอร์โบเดี่ยว ติดตั้งอินเตอร์คูลเลอร์เพื่อช่วยลดอุณหภูมิไอดี ทำให้ GR Supra เป็นรถที่เร็วอย่างน่ากลัว และต้องใช้ความคุ้นเคยกันพอสมควรก่อนจะคิดปล่อยม้า 340 ตัวลงพื้นแบบเต็มๆ
GR Supra เป็นรถที่ขับแล้วรู้สึกตื่นเต้นกว่า ท้ายไวกว่าและมีความพร้อมรบมากกว่า Z4 ตัวถังของ GR Supra แน่นตึบ ให้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแม้จะพุ่งเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงก็ไม่รู้สึกถึงอาการโคลงหรือบิดตัวของแชสซี GR Supra บาลานซ์น้ำหนัก หน้า-หลัง ได้ดีกว่า Z4 ช่วงล่างรองรับลักษณะการขับและพื้นผิวถนนในไทยได้ดีกว่านิดๆ เมื่อปรับเป็นโหมดสปอร์ต ก็ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถอย่างที่รถคูเป้ควรเป็น พวงมาลัยไฟฟ้าสื่อสารกับสภาพถนนได้ดีมาก เที่ยงตรงแม่นยำ โดยมีน้ำหนักแปรผันไปตามความเร็ว ขับช้าพวงมาลัยก็โอนอ่อนผ่อนคลายให้น้ำหนักที่พอดิบพอดี เมื่อหวดแบบเร็วจี๋ก็มีการหน่วงน้ำหนักเพิ่มจนรู้สึกได้ ทำให้การควบคุมในย่านความเร็วสูงแทบจะไม่แตกต่างไปจาก BMW การจูนอัตราทดของพวงมาลัยในรถสปอร์ตให้ตอบสนองไวกว่ารถบ้านต้องระวังในเรื่องของระยะการหมุน แต่วิศวกรของ Toyota ทำการปรับจนทำให้พวงมาลัยใน GR Supra มีน้ำหนักและระยะของการหมุนที่ดีมาก พวงมาลัยตอบสนองในแบบที่ควรจะเป็นและเข้ากับอาการของช่วงล่างกับแชสซี มันสามารถส่งอาการต่างๆให้คุณรับรู้ได้มากกว่ารถทั่วไป ส่วนตัวเลขการกระจายน้ำหนัก หน้า/หลัง ของ Supra อยู่ที่ 50:50 เช่นเดียวกันกับ Z4 ช่วงล่างหน้าให้ความรู้สึกมั่นใจในความเกาะถนน ส่วนด้านหลัง ก็เกาะถนนดีแต่ท้ายรถมีความไวพอสมควรและต้องระวังให้ดีๆเมื่อคิดจะออกตัวแบบเต็มเหนี่ยวจากจุดหยุดนิ่ง บั้นท้ายพร้อมที่จะกวาดออกด้านข้างเมื่อคุณสั่งให้มันทำ GR Supra มีเฟืองท้าย Active Differential ซึ่งช่วยให้จับแรงบิดลงพื้นในจังหวะออกจากโค้งได้ดี และช่วยในการหักเลี้ยวในจังหวะถอนคันเร่งกลางโค้งได้ด้วย
Supra ใหม่ เป็นรถที่สื่อสารกับคนขับได้มากกว่า BMW Z4 M40i เล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ Z4 ชิงเปิดตัวไปก่อนหน้าหลายเดือนนั้น ทีมวิศวกรของ Tada น่าจะใช้เวลาในการปรับปรุงการตอบสนองของตัวรถชนิดที่เรียกได้ว่าเค้นกันจนนาทีสุดท้าย ซึ่งก็น่าแปลกใจถ้ามองว่า บอดี้ของรถ และฮาร์ดแวร์หลายส่วนของรถสองรุ่นนี้เหมือนกัน ประกอบที่โรงงานในออสเตรียเหมือนกัน แพลตฟอร์มเดียวกัน เครื่องยนต์ก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็มาจากการผลิตของทาง BMW ทั้งยวง ยกตัวอย่างเช่น ผนังห้องเครื่อง ยกมาจากของ BMW 3 Series ช่วงล่างบางส่วนคือสิ่งที่ออกแบบมาใช้กับ M3 เจนเนอเรชั่นต่อไป (แต่ Z4 กับ Supra ได้มาใช้ก่อน) ดูเหมือนว่าอาจเป็นเพราะบอดี้แบบคูเป้มีหลังคาของ Supra ที่เหนียวแข็งกว่า บวกกับฝีไม้ลายมือการเซ็ตช่วงล่างที่วิศวกร Toyota เอาไปทำเอง รวมกับการปรับจูนระบบอิเล็กทรอนิกส์ส่วนอื่นๆ ที่รับหน้าที่ควบคุมองคาพยบของตัวรถ ทำให้รถทั้งสองคันมีนิสัยต่างกัน พูดง่ายๆ เหมือนคุณเตรียมเครื่องปรุงกับวัตถุดิบสองชุดที่เหมือนกัน แต่เอาไปให้เชฟสองคนทำอาหาร คุณก็จบด้วยอาหารที่รสชาติต่างกันได้อยู่ ในเรื่องของการออกแบบ GR Supra เป็นรถที่เห็นแล้วชวนเหลียวหลังไปมอง แต่ผมมองว่า ที่คนพากันเหลียวมองนั้นเพราะมันสวยหรือแค่เพราะมันดูแปลก การที่มันมีฐานล้อสั้น แต่มีแทร็คล้อกว้างมาก มีส่วนทำให้มันน่ามองขึ้น เส้นสายด้านข้างรถและซุ้มล้อมีสื่อบางคนบอกว่ามันดูยุ่งเหยิงเกินไปนิด แต่ผมกลับมองว่าการออกแบบในลักษณะดังกล่าวค่อนข้างลงตัวมาก โดยเฉพาะเส้นตัวถังด้านข้างที่ใช้ความกล้าหาญในการออกแบบให้แตกต่างไปจาก BMW Z4 G29 อย่างไรก็ตาม ความเตี้ยล่ำ แบนและกว้างแบบรถสปอร์ต ก็ยังทำให้เหลือความรู้สึกว่าเจ้า Supra ใหม่กำลังส่งเสียงเรียกเย้ายวนให้เราขึ้นไปขับ แล้วพอขึ้นไปนั่ง คุณก็จะไม่แปลกใจที่ได้เห็นว่าภายในของรถดูเหมือน BMW มาก สวิตช์ต่างๆก็ดูเหมือน BMW มือดึงเปิดประตู ระบบ iDrive หรือปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย ทุกอย่างล้วนดู BMW มากๆ แต่ผมคิดว่าเจ้าของส่วนมากที่ซื้อจริง คงไม่สนเรื่องนี้เท่าไหร่นักหรอกครับ
BMW X6 xDRIVE 30d M Sport
BMW X6 เจนเนอเรชั่นที่ 3 รหัสตัวถัง G06 รุ่น xDRIVE 30d M Sport สี Manhattan Green Metallic ยิ่งดูใกล้ๆ ก็ยิ่งทำให้นึกถึงแฮตชแบคทรงล้ำอนาคตที่ถูกขยายสัดส่วนทั้งความกว้าง ความยาว ส่วนความสูงลดลงเล็กน้อย ไฟหน้าและกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนั้นสวยงามดุดันมากกว่าเดิม เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของหลอดไฟ LED ที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์ในระบบส่องสว่างแบบอัตโนมัติด้วยระบบไฟ BMW Laser Adaptive LED ภายในกรอบไฟหน้าตกแต่งด้วยพลาสติกสีฟ้าที่มีรูปทรงคล้ายก้างปลา กระจังหน้าพร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ เมื่อเครื่องยนต์มีอุณหภูมิต่ำ กระจังจะปิดเพื่อกั้นไม่ให้กระแสลมไหลผ่าน ซึ่งทำให้แรงต้านอากาศลดลง กระจังจะเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบว่าอุณหภูมิของห้องเครื่องยนต์อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องระบายความร้อนอย่างรวดเร็ว กันชน M มีช่องรับอากาศขนาดใหญ่ บริเวณใต้กระจังหน้าและด้านข้างของชุดกันชนทั้งสองฝั่ง แม้จะไม่ค่อยมีความจำเป็น เนื่องจากระบบไฟ LED นั้นสว่างมาก แต่ BMW ก็ยังติดตั้งไฟตัดหมอกมาให้ เพื่อเพิ่มความสว่างขณะขับบนถนนที่กำลังมีหมอกลงจัด รูปทรงด้านหน้าที่ว่างามและดุดัน ยังไม่เท่ากับการออกแบบส่วนท้ายที่สลับซับซ้อนสุดๆ รูปลักษณ์ที่โหดเหี้ยมของ X6 ใหม่ ส่วนหนึ่งเกิดจากความใหญ่ของกระจังหน้า ไฟหน้าและงานออกแบบกันชนหน้า M
ล้ออัลลอยของ M ขนาดขอบ 22 นิ้ว เติมช่องเปิดบริเวณแก้มข้างที่เด่นชัด ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตสมรรถนะสูง เพื่อทำให้ได้ประโยชน์จากการเพิ่มระดับของการยึดเกาะ เส้นหลังคาไหลลาดลงด้านหลัง ซึ่งลงท้ายด้วยความละเอียดอ่อน สปอยเลอร์ชิ้นเล็กๆ แปะติดกับขอบของฝาท้าย ซุ้มล้อหลังที่แผ่กว้างผสมผสานเข้ากับส่วนโค้งเว้าของการออกแบบกันชนหลัง บั้นท้ายของ X6 เป็นแบบแยกส่วนสองชั้นที่ใช้งานได้จริง มีการเพิ่มเติมความสวยงามด้วยการออกแบบไฟท้ายทรงยาวที่ขนานในแนวนอนไปกับขอบของฝาท้าย บั้นท้ายของมันยังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านอากาศพลศาสตร์ ส่วนที่ลงตัวและซับซ้อนมากที่สุดก็คือ ฝาท้ายแนวของกันชนหลัง และแถบครีบรีดอากาศบริเวณชายล่างของกันชนหลัง ไฟท้าย LED รูปตัว L บางเฉียบ ประดับด้านบนของฝาท้ายโดยอยู่สูงเหนือท่อไอเสียทรงเหลี่ยม ซึ่งรวมอยู่ในแผงดิฟฟิวเซอร์ เป็นงานออกแบบที่ลงตัวและสวยงามไร้ที่ติ จุดนี้ BMW ทำออกมาได้ดีกว่าบั้นท้ายของรถคู่แข่ง
X6 ใหม่ที่ขายในไทยโดย BMW Thailand วางเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 6 กระบอกสูบ รหัส B57D30 ความจุ 3.0 ลิตร (2,993 ซีซี.) เครื่องยนต์วางตามยาวขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยระบบ xDRIVE โดยออกแบบให้วางอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า X6 รุ่นที่แล้วเพื่อลดค่า CG การลดจุดศูนย์ถ่วงลง รวมถึงการกระจายน้ำหนักที่สมมาตร เพื่อทำให้รถมีการทรงตัวที่ดีขึ้น ขนาดความกว้างกระบอกสูบ 83.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 90.0 มิลลิเมตร บล็อกเครื่องยนต์ใช้อะลูมิเนียม ฝาสูบแบบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป DOHC 4 วาล์วต่อสูบ อัตราส่วนกำลังอัด 16.5:1 ระบบอัดอากาศเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ติดตั้งเทอร์โบแปรผันตัวเดียวโดดๆ พร้อมชุดลดอุณหภูมิไอดีอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบยิงตรงคอมมอนเรลไดเรคอินเจคชั่น หัวฉีดแรงดันสูง Piezo มีแรงดันในระบบ 2,500 บาร์ ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร ที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ตัวเลขสมรรถนะของ X6 xDRIVE 30d M Sport เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เคลมมาจากหน้าโรงงานทำได้ 14.5 กิโลเมตรต่อลิตร ขับจริงทั้งในและนอกเมืองทำได้ 12.2-13.5 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าประหยัดใช้ได้เลยทีเดียว เมื่อเทียบกับขนาดที่ใหญ่โตของตัวถังและน้ำหนักรถที่มากถึง 2.2 ตัน ส่วนอัตราการปล่อย CO2 ทำได้ที่ 179 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร เป็นเครื่องดีเซล 6 สูบที่มีความสะอาดใช้ได้เลยทีเดียว
X6 xDRIVE 30d M Sport คันทดสอบ มีช่วงล่างธรรมดาสามัญ ไม่ใช่ Adaptive Air Suspension แต่ระบบรองรับของมัน กับกำลังในรูปของแรงบิดจากเครื่องดีเซลที่มากถึง 620 นิวตันเมตร ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถคันเล็ก ช่วงล่างและชุดบังคับเลี้ยว อาจไม่คมและเนียนเท่า Audi Q8 55 TFSI แต่แชสซีที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี กับโช้คที่มีค่าคงที่ ทำให้ X6 ใหม่ เกาะโค้งได้นิ่งสนิท จังหวะมุดเข้าโค้งมุมแคบ รถจะออกอาการเทอะทะเล็กน้อยพองาม ไม่ถึงกับเนียน เนื่องจากสัดส่วนความสูงสไตล์ SAV และแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางที่เข้ามากระทำกับตัวรถ บางครั้งเมื่อลองเข้าโค้งแรงๆ จนทำให้รถเอียงวูบ ทำให้ผมเสียวสันหลังวาบอยู่เหมือนกัน ระยะของคันเร่งที่สั้นลงในโหมด Sport ทำให้ต้องระวังการเทแรงบิดเพลินๆจนมาถึงหัวโค้ง เบรก M performance ช่วยลดความเร็วก่อนเข้าสู่โค้งได้ดี แต่น้ำหนักตัวของมันทำให้ผมต้องใช้เบรกเร็วขึ้นกว่าเดิม เวลาออกตัวแบบกดจนสุด มีความรู้สึกว่าหน้ารถเชิดขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากแรงบิด 620 นิวตันเมตรที่เทลงไปบนล้อ ชุดขับสี่ xDRIVE พวงมาลัยไฟฟ้าและช่วงล่างแจ่มๆ ช่วยทำให้การวิ่งเร็วบนไฮเวย์เป็นเรื่องที่ง่ายดาย โดยเฉพาะตอนเร่งแซงซึ่งต้องมีการเปลี่ยนเลนสลับไปมา รถมีอาการโคลงน้อยลง ช่วงล่างให้ความรู้สึกนิ่มกว่า X6 เจนเนอเรชั่นที่ 2 รวมถึงพวงมาลัยก็เลี้ยวได้อย่างต่อเนื่องและปราศจากอาการสับสน คุณจะรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใน X6 ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขนาด ความสูง ระบบป้องกันต่างๆ และความแม่นของพวงมาลัย
X6 รุ่นดีเซล 3.0 ลิตร เทอร์โบ มีน้ำหนักตัวเบากว่ารุ่นที่แล้วเล็กน้อย นอกจากนั้นมันยังขับได้ดีขึ้น เพราะได้การปรับเซ็ตช่วงล่างหน้าแบบปีกนกคู่ใหม่หมด ด้านหลังแบบ 5 Link ก็มีการปรับใหม่ ทำให้การบังคับควบคุมส่วนท้ายดีกว่าเดิม มันเป็นรถที่คล่องตัวในเมืองและโลดโผนโจนทะยานบนไฮเวย์ข้ามจังหวัดได้อย่างมาดมั่น เครื่องยนต์ดีเซลยังประหยัดใช้ได้ เชื้อเพลิง 1 ถังลากกันยาวๆ เฉียด 800 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้นถ้าคุณขับไม่เร็ว แต่ใครจะซื้อสปอร์ตเอสยูวีราคา 7 ล้านมาคลานเล่นกันละครับ ช่วงล่างที่นุ่มสบายเหมาะกับเจ้าของ X6 รุ่นเก่าที่เริ่มมีอายุมากขึ้น ความเป็นผู้ใหญ่ของมันไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ แต่อยู่ที่ความสบายของระบบรองรับ ผมเคยขับทดสอบทางไกลในรถ X6 Gen 1 และซัดหนักๆใน X6 M Gen 2 ที่เซปัง ในรถ X6 Gen 3 นั้น ช่วงล่างที่นิ่มนวลของมันจะทำให้คุณรู้สึกดีเมื่อต้องขับทั้งวัน มันเป็นรถที่เหมาะกับการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ แถมยังวิ่งในเมืองได้อย่างคล่องตัว อย่างที่บอกว่าช่วงล่างดูดซับแรงสะเทือนได้ดี (มาก) แม้จะไม่ใช่ Adaptive Air Suspension แต่ด้วยค่าที่คงที่ทำให้ผมรู้สึกชอบ ช่วงล่างแบบธรรมดาดูจะไม่เหมาะสมกับระดับของราคาค่าตัว แต่เมื่อคิดถึงการใช้งานระยะยาว บนถนนที่มีความหลากหลายของประเทศไทย ช่วงล่างถุงลมจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเห็นๆ ความเปลี่ยนแปลงหลักๆ นอกจาก Dynamic ที่ดีขึ้นผิดหูผิดตาแล้ว X6 ใหม่ยังมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่สวยงามและดุดัน บั้นท้ายของมันเป็นจุดที่น่ามองมากที่สุด ส่วนกระจังหน้าที่มีไฟอยู่ข้างในก็ถือเป็นเรื่องที่ BMW พยายามจะเอาชนะ Mercedes-Benz ด้วยลูกเล่นที่ยังไม่มีใครทำ ไฟท้าย ฝาท้ายและท่อไอเสียแบบใหม่ที่ลงตัว ช่วยเสริมความดุดันให้กับ X6 ราวกับหลุดออกมาจากโลกอนาคต ห้องโดยสารแนวอนุรักษ์นิยมที่ยังคงตามหลัง Mercedes-Benz ในด้านการออกแบบ แต่ X6 ใช้การตกแต่งอย่างแพรวพราว ด้วยวัสดุราคาแพง สามารถรองรับการใช้งานจริงได้อย่างเต็มที่ ระบบ iDRIVE เวอร์ชั่นล่าสุด พัฒนาไปไกลลิบ สารพัดปุ่มบนซุ้มคันเกียร์ใช้งานได้ง่าย สามารถเข้าถึงองค์ประกอบหลักของตัวรถได้อย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้จะช่วงสร้างความพึงพอใจในระยะยาว ข้อมูลของระบบนำทางแบบใหม่ที่ละเอียดยิบย่อย การปรับตั้งต่างๆที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กันพอสมควรเพราะเยอะเหลือกำลังลาก! สิ่งที่ชอบก็คือ เครื่องเสียง Harman Kardon Premium Logic 7® มาพร้อมลำโพง 16 ตัว รวมซัฟวูฟเฟอร์ใหญ่ขนาดกะละมังใบเล็ก กำลังขับ 600 WATTS พร้อมระบบ SURROUND SOUND TECHNOLOGY แม้จะไม่เนียนเท่า B&W ใน X6 xDRIVE M50d แต่มีความคมชัดหนักแน่นครบถ้วน เหมาะกับการฟังเพลงเมื่อขับทางไกลเป็นที่สุด!
BMW 330e M Sport Plug in Hybrid
มอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ฝังอยู่ในเกียร์ ZF-8HP แบตเตอรี่ใหม่ที่มีความจุมากขึ้น อัตราทดของชุดส่งกำลังที่ถูกเซตใหม่ ชุดเบรกที่มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งซึ่งออกแบบให้เหมาะสมกับแรงบิด ช่วงล่างที่ให้อารมณ์สปอร์ตมากกว่าเดิม รูปทรงของตัวถังที่สวยงาม เมื่อรวมทุกรายละเอียดเข้าด้วยกัน สิ่งที่ได้ก็คือ e Drive i-Performance ซึ่งถูกบรรจุอยู่ใน BMW 330e M Sport ซีดานไส้กรอกไซส์เล็กพร้อมระบบ Plug in Hybrid ราคา 2,769,000 บาท สำหรับการขับทดสอบ BMW New Series-3 330e M Sport นาน 10 วัน บนระยะทางทดสอบทั้งในและนอกเมืองประมาณ 1,100 กิโลเมตร 330e มีประสิทธิภาพที่ดี ไม่ได้เป็นมวยรองบ่อนเมื่อเทียบกับคู่แข่งสายแรงมาดสุภาพอย่าง Mercedes-Benz C300e AMG Dynamic หรือแม้แต่รถที่มีพลังมากกว่าอย่าง Volvo S60 T8 Twin Engine AWD Plug in Hybrid ประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของ BMW Series-3 ทำให้รถซีดานเสียบปลั๊กชาร์จรุ่นยอดฮิตคันล่าสุดของแบรนด์ตราใบพัดขับได้ดีและเหนือชั้นกว่ารถคู่แข่งในบางจุด การเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้มากกว่า F30 ผู้พี่ที่เพิ่งจะตกรุ่นไปสดๆ ร้อนๆ ช่วงล่างที่แข็งกว่า พวงมาลัยที่มีระยะฟรีตรงกลางน้อยลง และโหมด Extraboost ที่ผสานกำลังทั้งสองระบบทำให้ BMW 330e M Sport เป็นสปอร์ตซีดานกึ่งพลังงานไฟฟ้าที่มีความโดดเด่นน่าใช้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ อัพแรงม้าได้เท่ากับเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงในอดีตที่ไม่มีระบบอัดอากาศ มาตรการเข้มในการลดขนาดของเครื่องยนต์ด้วยการลดจำนวนกระบอกสูบ เพื่อลดการปล่อยมลพิษ โดยปรับให้เครื่องยนต์กินเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็น คือประเด็นหลักในการคิดค้นเครื่องยนต์เบนซินรุ่นนี้ 330e คันทดสอบ ที่มีระบบปลั๊กอินไฮบริดพ่วงต่อนั้นวางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 กระบอกสูบ รหัส B48B20B ขนาด 2.0 ลิตร ปริมาตรความจุ 1,998 ซีซี. ระบบอัดอากาศเทคโนโลยี TwinPower Turbo ของ BMW ใช้เทอร์โบชาร์จเดี่ยวแบบ Twin-scroll ความกว้างกระบอกสูบ 82.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 94.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.2:1 ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบยิงตรง Direct injection กำลังสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดทำได้ที่ 300 นิวตันเมตร ที่ 1,550 – 4,400 รอบต่อนาที เป็นแรงบิดที่ราบเรียบและกว้างตั้งแต่รอบต่ำไปจนถึงเกือบ 5,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติฝังมอเตอร์ไฟฟ้าของ ZF รุ่น 8HP แบบ 8 สปีด พร้อมกลไกแมนวล Sport Steptronic ติดตั้งแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ Paddle Shift ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์วางตามยาวในสไตล์ที่คุ้นเคยของ BMW และขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง ตัวเลขปล่อย Co2 เมื่อเครื่องยนต์และระบบไฮบริดทำงานพร้อมกันอยู่ที่ 37-43 กรัมต่อกิโลเมตร มาตรฐานมลพิษ EURO 6 ส่วนระบบปลั๊กอินไฮบริดของ 330e ประกอบด้วยแบตเตอรี่แบบใหม่ที่มีความจุ 10.79 kWh มากกว่าเดิมพอสมควร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในเกียร์ 8 สปีด หรือ Electric motor power มีกำลังรวม 113 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ปราศจากอาการรอรอบที่ 265 นิวตันเมตร
เมื่อรวมทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน BMW 330e M Sport Plug in Hybrid จะมีกำลังมากถึง 292 แรงม้า กับแรงบิด 420 นิวตันเมตร ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 ใน 5.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรื่องที่น่าทึ่งก็คือการทำงานของเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด อัตราทดเกียร์สูงออกแบบให้ช่วยประหยัดเชื้อเพลิง สมองกลควบคุมการทำงานของระบบเกียร์ที่เชื่อมต่อกับโหมดการขับเคลื่อนทำให้เกียร์มีพฤติกรรมการตอบสนองที่หลากหลายไปตามโหมดที่ปรับตั้ง โหมดไฟฟ้าสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ได้อย่างฉับพลันทันทีเมื่อคนขับกดคันเร่งลงจนสุด ส่วนโหมด Adaptive เครื่องยนต์จะผสมผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไปตามการกระตุ้นด้วยองศาของคันเร่ง กดลึกๆ ทั้งสองระบบจะทำงานพร้อมกัน สร้างแรงดึงยาวเหยียดที่น่าประทับใจมากกว่า 330i ด้วยการเร่งความเร็วที่ต่อเนื่องและว่องไว ปราศจากอาการรอรอบ คล้ายกับการกดคันเร่งลงจนสุดใน C300e และ S60 T8 แต่มั่นคงมากกว่าด้วยช่วงล่างสปอร์ตสไตล์ BMW
330e เป็นรถซีดานที่ดึงหนักอย่างโหดโดยเฉพาะการกดเลือกใช้โหมด Extraboost ที่ซ่อนตัวอยู่ในโหมด Sport คุณต้องกดสวิตช์โหมด Sport สองครั้งเพื่อเข้าสู่โหมดบ้าพลังอย่าง Extraboost ฝูงม้าทั้ง 292 ตัวทั้งมอเตอร์และเครื่องยนต์ที่คอยกระหน่ำเทแรงบิดจนไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง คุณสามารถลากรอบเล่นได้หากมีที่ว่างข้างหน้ามากพอก็กดคันเร่งให้จมมิดได้เลย Extraboost นอกจากจะเป็นโหมดสูงสุดแล้ว ยังไปเปิดท่อ bypass valve ของระบบระบายไอเสีย เสียงท่อที่เคยเงียบหรือติ๋มๆ หงิมๆ ในโหมดอื่น เจ้า Extraboost จะเปลี่ยนเป็นเสียงท่อของรถแต่งในทันทีทันใดที่คันเร่งถูกกระตุ้น ประสิทธิภาพในการเทแรงบิดจากเครื่องยนต์ผ่านระบบเกียร์ 8 สปีด ออกมาในแบบกระชากกระชั้นดันไปข้างหน้า มันสามารถไต่ความเร็วได้ดีมากจนต้องใช้ความระวังเนื่องจากความว่องไวจนเกินงามของมัน อัตราเร่งน่าขนหัวลุกของ 330e เป็นรอง BMW M2 แค่วินาทีเศษๆ แรงฉุดลาก 420 นิวตันเมตรโดยปราศจากอาการรอรอบ หมายถึงการเร่งความเร็วที่สูสีกับรถสปอร์ตคูเป้คันเล็ก เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการขับแบบรีบเร่งหรือขับเรื่อยๆในเมือง ช่วงล่างที่แข็งขืนของมันยิ่งทำให้ 330e เป็นรถปลั๊กอินไฮบริดที่ขับสนุกและเป็น Series-3 ที่ไม่ทำตัวน่าเบื่ออีกต่อไป จากการตอบสนองที่ว่องไวของมัน ระหว่างรอบเครื่องยนต์ 2,000-4,500 รอบซึ่งเป็นช่วงที่เทอร์โบ TwinScroll เริ่มต้นการการบูสพลัง
เครื่องยนต์ของมันมีพื้นฐานมาจากเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ปลั๊กอินไฮบริดของ BMW 740Le X5 xDRIVE40e และ 330e โฉมที่แล้ว แต่ก็เป็นเครื่องยนต์ที่ถูกสร้างใหม่หมดด้วยการนำมาปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ระบบ Plug in Hybrid ทำให้ 330e มีนิสัยดุร้าย มีกำลังสูงและทำอัตราเร่งได้อย่างว่องไว อย่างที่บอกว่า Extraboost Mode นั้นให้ซุ่มเสียงราวกับรถซิ่งและไม่มีอาการรอรอบของเทอร์โบเนื่องจากการกระหน่ำอย่างโหดของมอเตอร์ไฟฟ้าที่คอยช่วยเสริมแรงบิด แรงดึงในช่วงออกตัวจะกดร่างกายของคนขับจนติดเบาะ เป็นเครื่องยนต์ 2 ลิตร ที่เร็วเกินคาดและลากรอบต่อเนื่องได้อย่างไหลลื่น โหมด Extraboost ต้องการพื้นที่ข้างหน้าโล่งๆ และไม่เหมาะกับการกดใช้งานในเมืองที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น เพราะคุณจะพุ่งทะยานอย่างเร็วแล้วก็ต้องเบรกหนักๆ ไปตลอดทาง แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ลากกันยาวได้ที่ 6500 รอบต่อนาที 330e ทุกคันจะมาพร้อมกับระบบเกียร์ 8 สปีดของ ZF ที่ทำงานได้ดีสูสีกับเกียร์ 9 สปีดของ Mercedes สำหรับระบบควบคุมการทรงตัวของ 330e ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองรวดเร็ว เพื่อช่วยลดอาการเสียการทรงตัว อัตราทดของพวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันที่ปรับมาให้ทำงานอย่างฉับไว กับช่วงล่างแบบสปอร์ต ช่วยทำให้ 330e มีสีสันมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะแฮนด์ลิ่งที่เฉียบคม ไม่กระทบกระเทือนกับความมั่นคงหรือความสบายเมื่อขับเร็ว ช่วงล่างที่แข็งขึ้นก็รับมือกับโค้งมุมแคบได้ดีขึ้น การถ่ายเทน้ำหนักที่ถือเป็นกลไกไดนามิกส์สำคัญของรถยนต์จากแบรนด์ BMW ทำให้คุณควบคุมมันได้ง่ายขึ้น 330e แม้จะให้ความรู้สึกแข็งกระด้างเมื่อวิ่งผ่านถนนที่ไม่เรียบ แต่ช่วงล่างถูกปรับปรุงให้สื่อสารกับยางได้อย่างกลมกลืน สอดรับกับสภาพเส้นทางที่อุดมด้วยโค้ง การกระจายน้ำหนัก 50/50 หน้า-หลังเท่ากัน ติดอกติดใจไปตามๆ กันเมื่อพบกับการเลี้ยวเร็วๆ ในโค้งที่มีความมั่นคงแน่นอนไม่ส่ายไปมาหรือโคลงจนทำให้รู้สึกแย่ แชสซีและช่วงล่างของ G20 นั้นมีความสปอร์ตมากกว่า F30 โดยเฉพาะการเซตระบบรองรับของ 330e ที่มีความมาดมั่นมากเป็นพิเศษ ขับแล้วรู้เลยว่าเป็นรถปลั๊กอินที่โคตรเร็วและมีเบรกที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว
Audi A5 Coupé 45 TFSI quattro S line Black Edition
A5 คูเป้ รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 45TFSi Quattro กับอุปกรณ์ตกแต่ง S Line Black Edition ราคา 3,599,000 บาท สำหรับ A5 ใหม่รุ่นปรับโฉม Facelift 2020 มีให้เลือก 2 ตัวถัง 2 สไตล์ คือ รุ่น 2 ประตู 4 ที่นั่ง และรุ่น 4 ประตู 4 ที่นั่งใน A5 รุ่น Sportback สำหรับรถทดสอบ new A5 ที่นำมารีวิวในอาทิตย์นี้ ประจำการด้วยเครื่อง 2 ลิตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ และเร่งจาก 0-100 ได้เร็วกว่ารถคู่แข่ง นี่คือ Audi A5 รุ่นใหม่ เวอร์ชั่น 45TFSI พร้อมกลไกขับเคลื่อนทุกล้อ Quattro ราคา 3.6 ล้านบาท เทียบกับคู่แข่งอย่าง Mercedes Benz E200 Coupé AMG Dynamic ราคา 4,440,000 บาท BMW 420d Coupe M Sport ราคา 3,729,000 บาท ก็จะพบว่า Audi new A5 45TFSI มีราคานำเข้าที่ถูกกว่า A5 รุ่นใหม่นั้น มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม รวมถึงสมรรถนะด้านการยึดเกาะและตัวเลขอัตราเร่งที่เหนือกว่ารถคู่แข่งร่วมสัญชาติเยอรมนีทั้งสองคัน!
Audi A5 Coupe รุ่น 45TFSI Quattro S Line Black Edition วางเครื่องยนต์ขนาดกะทัดรัด เป็นเครื่องเบนซินแถวเรียง 4 กระบอกสูบ พ่วงกลไกระบบไฟฟ้าเสริม mild hybrid (MHEV) ขนาด 12 โวลต์ เครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็ก ความจุ 2 ลิตร 1,984 ซีซี 4 วาล์วต่อสูบ พร้อมกลไกวาล์วแปรผัน Audi Valvelift system อัดอากาศด้วยเทอร์โบลูกเดี่ยวโดดๆ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลัง 185 กิโลวัตต์ หรือ 249 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดจัดเต็ม ลงไปที่ล้อทั้งสี่ผ่านระบบ Quattro ด้วยตัวเลขแรงบิดระดับ 370 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ออโต้ขับเคลื่อน 4 ล้อ S-Tronic 7 Speed ที่ต่อเชื่อมกับระบบขับเคลื่อน Quattro เวอร์ชั่นล่าสุด! สำหรับตัวเลขสมรรถนะนั้น A5 Coupe Facelift สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาสั้นจู๋แค่ 5.8 วินาที (Mercedes Benz E300 AMG Dynamic ทำได้ 6.4 วินาที / BMW 420d M Sport ทำได้ 8 วินาที) โดยมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบรองรับ ช่วงล่างด้านหน้าและหลังเป็นแบบ Five link มีชิ้นส่วนที่ทำจากโลหะอัลลอยผสมกับเหล็กเพื่อลดน้ำหนักใต้สปริง ทำให้ช่วงล่างของ A5 ให้ความรู้สึกที่เป็นกลางและเป็นธรรมชาติ การปรับตั้งค่าของโช้คอัพและสปริง ทำให้รถสามารถยึดเกาะกับถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบเบรก ด้านหน้าใช้เบรกแบบคาร์ลิปเปอร์อัลลอย 4 พอต พ่นสีแดงแต่ไม่มีตราสัญลักษณ์อะไรทั้งสิ้น ด้านหลังแบบซิงเกิลพอตพ่นสีแดงอีกเช่นกัน พร้อมจานเบรกแบบมีช่องระบายความร้อนกับตัวช่วยเบรก เช่นระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS anti lock brake system ระบบกระจายแรงเบรก EBD electronic brake distribution ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR anti slip regulation และระบบควบคุมการทรงตัว ESC electronic control system with stability function
สีเขียว District Green ของ new A5 ทำให้มันกลายเป็นรถที่ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างมากเป็นพิเศษ นี่ถ้าขับเข้าไปในกรมทหาร สีเขียวแบบนี้น่าจะเหมาะสมกลมกลืนเป็นที่สุด ในเมือง เมื่อลองขับครั้งแรกด้วยโหมด Comfort เจ้า A5 Facelift รุ่น 45TFSi Quattro S Line พร้อมชุดแต่งของดำ Black Edition ราคา 3.6 ล้านบาท ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและเป็นมิตร นี่คือ Audi ที่มีตำแหน่งท่านั่งขับที่ลงตัวสุดๆ ระบบ MMI สามารถล้วงแคะแกะเกาเข้าไปดูฟังก์ชั่น หรือมือบอนเข้าไปปรับตั้งค่าต่างๆ ได้ง่ายสูสีกับสายหล่อ Coupe อย่าง BMW 4-Series และ Mercedes-Benz E-Coupe เครื่องเบนซิน 4 สูบ แถวเรียง อัดเทอร์โบ เมื่อขับในรอบต่ำวิ่งผ่านถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี การใช้ความเร็วต่ำทำให้รถสี่ห่วงคันนี้ไม่สามารถสำแดงฤทธิ์เดชหรือตัวตนที่แท้จริงออกมาให้เห็น เนื่องจากสภาพการจราจรที่หนาแน่นบนถนน มีรถ 18 ล้อ วิ่งอยู่เต็มไปหมด ทำให้คันเร่งถูกใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป พอพ้นช่วงแยกสองพี่น้องก็จะพบกับสภาพการจราจรท่ีเริ่มคล่องตัวมากขึ้น แม้จะเป็นรถสปอร์ตที่ไม่มีขอบบานกระจก แต่การเก็บเสียงที่ย่านความเร็วเดินถือว่าทำออกมาได้ดี ความเงียบของห้องโดยสารไม่แตกต่างไปจากรถคู่แข่ง น้ำหนักตัวที่เบาหวิวแค่ 1.5 ตัน นั้นเบาพอฟัดพอเหวี่ยงกับ Series-4 แต่เบาสุดๆ เมื่อเทียบกับ Mercedes Benz E200 AMG ซึ่งมีน้ำหนักตัวบานเบอะเฉียดๆ 1.7 ตัน พวงมาลัยในโหมดมาตรฐาน Comfort เบาสบายข้อมือ พวงมาลัยไฟฟ้าของ A5 ที่ความเร็วต่ำรู้สึกเบาอย่างชัดเจนถ้าคุณเพิ่งจะเดินลงมาจาก BMW
195 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร A5 สีเขียวทหารบกก็นำผมเข้ามาสู่พื้นที่หุบเขาสูงชันแถบเขาโจก การกรองอาการสั่นสะเทือนเมื่อขับผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบ ของโช้คและสปริง รวมถึงยาง P Zero แม้จะมีแก้มที่เตี้ย แต่ช่วงล่างที่จูนมาดีด้วยมือปรับตั้งระดับเทพของแบรนด์สี่ห่วง เข้ามาช่วยลดความเมื่อยล้าได้ดี สำหรับโหมด Dynamic ที่ผมเลือกใช้บนเส้นทางภูเขา เครื่องยนต์และเกียร์ต่างผลัดกันสำแดงศักยภาพสูงสุดออกมาอย่างเต็มเหนี่ยว เมื่อใช้โหมดนี้เจ้า A5 ต้องการถนนที่โล่งมากพอ ในการปลดปล่อยพลังงาน 249 แรงม้า ให้ลงไปที่ล้อทั้งสี่ผ่านกลไก Quattro ปุ่ม Drive Select กับโหมดทั้ง 5 ทำงานครอบคลุมทุกสภาวะของการขับขี่ โดยขึ้นตรงกับความต้องการของคนขับเป็นหลัก Dynamic ปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงของ A5 Coupe ออกมาจนหมดเปลือก โหมดนี้ทำให้พญาเกย์สายหล่อ กลายเป็นรถบ้ารอบขึ้นมาในทันทีทันใด คันเร่งเบาหวิวราวกับรถญี่ปุ่นและตอบสนองเร็วจนทำให้ต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่หลงระเริงเพลินไปกับแรงบิดที่ทะลักล้นออกมา การเร่งความเร็วในโหมด Dynamic คือความถนัดของ A5 รุ่น 45TFSI อาจไม่ดึงหนักเหมือน S5 หรือ RS5 ซึ่งทรงพลังกว่าเยอะ A5 รุ่น 45TFSi มีกำลังให้คุณได้ใช้งานอย่างเหลือเฟือ เมื่อต้องการแซงหรือต้องการไปให้เร็วขึ้นก็แค่กดคันเร่งลงลึก รถจะทะยานลิ่วๆ ไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วและมั่นคง ตัวถังสวย เครื่องดี ช่วงล่างเทพแล้ว A5 ยังมีเกียร์แจ่มๆ ติดมาให้ใช้ นี่คือชุดส่งกำลัง S-Tronic 7 Speed ที่ขับแล้ว ทำให้ผมรู้สึกประทับใจ แม้อัตราทดของเกียร์ทวินคลัตช์ใน new A5 ที่มีแค่ 7 เกียร์ จะเป็นรอง BMW Series-4 ที่มีเกียร์ 8 สปีดให้สับเล่น รวมถึง Mercedes Benz E200 AMG Dynamic ที่มีเกียร์มากถึง 9 สปีดให้คุณได้เพลิดเพลินกับอัตราทดอันหลากหลาย แต่เกียร์ 7 สปีดของ Audi ทำงานได้เร็วมาก จากการใช้คลัตช์ถึง 2 ชุด เมื่อเข้าเกียร์ 2 เฟืองทดกำลังของคลัตช์จะเข้าไปรออยู่ที่เกียร์ 3 เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนเกียร์! การทดกำลังของชุดเกียร์ในรถ Audi ยุคใหม่ ออกมาในลักษณะไหลลื่นไม่ต่างจากรถคู่แข่ง (อีกแล้ว) เมื่อลองใช้ Paddle shift ชิฟเกียร์ขึ้น-ลงด้วยตัวเองก็พบกับการตอบสนองในการเปลี่ยนเกียร์ที่ดีเอามากๆ เกียร์เปลี่ยนได้ตามสั่งและทำงานเร็ว แถมยังมีรสชาติแบบกึ่งกลไกโผล่มาให้รู้สึก เมื่อผมเจอเข้ากับโค้งมุมแคบด้านหน้า ที่ต้องเบรกแล้วลดเกียร์จาก 7 ลงไปที่เกียร์ 3 เมื่อทำแบบนั้น รอบเครื่องจะตวัดขึ้นอย่างเร็วพร้อมๆ กับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ 2 ลิตร ที่หมุนเร็วจี๋ในรอบสูง โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ตัวเบิ้ลรอบเหมือนรถสปอร์ตบางรุ่น ที่ความเร็วเดินทาง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากขับแบบเรื่อยๆ ไม่กระชากกระชั้นดันกันมากเกินควร รอบเครื่องยนต์จะห้อยอยู่แค่ 1,800-2,000 รอบต่อนาที ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีพอใช้ เมื่อยกเท้าออกจากคันเร่ง ECU จะห้อยรอบเครื่องลงมาเหลือแค่ 1,000 รอบ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง แต่ความเร็วจะลดลงช้ามาก เนื่องจากการขับแบบประหยัดนั้นไม่ใช่สันดานที่แท้จริงของ Audi A5 Sport Coupe เนื่องจากเครื่องยนต์ 2 ลิตร TFSi นั้นถูกออกแบบมาเพื่อการลากรอบอย่างแท้จริง
ความแม่นยำและการยึดเกาะ เกิดขึ้นจากการทำงานผสมผสานกันของชุดบังคับเลี้ยวและช่วงล่างแบบ Five link ผสมกับล้อและยางสปอร์ตของ Pirelli รุ่น P Zero ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ที่มอบความรู้สึกในแบบกลไกมากกว่าแบบสังเคราะห์ คุณสามารถเล็งหัวโค้งพร้อมๆ กับการหักเลี้ยวด้วยความเร็วที่สูงกว่ารถขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อมๆ กับการส่งคันเร่งเมื่อออกจากปลายโค้งด้วยการยึดเกาะแบบตุ๊กแกเรียกพี่! ระบบ Quattro ผกผันแรงบิดไปยังล้อแต่ละข้างแบบอิสระ เป็นต้นทุนราคาแพงที่ทำให้เกิดรสชาติของการควบคุมที่แปลกแยกแตกต่างไปจากรถคู่ต่อสู้ มันเป็นรถที่ขับได้แทบจะทุกสถานการณ์และทุกสภาพอากาศ เมื่อฝนตก คุณจะรัก Quattro (ยกเว้นช่วงน้ำรอระบายที่ไม่ถูกโรคกับรถสปอร์ตสายเตี้ย) ไม่จำเป็นจะต้องขับออกทางไกลเสมอไป แต่การลากยาวบนทางไกลแบบไฮเวย์นั้น เจ้า A5 จะสามารถสำแดงประสิทธิภาพได้เหนือกว่าการขับแบบย่องแล้วหยอดอยู่แต่ในเมือง!
Volvo New XC60 T8 AWD Polestar Engineered
นี่คือรถยนต์อเนกประสงค์เอสยูวี พร้อมระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด และเทคโนโลยีแชสซีใหม่ Electrified Sport SUV กับอุปกรณ์ยกระดับสมรรถนะของตัวรถนับสิบรายการ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร T8 Twin Engine พร้อมระบบ Plug-in Hybrid และการอัปเกรดซอฟต์แวร์ กำลังเครื่องยนต์และแรงบิดมากกว่ารุ่นมาตรฐาน แพ็กเกจ Polestar Software โครงแชสซี Polestar เพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่อการขับขี่อย่างไว เป็นสปอร์ตเอสยูวีพลังงานผสมแบบปลั๊กอินไฮบริดที่มีความร้อนแรงในด้านอัตราเร่งและสมรรถนะของการทรงตัว XC-60 Polestar Engineered วางเครื่องยนต์เบนซิน T8 Twin Engine ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ชุดแต่งเสริมสมรรถนะ Polestar Engineered ทำให้ XC60 รุ่นพิเศษ มีราคาค่าตัวทะยานขึ้นไปถึง 4,390,000 บาท บาท เป็นรถสปอร์ตเอสยูสวีไซส์กลางจากสวีเดน คู่แข่งของรถอเนกประสงค์เยอรมนีอย่าง Mercedes AMG GLC43 4Matic / Audi Q5 45 TFSi Quattro S Line และ BMW X3 xDRIVE 20d M-SPORT แต่ Volvo XC60 T8 รุ่น Polestar Engineered แพงกว่า Q5 45 TFSi Quattro S Lien ที่มีค่าตัวแค่ 3,899,000 บาท แพงกว่า BMW X3 M-Sport ที่มีราคา 3,799,000 บาท แต่ถูกกว่า AMG GLC43 4Matic ซึ่งมีค่าตัวแพงที่สุดถึง 4,990,000 บาท จุดเด่นของเจ้า XC60 T8 Twin Engine Polestar Engineered ก็คือ การปรับจูนกำลังให้มากกว่า XC60 T8 R-Design รุ่นมาตรฐาน พร้อมอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพแนวสปอร์ตที่ใส่มาให้เต็มพิกัด ราคาที่ต่ำกว่า GLC43 แถมยังมีพละกำลังที่ดุดัน เกือบจะใกล้เคียงกับ AMG GLC43 ในด้านอัตราเร่ง
อุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพรถยนต์ XC60 T8 Polestar Software ที่ติดตั้งมาให้จากโรงงงาน รวมถึงการอัปเกรดระบบกันสะเทือนและอุปกรณ์สมรรถนะสูงในระบบเบรก เป็นการอัปเกรดรถรุ่น XC60 ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่า T8 รุ่นมาตรฐาน อุปกรณ์ตกแต่งทั้งภายในและภายนอก เน้นรูปแบบที่มีความแตกต่าง แชสซีประสิทธิภาพสูง โช้คอัพ Öhlins แบบปรับตั้งได้ (กรุณาเปิดแมนนวลตอนปรับ) พร้อมสตรัทบาร์เพื่อการควบคุมและบังคับเลี้ยวอย่างแม่นยำ ระบบเบรก Akebono คาลิปเปอร์เบรก 6 พอตหน้า และจานเบรกขนาดใหญ่ เจาะรูระบายความร้อน ล้ออัลลอย Polestar Engineered น้ำหนักเบาพิเศษ ขอบ 21 นิ้ว ยางสปอร์ต Pirelli P ZERO สายรัดเข็มขัดนิรภัยสีทอง ชุดโช้คอัพแบบสปอร์ต เพื่อการควบคุมที่แม่นยำจากตัวลดแรงกระแทก ซึ่งเป็นโช้คอัพประสิทธิภาพสูงของ Öhlins Shock Absorbers แบรนด์โช้คชั้นนำของสวีเดน และเป็นช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งมาเพื่อสร้างแรงยึดเกาะร่วมกับยางสปอร์ตประสิทธิภาพสูงจาก pirelli p zero โช้คอัพ Ohlins ที่สามารถปรับตั้งค่าได้ บวกกับค้ำโช้ค Ohlins ดีไซน์เฉพาะของ Polestar Engineered ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแชสซีส่วนหน้า จุดที่เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นกว่าเดิมมากก็คือ ระบบเบรก Akebono สำหรับรถสมรรถนะสูง จานเบรกเจาะรูระบายความร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก คาลิเปอร์เบรก 6 pot มาพร้อมจานเบรกขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้ว สำหรับล้อหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและการหยุดรถโดยใช้เวลาตอบสนองของเบรกน้อยลงกว่าเดิม ส่วนเบรกหลังเป็นแบบซิงเกิ้ลพอต
เครื่องยนต์เบนซินบ้าพลัง ปรับจูนมาเต็มเหนี่ยวโดยวิศวกรของ Volvo Polestar การอัปเกรดซอฟต์แวร์ส่งผลให้เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น จาก XC60 T8 เดิมๆ ที่มีเรี่ยวแรง 407 แรงม้า เพิ่มเป็น 422 แรงม้า การเสริมแรงบิดมาพร้อมกันทั้งมอเตอร์ไฟฟ้า เทอร์โบและซุปเปอร์ชาร์จ โดยมันจะส่งแรงบิดสูงสุดออกมาในโหมด Polestar Engineered เพื่อคายทุกสิ่งทุกอย่างของเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร บวกมอเตอร์และซุปเปอร์ชาร์จ โหมดนี้จะเป็นการปรับเพื่อทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองสูงสุด รวมถึงน้ำหนักและระยะการหมุนของพวงมาลัยไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าที่ควบคุมด้วย ECU และขึ้นตรงกับโหมดขับเคลื่อนที่คนขับเลือก ในโหมดสูงสุด ระบบจะหน่วงให้พวงมาลัยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นไปตามความเร็วที่ใช้ ความแม่นยำและน้ำหนักที่มั่งคงของพวงมาลัยในเจ้า XC60 T8 แทบจะไม่แตกต่างไปจาก Audi Q5 / BMW X3 / Mercedes Benz GLC /Lexus RX ที่ผมเคยลอง ยิ่งสปีดความเร็วเพิ่มขึ้นเท่าไหร่มันก็จะหน่วงเพิ่มน้ำหนักให้มากเท่านั้น ที่ย่าน 160-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พวงมาลัยก็ยังนิ่งสนิททำให้ควบคุมทิศทางได้ง่ายและสร้างความมั่นใจได้ดีเมื่อใช้ความเร็วสูงสำหรับการขับที่รีบเร่ง ฝูงม้า 422 ตัว พร้อมแรงบิดที่เหนือกว่าเครื่องดีเซลเทอร์โบขนาด 3.0 ลิตรของ BMW จากตัวเลขแรงฉุดลากของเดิม 640 นิวตันเมตร ขยับเป็น 670 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.3 วินาที ทำให้ Volvo XC60 T8 AWD Polestar Engineered มีตีนต้นที่เร็วเกือบจะเท่ากับ Mercedes-AMG GLC43 เลยทีเดียว
ชาร์จไฟจนเต็ม ไม่ว่าจะชาร์จที่บ้านด้วยแท่นชาร์จของ Volvo หรือชาร์จตามสถานีบริการชาร์จไฟที่เร่ิมหนาตาตามห้างดังของกรุงเทพฯ Volvo เคลมว่า XC60 T8 AWD Polestar Engineered สามารถวิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ โดยเครื่องยนต์ไม่ทำงานได้ไกล 40 กิโลเมตรแต่เมื่อลองวิ่งจริง ทำระยะทางได้ประมาณ 26-30 กิโลเมตร หากบ้านและที่ทำงานของคุณไม่ไกลกันมากโดยมีระยะทางไป-กลับไม่เกิน 30 กิโลเมตร เจ้าไวกิ้งจอมโหดคันนี้ก็แทบจะไม่ได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเลยแม้แต่หยดเดียว การวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงในเมือง ท่ามกลางความเงียบ ปราศจากเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมถึงไม่มีการปล่อยมลพิษ ตลอดระยะทางเกือบ 30 กิโลเมตร ช่วยทำให้รู้สึกสงบและสะอาด! สิ่งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของคุณก็คือฝูงม้า 422 ตัว ที่กำลังหลับใหลรอจังหวะเวลาที่จะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมา พร้อมกับการเทแรงบิดในแบบที่จะทำให้คุณตกใจ! ในเมืองกับโหมด Hybrid หากชาร์จไฟใส่แบตเตอรี่จนเต็ม มอเตอร์ไฟฟ้าในระบบไฮบริดจะเข้ามาจัดการกับระบบขับเคลื่อนโดยตัดการทำงานของเครื่องยนต์ลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อแบตฯเหลือกำลังไฟน้อยลง เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาอย่างแผ่วเบาเพื่อรับหน้าที่ต่อจากมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นการทำงานในระบบ parallel hybrid ไม่ว่าจะเบรกหรือเร่งความเร็ว เจนเนอเรเตอร์จะชาร์จไฟเข้าไปเก็บในแบตฯที่วางอยู่กึ่งกลางของตัวรถด้านล่างเพื่อสะสมพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ใช้ในเวลาเร่งความเร็วเพื่อแซง การตัดต่อระหว่างการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ หรือเครื่องยนต์ หรือทั้งสองระบบผสมผสานกัน ปราศจากอาการกระตุกกระชาก เครื่องยนต์มีเสียงการทำงานปกติไม่ดังจนรู้สึกรำคาญ ที่ยอดเยี่ยมก็คือ ความเนียนของชุดส่งกำลังไฮบริด 8 สปีด เกียร์ออโต้ของ XC60 T8 AWD Polestar Engineered ปรับอัตราทดใหม่ เพื่อให้เข้ากับย่านกำลังแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้น เกียร์ทำงานตัดต่อขึ้น-ลงไหลลื่นและไม่มีอาการกระตุกแม้จะลงคันเร่งเร็วๆ ในบางจังหวะที่ต้องการเร่งแซงรถช้า
แรงบิด 670 นิวตันเมตร หลั่งไหลออกมาให้ใช้งานอย่างต่อเนื่องและยาวนาน คุณสามารถขับลากรอบ ตั้งแต่ 2,000 รอบต่อนาที เป็นต้นไปจนถึงรอบสูงสุดที่ 6,700 รอบต่อนาที เสียงเครื่องยนต์ในรอบสูงแทบจะไม่ลอดเข้ามาให้ได้ยินในห้องโดยสาร นี่คือหนึ่งในเครื่องยนต์ตระกูล Twin Engine ที่ประจำการอยู่ใน XC90 S90 และ V90 รวมถึงV60 และ S60 ในตระกูล T8 Twin Engine คุณจะสัมผัสได้ถึงแรงบิดที่มันเทออกมา ทุกครั้งที่ลงคันเร่งลึก ก็จะพบกับแรงกระชากที่ทำให้รถพุ่งลิ่วๆ จนต้องระวังเรื่องสปีดความเร็ว ระบบเบรกของ Akebono ที่ถูกอัพเกรดเพิ่มประสิทธิภาพ เชื่อมโยงการทำงานกับระบบไฮบริด เป็นระบบเบรกแบบสะสมพลังงานไฟฟ้า คาร์ลิปเปอร์ 6 พอตหน้า พร้อมจานเบรกใหญ่ยักษ์ทำให้การชลอความเร็ว มีประสิทธิภาพมากกว่า XC60 T8 รุ่นมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด ระยะเบรกและสัมผัสของแป้นเบรกแตกต่างไปจากรถ T8 รุ่นปกติ การควบคุมในย่านความเร็วเดินทางด้วยโหมด Hybrid แค่กดคันเร่งลงลึกมันก็จะพุ่งทันที โดยไม่มีความจำเป็นจะต้องไปปรับโหมดของการตอบสนองให้เป็นโหมดสูงสุดหรือ Polestar Engineered แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ขับ Volvo รุ่นพิเศษ แล้วลองฟังเพลงจากเครื่องเสียงติดรถราคาแพง Volvo Premium Sound จากแอมป์และซัฟฯคุณภาพสูงของ Bowers & Wilkins กำลังขับ 1,100 วัตต์ พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่งรอบห้องโดยสาร ทำให้พวกที่ชอบฟังเพลงกับเครื่องเสียงคุณภาพสูงถึงกับล่องลอยไปตามเสียงเพลงใสๆ และพลังเสียงเบสทีหนักแน่น Bowers & Wilkins ใน Volvo ทุกรุ่น ให้เสียงที่คมชัดสมจริงและสามารถเลือกปรับได้ถึง 3 ระดับในการรับฟัง หากเล่นเพลงใน USB หรือ iPOD และมีการบันทึกเพลงนั้นๆ ด้วยค่าสูงสุดโดยไม่มีการบีบอัดรับรองว่าเครื่องเสียงใน XC60 T8 Polestar Engineered จะทำให้คุณลืมเสียงคมๆ ของ BMW Harman Kardon หรือแม้แต่ Mercedes Benz Burmester เครื่องเสียง B&W จะเป็นรองก็แค่ เครื่องเสียงขั้นเทพในตำนานอย่าง Lexus Mark Levinson Premium Sound System เท่านั้นละครับ เมื่ออยู่ด้วยกันยาวๆ 10 วัน XC60 รุ่นพิเศษกับความประทับใจในการควบคุมจนได้มันมาครอบครองไว้สักคัน โดยเฉพาะรุ่นที่ดุดันอย่าง XC60 T8 งานอัปเกรดเพิ่มสมรรถนะจาก Polestar Engineered มูลค่า 4,390,000 บาท ที่มาในสีเทา Osmium Grey Metallic ล้อ Polestar Engineered ขอบ 21 นิ้วกับยาง P ZERO มีประสิทธิภาพด้านการยึดเกาะที่ใช้ได้ ให้ความมั่นใจบนผิวถนนแห้งๆ ได้ดี เบรกดีกว่าเดิมเยอะ เนื่องจากความใหญ่ของคาร์ลิปเปอร์หน้าขนาด 6 พอต ทำให้ประสิทธิภาพของการลดความเร็วดีขึ้น ช่วงล่างถ่ายเทอาการได้ดี ทั้งการซึมซับแรงสั่นสะเทือนและประสิทธิภาพของการทรงตัวในย่านความเร็วสูง โช้คอัพและค้ำโช็ค Ohlins ทำให้รถทรงตัวได้ดีขึ้น รวมถึงการถ่ายเทน้ำหนักในโค้งก็มีอาการโคลงตัวที่ลดลง เครื่อง T8 จูนซอฟต์แวร์มาใหม่ ให้อัตราเร่ง 0-100 อย่างจิ้ด กระแทกคันเร่งลงไปเมื่อไหร่ก็ได้เรื่องทันที เป็นรถปลั๊กอินไฮบริดที่มีโหมดสูงสุดดุดันเกินเหตุ ภายในกว้างขวาง สะดวก และสบายตัว พร้อมเครื่องเสียงชั้นเยี่ยมและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทำให้สู้กับรถเยอรมันได้อย่างสบายๆ Volvo XC60 T8 Twin Engine AWD Polestar Engineered จึงเป็นยานพาหนะอเนกประสงค์แบบสปอร์ตเอสยูวีที่มีพร้อมทั้งความหรูหราและความสามารถในการทำความเร็ว เป็นรถที่จะบ่งบอกถึงความสำเร็จในอาชีพการงาน และการให้ความสำคัญกับยานพาหนะที่คุณเลือกได้เป็นอย่างดี.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/