ข่าว
100 year

สาย M ต้องอ่าน! ย้อนรอยประวัติศาสตร์ M-CAR THE LEGEND OF M-POWER

ไทยรัฐออนไลน์22 ต.ค. 2562 10:00 น.
SHARE

ตัวอักษร M คือสัญลักษณ์แห่งพลังและความเร็วของรถยนต์จากค่ายใบพัดฟ้าขาวของเยอรมนี แผนก BMW Motorsport เริ่มก่อตั้งขึ้นเป็นสำนักงานเล็กๆ ในปี 1972 โดย Jochen Neerpash และ Martin Braungart เพื่อสร้างรถแข่งให้กับทีมแข่งของ BMW ซึ่งก่อนหน้านั้นแบรนด์ตราใบพัดใช้การแข่งขันรถยนต์เป็นภาพลักษณ์ส่วนหนึ่งของการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบของความเร็ว สมรรถนะและความสวยงามควบคู่กันมาโดยตลอดยาวนานกว่า 60 ปี

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ประเทศเยอรมนีประสบกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นอย่างมากเนื่องจากแพ้สงคราม บ้านเมืองถูกทำลายอย่างย่อยยับ และทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหรืออะไหล่สำหรับการแข่งรถ แต่ก็มีผู้ที่เข้ามากอบกู้สถานการณ์อย่าง Alex Vons Falkenhausen ซึ่งใช้ความรู้ความสามารถและความเพียรพยายามในการแข่งขันรถยนต์ของ BMW ให้สามารถดำเนินต่อไปได้ ด้วยการนำเอาอะไหล่และรถแข่งรุ่นเก่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากยุคสงครามโลกมาดัดแปลงแก้ไขให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนั้นไปได้ด้วยดี

BMW 2002Tii

BMW 3.0CSL

BMW 320 e21 Group 5
จากชัยชนะของทีมแข่งรถ BMW ที่มีความเหนือกว่ารถแข่งของบางทีมในยุโรปทำให้เกิดการพัฒนารถเพื่อใช้ในการแข่งขันขึ้นมามากมายหลายรุ่น รถแข่ง BMW เหล่านั้นเริ่มกลายเป็นรถที่มีชื่อเสียงในด้านความแรง การควบคุมที่ง่ายและคล่องตัว สมรรถนะด้านความคงทน รวมถึงรูปทรงที่สวยงาม รถแข่ง BMW หลายคันในยุคนั้นล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงเป็นที่น่าเกรงขามว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและเอาชนะได้ยาก จักรกลตัวแข่งในยุคนั้นก็คือ BMW 2002Tii, BMW 3.0 CS และ BMW 3.0 CSL คูเป้ (ที่มีแรงม้ามหาศาลตั้งแต่ 350-500 แรงม้า ในยุค 1960-1970) รวมไปถึงยุคของเทอร์โบที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการสร้างพลังให้กับเครื่องยนต์ในรถแข่งต้นตระกูล Series-3 รุ่น 320 รหัสตัวถัง e21 ที่นำมาปรับจูนแอร์โรพาร์ทและเครื่องยนต์รวมถึงช่วงล่างจนกลายเป็นรถแข่งพลังสูง เมื่อผ่านการโมดิฟายแล้วทำให้ e21 Race Car เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบมีกำลังมากถึง 800-1,300 แรงม้า! คว้าชัยชนะในรายการ European Touring Car ในสนามเลอมองส์ได้อย่างง่ายดาย (1977) ยังมีรถแข่งที่ BMW ส่งเข้าแข่งขันในรุ่นที่สูงกว่า เช่น M1, Series 6-635 CSL โดยรถแข่งและทีมแข่งทั้งหมดของ BMW ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากสำนักแต่งรถยนต์ชื่อดังของเยอรมันและยุโรป เช่น Alpina, AC Schnitzer, Bigazzi, Prodrive

ประวัติศาสตร์และการแข่งขันรถยนต์ของ BMW Motorsport Gmbh
1972-1973 เป็นปีที่เริ่มก่อตั้ง BMW Motorsport Gmbh โดย Jochen Neerpash และ Martin Braungart ซึ่งมีฐานการผลิตทั้งรถยนต์และเครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันอยู่ที่โรงงาน BMW ในเมืองมิวนิก รถแข่ง BMW March 732 ที่ขับโดย ฌอง ปิแยร์ จาริเยร์  วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกในการแข่งขัน Formula 2 ชิงแชมป์ยุโรป และปีเดียวกันนี้เองที่ โทอีน เฮอเซอร์มานส์ ควบรถ BMW 3.0 CSL 360 แรงม้า เป็นรถแข่งที่มีรูปทรงแปลกประหลาดจากแอร์โรพาร์ทในยุคนั้น โดยคว้าแชมป์ในรายการใหญ่ European Touring Car

1974-1975
ราชาแห่งสนามแข่งรถฮ็อกเกนไฮม์ในรายการ Formula 2 ตัวจริงของยุโรปต้องยกให้กับ ฮานส์ โยอาคิม สตัค กับรถแข่ง Formula 2 ที่ปรับแต่งโดยสำนัก BMW Motorsport Gmbh ส่วน Artcar คันแรกของ BMW ที่ออกแบบลวดลายบนตัวถังของรถ 3.0 CSL โดย อเล็กซานเดอร์ คัลเดอร์ ศิลปินชาวอเมริกันเข้าร่วมการแข่งขันรถยนต์แบบมาราธอน 24 ชั่วโมงในสนามแข่งรถของรายการ Le Mans 24 Hours แต่ก็ต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันกลางคันเนื่องจากปัญหาของสายพานไทม์มิ่ง ยังดีที่ ณาคส์ ลาฟฟิท ควบรถ BMW Formula Two เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่สามในการแข่งขันรถภาคพื้นยุโรป

1976-1977
นักขับรถแข่งชาวฟินแลนด์ชื่อ ราอูโน อาลโทเนน รับหน้าที่เป็นนักขับทดสอบและครูสอนการขับรถเป็นคนแรกของแผนก BMW Motorsport Gmbh ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นของบริษัท BMW ที่เปิดให้มีการสอนการขับรถในสถานการณ์ต่างๆเพื่อให้ผู้ขับขี่มีทักษะที่ดีในการควบคุมรถยนต์ รถ BMW Series 5 รุ่น 535i 218 แรงม้าเป็นรถยนต์ต้นแบบคันแรกของ BMW Motorsport ที่สามารถโมดิฟายแรงม้าให้เพิ่มขึ้นถึง 1,410 แรงม้าในการวิ่งทดสอบ

ทีมแข่งขนาดเล็กที่มี เอดดี้ ซีเวอร์-มารค์ ซูเรอร์-อัลเฟรด วิลเกนฮ็อก สร้างความฮือฮาด้วยรถ BMW Series 3 -320 รหัส e21 ตามมาด้วยชัยชนะของ ดีทเทอร์ เควสเตอร์ ในรายการ European Touring Car ที่ Le Mans ส่วน Artcar 320 e21 ที่ออกแบบโดย รอย ลิคเทนสไตน์ ได้เพียงอันดับที่ 9 รถ McLaren 320i Turbo ถูกสร้างขึ้นในปี 1977-1979 แรงม้าสูงสุดที่มันเคยทำได้คือ 650 แรงม้า แต่วิศวกรของ BMW คาดว่ามันสามารถโมดิฟายให้ไปถึง 800 แรงม้าได้อย่างสบายเพราะ BMW เคยสร้างเครื่องยนต์สี่สูบที่มีกำลังมหาศาลมากถึง 1,350 แรงม้ามาแล้ว

1978-1979
แผนกออกแบบและสร้างรถแข่งของ BMW Motorsport เผยรูปโฉมของรถรุ่นใหม่ล่าสุด BMW M1 ที่ร่วมมือกันพัฒนากับ Lamborghini โดยนำมาประยุกต์ใช้บนท้องถนนได้ ส่วน บรูโน จาโคเมลลิ นักขับจากทีมแข่ง Formula Two สามารถไต่อันดับในการแข่งขันรถยนต์ชิงแชมป์ยุโรป ทั้งๆ ที่เริ่มต้นเข้าทำการแข่งขันเป็นปีแรกโดยรถแข่ง BMW Formula 2

BMW Motorsport ทำการเปิดตัวรถ M1 Procar Series ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถแข่งที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล พร้อมด้วยชัยชนะในอันดับที่หนึ่งของรถ BMW Formula 2 ที่ขับโดย มาร์ค ซูเรอร์

1981-1983
ตำแหน่งชนะเลิศในรายการ European Touring Car คือรถ BMW Series 6 รุ่น 633 CSL ขับโดย เฮลมุท เลนเนอร์ และอุมแบร์โต กราโน พร้อมทั้งการผลิตรถ BMW M1 จำนวน 450 คัน เพื่อส่งออกทำตลาดในยุโรปและอเมริกา เนลสัน ปิเก้ นักแข่งรถชาวบราซิลกลายเป็นแชมป์โลกรถ Formula 2 ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจากพลังงานของเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ จากมันสมองอันปราดเปรื่องของ ปอล รอสก์ พ่อมดผู้เสกเป่าแรงม้าของเครื่องยนต์ในแผนก M-Motorsport ติดตามมาด้วยการคว้าแชมป์ในรายการ European Touring Car ประจำปีนั้นด้วยรถ M 635 CSI ที่ขับโดย ดีทเทอร์ เควสเตอร์

1984-1985
BMW ทำการเปิดตัวรถ M5 ในรหัส e28 เป็น M5 คันแรกของโลกออกสู่ตลาดในยุโรปด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง กำลัง 286 แรงม้า เป็นซีดานไซส์กลางที่สามารถเกาะท้ายรถสปอตร์พลังสูงได้อย่างสบายในยุคนั้น และด้วยรถรุ่นนี้นั่นเองที่ BMW ได้พลิกโฉมหน้าของวงการยานยนต์ด้วยการสร้างรถสี่ประตูแต่มีกำลังเทียบเท่ารถสปอตร์คูเป้สายพันธุ์แท้ นอกจากนั้นเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงประสิทธิภาพสูงยังถูกใช้กับรถรุ่น M1, และ M 635 CSI อีกด้วย

ความพยายามที่จะทำให้รถ Series 3 รหัสตัวถัง e30 มีเครื่องยนต์ที่แรงพอสำหรับการแข่งขันในกรุ๊ป A ทีมวิศวกรเครื่องยนต์ของ BMW จึงผลิตรถ Series 3 รหัสตัวถัง e30 ให้กลายมาเป็นรถ M3 จนเป็นผลสำเร็จ เครื่องยนต์สี่สูบความจุ 2.3 ลิตรและมีแรงม้าถึง 200 ตัวเป็นที่น่าหวั่นเกรงของเหล่าบรรดาทีมแข่งรถชั้นนำทั่วโลกไม่ว่ามันจะอยู่ในตำแหน่งใดของการสตาร์ตก็ตาม

1988-1991
BMW M3 Evolution รหัสตัวถัง e30 ขึ้นมาเป็นผู้นำในการแข่งขัน European Touring Car และสำหรับผู้ที่มีรสนิยมในการขับรถยนต์แบบสปอตร์สามารถเลือกซื้อ BMW M3 ที่มีรุ่นเปิดประทุนออกมาวางตลาดด้วย ส่วนพวกบ้าความแรงก็ยังคงมีรถ Series 5 รุ่น M5 e34 ซึ่งมีกำลังถึง 356 แรงม้าเอาไว้ต่อกรกับบรรดาคู่แข่งตัวแรงจาก Mercedes Benz ที่ก่อตั้งแผนก AMG และ Porsche ที่มี RUF เป็นสำนักงานย่อยในการโมดิฟายรถยนต์รุ่นปกติของค่ายให้เป็นรถรุ่นพิเศษที่มีแรงม้ามากกว่าปกติ รถ BMW M3 e30 สามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 16 รายการทั้งในเยอรมนีและทั่วภาคพื้นยุโรป ซึ่งรวมไปถึงตำแหน่งชนะเลิศในรายการใหญ่อย่าง European Hill Climb โดยมีภาพที่เห็นจนชินตาคือรถ M3 วิ่งนำหน้ากลุ่มของรถแข่งทั้งหมดเกือบทุกครั้งที่ลงทำการแข่งขัน

BMW M3 e36

BMW 850i

BMW M5 e34

1992-1995
M Gmbh เริ่มต้นในทศวรรษที่สามด้วยการเปิดตัวรถ Series 3 รหัสตัวถัง e36 ที่มีกำลังถึง 286 แรงม้า หลังจากนั้นจึงทำการเปิดผ้าคลุมของรถสปอตร์รุ่น Series 8 นั่นก็คือรถรุ่น 850 CSL อันสวยงามและมีเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ของ BMW เป็นขุมกำลังชั้นเลิศที่ไม่พึ่งพาระบบอัดอากาศ ต่อมาวิศวกรของสำนักแต่งรถ M-Motorsport เพิ่มความจุของรถ M5 รหัสตัวถัง e34 ให้มีปริมาตรความจุที่ 3.8 ลิตร และมีแรงม้าเพิ่มขึ้นตามมาถึง 430 แรงม้า

McLaren F1

ปี 1993 รถ M3 e36 รุ่นเปิดประทุนเริ่มต้นออกวางขาย และรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางลำที่ออกแบบโดย กอดอน เมอเรย์ ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า McLaren F1 สามารถวิ่งทำความเร็วและทำลายสถิติโลกด้านความเร็วสูงสุดของรถยนต์โดยใช้เครื่องยนต์ BMW V12 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ กำลัง 627 แรงม้า ทำให้ McLaren F1 ได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ประเภท GT ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลกยนตรกรรม (ก่อนที่ Bugatti veyron จะแย่งตำแหน่งนี้ไปครองในปี 2005)

ปี 1994 นี้นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของ BMW ที่ทำการผลิตรถ M3 จากรุ่น Series 3 e36 แบบสี่ประตู กำลัง 295 แรงม้า ด้วยประสิทธิภาพของ M3 รุ่นนี้ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการคว้าแชมป์ European Touring Car ของรถ M3 สี่ประตู รหัส e36 ที่ขับโดย โยอาคิม วิงเคลฮ็อก-สตีฟ โซเปอร์-และจอห์นนี่ เซคอตโต

หลังจากนั้นในปี 1995 รถ McLaren F1 ในทีมแข่ง BMW ยืนแป้นในตำแหน่งสูงสุดของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในรายการเอนดูแรนซ์ระยะไกลระดับโลก หรือ Le Mans 24 Hours ในช่วงกลางปีนี้เองที่รถ M3 ถูกปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นถึง 321 ตัว

1996-1999
BMW เปิดตัวรถ M Roadster เป็นครั้งแรก หลังจากไม่ได้ผลิตรถยนต์ในสไตล์ Roadster เปิดหลังคาสองที่นั่งมานาน M Roadster ใช้พื้นฐานของรถ Z3 หลังจากนั้นรถ M3 e36 ได้รับการติดตั้งเกียร์เซมิออโตรุ่นล่าสุด SMG (Sequential M Gearbox) ทำให้มีอัตราการทดเกียร์ที่ว่องไวกว่าเดิมมาก

ปี 1998 รถ M5 รุ่นใหม่ล่าสุด (e39) สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการรถยนต์ด้วยเครื่องยนต์วี 8 ความจุ 5 ลิตร รหัส S62 แบบไม่มีระบบอัดอากาศที่มีกำลังถึง 400 แรงม้า ติดตามมาด้วยการปรากฏตัวของ M Coupe ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับ Z3 แต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จมากนัก มาถึงปี 1999 กับการคว้าตำแหน่งชนะเลิศของรถวี 12 LMR จากการแข่งขันรถยนต์ในรายการ Le Mans 24 Hours ช่วงกลางปีนี้เอง BMW ทำการเปิดเผยโฉมของรถ Z8 สปอตร์สองที่นั่งติดตั้งเครื่องยนต์  V8 400 แรงม้าของ M5 e39

2000-2004
BMW เปิดตัวรถ M3 รุ่นใหม่ล่าสุด รหัสตัวถัง e46 โดยติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ให้กำลัง 343 แรงม้า เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ได้สร้างความประทับใจในประสิทธิภาพให้กับบรรดาแฟนๆ ของรถในตระกูล M นักทดสอบและนิตยสารรถยนต์ทั่วโลกจนได้รับรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2000 ผ่านมาอีกหนึ่งปี BMW M3 Cabriolet e46 ได้แสดงถึงการผสมผสานกันระหว่างรถสปอตร์แรงม้าสูงกับสไตล์เปิดประทุนที่ทำได้อย่างหมดจดไร้ที่ติ ปี 2002 รถต้นแบบรุ่น M3 CSL ผ่านการทดสอบในสนามและแสดงให้เห็นถึงรถสมรรถณะสูงจะสามารถเพิ่มความคล่องตัว ได้ด้วยการลดทอนน้ำหนักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการทำความเร็ว 

2005-2007
BMW ทำการปรับโฉมของรถ M5 อีกครั้งจากรหัสโมเดล e60 เครื่องยนต์ V10 4,999 ซีซี กำลัง 500 แรงม้า รถ M5 ในยุคนั้นประดังเทคโนโลยีที่ทันสมัยติดตั้งอยู่ในแทบทุกจุด ช่วงกลางปีมีปรากฏการณ์ใหม่กับวงการรถยนต์ขึ้นอีกครั้งในการกลับมาของรถ Series 6 รุ่น M6 ที่ใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกันกับ M5 e60 ต่อมารถ M3 CS (e46) กลายเป็นรถที่ทำการปรับปรุงจนถึงขีดสุดเพื่อเพิ่มสมรรถณะให้สูงขึ้นและออกวางขายด้วยกำลังที่มากถึง 338 แรงม้ากับเครื่องยนต์ 6 สูบ 3,246 ซีซี 24 วาล์ว มาถึงปี 2006 BMW เปิดผ้าคลุมรถ Z4 M Roadste และ Z4 M Coupe โดยนำเครื่องยนต์ตัวแรงของรถ M3 e46 มาติดตั้งลงในรถ Z4 M ทุกรุ่น กลางปี 2007 รถ M3 e90 ทำการทดสอบกับเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบ V8 414 แรงม้า ปริมาตรความจุ 3,999 ซีซี ไม่มีระบบอัดอากาศจนสำเร็จและเริ่มลงมือผลิตออกขาย นับได้ว่าเป็นการกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งสำหรับรถ M3 ในแบบสี่ประตูหลังจากที่รุ่น M3 e36 ซีดานสี่ประตูเคยสร้างชื่อเสียงไว้

2008-2009
ผลของเสียงตอบรับในรุ่น M3 e92 โดยเฉพาะรุ่น CSL จากการทดสอบของสื่อมวลชน นักข่าวและนักทดสอบรถยนต์ทั่วโลกที่ออกมาในทางบวก ทำให้อนาคตของเครื่องยนต์ V8 แบบไม่มีระบบอัดอากาศรุ่นใหม่ล่าสุดที่นำมาวางลงใน M3 สองประตูสดใสยิ่งขึ้น และสุดท้ายรถเอสยูวีในรหัส X5 M Series และ X6 M Series คงไม่เป็นแค่พิมพ์เขียวในกระดาษเขียนแบบอีกต่อไป โครงการผลิตทั้งสองรุ่นนี้เริ่มต้นขึ้นในปลายปี 2009-2010

หนึ่งในเหล่าบรรดา Roadcar ชั้นเยี่ยมของโลกยนต์กรรมคงไม่มีใครที่จะไม่กล่าวถึง BMW M Series ในแทบทุกโมเดลที่พวกมันเคยออกมาวาดลวดลายและเพิ่มสีสันบนถนน รถในอนุกรม M ทุกรุ่นทุกคันมีความเชื่อมโยงกันในประวัติศาสตร์อันยาวนานของ BMW ในแง่มุมของการผสมกันระหว่างพลังของการขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ ความเที่ยงตรงของกลไกต่างๆ นับพันๆ ชิ้นที่ทำงานร่วมกันและสอดประสานกันเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของการยึดเกาะถนน ความเที่ยงตรงแม่นยำ และอัตราเร่ง BMW M ทุกคันจะทำหน้าที่เชื่อมโยงกันระหว่างผู้ขับและตัวรถโดยไม่อาจอาศัยการช่วยเหลือหรือควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ดังนั้นคงต้องอาศัยการสื่อสารกันระหว่างรถกับคนขับ แต่ความมุ่งมั่นและศักยภาพของตัวรถก็สามารถถ่ายทอดมาสู่ตัวผู้ขับขี่ได้จากสัมผัสที่ดีและมีความสมดุลมากกว่ารถทั่วๆ ไป

หากจะนับรวมรถ BMW ใน Series M ทั้งหมดทุกคันคงจะมีพื้นที่ไม่พอสำหรับการบรรยาย ด้วยสาเหตุนี้จึงคัดเอามาเฉพาะรุ่นที่ได้รับความนิยมและมีสมรรถนะที่โดด เด่นเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักเลงรถ M-Power ว่าสามารถสะท้อนตัวตนออกมาได้ดีที่สุด มีพลังการขับเคลื่อนที่สูงกว่าและเชื่อมโยงไปกับจิตวิญญาณของรถแข่งที่ส่งต่อสายพันธ์ุมานานกว่า 40 ปี ไม่ว่าพวกมันจะมีเครื่องยนต์ขนาดไหนก็ตาม เช่น สี่สูบ หกสูบแถวเรียง หรือเครื่องยนต์ขนาดใหญ่อย่างวี 8 หรือวี 10 รถ BMW รุ่น M ทุกคันล้วนแล้วแต่เป็นที่สิงสถิตของเหล่าปิศาจแห่งความเร็วที่พร้อมจะเล่นงานรถทุกคันที่อาจหาญมาทาบรัศมีของมัน

BMW M1(1978-1981)
จากหน้าประวัติศาสตร์ของ BMW Motorsport ได้บันทึกเอาไว้ว่ารถ BMW M1 เครื่องยนต์วางกลางลำเป็นรถสปอตร์สำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นจากแผนก Motorsport เป็นคันแรกจากความพยายามที่จะสร้างรถแข่งแบบ Roadcar ตามแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ปี 1972 แต่โครงการนี้ก็ล่าช้าไปหลายปีเนื่องจากปัญหาบางประการของการร่วมมือกันระหว่าง BMW และ Lamborghini ดีไซน์ของรถ M1 เกิดขึ้นจากมันสมองของสำนักออกแบบรถยนต์ Giugiaro และวิศวกรของ BMW ชื่อ Paul Bracq และเนื่องจากมันเป็นรถที่วางเครื่องยนต์กลางลำตัว ซึ่งบริษัท BMW ไม่มีความชำนาญในรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์วางอยู่ในลักษณะดังกล่าว โครงการพัฒนารถ M1 จึงถูกส่งต่อไปให้กับแบรนด์กระทิงเปลี่ยวจากอิตาลี Lamborghini รับหน้าที่ด้านโครงสร้างและตัวถัง แต่โชคไม่ดีที่ Lamborghini ในขณะนั้นเกิดปัญหาทางการเงินและสภาวะของความตกต่ำ BMW จึงนำโครงการ M1 กลับมาพัฒนาเองจนสำเร็จ นับได้ว่า M1 เป็นรถเครื่องวางกลางที่ดีที่สุดในยุคนั้น เครื่องยนต์ทวินแคม 6 สูบเรียง ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีแรงม้าที่เข้ากันได้ดีทั้งรูปทรง ขนาด และน้ำหนัก โทนเสียงของเครื่องยนต์หกสูบไม่เหมือนกับเครื่อง V8 หรือ V12 ของพวกอิตาเลียน พวงมาลัยหนักกว่ารถปกติแต่มีความมั่นคงเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงและมีความแม่นยำในการเปลี่ยนทิศทาง อาการของรถเมื่อซัดเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงในสนามแข่งขันมีความเป็นกลางมากกว่ารถเครื่องวางหน้าอย่างเห็นได้ชัด กำลังของเครื่องยนต์และการยึดเกาะของช่วงล่างทำให้ M1 ได้รับคำกล่าวขานในด้านประสิทธิภาพ BMW M1 ถูกสร้างขึ้นเพียง 450 คันทำให้ในปัจจุบันนี้กลายเป็นรถยนต์คลาสสิกที่หาได้ยากมาก รวมถึงยังเป็นรถยนต์เครื่องวางกลางคันแรกและคันสุดท้ายของ BMW อีกด้วย

BMW M1
เครื่องยนต์...........................แถวเรียงหกสูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางกลางลำตัวรถ ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................3,453 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................280 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................243 ปอนด์/ฟุต ที่ 5,000 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง...............................0-100 กิโลเมตรใน 5.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด.....................160 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M3 (e30) Sport Evolution (1989-1990)
จากตัวถังของรุ่น Series 3 รหัส e30 ถูกวิศวกรของ BMW Motorsport นำมาปรับปรุงตัวรถทั้งคันขึ้นมาใหม่ให้กลายเป็นสายพันธุ์ของรถแข่งที่ดีที่สุดในรุ่นเครื่องยนต์ขนาดเล็กไม่เกินสี่สูบ โดยการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ช่วงล่าง ระบบเบรก ให้ดีขึ้น รอบตัวรถมีซุ้มล้อที่โป่งนูนออกมาจนเห็นได้ชัดและติดตั้งชุดสปอยเลอร์หลัง แบบปรับตั้งองศาได้ เครื่องยนต์สี่สูบ 2.5 ลิตร 238 แรงม้า ที่มีกำลังพอเหมาะพอดีกับตัวรถมาก จุดเด่นของ M3 e30 Sport Evolution อยู่ที่ช่วงล่างของมันที่ได้รับการเซ็ตมาอย่างลงตัวทำให้มันเป็นรถยนต์ที่รักทางโค้งมากกว่าทางตรงและผิวสัมผัสของแชสซีส์จะส่งตรงอาการต่างๆ ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม เครื่องยนต์สี่สูบขนาดเล็กวางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลังที่ยังคงเอกลักษณ์ของ BMW เอาไว้ด้วยการวางเครื่องเอียง และมีแรงบิดที่ไม่ต้องแบกน้ำหนักตัวรถมากจนเกินไป ซึ่งทำงานได้อย่างเต็ม กำลังในย่าน 5,000-7,500 รอบต่อนาที บริษัท BMW ผลิต M3 e30 ออกมาเพียง 600 คันเท่านั้น และเจ้าของรถที่มีรถรุ่นนี้อยู่ในครอบครองมักไม่ยอมขายมันไปง่ายๆ ทำให้ M3 e30 Evolution กลายเป็นรถหายากในยุคนี้ไปโดยปริยาย

BMW M3 Sport Evolution

เครื่องยนต์...........................แถวเรียง 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................2,467 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................235 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................177 ปอนด์/ฟุต ที่ 4,750 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง...............................0-100 กิโลเมตรใน 6.1 วินาที
ความเร็วสูงสุด.....................154 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M5 (e34) (1992-1995)
จากรถยนต์ซีดานสี่ประตูขนาดกลางในรุ่น e34 ถูกบรรดาพ่อมดในแผนก BMW Motorsport ทำการปรับแต่งจนมีความลงตัวทั้งกำลังของเครื่องและช่วงล่าง รถ M5 e34 ในโมเดลแรกถูกเผยโฉมครั้งแรกในปี 1988 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์หกสูบแถวเรียงปริมาตรความจุ 3.6 ลิตร 315 แรงม้า แต่ก็เกิดปํญหาขึ้นจากกำลังที่มีอยู่กลับไม่พอเพียงและสมดุลกับน้ำหนักของตัวรถที่มากกว่า 1,500 กิโลกรัม เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่มีความจุและกำลังรวมถึงแรงบิดที่ดีกว่าจึงถูกพัฒนาและนำลงมาวางในห้องเครื่องยนต์ของ M5 e34 ในโมเดลที่สอง โดยมีขนาดความจุ 3.8 ลิตร กำลัง 340 แรงม้า พร้อมกับเกียร์รุ่นใหม่ 6 สปีด เพื่อส่งต่อแรงบิดไปยังล้อทั้งสี่ให้มีย่านของพลังกว้างกว่ารถ M5 ในโมเดลแรกสุด การติดตั้งระบบอิเลคโทรนิคที่ทันสมัยลงไปในตัวรถก็ได้เริ่มต้นขึ้นในโมเดลที่สองของ M5 นี่เอง ระบบต่างๆ ประกอบไปด้วยระบบปรับค่ากันสะเทือน EDC (Electronic Damper Control) ทำให้ผู้ขับสามารถปรับตั้งความสูงของตัวรถได้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และยังคงอยู่ในรถ BMW M Series ทุกๆ คันก็คือช่วงล่างและแชสซีย์ชั้นเยี่ยมที่สมดุลกับกำลัง ส่งให้มันกลายเป็นรถซีดานสี่ประตูขนาดกลางที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดในยุคนั้น


BMW M5 e34 (3.8)
เครื่องยนต์...........................แถวเรียง 6 สูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................3,795 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................340 แรงม้า ที่ 6,900 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................295 ปอนด์/ฟุต ที่ 4,750 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง...............................0-100 กิโลเมตรใน 5.9 วินาที
ความเร็วสูงสุด.....................155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M3 (e36) Evolution 1995-1999
มีรถยนต์ชั้นเยี่ยมเกิดขึ้นมากมายในยุค 90' และรถ BMW M3 e36 Evolution ก็เป็นหนึ่งในรถยนต์ชั้นเยี่ยมเหล่านั้น จากรถ e36 รุ่นปกติทั้งรุ่นสี่ประตูและสองประตู BMW ทำการออกแบบได้อย่างไร้ที่ติและถือได้ว่าเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับ BMW มากที่สุดจากจำนวนการผลิต รูปทรง ความทนทาน และกำลังของเครื่องยนต์ รถ BMW M3 e36 Evolution ถูกผลิตขึ้นมาในยุคที่เทคโนโลยีของรถยนต์กำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ก็ก่อนหน้าที่ระบบอีเลคโทรนิคจะเข้ามาครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างเช่นในปัจจุบัน เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 3,201 ซีซี มาพร้อมกับชุด Vanos สองตัวที่สวยงามทั้งรูปทรงของตัวเครื่องและพรั่งพร้อมไปด้วยพลังถึง 321 แรงม้า ทำให้ M3 Evo แบบสองประตู แบบเปิดประทุนและแบบซีดานสี่ประตูทะยานไปสู่ความสำเร็จได้อย่างสบายๆ ทั้งในสนามแข่งรถและบนท้องถนนทั่วไป แต่รุ่นสี่ประตูจะหารถได้ยากมากในปัจจุบัน เนื่องจากมันถูกสร้างขึ้นในจำนวนเพียงน้อยนิดและประโยชน์ของการใช้สอยแบบรถสี่ประตูที่สะดวกสบายกว่ารุ่นสองประตู จุดอ่อนของ M3 e36 Evolution อยู่ที่การควบคุมตัวรถในขณะที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ว่าจะปราบมันให้เชื่องมืออยู่ภายใต้การควบคุม หรือลนจนออกอาการและอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ทุกขณะในระหว่างที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง โดยภาพรวมแล้วมันเป็นรถใน Series M ที่สมบูรณ์แบบและมีความพิเศษอยู่ในตัวตน จนถึงทุกวันนี้รถ M3 Evo e36 ก็ยังได้รับความนิยมจากนักสะสมอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

BMW M3 e36 Evolution
เครื่องยนต์...........................แถวเรียง 6 สูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................3,201 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................321 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................258 ปอนด์/ฟุต ที่ 3,250 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง.............................0-100 กิโลเมตรใน 5.6 วินาที
ความเร็วสูงสุด.....................155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M5 (e39) 1998-2003
รถยนต์ซีดานสี่ประตูที่มีความสมบูรณ์ทั้งรูปทรงของการออกแบบและสัมผัสที่ยอด เยี่ยมยามขับขี่เกิดขึ้นไม่มากนักในวงการยนต์กรรม และในบรรดารถยนต์ชั้นเยี่ยมเหล่านั้นต้องมีรถ BMW M5 e39 รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน สายพันธุ์แห่งความแรงถูกผลิตขึ้นเป็นรุ่นที่สามของตระกูล M5 และการมาถึงของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบ V8 400 แรงม้าที่ทำให้เกิดเสียงคำรามยามผลักดันมันขึ้นสู่รอบสูงสุดได้ อย่างเร้าใจ ไม่มีที่ติสำหรับห้องโดยสารและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทำให้มันก้าวเข้าสู่จุด สูงสุดของรถซีดานขนาดกลางแรงม้าสูง รูปแบบในการจัดวางอุปกรณ์ถือได้ว่าลงตัวที่สุดแล้วและมีความงดงามน่าใช้ มากกว่ารุ่น M5 e60 เสียอีก ตำแหน่งของผู้ขับขี่ถูกจัดวางไว้อย่างดีบนเบาะนั่งแบบสปอตร์เพื่อความแม่นยำ ในการควบคุม รถ M5 e39 มีน้ำหนักมากกว่า 1,700 กิโลกรัม แต่ไม่สร้างภาระให้กับเครื่องยนต์รอบจัดแบบ V8 เลยแม้แต่นิดเดียว ช่วงล่างของมันถูกปรับแต่งให้เชื่อมโยงกับแชสซีอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ขับง่ายราวกับเล่นเกม ถึงแม้ว่าตัวรถจะมีขนาดใหญ่และถูกเหมารวมอยู่ในรุ่นซีดานสี่ประตูขนาดกลาง แต่ M5 รุ่นนี้ก็มีความคล่องตัวและปราดเปรียวอย่างที่รถในตระกูล M Series ทุกคันสมควรจะมี

BMW M5 e39
เครื่องยนต์............................V 8 สูบ ทวินแคม 32 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................4,941 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................400 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................369 ปอนด์/ฟุต ที่ 3,800 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง.............................0-100 กิโลเมตรใน 4.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด.......................155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW Z4 M Coupe 2006-2008
หลังจากที่ผู้คนในวงการรถยนต์เริ่มลืมรูปทรงของหลังคาอันอัปลักษณ์และความตกต่ำในการทำตลาดของ Z3 M Coupe ก็ถึงเวลาแล้วที่อนุกรมใหม่ของ Z -M Series จะออกสู่สายตาของนักเลงรถทั่วโลก การหยิบยืมเอาเครื่องยนต์ของรถ M3 e46 ส่งผลต่ออัตราเร่งแซงโดยตรงทำให้รถ Z4 M Coupe มีสมรรถนะที่ดีกว่า Z3 M Coupe อย่างเห็นได้ชัด การปรับปรุงแซสซีและระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหมดทำให้การพุ่งเข้าสู่โค้งมุมแคบมีความเที่ยงตรงแม่นยำ แต่มันก็ไม่ถึงกับเป็น Roadcar ที่ดีที่สุดและอาจก่อปัญหาขึ้นได้ในบางครั้งจากสภาพเส้นทางที่มีความคด เคี้ยวแบบทางขึ้นลงเขาเนื่องจากโอเวอร์แฮงค์ของตัวรถ มีแต่เพียงรูปทรงที่สวยงามของหลังคาแบบใหม่ที่มีความลงตัวและลาดเอียงรับกับ ท้ายรถได้ดีรวมถึงพละกำลังจากเครื่องยนต์เท่านั้นที่ช่วยมันไว้ไม่ให้กลับไป เหมือนกับรุ่นพี่ที่เคยผจญกับความยากลำบากในการทำตลาดมาแล้ว แฟนๆของรถ M Series ต่างก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หลังคาทรงอัปลักษณ์ของรถ Z3 M Coupe ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ใน Z4 M Coupe หลังคาแบบนั้นทำให้มันขึ้นทำเนียบรถสปอร์ตที่มีรูปทรงน่าเกลียดอยู่นานเลยทีเดียว

BMW Z4 M Coupe
เครื่องยนต์............................แถวเรียง 6 สูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................3,246 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................338 แรงม้า ที่ 7,900 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................269 ปอนด์/ฟุต ที่ 4,900 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง..............................0-100 กิโลเมตรใน 4.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด.....................155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M5 (e60) 2005-2009
กระจังหน้าและไฟด้านหน้าทำให้ M5 e60 ได้รับชัยชนะในการออกแบบรถซีดานของยุคนี้ รวมไปถึงวิวัฒนาการทางรูปทรงและรายระเอียดมากมายที่ประกอบขึ้นเป็นตัวรถทั้งคันจากมันสมองของ Chris Bangle งานออกแลลที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนในวงการดีไซน์รถยนต์ แฟนคลับของ BMW ก็มีทั้งเสียงชื่นชมและก่นด่า หลังจากเวลาผ่านไปได้ไม่นานนักกลับกลายเป็นว่าบรรดาค่ายรถทั่วโลกต่างก็นำเอาเส้นสายที่ Bangle เคยดีไซน์ไว้มาใส่ยังรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของตนเองเต็มไปหมด รถ M5 e60 ถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทำให้ตัวถังและภายในมีความแตกต่างจากรุ่นที่แล้ว อย่างสิ้นเชิง อุปกรณ์ที่ใช้ระบบอีเลคโทรนิคควบคุมในรถ M5 e60 มีมากเสียจนอาจทำให้ช่างเครื่องยนต์ที่ทำการลงมือซ่อมแซมมันถึงกับฆ่าตัวตาย ปุ่มควบคุมแบบ I Drive ,ระบบปรับอัตราทดเกียร์แบบ EDC, DSC สวิตช์ Power และปุ่ม M บนพวงมาลัย ก่อให้เกิดความสับสนและต้องการการเรียนรู้จากประติสัมพันธ์ในระหว่างการใช้งาน กำลังของเครื่องยนต์ก็ยกเอาเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์ของรถ Formula 1 มาทั้งยวง เครื่องยนต์ 5.0 ลิตร V10 กำลังมหาศาลถึง 500 แรงม้า ติดตั้งแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ Paddle Shift ที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์แบบ SMG 7 สปีด ทำให้ M5 รุ่นนี้กลายเป็นรถสปอร์ตซีดานสี่ประตูขนาดกลางที่ไม่อาจจะล้อเล่นได้อีกต่อไป มันสามารถดูดติดท้ายรถสปอตร์ซุปเปอร์คาร์จากแดนมักโรนีแบบกัดไม่ปล่อยด้วยแชสซีที่ยอดเยี่ยมรวมถึงพลังของเครื่องยนต์ รถ M5 e60 มีน้ำหนักถึง 1,830 กิโลกรัม หนักกว่า M5 e28 รุ่นแรกถึง 400 กิโลกรัม กำลัง 500 แรงม้า จากเครื่องยนต์ V10 ทำให้น้ำหนักตัวบานเบอะของ M5 e60 ไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะ แรงบิดในโหมด M เพิ่มพูนความดิบเถื่อนสะใจพวกตีนผีที่ชอบบูชาความเร็ว แต่การเชื่อมโยงตัวรถและผู้ขับขี่ถูกกั้นเอาไว้ด้วยระบบต่างๆ ที่มีมากเสียจน ทำให้การทำงานประสานกันระหว่างคนและเครื่องจักรในรถ M Series รุ่นเก่าๆ ที่เคยมีอยู่หายไปทันทีที่เปลี่ยนมาขับขี่รถ M5 e60

BMW M5 e60
เครื่องยนต์............................V 10 สูบ ทวินแคม 40 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................4,999 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................500 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................383 ปอนด์/ฟุต ที่ 6,100 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง.............................0-100 กิโลเมตรใน 4.6 วินาที
ความเร็วสูงสุด.....................155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M3 CSL And CS (e46) 2003-2005
การนำเอารถสองประตูในรุ่น M3 e46 มาทำการปรับปรุงเพื่อลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของวิศวกรจากแผนก BMW Motorsport แต่การที่จะทำรถ M3 e46 ให้ดีกว่าเดิมและกลายสภาพมาเป็นรุ่นที่ใช้รหัสต่อท้ายว่า CSL กลับทำได้ยากยิ่งกว่า CSL เป็นจักรกล M Car ที่ประสบความสำเร็จและแสดงตัวตนให้เห็นได้ว่ามันมีความเหนือชั้นกว่า M Car รุ่นมาตรฐาน การลดน้ำหนักกลายเป็นเป้าหมายที่วิศวกรของ BMW Motorsport ลงมือปรับแต่ง หั่นหลังคาโลหะออกแล้วแทนที่ด้วยหลังคาแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ฝากระโปรงทั้งด้านหน้าและหลังใช้คาร์บอนไฟเบอร์ เปลี่ยนแปลงขนาดของสปริงและคารลิปเปอร์เบรคให้มีขนาดที่ใหญ่กว่า เดิม เบาะนั่งในสไตล์รถแข่งแบบกระชับตัวผู้ขับที่เมื่อใดได้เข้าไปนั่งก็จะเหมือน กับเตรียมพร้อมที่จะแข่งในทันที เจ้าของรถ M3 CSL-CS ส่วนใหญ่มักไม่แน่ใจกับน้ำหนักของแป้นเบรคและระบบเบรคที่ติดตั้งมาจากโรงงาน จึงมักจะนำรถ CLS ไปติดตั้งระบบเบรคใหม่จากบริษัทที่ผลิตเบรคคุณภาพสูงอย่าง AP Racing และ Brembo เพื่อเพิ่มความมั่นใจและสยบม้า 338 ตัวให้มีความประพฤติที่อยู่กับร่องกับรอย รถ BMW M3 CSL-CS สามารถทำสมรรถนะได้ดีทั้งสภาพถนนที่แห้งและเปียกชื้น ช่วงล่างนำพาตัวรถไปได้อย่างมั่นคง ชัดเจนและเฉียบขาด สิ่งที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของกลไกทั้งหมดในตัวรถ M3 CLS คือระบบเกียร์แบบ SMG อัตราทดว่องไวปานกระพริบตาและมีความลื่นไหลมากกว่ารถ BMW M Series ในแทบทุกรุ่นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเกิดจากน้ำหนักที่เบากว่าของตัวรถก็เป็นได้


BMW M3 CSL-CS
เครื่องยนต์...........................แถวเรียงหกสูบ ทวินแคม 24 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................3246 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................355 แรงม้า ที่ 7,900 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................273 ปอนด์/ฟุต ที่ 4,900 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง...............................0-100 กิโลเมตรใน 4.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด.....................155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M3 (e92) 2007-2009
การจะลงมือสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดสักคันหนึ่งให้มีสมรรถนะที่ดีกว่ารุ่นที่ผ่านมาคงจะไม่มีอะไรยากเย็นเกินไปสำหรับบริษัท BMW ดังเช่นที่เราพบเห็นได้ในรถ M3 e92 รถยนต์สปอตร์ 2- 4 ประตู ในอนุกรมของ M3 Series ที่มีอายุยาวนานมากที่สุดในบรรดารถสปอตร์พลังสูงของ BMW M-Power พัฒนาการของตัวรถ M3 ที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากเครื่องยนต์ 4 สูบ หลังจากนั้นจึงเพิ่มเป็นเครื่องยนต์ 6 สูบ รถ M3 e92 ก็อดรนทนไม่ได้กับความเย้ายวนของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่อย่างเครื่อง V8 ที่สามารถสร้างแรงบิดโดยไม่ต้องอาศัยระบบอัดอากาศ ทั้งซุปเปอร์ชาร์จและเทอร์โบต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อด้อยของมันเกิดจากปริมาตรความร้อนที่สะสมภายในห้องเครื่องยนต์ กลายเป็นตัวบั่นทอนอายุการใช้งานและเพิ่มค่าบำรุงรักษา เครื่องยนต์ V8 ไม่มีระบบอัดอากาศ ทำให้เครื่องยนต์ที่ติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบทั่วไปต้องหันมามองในด้านของความคงทนและความเสถียร กำลัง 414 แรงม้า เกิดจากการสันดาปภายใน กลไกเชื่อมต่อของระบบต่างๆที่ยอดเยี่ยม ผ่านการทดสอบอย่างหนักก่อนผลิต ปริมาตรความจุเพียง 3,999 ซีซี แต่สามารถลากรอบให้ไปถึงย่าน 8,500 รอบต่อนาทีอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่โดดเด่นในยุคนั้น เครื่องยนต์รุ่นนี้ที่ถูกนำมาวางลงใน M3 e90 รุ่นสี่ประตูรวมถึง M3 e92 ที่เป็นรถ Coupe สองประตู พละกำลังของ M Car รุ่นนี้ ทำให้รถสปอตร์อย่าง Porsche 911-997 Audi RS5, Mercedes Benz C63 AMG หรือแม้แต่จักรกลซาตานอย่าง Nissan GTR 2009 ยังต้องร้อนๆหนาวๆยามเหลือบมองไปที่กระจกมองหลังแล้วเห็นเจ้า M3 ตัวใหม่ล่าสุดเกาะจี้ท้ายรถอยู่

รถ M3 e92 Coupe มีจุดเด่นของตัวรถอยู่ที่ด้านท้ายและไฟท้ายที่ลงตัวมากกว่ารุ่นแรก ตำแหน่งติดตั้งทะเบียนรถจากที่เคยอยู่ที่ฝาท้ายโดนย้ายลงมาอยู่กึ่งกลาง กันชนและถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ฝากระโปรง หลังคา ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ โดยภาพรวม เหมือนกับการนำเอาดีไซน์ของรุ่น e46 และ e36 มาผสมกันจนเกิดเป็น M3 e92 การนำเอาเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบ V8 มาใส่ก็เนื่องจากบรรดาคู่แข่งต่างก็ระดมกันนำเอาขุมกำลังแบบ V8 มาติดตั้งให้กับรถยนต์ในค่ายของตัวแทบทั้งสิ้นเช่น Audi, Lexus, Mercedes Benz ด้วยสาเหตุนี้เอง BMW จึงจำเป็นต้องทิ้งเครื่อง 6 สูบแถวเรียงและหันมาหาเครื่องยนต์ V8 เพื่อปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

BMW M3 e92
เครื่องยนต์...........................V 8 สูบ ทวินแคม 32 วาล์ว วางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความจุ....................3,999 ซีซี
แรงม้าสูงสุด.........................414 แรงม้า ที่ 8,300 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด........................295 ปอนด์/ฟุต ที่ 3,900 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง.............................0-100 กิโลเมตรใน 4.7 วินาที
ความเร็วสูงสุด.....................155 ไมล์ต่อชั่วโมง

BMW M4CS 2017-2019
BMW Group ปล่อยรถรุ่นพิเศษ M4 เวอร์ชั่น CS ในปี 2017 เป็นการสานต่อตำนานความโหดของยานยนต์ตระกูล M โดยวางตัวขั้นอยู่ตรงกลางระหว่าง M4 Competition Package และ M4 GTS ในรูปแบบการผลิตและขายด้วยจำนวนเพียงน้อยนิด หรือ Limited Edition การผลิตในจำนวนไม่มากสำหรับนักขับที่ต้องการความแตกต่างระหว่างรถ M รุ่นมาตรฐานกับรุ่นพิเศษที่มีเรี่ยวแรงมากกว่า ทำให้ BMW M4CS กลายเป็นรถที่หายากและมีราคาแพงกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน คุณจะเจอกับ M4 รุ่นปกติมากกว่าที่จะเห็น M4CS ตัวเป็นๆ วิ่งอยู่บนถนนในประเทศไทย มันเป็นรถคูเป้ที่เจริญรอยตามรถรุ่นพี่ทั้งสองรุ่น นั่นก็คือการเน้นชิ้นส่วนเนื้องานน้ำหนักเบาทั้งภายนอกและภายใน ลงลึกเปลือกตัวถังด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์ การปรับจูนช่วงล่าง เปลี่ยนล้อใหม่ให้ใหญ่ขึ้นพร้อมแอร์โรพาร์ทรอบคันที่ทำให้แอร์โรไดนามิกของรถดีขึ้น ช่างในแผนก M ยังลงมือจูนเครื่อง 6 สูบเทอร์โบคู่ให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นเพื่อความสุดกับการแอบอิงกีฬามอเตอร์สปอร์ตด้วยการเป็นได้ทั้งรถบ้านและรถแข่งในคันเดียวกัน!! วันธรรดาคุณสามารถขับ M4 CS ไปทำงาน พอเสาร์-เอาทิตย์ก็คว้าหมวกกันน็อกลงไปขับในสนามแข่งแบบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มกับรถอีกแล้ว

แก่นแท้ของรถ M Car ก็คือสมรรถนะในการขับขี่โดยเฉพาะการยึดโยงแนวคิดคล้ายกับรถแข่ง นั่นก็คือการปรับลดน้ำหนักส่วนเกิน ฝากระโปรงหน้า หลังคา ฝาท้าย ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แชสซีของ M4CS ใช้โช้กอัพและสปริงที่มีการเซตค่าใหม่หมด เป็นการปรับความยืดหยุ่นของช่วงล่างให้ทำงานได้ดีกว่า M4 รุ่นมาตรฐาน ล้ออัลลอยลายใหม่สไตล์ก้างปลามีน้ำหนักเบาขึ้น ลวดลายของล้อนั้นล้างง่ายกว่าล้อลายซี่ถี่ของ M4 GTS และเป็นล้อสีเทาแบบพิเศษ Orbit Grey ล้อหน้าขนาด 9 J x 19 ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตประสิทธิภาพสูง Michelin รุ่น Pilot Sport Cup 2 ขนาด 265/35 ZR 19 98Y ส่วนล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อน ตามธรรมเนียมของรถแรงขับหลังก็ต้องยัดล้อหลังให้โตกว่าล้อหน้านิดๆ ล้อหลังของ M4CS มีขนาด 10 J x 20 ใส่ยาง Pilot Sport Cup 2 ไซส์ 285/30 ZR 20 99Y ใหญ่โตมโหระทึกเหมาะกับการเทม้าลงพื้นกันแบบสุดๆ ไปเลย ยางใหญ่ขึ้นก็ต้องสะเทือนมากขึ้นแต่ CS เป็นรถที่ออกแบบให้ใชัความเร็วสูง เมื่อขับเร็วมันจะลดอาการกระเด้งกระดอนลงอย่างน่าประหลาด

BMW M4CS ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 สูบเรียง M TwinPower Turbo อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่แบบ mono Scroll ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบทวินคลัตช์ 7 สปีด M Double Clutch Transmission (M-DCT) กำลังถูกจูนจนมีม้าท่วมท้นเพิ่มขึ้นเป็น 338 กิโลวัตต์ หรือ 460 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที แรงม้าของ M4CS มากกว่า M4 สแตนดาร์ดอยู่ 30 แรงม้า พร้อม Package Overboost แรงบิดสูงสุดทำได้ถึง 600 นิวตันเมตร หรือ 61.2 กิโลกรัม-เมตร ที่ 4,000-5,380 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 8.4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม. (11.9 กิโลเมตรต่อลิตร) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.9 วินาที และ 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงวางตามยาวโดยร่นแท่นเครื่องแท่นเกียร์ให้เข้าใกล้กับจุดศูนย์กลางของรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี เครื่องยนต์ 6 สูบเทอร์โบคู่นั้นไม่มีระบบฉีดน้ำเข้าอินเตอร์คูลเลอร์เหมือน M4 GTS แต่มีกำลังแรงม้าเพิ่มมาให้อีก 30 ตัว แรงบิด 600 นิวตันเมตร เป็นรองซุปเปอร์คาร์บางรุ่นไม่มากนัก เป็นรถที่เร็วอย่างน่ากลัว และต้องใช้ความคุ้นเคยกันพอสมควรก่อนจะคิดปล่อยม้า 460 ตัวลงพื้นแบบเต็มๆ

BMW M2 COMPETITION 2018
หลังจากที่ปล่อยของแรงใน M2 รุ่นมาตรฐานออกมาวาดลวยลายบนถนนได้ 2 ปี ล่าสุด BMW M จัดการปรับสมรรถนะของรถ M2 ในรูปแบบพิเศษหรือ Competition ด้วยการปรับเปลี่ยนขุมกำลังและรายละเอียดของตัวรถเพื่อเพิ่มความแรง การกระชากเครื่องเก่าทิ้งเนื่องจาก M2 รุ่นมาตรฐานนั้นวางเครื่องยนต์ของ M235i ซึ่งนักเลงรถ M ยังถือว่าไม่สุด การปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนด้วยการยัดเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของ BMW M4 โดยมีการปรับแรงม้าลดดีกรีความโหดจาก 430 แรงม้า เหลือ 410 แรงม้า แรงกว่าเดิมที่ทำได้แค่ 370 แรงม้า รวมถึงแรงบิดจากเครื่อง 6 สูบเรียง เทอร์โบคู่ตระกูล M ที่ทำได้เพิ่มขึ้นเป็น 550 นิวตันเมตร แรงบิดเพิ่มอีก 50 นิวตันเมตร พร้อมอัพเกรดระบบเบรกช่วงล่างให้รองรับกำลังที่เพิ่มมากขึ้น

ล้อขอบ 19" M light alloy wheels Double-spoke style 788 M-Wheel ห่อรัดด้วยยางสปอร์ต Michelin รุ่น Pilot Super Sport ล้อหน้าขนาด 9 J x 19 ยาง 245/35 R19 ส่วนล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย 10 J x 19 กับยางหลังไซส์ 265/35R 19 เต็มพอดิบพอดีกับโป่งหลังที่อวบอูม! ตัวถังหน้า-หลัง กว้างขึ้น 55 และ 80 มิลลิเมตรตามลำดับ รองรับฐานล้อที่กว้างมากกว่า Series-2 Coupe รุ่นมาตรฐาน สำหรับระบบรองรับยกเอาแพหน้าและแพหลังของ M4 มาทั้งหมด ช่วงล่างแบบสปอร์ตซึ่งมีค่าคงที่ของ M-Power ปรับตั้งความแข็ง-อ่อนไม่ได้และเน้นไปที่การทำความเร็วเป็นหลัก BMW M2 Competition ใส่ชุดเบรกประสิทธิภาพสูง M Sport Brakes ด้านหน้าเป็นคาลิปเปอร์ 6 Pot และด้านหลังเป็นคาลิปเปอร์แบบ 4 Pot โดยเพิ่มขนาดจานเบรกคู่หน้าเป็น 400 มิลลิเมตร ด้านหลัง 380 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรกของ M สีเทาพร้อมผ้าเบรกที่ใหญ่ขึ้นตามขนาดของจานเบรก เบรกประสิทธิภาพสูงของ M2 Competition ให้ความมั่นใจสูงสุดจากการหยุดยั้งแรงม้า 410 ตัวที่สุดยอดเอามากๆ!

เครื่องยนต์ของ BMW M2 Competition เปลี่ยนจากเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียงเทอร์โบของ M235 รหัส N55B30 โดยเสียบแทนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง รหัส S55B30 อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ ซึ่งเป็นขุมกำลังของรถสปอร์ตรุ่นพี่อย่าง BMW M3 f80 และ M4 f82 เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร 2,979 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ วางอินเตอร์คูลเลอร์คร่อมฝาสูบเพื่อลดความยาวของท่อ ส่วนตัวเลขความกว้างกระบอกสูบอยู่ที่ 89.6 มิลลิเมตร ช่วงชัก 84.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.2:1 แรงม้าสูงสุดจากการหมุนของข้อเหวี่ยงที่ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีแรงดันสูง หรือฟอร์ซ เค้นกำลังออกมาได้ 410 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจัดเต็มที่ 550 นิวตันเมตร ในย่าน 2,350-5,200 รอบต่อนาที เพิ่มขึ้นพอสมควรเมื่อเทียบกับเครื่อง 6 สูบใน M2 รุ่นมาตรฐาน ระบบส่งกำลังของ M2 รุ่นพิเศษยังมีเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะให้เลือกเหมือนเดิม สำหรับลูกค้ารักความสบายก็ขยับไปเกียร์อัตโนมัติทวินคลัตช์ M Double Clutch 7 สปีด การปลดปล่อยกำลังของเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ใน M2 Competition อยู่ในย่าน 5,750-7,000 รอบต่อนาที แรงบิดมีให้ตั้งแต่ 1,700 รอบต่อนาทีไปจนถึง 4,750 รอบต่อนาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.2 วินาที เร็วกว่าเดิมที่เคยทำได้ 4.7 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ออฟชั่น M Drivers Package ปลดล็อกความเร็วเป็น 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สาแก่ใจขาซิ่งไปตามๆ กัน.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/


อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

BMW MBMW M-POWERBMW M2BMW M4อาคม รวมสุวรรณ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้