ข่าว
100 year

ประกอบไทยใช้เสียบปลั๊ก! MERCEDES-BENZ S560 PLUG IN HYBRID

ไทยรัฐออนไลน์2 เม.ย. 2562 10:00 น.
SHARE

ยานยนต์ที่ทำตัวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ Mercedes-Benz ซึ่งได้วางรากฐานไว้นานแล้ว เป็นแนวทางการดำเนินงานไปจนถึงปี พ.ศ.2568 นับตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ.2559 Mercedes-Benz Thailand ได้แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ EQ มาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์รถหรูที่ขยับมาเล่นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุด ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 Mercedes-Benz เปิดตัวอภิมหาซาลูนหรูของผู้บริหาร เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เจนเนอเรชั่นที่ 3 Mercedes-Benz new S 560 e ยานยนต์พลังงานผสม เครื่องยนต์บวกมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ Plug in Hybrid พร้อมกับมิติใหม่ในการขับขี่ ความสะดวกสบาย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistance Package เทคโนโลยี ความปลอดภัยล้ำสมัย 

เครื่องยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดเป็นเทคโนโลยีสำคัญต่อแนวคิดการใช้รถยนต์ที่ไม่ก่อให้เกิด ไอเสีย ซึ่งเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดถือเป็นเครื่องยนต์ที่ผสานข้อดีของเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน กล่าวคือ ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ในเขตเมืองได้โดยใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และสามารถเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเมื่อขับขี่ทางไกล โดยเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจะประหยัดพลังงานกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายใน เนื่องจากเครื่องยนต์ประเภทนี้จะสามารถดึงพลังงานเมื่อผู้ขับขี่เหยียบแป้นเบรกกลับมาสู่มอเตอร์ไฟฟ้าได้ และช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางได้ไกลขึ้นกว่าเดิมโดยใช้กำลังจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งขณะนี้ Mercedes-Benz กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาระบบเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดตามแนวคิด EQ Power 

ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด Mercedes-Benz กล่าวว่า Mercedes-Benz S 560 e วางรูปลักษณ์ที่เน้นความหรูหราสง่างาม เติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่สำหรับผู้นำ สมรรถนะจากเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.0 ลิตร ระบบอัดอากาศ Twin turbocharging กำลังสูงสุด 367 แรงม้า ผสานพลังกับมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า ทำให้ S560e มี System Output สูงสุด 476 แรงม้า new S-Class แบบ Plug in Hybrid รุ่นนี้ ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ทำระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นที่แล้ว 60% อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบผสมต่ำกว่า 50 กรัมต่อกิโลเมตร นับว่าเป็นยานยนต์ของผู้บริหารที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 Mercedes-Benz Thailand ได้จัดพื้นที่แสดงรถยนต์ออกเป็นจำนวน 6 โซนอย่างชัดเจน เช่น แบรนด์ Mercedes-Benz ในกลุ่ม Compact Car, Contemporary Luxury Sedan & Dream Car, SUV แบรนด์เทคโนโลยี EQ รวมถึงแบรนด์รถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง อย่าง Mercedes-AMG และแบรนด์อัลตร้า ลักชัวรี อย่าง Mercedes-Maybach มาให้กลุ่มลูกค้าได้เห็นถึงจุดเด่นและความแตกต่างของรถยนต์ในแต่ละกลุ่ม นอกจากนั้นยังมีการนำเสนอบริการ ‘Mercedes me connect’ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการภายใต้แบรนด์ Mercedes me ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย รองรับทั้งสมาร์ทโฟนในระบบ Android และ iOS มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงการบริการอื่นๆ ของ Mercedes-Benz โดยเทคโนโลยีนี้มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ เช่น 

Vehicle status ที่จะบอกสถานะความพร้อมของอะไหล่รถยนต์ และคอยประสานงานแจ้งเตือนทั้งทางลูกค้าและโชว์รูม

Accident Recovery and break down management ปุ่มรูปโทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว ทั้งในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เหตุฉุกเฉิน รถเสีย หรือสอบถามข้อมูลทั่วไปผ่านคอลเซ็นเตอร์

Remote Service ฟังก์ชั่นที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า สตาร์ตรถ หรือแม้แต่เปิด-ปิดประตูรถจากระยะไกล

ภายในงาน Mercedes-Benz Thailand มีการจัดแสดงการทำงานของแอปพลิเคชันไว้ในรถยนต์ E-Class Coupé ให้เห็นถึงความก้าวล้ำของแอปพลิเคชันนี้ด้วย

นอกจากนี้ Mercedes-Benz ยังได้เตรียมขนยนตรกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า 29 คัน ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็น Compact Car, Contemporary Luxury Sedan & Dream Car และ SUV เช่น

CLA 200
CLS 300 d AMG Premium
GLC 250 d 4MATIC
Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ Coupé
Mercedes-Maybach S 560

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-Benz S-Class
ดีไซน์ภายนอก Mercedes-Benz S 560 e AMG Premium
หรูหราทันสมัยด้วยกระจังหน้าแบบ 3 ก้าน มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED เทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด พร้อมฟังก์ชั่น ULTRA RANGE Highbeam ที่สามารถปรับความสว่างและความยาวของลำแสงไฟหน้าให้ส่องได้ไกลกว่า 650 เมตรโดยอัตโนมัติ พร้อมเสริมความสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างจาก AMG และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ Multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว สีไทเทเนี่ยมเกรย์

ดีไซน์ภายในห้องโดยสาร
ระบบ ENERGIZING Comfort Control เทคโนโลยีที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายและอารมณ์ในระหว่างการเดินทางเพียงแค่การ ‘กดปุ่ม’ เพื่อควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น ระบบปรับอากาศ ระบบฉีดน้ำหอม ระบบฟอกอากาศ ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Premium Ambient Light) เสียงดนตรี ฟังก์ชั่นระบายอากาศและอุ่นที่นั่ง พร้อมระบบนวดสำหรับเบาะคู่หลัง โดยผู้โดยสารสามารถเลือกโปรแกรมผ่อนคลายได้ 4 แบบ คือ Refresh, Vitality, Warmth และ Joy โดย The S 560 e AMG Premium จะมาพร้อมกับเบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังหุ้มหนัง Exclusive nappa ที่สามารถปรับเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังฝั่งซ้ายให้เอนนอนได้ถึง 43.5 องศา พร้อมที่รองขาแบบปรับระดับได้ ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย พร้อม Apple Carplay™ และ Android Auto


เทคโนโลยีระบบความปลอดภัย 

ระบบ Active Distance Assist DISTRONIC
ช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกระจังหน้า และกล้อง STEREO CAMERA ที่ติดตั้งอยู่บนกระจกบังลมหน้า ในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถ คันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้นโดยการเพิ่มและลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ

ระบบ Active Lane Keeping Assist และระบบ Active Blind Spot Assist
เทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร และระบบ Active Lane Keeping Assist ลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนช่องจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระบบนี้จะทำงานโดยการใช้สัญญาณเรดาร์ ในการตรวจจับช่องจราจรและรถยนต์ที่อยู่ในช่องจราจรอื่น หากระบบตรวจพบความเสี่ยงที่จะชนกับรถยนต์คันอื่น ระบบจะช่วยดึงรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้

ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUS
ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ตรวจจับรถที่วิ่งอยู่ด้านหลัง หากเรดาร์ตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกะพริบฉุกเฉินจะกะพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้นระบบจะรัดเข็มขัดให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อกล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงศีรษะให้ชิดกับศีรษะ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอ หากมีการชนท้ายเกิดขึ้น

ระบบ Active Braking Assist และฟังก์ชั่น Cross-Traffic
เทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPC จะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

ระบบ Evasive Steering Assist
ช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้า โดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง STEREO CAMERA ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบ Active Emergency Stop Assist
ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกะพริบฉุกเฉิน

ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบคันรถในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณเตือนทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ Active Steering ระบบ Speed Control และระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง

ระบบ Drive Away Assist
ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

Mercedes-Benz S-Class ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ที่ประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าได้สูงสุดถึง 60% เมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้เซลล์แบตเตอรี่รุ่นใหม่ซึ่งเป็นส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ทั้งนี้ ระบบแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ตระกูลเอส-คลาสรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ผลิตโดยบริษัทดอยช์ แอกคิวโมทีฟ (DeutscheACCUMOTIVE) บริษัทลูกของกลุ่มบริษัทเดมเลอร์ทั้งหมด โดยขนาดของแบตเตอรี่นั้นมีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อนหน้าและประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิมประมาณร้อยละ 50 หากใช้เครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์และใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด ผู้เป็นเจ้าของจะประจุไฟฟ้าจากความจุร้อยละ 10 จนเต็มได้ในเวลาประมาณ 90 นาที (ในสภาวะปกติ) และประมาณ 5 ชั่วโมงหากประจุไฟฟ้าโดยใช้กำลังไฟฟ้าจากเต้ารับทั่วไปตามบ้าน

Mercedes-Benz S 560 e AMG Premium มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบใหม่ (9G-TRONIC) ที่ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงลงกว่าเดิมถึง 6.5% อีกทั้งยังช่วยให้การขับเคลื่อนมีความนุ่มนวลมากขึ้น ลดเสียงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้สามารถลดระดับเกียร์ลงได้หลายระดับในกรณีที่ต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็ว โดย S 560 e นั้น สามารถรักษาระดับของระบบช่วงล่างให้มีความสมดุลได้ตลอดการเดินทางแม้ว่าจะมีผู้โดยสารหรือสัมภาระจำนวนมาก เนื่องจากรถยนต์รุ่นนี้มีระบบปรับระดับช่วงล่างที่ทำงานโดยใช้กลไกการอัดหรือระบายอากาศ ทั้งนี้ ระบบสามารถยกความสูงของตัวรถเพิ่มได้ 30 มิลลิเมตร เพื่อให้ตัวรถสูงพ้นจากพื้นถนนมากเพียงพอ และเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบจะปรับลดความสูงของตัวรถลง 20 มิลลิเมตรโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้รถลู่ลมยิ่งขึ้นและเสริมเสถียรภาพในการขับขี่

Mercedes-Benz new S 560e AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 6,999,000 บาท.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Mercedes-BenzMercedes-Benz S560eMercedes-Benz S-ClassS-Classอาคม รวมสุวรรณ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้