Ferruccio Lamborghini ผู้ก่อตั้งบริษัทรถไถนาและรถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์ยี่ห้อ Lamborghini ถือกำเนิดเกิดในตระกูลชาวนาเมื่อปี ค.ศ. 1916 ช่วงวัยเด็กกับความหลงใหลในเครื่องยนต์กลไกทุกชนิดรวมทั้งความสนใจในรถสปอร์ตมาตั้งแต่อายุยังน้อย Ferruccio มักจะเข้าไปในอยู่โรงนาของพ่อ เพื่อแอบเข้าไปถอดดูชิ้นส่วนการทำงานของเครื่องยนต์กลไก เครื่องจักรกลภายในโรงนา แล้วดูการทำงานของเครื่องยนต์เหล่านั้นอยู่เสมอ Ferruccio ยังสามารถซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้งานภายในครอบครัวด้วยตัวเอง แถมยังประดิษฐ์เครื่องจักรเล็กที่ใช้งานง่ายได้อีกด้วย เช่น เครื่องปั๊มน้ำและเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่เอาไว้ใช้งานในไร่ ความสามารถของ Ferruccio ไม่รอดพ้นสายตาของผู้เป็นพ่อที่มองเห็นแววของ Ferruccio ในความทะเยอทะยานอยากจะเป็นวิศวกร ผู้เป็นพ่อได้ให้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการทำงานของเครื่องยนต์ต่างๆ เพื่อทำให้บุตรชายมีความเข้าใจในการ ทำงานของเครื่องยนต์มากยิ่งขึ้น

...

ปี ค.ศ. 1933 บิดาของ Ferruccio ส่งเขาไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเทคนิคใกล้ๆ กับเมือง Bologna หลังจากเรียนจบและได้รับปริญญาทางอุตสาหกรรมจักรกล Ferruccio เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการไปเป็นช่างฝึกงานที่โรงงานเครื่องยนต์ในเมือง Bologna มหาสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1938-1939 Ferruccio จึงต้องเข้าไปรับใช้ชาติด้วยการเข้ารับราชการเป็นทหารช่าง และถูกส่งไปยังเกาะ Rhodes เกาะเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับชายฝั่งของประเทศตุรกี ที่นั่น Ferruccio ได้รับฉายาจากเหล่าทหารช่างของกองทัพอิตาลีว่า "พ่อมดแห่งเครื่องจักรกล" เนื่องจากเขาสามารถทำให้รถทหารของกองทัพอิตาลีที่หมดสภาพการใช้งานกลับมา วิ่งได้อีกครั้ง

ช่วงปลายสงคราม กองทัพอิตาลีที่ให้การสนับสนุนกองกำลังเยอรมันเริ่มถอยร่นจากการรุกกลับของฝ่ายพันธมิตรและพ่ายแพ้ในที่สุด หมู่เกาะ Rhodes ถูกยึดกลับคืนโดยทหารนาวิกโยธินพันธมิตรและพลร่มอังกฤษ Ferruccio ในฐานะเชลยสงครามต้องไปทำงานให้กับกองทัพของอังกฤษในด้านการซ่อมบำรุงยุทธโธปกรณ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1944 ถึงปี ค.ศ. 1946 หลังจากได้รับการปลดปล่อย แล้วเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อใช้ชีวิตในฐานะของพลเรือนอิตาลีเมื่ออายุ 30 ปี ในช่วงหลังสงคราม ชาวนาอิตาลีจำนวนมากต้องการรถไถนาและรถแทรกเตอร์ เพื่อใช้งานในไร่ของตน แต่ไม่สามารถที่จะหารถไถได้เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจะผ่านพ้นไป Ferruccio มองเห็นลู่ทางดังกล่าวจึงคิดสร้างโรงงานผลิตรถแทรกเตอร์และรถไถนาขึ้นมาจากสมบัติเก่าและที่ดินจำนวนมากของพ่อ พร้อมทั้งมีการโฆษณาว่าจะนำรถแทรกเตอร์ที่ผลิตโดย Lamborghini มาประลองกำลังและแข่งขันลากดึงดูว่ารถของบริษัทใดจะมีกำลังมากที่สุด วิธีนี้ทำให้ตระกูล Lamborghini และผลิตภัณฑ์รถไถนาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ทำให้กิจการรถไถและรถแทรกเตอร์ของ Lamborghini เจริญรุ่งเรือง ด้วยความที่มีหัวก้าวหน้าทางด้านงานวิศวกรรมการออกแบบเครื่องจักรกล จนถึงปลายปี ค.ศ. 1949 Ferruccio ได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมในเมือง Cento และเริ่มต้นผลิตเครื่องยนต์รถแทรกเตอร์ขนาดสี่กระบอกสูบตามที่ตัวเองได้ออกแบบไว้นานแล้ว โดยเอาข้อดีของทุกชิ้นส่วนมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่นานนักแบรนด์รถไถนาเล็กๆ ยี่ห้อ Lamborghini ก็กลายเป็นบริษัทผลิตรถแทรกเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีและยุโรป

...

...

Ferruccio Lamborghini กลายเป็นเศรษฐีที่พรั่งพร้อมไปด้วยเงินและเกียรติยศทั้งการนับหน้าถือตาในวงสังคมชั้นสูงของอิตาลี สถานะอันมั่นคงของตระกูล Lamborghini ปรากฏไปทั่วในทวีปยุโรป แต่ในใจของ Ferruccio ยังคงถวิลหาโลกแห่งความเร็วของรถสปอร์ตที่ตัวเองเคยชอบมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก และเริ่มซื้อรถยนต์สปอร์ตราคาแพงมาครอบครองเพื่อทำตามความฝันในวัยเยาว์ของตนให้เป็นความจริง ในโรงรถของ Ferruccio มีตั้งแต่ Alfa Romeo, Maserati, Jaguar, Aston Martin, Crovett รวมทั้งเจ้าม้าลำพองจาก Maranello นั่นก็คือรถสปอร์ตจากค่าย Ferrari นั่นเอง รถยนต์เหล่านี้กำเนิดขึ้นในยุค 1950-1960 มีเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้ามากกว่ารถทั่วไปและควบคุมได้ยาก มีเพียงเศรษฐีเท่านั้นที่สามารถหาซื้อรถประเภทนี้มาครอบครอง

...

ในวันหยุด Ferruccio มักควบ Ferrari 250GT วนเล่นรอบโรงงานของตนเอง ด้วยความรู้ความเข้าใจในด้านวิศวกรรมยานยนต์ มีหลายครั้งที่ Ferruccio รู้สึกได้ว่ารถ Ferrari 250GT ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ทั้งหมด วิศวกรรมของตัวรถ Ferrari ในยุคนั้นยังมีบางจุดที่จะต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง ตามประสบการณ์และวิธีคิดในแบบของวิศวกร บ่อยครั้งที่ช่วงล่างหรือระบบบังคับเลี้ยวของเจ้าม้าลำพองแห่ง Maranello ทำให้ Ferruccio ต้องพบกับความหงุดหงิด

วันหนึ่ง Ferruccio ทนกับการควบคุมของม้าลำพองไม่ไหวอีกต่อไป จึงควบ Ferrari 250 GT ไปยังโรงงาน Ferrari ใน Maranello โดยหวังว่าจะขอเข้าพบ Enzo Ferrari ประธานบริษัท เพื่อต้องการคำอธิบายและต้องการให้ Ferrari ปรับปรุงรถ 250GT ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ตามความรู้สึกของตนเอง แต่พอถึงบริเวณโรงงานใน Maranello ก็ต้องพบกับความผิดหวังอย่างแรง เนื่องจากการเข้าพบผู้บริหารสูงสุดของ Ferrari ต้องรออยู่ในห้องเล็กๆ นานหลายชั่วโมง จน Ferruccio ทนแทบไม่ได้ ภายหลังจากการเข้าพบที่ไม่น่าประทับใจกับ Enzo ในครั้งแรก พร้อมชี้แจงความรู้สึกหลังพวงมาลัยของรถ 250 GT Ferruccio ได้รับคำสบประมาทจากเจ้าของค่ายม้าลำพองว่า เขาขับแต่รถไถนาและรถแทรกเตอร์เป็นประจำ จะมามีความรู้ความเข้าใจในรถสปอร์ตได้อย่างไร Ferruccio จึงขับเจ้าม้าลำพองกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว พร้อมกับตั้งใจว่า สักวันจะต้องสร้างรถสปอร์ตที่ขับได้ดีกว่า Ferrari ให้จงได้

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา บริษัทผลิตรถสปอร์ตสมรรถนะสูง Lamborghini ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1962 ค่ายรถยนต์เจ้าของสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยวได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการรถสปอร์ตให้ตื่นตะลึงกับรูปทรงของรถ Lamborghini พร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์ V12 การวางตำแหน่งเครื่องไว้ที่กลางลำตัวและการบังคับควบคุมที่หมดจด เป็นรถสปอร์ตที่วิศวกรและนักทดสอบของ Lamborghini ร่วมกันคิดค้นและพัตนาจนกลายมาเป็นสปอร์ตคาร์ที่ผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ใฝ่ฝันอยากหามาครอบครอง

เครื่องโฟร์แคม V12 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นแรกที่พัฒนาโดย Lamborghini ถูกวางลงบนตัวรถสปอร์ตรุ่นบุกเบิก โดยใช้เพลาราวลิ้น 4 ชุดกับระยะชักของลูกสูบที่สั้นลง วางตำแหน่งของท่อไอดีคร่อมตัวเครื่องขนานไปกับแคมชาร์ป โดยติดตั้งคาร์บูเรเตอร์ฝั่งละ 3 ตัว รวมทั้งหมด 6 ตัว คาร์บูเรเตอร์ 3 ตัวจะรับหน้าที่จ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ท่อร่วมไอดีของลูกสูบทั้ง 6 ตัวในแต่ละฝั่งและสามารถอัดอากาศเข้าห้องเผาไหม้เกือบจะโดยตรง การรักษาอัตราส่วนกำลังอัดถูกทำโดยใช้เพลาลูกเบี้ยวของท่อไอดีทั้งสองฝั่ง โดยใช้การออกแบบให้ชิดกันมากกว่าปกติ เครื่องยนต์ถูกจูนให้มีแรงม้าประมาณ 370 ตัว (ปีค.ศ. 1964-1965) และมีรอบสูงถึง 9000 รอบต่อนาที เมื่อผลิตออกขาย เครื่องยนต์ตัวนี้ถูกทอนแรงมาลงอีกจนเหลือเพียง 270 เพื่อความเหมาะสมในการวางลงในสปอร์ตคาร์คันแรกของแบรนด์กระทิงเปลี่ยว นั่นก็คือ Lamborghini 350 GT กระทิงต้นตระกูลผู้เข้ามาปราบม้าลำพองสีแดงของ Ferrari และนี่คือเหล่าบรรดากระทิงโบราณวางเครื่อง V12 เป็นสายพันธุ์รถซุปเปอร์คาร์จากอิตาลีที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น

Lamborghini 350 GT (1964-1966)
สปอร์ต คูเป้เครื่องวางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลังคันแรกของค่ายกระทิงเปลี่ยว วางเครื่องยนต์ V12 ปริมาตรความจุ 3.5 ลิตร 270 แรงม้า กับระบบรองรับและชุดบังคับเลี้ยวที่เฉียบคมกว่าเจ้าม้าลำพอง เป็นการแก้ลำที่เจ็บแสบจาก Ferruccio Lamborghini ถึงแม้ 350 GTจะได้รับความนิยมไม่มากนักแต่ตำนานของ Lamborghini ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วด้วยตัวรถรุ่นนี้

Lamborghini 400 GT (1966-1968)
รถ รุ่น 400 GT คือการพัฒนาและปรับปรุงรุ่น 350 GT ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีกระดับ เค้าโครงของตัวรถยังคงรูปแบบที่สวยงามคลาสสิกบนตัวรถรุ่นแรกเอาไว้อย่างเหนียวแน่น Lamborghini 400 GT วางเครื่องยนต์ V12 เอาไว้ด้านหน้า ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลังเหมือนกับเจ้า 350 GT ขยายปริมาตรความจุเครื่องเป็น 3.9 ลิตร ได้แรงเพิ่มขึ้นเป็น 320 แรงม้า และสามารถอัดจนมิดคันเร่งที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงจนขนหัวตั้งในยุค 60'

Lamborghini Miura P400 SV (1966-1972)
นี่คือซุปเปอร์คาร์เครื่องวางตามขวางกลางลำ-ขับเคลื่อนล้อหลังคันแรกของ Lamborghini เจ้ากระทิง Miura ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสุดๆของยุคนั้นในการประกอบเป็นตัวรถขึ้นใหม่ทั้งคัน ไฟหน้าทรงแปลกประหลาด ส่วนกลางลำตัวที่พลิ้วไหว บั้นท้ายงามสง่า กระจกหลังแบบบานเกล็ด หัวใจของรถสปอร์ตคันนี้คือเครื่องยนต์ตัวแรงขนาด 12 สูบรูปตัว V ปริมาตรความจุ 3.9 ลิตรจากรุ่น 400 GT กลไกภายในถูกปรับแต่งให้รับแรงในรอบสูงๆ ได้ดีขึ้น มีม้ามากถึง 350 ตัวกับท็อปสปีดที่ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วจน Ferrari ในยุคนั้นต้องแอบค้อนกันเลยทีเดียว

Lamborghini Espada (1968-1978)
ความ ดงามบนเรือนร่างแบนเตี้ยและยาว กระจกรอบคันขนาดใหญ่ ท้ายทรงตัด 2 ประตู 4 ที่นั่งของ Lamborghini รุ่น Espada ออกมาเพื่อเอาใจคนมีเงินในยุโรปและอเมริกา มันมีเครื่องยนต์ V12 วางตามยาวด้านหน้า-ขับเคลื่อนล้อหลัง ความจุ 3.9 ลิตร 350 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องตัวเดียวกันกับรุ่น Miura แต่ถูกนำมาปรับแก้เรื่องท่อทางเดินของชุดไอดีและคาร์บูเรเตอร์ รูปลักษณ์ที่เหมือนรถอเมริกันของมันทำให้ขายดีมากในสหรัฐนฯ และยุโรปตะวันตก ตัวรถ Espada สื่อให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในรูปแบบของ Sport-GT ในยุค 1970

Lamborghini Islero (1968-1970)
ไฟหน้าแบบปั๊มอัพตามสมัยนิยม ส่วนบั้นท้ายที่ลาดเอียงแบบแฮตช์แบคกับแนวตัวถังด้านข้างที่ปราดเปรียว รถ Lamborghini Islero วางเครื่องยนต์ V12 3.9 ลิตร 350 แรงม้าไว้ที่ด้านหน้าเหมือนรุ่น Espada ตัวเครื่องถูกวางให้ร่นเข้าไปใกล้กับตำแหน่งกึ่งกลางเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี เครื่องยนต์ตัวนี้จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เวปเบอร์ 6 ตัว วิศวกรของเจ้ากระทิงออกแบบให้คาร์บูเรเตอร์ฝั่งละ 3 ตัวรับผิดชอบต่อกระบอกสูบแบบแยกสองฝั่งจากกัน ผลิตออกขายในปี 1968 แต่ทำตลาดได้ไม่ค่อยดีนัก ปัจจุบันมันกลายเป็นกระทิงเปลี่ยวอีกรุ่นที่คงความคลาสสิกและหาได้ยากยิ่งในตลาดรถโบราณ แรงบิด 393 นิวตันเมตรกับความเร็วสูงสุดที่ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคือตัวเลขที่เจ๋งมากในยุค 70'

Lamborghini Jarama (1970-1976)
นี่คือรถลัมโบยุคสุดท้ายที่วางเครื่องยนต์ไว้ที่ด้านหน้า เจ้า Jarama ได้รับอิทธิพลการออกแบบรูปทรงจาก Alfa Romeo Montreal ไปแบบเต็มๆ กระจังและไฟหน้าที่คล้ายคลึงกันราวกับฝาแฝด มันเตี้ยมากและมีความสูงจากพื้นถึงหลังคาเพียง 1189 มิลลิเมตรจากการออกแบบให้ลู่ลมมากที่สุด เครื่องยนต์ V12 3.9 ลิตร 3929 ซีซี วางตามยาวด้านหน้าแบบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ป 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุดถึง 370 ตัว อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 6.80 วินาที ความเร็วปลายที่ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่ค่อยเร็วมากนักเนื่องจากขนาดและน้ำหนักตัวที่ทั้งแบน ทั้งกว้างของมัน

Lamborghini Countach (1974-1990)
การปฏิวัติรูปทรงแบบอากาศยานเริ่มต้นขึ้นด้วยตัวรถรุ่นนี้ รูปทรงที่สวยงามและล้ำสมัยของ Lamborghini Countach กลายเป็นความใฝ่ฝันของชายหนุ่มทุกคนในยุค 80 และได้กลายมาเป็นหอกข้างแคร่ของ Ferrari อย่างแท้จริง รูปทรงที่พิสดารและเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมของมันเกิดจากความคิดที่ต้องการฉีกหนีกฎเกณฑ์การออกแบบเก่าๆ ด้วยการใช้เส้นสายที่ตัดกันอย่างเฉียบคม ตัวถังขึ้นรูปด้วยไฟเบอร์กลาสน้ำหนักเบา มันกว้าง 2,450 มิลลิเมตร ยาว 4,140 มิลลิเมตรและสูงเพียงแค่ 1,070 มิลลิเมตร ความเตี้ยของตัวรถทำให้การเข้าออกห้องโดยสารมีความยากลำบาก แต่ก็แลกเปลี่ยนด้วยความเท่ที่ไม่ซ้ำแบบใครกับประตูทรงกรรไกร เครื่องยนต์ V12 สูบในรุ่นแรกๆ (LP400) ถูกย้ายมาวางไว้กลางลำตัวแบบรถแข่งยุคใหม่ มีความจุ 3.9 ลิตรที่ให้พลังถึง 380 แรงม้า บนอัตราเร่งทะลุทะลวงที่ 6.4 วินาทีในการตะกายไปถึง 100 กิโลเมตรจากจุดหยุดนิ่ง ส่วนความเร็วสูงสุดบนตัวรถรุ่นแรกทำได้ 267.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม รถ Lamborghini Countach จึงถูกผลิตต่อตามแผนงานที่วางไว้ด้วยรุ่นที่แรงมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมันกลายเป็นจักรกลที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และพบเห็นได้ตามพิพิธภัณฑ์รถยนต์ชั้นนำทั่วโลก

Lamborghini LM002 (1986-1992)
มันคือรถทหารในคราบรถ SUV 4WD คันใหญ่ยักษ์ที่ผลิตโดยบริษัท Lamborghini หลังจากประสบความสำเร็จกับซุปเปอร์คาร์พลังสูง รถ LM002 คันแรกผลิตขึ้นในปี 1977 และถูกสั่งซื้อเพื่อเข้าประจำการในกองทัพของลิเบีย หลังจากนั้นเอสยูวีไซส์ยักษ์รุ่นนี้กลายเป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งของนายพลและเจ้าผู้ครองนครในแถบตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังมหาศาลกว่า 380 แรงม้า จากเครื่องยนต์ V12 ที่ใช้ร่วมกันกับรถสปอร์ตรุ่น Countach ยิ่งทำให้เป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น จากการที่ Lamborghini LM 002 ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของ อูเดย์ ฮุสเซน บุตรชายของซัดดัม ฮุสเซน อดีตประธานาธิบดีอิรัก ในช่วงสงครามปลดปล่อยเมื่อ ปี 2004 เจ้ากระทิงสายลุยคันดังกล่าวถูกยึดและนำมาใช้งานในการทดสอบการวางระเบิดแบบคาร์บอมบ์โดยกองกำลังนาวิกโยธินของอเมริกันในเมือง Baqubah สุดท้าย Lamborghini LM 002 คันดังกล่าวก็ถูกกองกำลังอเมริกันระเบิดทิ้งจนแทบไม่เหลือซาก

Enzo Ferrari

Ferruccio Lamborghini

Bob Wallace ผู้ที่เคยทำงานทั้งกับ Enzo Ferrari และ Ferruccio Lamborghini ได้กล่าวไว้ว่า โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองคนมีอะไรที่คล้ายกันมาก ทั้งคู่ชอบรถสปอร์ตและการแข่งขัน มีความมุ่งมั่นและมีประสบการณ์รวมถึงแนวคิดกับพรสวรรค์สูง ทั้งสองคนมีความสามารถในการจัดหาคนให้เหมาะสมกับงานที่จะลงมือทำ สำหรับป๋า Enzo นั้นเป็นบุคคลที่ยากจะเข้าถึง ทำให้หลายคนไม่กล้าเข้าใกล้เนื่องจากเป็นคนไว้เนื้อไว้ตัว ไม่ชอบคบค้าสมาคมกับใคร แตกต่างจาก Ferruccio ที่มักจะเป็นกันเองกับทุกคนมากกว่า บางครั้งดูเหมือนเป็นคนที่ชอบพูดจาเอะอะเสียงดังไม่สุภาพและหยาบคาย แต่ Ferruccio ก็เป็นคนที่มีความจริงใจ ซื่อสัตย์เที่ยงตรง รวมถึงมีความยุติธรรมเป็นอย่างมาก สมแล้วกับการได้รับฉายาว่า "เจ้ากระทิงหนุ่ม" อย่างที่สุด.


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/