การค้นหา MH370 ซึ่งเป็นการค้นหาและกู้ภัยครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นหลังจากการหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยของเครื่องบินโดยสาร Boeing 777 น้ำหนักกว่า 300 ตัน! หลังจากนั้นไม่นาน ทีมค้นหาได้ขยายวงกว้างออกไปจนกลายเป็นการค้นหาเครื่องบินหายที่กินพื้นที่กว้างที่สุดเท่าที่เคยมีมา ครอบคลุมพื้นที่ทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียทางตอนใต้ หลายเดือนผ่านไปจนกลายเป็นหลายปี เจ้าหน้าที่สืบสวนเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่าเครื่องบินลำนี้อยู่บริเวณใดในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหายสาบสูญ และใช้ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงรัศมีของการบินกับตำแหน่งที่เครื่องส่งสัญญาณปิ้งไปยังดาวเทียมมาปรับใช้ในการค้นหา

โดยช่างเทคนิคได้ประเมินเส้นทางการบินของ Boeing 777 MH370 อย่างคร่าวๆ จากสัญญาณปิ้งที่ส่งออกมา 8 ครั้ง จากตัวเครื่องไปยังดาวเทียมอินมาร์แซท-3 หน่วยงานค้นหามุ่งไปยังพื้นที่รอยต่อระหว่างออสเตรเลียกับหมู่เกาะเคอร์เกอเลนในมหาสมุทรอินเดีย กินพื้นที่กว้างถึง 600,000 ตารางกิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองเพิร์ทของออสเตรเลียไกลกว่า 3,000 กิโลเมตร

...

เหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดใจดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันที่ 8 มีนาคม 2557 ขณะบินจากกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง หลังจากนั้นเครื่อง MH 370 ก็ขาดการติดต่อกับหอบังคับการบิน ตามมาด้วยการค้นหาซากเครื่องบินครั้งมโหฬารท่ามกลางพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ตลอดระยะเวลา 16 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งการค้นหาเครื่องบิน MH370 ประสบกับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

คืนวันที่ 8 มีนาคม 2557 ผู้โดยสารบนเครื่อง Boeing 777-200ER กำลังนั่งพักผ่อนเพื่อเตรียมขึ้นบินจากเมืองหลวงของมาเลเซียไปยังกรุงปักกิ่ง เป็นเวลาหลังเที่ยงคืน เครื่องแท็กซี่ออกไปตั้งลำอยู่บนรันเวย์เพื่อรอให้หอบังคับการบินเปิดเส้นทางสำหรับการขึ้นบิน นักบินประจำเครื่อง กัปตัน ซาฮารี อาห์หมัด ซาห์ นักบินที่หนึ่งอายุ 53 ปี มีชั่วโมงบินโชกโชนกว่า 18,000 ชั่วโมง ส่วนนักบินที่สอง ฟาริค อับดุล ฮามิด อายุ 27 ปี เข้ารับหน้าที่ในตำแหน่งนักบินผู้ช่วยเป็นครั้งแรกหลังจากจบการฝึกบินกับเครื่อง Boeing 777

ไม่ว่าจะเป็น เสียงวิทยุจากหอบังคับการบินแจ้งเข้ามาว่า "370 - 32 ขวา นำเครื่องขึ้นได้เลย ราตรีสวัสดิ์" และมีเสียงตอบกลับจากนักบินของ MH 370 ว่า "ขอบคุณครับ ราตรีสวัสดิ์" หลังจากนั้น กัปตันเร่งความเร็ว เสียงเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนดังกระหึ่มขณะที่เร่งเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ 40 วินาทีต่อมา เครื่อง 777 ของมาเลเซียแอร์ไลน์ก็ยกตัวพ้นจากพื้นของรันเวย์ เครื่อง Boeing 777 หนัก 300 ตันเศษและมีความยาว 70 เมตรค่อยๆ หายลับไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน

...

หลังจากบินขึ้นไปได้ไม่นานนัก นักบินวิทยุติดต่อเจ้าหน้าที่ควบคุมเส้นทางการบินและได้รับอนุญาตให้ทำการไต่ระดับขึ้นไปที่ความสูง 350 (35,000 ฟุต) หรือที่ความสูง 10.7 กิโลเมตรจากพื้นซึ่งเครื่อง 777 จะใช้เวลาในการไต่ระดับเพดานบินประมาณ 20 นาที ไม่นาน มาเลเซียแอร์ไลน์ส MH370 ได้รับสัญญาณจากระบบเอคาร์ หรือ Aircraft Communications Addressing and Reporting System -ACARS ซึ่งเป็นระบบส่งสัญญาณแบบอัตโนมัติจากเครื่องบินมายังสายการบินเพื่อทำการรายงานพิกัดของเครื่องขณะทำการบิน หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ระบบต่างๆ ในเครื่องก็จะทำการรายงานทันที หลังจากบินขึ้นได้ 45 นาที เวลา 01.19 น. ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศมาเลเซียตามแผนการบินของ MH370 เครื่อง Boeing 777

พร้อมลูกเรือและผู้โดยสาร 239 คน อยู่ในเส้นทางการบินและออกนอกน่านฟ้าของมาเลเซีย โดยมุ่งหน้าขึ้นไปยังทิศเหนือตัดตรงผ่านอ่าวไทยไปยังแหลมญวน หอบังคับการบินวิทยุแจ้งให้ MH370 เปลี่ยนคลื่นวิทยุเพื่อรายงานตัวต่อหอบังคับการของเวียดนามที่ความถี่ 120.9 เมกะเฮิรตช์ เสียงจากหอบังคับการบินแจ้งว่า "มาเลเซีย 370 ติดต่อโฮจิมินห์ 120.9 ราตรีสวัสดิ์" เสียงวิทยุจาก MH370 ตอบกลับหอบังคับการเพื่อทวนคำสั่งว่า "ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซีย 370" หลังจากนั้นก็ไม่มีการติดต่อใดๆ กลับมาอีกเลย

...

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 มาเลเซียได้ลงนามข้อตกลงกับบริษัท โอเชียน อินฟินิตี้ ของสหรัฐฯ ในการค้นหาซากเครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน MH 370 (เอ็มเอช 370) ครั้งล่าสุด ที่หายไปพร้อม 239 ชีวิต บริเวณมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2557 โดยบริษัทนี้เริ่มปฏิบัติการค้นหาตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. หลังจากเมื่อปีก่อนทีมค้นหาของมาเลเซีย ออสเตรเลีย และจีน ที่ได้ยุติการค้นหาบริเวณทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย อัซฮารุดดิน อับดุล ราห์มาน หัวหน้าสำนักงานการบินพลเรือนของมาเลเซีย เผยว่าการค้นหายังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องมากว่า 90 วันแล้ว

การค้นหาอาจกินเวลานานหลายเดือน และเรือสำรวจจำเป็นต้องเติมเชื้อเพลิงบางครั้ง ซึ่งอาจต้องสิ้นสุดภารกิจลงในเดือน มิ.ย. นี้ ส่วนญาติพี่น้องของผู้โดยสารบนเครื่อง MH370 เข้าร่วมงานรำลึกครบรอบ 4 ปี พร้อมยังคงมีความหวังที่จะพบเครื่องบินและต้องการทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบิน Boeing 777 เที่ยวบินที่ MH 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส

...

25 มีนาคม 2559 หลังจากระดมทั้งเครื่องบินและเรือออกค้นหามานาน บนพื้นที่กว้างไกลครอบคลุมทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย มีความคืบหน้าในการค้นหาร่องรอยของ MH 370โดยพบชิ้นส่วนของเครื่องบินบริเวณชายหาดของประเทศโมซัมบิก จากการนำไปตรวจสอบโดยละเอียดของเจ้าหน้าที่พบว่า ชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนของเครื่องบิน Boeing 777-200 เที่ยวบิน MH 370 คณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียและรัฐบาลมาเลเซียแถลงยืนยันว่า ซากชิ้นส่วนเครื่องบิน 2 ชิ้น ที่เพิ่งพบบนชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา น่าจะมาจากเครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อ 4 ปีก่อน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย นายหลิว ตง ไหล กล่าวว่า การพบชิ้นส่วนนี้ช่วยยืนยันว่า ทีมงานค้นหาที่มุ่งวิเคราะห์การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรอินเดีย แล้วพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ทางตอนใต้ของทะเลอินเดียอันกว้างใหญ่นั้นมาถูกทางแล้ว ตามแผนปฏิบัติการค้นหาเครื่อง Boeing 777 เที่ยวบินสาบสูญ MH370 จะต้องยุติในเดือน มิ.ย.-ก.ค.ปี 2559 หากการสืบค้นไม่มีความคืบหน้า และไม่สามารถระบุจุดตกที่แน่นอนได้ 


หลักฐานที่ตรวจพบและได้รับการยืนยันแล้ว

Flaperon

พบที่เกาะเรอูนียง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 Flaperon คือชิ้นส่วนบริเวณปีกที่ทำหน้าที่สร้างแรงยกระหว่างเครื่องขึ้นและลงนี้ถูกยืนยันโดยเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย นับเป็นเบาะแสแรกหลังเครื่องบินหายสาบสูญไปเมื่อปี 2014 ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยืนยันตัวเลขที่พบบน Flaperon เป็นหมายเลขที่ตรงกันกับบริษัท Boeing ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรุ่นนี้ เกาะเรอูนียงเป็นดินแดนของฝรั่งเศสในมหาสมุทรอินเดียนอกชายฝั่งของเกาะมาดากัสการ์

หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางการบินของฝรั่งเศสได้เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากการค้นพบชิ้นส่วนเครื่องบิน Boeing 777-200ER แล้วนำไปตรวจวิ เคราะห์ ก็พบว่าชิ้นส่วนปีกเครื่องบินดังกล่าวเป็นซากชิ้นส่วนของเครื่องบิน MH370 เกาะรีอูนิยงมีที่ตั้งอยู่ระหว่างมาดากัสการ์ และมอริเชียส ตั้งอยู่ทางตะวันออกของมาดากัสการ์ ประมาณ 900 กิโลเมตร (560 ไมล์) และทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดียประมาณ 3,943 กิโลเมตร (2,450 ไมล์)

Plane wing fragment

พบที่มอริเชียส เมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 ชิ้นส่วนที่ถูกค้นพบบนชายฝั่งของเกาะแห่งหนึ่ง ในหมู่เกาะมอริเชียส โดยได้รับการยืนยันจากตัวอักษรภาษาอังกฤษที่อยู่บนชิ้นส่วน

Wing Flap
พบที่ชายฝั่งของเกาะแห่งหนึ่งที่ห่างไกลในประเทศแทนซาเนีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2016 เจ้าหน้าที่รายงานชิ้นส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบิน MH370 ถูกพบเมื่อเดือนมิถุนายน บนเกาะ Pemba ในแทนซาเนีย ในมหาสมุทรอินเดีย

สี่ปีผ่านไป จนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่แทบจะไม่มีโอกาสในการค้นพบซากเครื่องบิน Boeing 777 เที่ยวบินที่ MH370 ในพื้นที่ค้นหา 25,000 ตารางกิโลเมตร ตามที่ผู้เชี่ยวชาญระบุไว้ หากภารกิจประสบความสำเร็จ พบซากเครื่องบินภายในเวลา 2 เดือนที่เหลืออยู่ มาเลเซียจะจ่ายเงินให้บริษัท โอเชียน อินฟินิตี้ 20 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 628 ล้านบาท ต่อพื้นที่ค้นหา 5,000 ตารางกิโลเมตร, 30 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 942 ล้านบาท ต่อพื้นที่ค้นหา 15,000 ตารางกิโลเมตร, 50 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.6 พันล้านบาท ต่อพื้นที่ 25,000 ตารางกิโลเมตร และ 70 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 2.2 พันล้านบาทหากพบเครื่องบินนอกพื้นที่ที่กำหนด ผ่านมาแล้วสี่ปีกับการสำรวจจนถึงช่วงสิ้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เรือสำรวจซีเบด คอนสตรัคเตอร์ ได้สำรวจพื้นผิวใต้ทะเลไปแล้ว 8,200 ตารางกิโลเมตร จากพื้นที่เป้าหมาย 25,000 ตารางกิโลเมตรดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ


ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนเครื่องบิน Boeing 777 เที่ยวบิน MH370 ของมาเลเซียแอร์ไลน์ส ข้อสันนิษฐานต่างๆ นานา ที่อยู่ในหน้าบทความทั้งในและต่างประเทศยังมีอีกหนึ่งข้อมูลที่ขอคัดลอกบทความดีๆ เอามาให้อ่านกันจากหนังสือ TANGO นิตยสารเพื่อคนรักการบินและเทคโนโลยี

Boeing 777-200ER เที่ยวบินที่ MH370 บินขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อเวลาหลังเที่ยงคืนของวันที่ 8 มีนาคม 2557 และเริ่มไต่ระดับเพดานบินขึ้นสู่ระยะสูงที่กำหนดหลังจากนั้นจึงเริ่มต้นการบินระดับ นักบินที่สองรายงานทางวิทยุกับหอควบคุมการบินมาเลเซียว่าเครื่องบินได้บินอยู่ในเพดานบินที่กำหนดแล้ว กัปตันเริ่มต้นการตรวจเช็กหลังจากการบินระดับ เป็นการตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างยังคงทำงานเป็นปกติ

การตั้งเครื่องวัดความสูง เข็มทิศ เครื่องวัดความเร็วและอื่นๆ จะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและใกล้เคียงกัน นักบินทั้งสองนายต้องแน่ใจว่าระบบนักบินกลหรือ Auto Pilot ทำงานตามสั่งอย่างถูกต้อง ทั้งการบินระดับในเพดานบินปกติ ความเร็วและระยะสูงตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนการบิน เครื่อง B777 ไต่ความสูงไปที่ตำแหน่ง 350 (35,000 ฟุต) หรือที่ความสูง 10.7 กิโลเมตรจากพื้น ซึ่งเครื่อง B777 จะใช้เวลาในการไต่ระดับเพดานบินประมาณ 20 นาที ไม่นาน มาเลเซียแอร์ไลน์ส MH370 ได้รับสัญญาณจากระบบเอคาร์ หรือ Aircraft Communications Addressing and Reporting System -ACARS

กัปตันทราบดีว่าจุดเปลี่ยนผ่านการควบคุมการจราจรทางอากาศระหว่างศูนย์ควบคุมการบินของมาเลเซียกับศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศของเวียดนามนั้นเครื่องจะบินไปถึงเมื่อไหร่ หากคิดจะขโมยเครื่องบินจะต้องเป็นเขตแดนที่กำลังจะมีการถ่ายโอนการควบคุมระหว่าง 2 ประเทศ นานหลายนาทีก่อนถึงจุดนั้น กัปตันเอื้อมมือไปดึงตัวตัดวงจรของระบบ ACARS ซึ่งเป็นระบบสื่อสารและรายงานตำแหน่งของเครื่องบินโดยที่นักบินที่สองไม่ทันสังเกตเนื่องจากกำลังตรวจ
เช็กการทำงานของระบบต่างๆ ตามขั้นตอนของการบิน

ระบบ Aircraft Communications Addressing and Reporting System-ACARS ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องบินแต่มันมีหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลของเครื่องบินไปยังฝ่ายซ่อมบำรุงของบริษัทและที่อื่นๆ เครื่องบินสามารถบินต่อไปได้โดยไม่มีปัญหาอะไรแม้ปราศจากระบบนี้

ก่อนที่นักบินที่สองจะทำการติดต่อวิทยุกับศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศของเวียดนาม นักบินที่หนึ่งหรือกัปตันได้ขอให้นักบินที่สองออกไปเอากาแฟ นักบินที่สองลุกจากที่นั่งเปิดประตูห้องนักบินแล้วเดินออกไปพบกับพนักงานต้อนรับเพื่อขอกาแฟให้กัปตัน หลังจากนั้นประตูห้องนักบินจึงถูกปิดแล้วล็อกจากภายใน เป็นการจงใจล็อกของกัปตันเอง วิธีนี้จะเป็นการป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาในห้องนักบินได้ นอกจากจะใช้ไฟเป่าให้กลอนล็อกประตูละลาย

กัปตันเริ่มปิดเครื่องส่งสัญญาณทางวิทยุ Transponder ปิดระบบไฟส่องสว่างในลำตัวเครื่องบิน รวมถึงปิดระบบไฟเดินอากาศรอบตัวเครื่องจนหมด ขณะนี้ ไม่มีใครสามารถมองเห็น MH370 ได้ทั้งเรดาร์หรือการมองเห็นจากเครื่องบินลำอื่นๆ กัปตันนำเอาแผนการบินสำรองหลังจากโปรแกรมแผนการบินใหม่ใส่ลงในคอมพิวเตอร์พกพา นักบินโดยทั่วไปจะคุ้นเคยกับแผนสำรองการบินตลอดเวลา 

แม้ในระหว่างทำการบินเนื่องจากหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้มีสนามบินสำรองให้ร่อนลงฉุกเฉิน แผนการบินสำรองที่กัปตันใช้ทำให้ระบบนักบินกลทำงานตามเส้นทางใหม่ที่ถูกโปรแกรมลงไป เครื่อง Boeing 777-200ER เริ่มต้นการเลี้ยวไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ กัปตันหยิบหน้ากากออกซิเจนออกมาใส่พร้อมๆ กับไต่ระดับความสูงไปที่ 45,000 ฟุต สันนิษฐานหรือคาดเดาเอาเองว่าเพื่อต้องการหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์จากศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศของพลเรือน และเพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะไม่มีใครบนเครื่องสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในขณะนั้นได้อีก

กัปตันกดปุ่มยกเลิกการทำงานของระบบปรับแรงดันภายในตัวเครื่องเพื่อลดความดันลง ทำให้ระยะสูงกับความกดอากาศในตัวเครื่องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระยะสูงภายในห้องโดยสารเพิ่มขึ้นเหนือระยะสูงจากภายนอก 10,000 ฟุต หน้ากากออกซิเจนฉุกเฉินของผู้โดยสารและลูกเรือเริ่มหล่นลงมาจากการทำงานแบบอัตโนมัติเมื่อความดันในห้องโดยสารเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หน้ากากออกซิเจนจะมีอากาศให้คนบนเครื่องหายใจได้ราว 10-15 นาที ในเหตุการณ์ฉุกเฉินปกตินักบินจะต้องลดระดับความสูงลงมาทันทีไปยังระยะสูงที่มีความปลอดภัยมากกว่าเพดานบินปกติของเครื่องบิน Boeing777 ซึ่งสูงกว่า 13 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก แต่การลดระยะสูงของเครื่อง MH370 ไม่เคยเกิดขึ้น!! หลังจากผ่านไป 20-30 นาที ที่ความดันอากาศในระยะสูง หากนักบินที่สอง พนักงานต้อนรับและผู้โดยสารทั้งหมดถ้ายังไม่หมดสติเพราะขาดออกซิเจนก็คงจะทุรนทุรายช่วยตัวเองด้วยการใช้ถังออกซิเจนฉุกเฉินสำรองแบบเคลื่อนที่ได้ เมื่ออากาศในถังออกซิเจนหมดลงผู้โดยสารและลูกเรือส่วนใหญ่ไม่หมดสติก็จะขาดอากาศหายใจจนถึงกับเสียชีวิต! ส่วนกัปตันยังคงใส่ออกซิเจนของนักบินแล้วทำการบินลงใต้ต่อไปเรื่อยๆ

บนภาคพื้นดิน สัญญาณหลายแบบหลายประเภทที่เครื่อง Boeing 777 ส่งลงมายังภาคพื้นดินกลับหยุดหายไปเฉยๆ สัญญาณจากทรานสปอนเดอร์ซึ่งเป็นตัวบอกให้เรดาร์และเครื่องบินลำอื่นๆ รู้ว่าเครื่องบินลำนี้คือ MH370 ได้ขาดหายไปพร้อมกับระบบ ADS-B ซึ่งใช้ระบบจีพีเอสของเครื่องบินในการแจ้งพิกัดความสูงและความเร็วของตัวเครื่องแล้วส่งเป็นข้อมูลไปยังสถานีภาคพื้นดินรวมถึงส่งไปยังเครื่องบินลำอื่นๆ ที่บินอยู่ใกล้ๆ ถูกปิดการทำงาน เวลา 01.25 น. เครื่อง Boeing MH370 เบนออกนอกเส้นทางตามตารางการบิน แทนที่จะมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เครื่อง 777 กลับหักเลี้ยวไปทางตะวันตกเฉียงใต้

ข้อมูลจากเรดาร์ทางทหารแจ้งว่า MH370 ทำการไต่ระดับพเดานบินใหม่โดยบินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 14,000 เมตร หรือ 14 กิโลเมตรจากพื้นดินเป็นความสูงเกินระดับเพดานบินสูงสุดของเครื่องบิน Boeing 777 ที่ได้รับอนุญาตให้บินเกือบ 1 กิโลเมตร หอบังคับการบินได้ทำการวิทยุแจ้งเตือน MH370 และสั่งให้เครื่องบินลำอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงพยายามวิทยุติดต่อกับ MH370 แต่เสียงที่ได้ยินทางวิทยุกลับเป็นเสียงซ่าๆ และเสียงพึมพำ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทางภาคพื้นดินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สพยายามส่งข้อความถึงลูกเรือของ MH370 ด้วยระบบ เอคาร์ หรือ Aircraft Communications Addressing and Reporting System-ACARS แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ จากข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยในภายหลังบ่งชี้ว่า ข้อความภาคพื้นดินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สไปไม่ถึงปลายทางเนื่องจากอุปกรณ์ภาครับสัญญาณของเครื่อง Boeing 777 MH370 ถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง!!

หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 45 นาที ทุกคนบนเครื่องส่วนใหญ่เสียชีวิตหรือไม่ก็ใกล้เต็มทน เมื่อนักบินที่หนึ่งแน่ใจว่าคนบนเครื่องเสียชีวิตหมดแล้วหรือไม่ก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาขัดขวางใดๆ ได้ กัปตันเริ่มต้นขั้นตอนการปรับตั้งระบบนักบินกลใหม่ตามที่ต้องการ โดยทราบดีถึงปริมาณเชื้อเพลิงที่เครื่องบินสามารถบินไปถึงและรู้ดีว่าจุดที่ต้องการบินไปนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ แค่กำหนดจุดหรือ Way point ด้วยการตั้งค่าพิกัดตามเส้นรุ้งและเส้นแวง Latitude-Longtitude ของเป้าหมาย ป้อนเข้าเครื่องกำหนดเส้นทางการบินหรือ FMC แล้วกด NAV หรือปุ่มบังคับให้นักบินกลทำงานซึ่งอยู่บนแผงควบคุมข้างหน้า ด้วยความเร็ว อุณหภูมิ เครื่องบินใช้เชื้อเพลิงต่อชั่วโมง/ต่อเครื่องยนต์

ด้วยการบินแบบนี้จะใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเมื่อบินอยู่บนระยะสูง กัปตันเลือกจุดที่เชื้อเพลิงหมดถังและทำการคำนวณย้อนหลัง เมื่อได้ตัวเลขออกมาพร้อมระยะสูงและการตั้งเครื่องยนต์ที่กำหนด เชื้อเพลิงที่มีอยู่จะทำให้ Boeing 777 MH370 บินอยู่เหนือจุดหมายก่อนที่เชื้อเพลิงจะหมดลง กัปตันตั้งระยะสูง ตั้งความเร็วเดินทางที่ต้องการ ตั้งอัตราร่อนไปยังระยะสูงที่ได้เลือกไว้แล้ว หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักบินกลเข้ามาจัดการทั้งหมด กัปตันถอดหน้ากากออกซิเจนออก โดยอาจกินยาอะไรบางอย่างแล้วหลับไป

Boeing 777-200ER เที่ยวบินที่ MH370 พร้อมระบบนักบินกลหรือ Auto Pilot ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ในการลดระยะสูงลงมาตามที่กัปตันได้ปรับตั้งเอาไว้ เครื่องยนต์ทำงานปกติโดยใช้เชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ บนเครื่องบินในห้วงเวลานั้นไม่มีใครที่มีชีวิตเหลือรอดแม้แต่คนเดียว เป็นที่มาของเสียงที่ได้ยินทางวิทยุภาคพื้นดินซึ่งเป็นเสียงซ่าจับใจความไม่ได้ ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าทำไมเครื่องบินลำใหญ่ยักษ์หนัก 352 ตันเมื่อตกกระแทกกับมหาสมุทรที่ความเร็ว 400-500 นอตต่อชั่วโมง (800-900 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ชิ้นส่วนถึงได้หายไปเกือบหมด ที่ความเร็วของการร่วงหล่นในระดับสูงมาก ชิ้นส่วนของเครื่องบินจะแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากแรงกระแทกมหาศาล

มีข้อคิดว่า เมื่อเครื่องบินยังคงบินอยู่ในระดับสูงแล้วเชื้อเพลิงหมดมันจะร่อนลงสู่พื้นน้ำได้อย่างปลอดภัยนั้นอาจเป็นความจริงหากเครื่องบินกำลังบินด้วยการบังคับของนักบินไม่ได้บินโดยตั้งระบบนักบินกลไว้ให้รักษาระยะสูง แต่สำหรับ MH370 นักบินได้ทำการปรับตั้งให้บินด้วยระบบนักบินกลเอาไว้จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที เมื่อบินด้วยระบบออโต้ไพลอตแล้วเชื้อเพลิงหมดถัง เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนจะหยุดทำงานไปทีละเครื่องซึ่ง ในเหตุการณ์ปกติจะไม่เคยหยุดทำงานพร้อมๆ กันแบบนี้ ตราบใดที่ยังคงมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในระบบ นักบินกลหรือ Auto Pilot จะทำหน้าที่นานที่สุดเท่าที่ระบบจะสามารถทำได้ แม้จะเกิดปัญหาแรงขับดันไม่เท่ากันเมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงานไปทีละตัว ระบบนักบินกลจะพยายามรักษาระดับความสูงหรือเพดานบินเอาไว้

เมื่อเครื่องยนต์หยุดการทำงานลงทั้งสองเครื่องเนื่องจากเชื้อเพลิงหมด ความเร็วจะลดลงอย่างรวดเร็ว ระบบนักบินกลจะพยายามยกหัวเครื่องเอาไว้เพื่อทำให้แรงยกของปีกมีมากพอที่จะรักษาระยะสูงที่ได้ปรับตั้งค่าเอาไว้ตั้งแต่แรก การยกหัวเครื่องขึ้นในมุมสูงแต่เครื่องยนต์หยุดทำงานนั้นจะยิ่งทำให้ความเร็วลดลงมากขึ้น ในเวลาน้อยกว่า 30 วินาที หลังจากเครื่องยนต์หยุดการทำงาน เครื่องบินจะเริ่มหมุนตัวและตกลงสู่มหาสมุทร ปีกข้างใดข้างหนึ่งจะร่วงหล่นลงมาก่อนอีกข้างหนึ่งเสมอ

หลังจากนั้น ระบบนักบินกลจะหยุดการทำงานลงเนื่องจากเกินขีดข้อจำกัดของตัวมันเอง MH370 เริ่มหมุนตัวอย่างรวดเร็วไปในทิศทางของปีกด้านที่ร่วงหล่น จากนั้น หัวเครื่องจะดิ่งปักลงมาด้วยมุมที่ตั้งชัน แรงดึงดูดของโลกหรือแรงโน้มถ่วงจะเข้ามากระทำหน้าที่สุดท้าย นั่นก็คือการเร่งความเร็วในการร่วงหล่นให้มากยิ่งขึ้น ความเร็วที่หล่นจากฟ้าประมาณ 800-900 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้นจะทำลายทุกสิ่งเมื่อตัวเครื่องตกกระทบกับผิวน้ำ.

(เรื่องราวทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น)

จากบทความของคุณ Pilot 984 ลงในนิตยสารแทงโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2557


คาดการณ์สาเหตุการหายไปของ Boeing 777 MH370

ทฤษฎีที่ 1 นักบินฆ่าตัวตาย
กัปตันปิดสัญญาณทุกชนิดจากห้องนักบินแล้วบังคับเครื่องดิ่งลงทะเล กัปตัน ซาฮารี อาห์หมัด ซาห์ นักบินที่หนึ่ง อายุ 53 ปี มีชั่วโมงบินโชกโชนกว่า 18,000 ชั่วโมง ไม่มีกำหนดนัดหมายกับญาติหรือเพื่อนคนใดคนหนึ่งหลังวันเกิดเหตุ

ทฤษฎีที่ 2 เครื่องบินถูกจี้ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ระบบทำการบินแบบอัตโนมัติของเครื่อง Boeing 777 MH370 ถูกผู้ก่อการร้ายเข้าควบคุมและสั่งการให้เครื่องบินตก (สาเหตุนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้)

ทฤษฎีที่ 3 เครื่อง Boeing 777 MH370 สูญเสียแรงดันในห้องโดยสาร ความดันในห้องโดยสารลดต่ำลง ทำให้ทุกคนบนเครื่องรวมทั้งนักบินและลูกเรือหมดสติ เครื่องจึงตกทะเล

ทฤษฎีที่ 4 ไฟไหม้ห้องนักบิน
เกิดไฟไหม้อย่างรุนแรงใน Cockpit ของเครื่อง Boeing 777 MH370 อุปกรณ์ทางการบินบนเครื่องถูกทำลายทั้งหมด นักบินเสียชีวิตหรือสูญเสียการควบคุมเครื่องบิน.

เอกสารประกอบบทความจากนิตยสาร TANGO พฤศจิกายน 2557

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/