การจะเข้าใจถึงจุดแข็งของ Gripen E นั้น จำเป็นต้องเข้าใจถึงจุดกำเนิดของ Saab ซะก่อน Saab ซึ่งย่อมาจาก Swedish Aircraft Company เกิดจากข้อตกลงของรัฐบาลสวีเดนเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ในการก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องบิน ที่มีวัตถุประสงค์เดียวคือ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและประชาชนของสวีเดน  ด้วยจำนวนที่เสียเปรียบอย่างมหาศาลต่อฝูงบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่ประจำการอยู่ในคาลินินกราด ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนทางตอนใต้เพียงนิดเดียว สวีเดนจำเป็นต้องพึ่งพาความเหนือชั้นทางยุทธวิธี  เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการรบ โดยเป็นผู้ริเริ่มนำระบบเชื่อมโยงข้อมูล (Datalink) และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์มาติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่เป็นกลุ่มแรกๆ นับตั้งแต่ยุค Saab 35 Draken และต่อมาในรุ่น 37 Viggen ซึ่งการผสมผสานระหว่างสมรรถนะการรบ ยุทธวิธีของนักบิน ต้นทุน และความพร้อมในการปฏิบัติการ ทั้งหมดนี้ได้ถูกหลอมรวมเข้าไว้ในตัว JAS 39 Gripen มาตั้งแต่ต้น  

 


ปรัชญาดังกล่าว ถ่ายทอดมายัง Gripen E ด้วยสถาปัตยกรรมแบบบูรณาการที่ ชาญฉลาดยิ่งกว่าเดิม ในปัจจุบัน เครื่องบินรุ่นนี้ มีลูกค้ารายหลักสองประเทศ คือ สวีเดนที่สั่งซื้อเริ่มต้น 60 เครื่อง และบราซิลที่สั่งซื้อ 36 เครื่อง (โดย 8 เครื่องเป็นรุ่น F แบบสองที่นั่ง) ไทย 8 เครื่อง รุ่น E  ยังเป็นผู้ท้าชิงในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนในอีกหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนหรือเหนือกว่า F-16, F-18, F-35 และเครื่องบินรุ่นอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งก็คือ Gripen E ผ่านการทดสอบแรงจีสูงถึง 9G บินทำลายสถิติความเร็วของ Gripen C/D ในการบินระดับแนวนอน มีความเสถียรของซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน เซนเซอร์ และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ล่าสุด รวมถึงกระเปาะก่อกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการโจมตี (Electronic Attack Jammer Pod) มีขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะนอกสายตารุ่นใหม่ MBDA Meteor และการยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานระยะสั้น IRIS-T  

Gripen E/F (Next Generation)  เป็นการนำ Gripen  โมเดล C/D มาขยายโครงสร้างตัวถังและปรับปรุงกระบวนทัศน์ทางวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด เพื่อข้ามแดนจากเครื่องบินรบขนาดเบา (Lightweight Fighter) ขึ้นสู่เครื่องบินรบยุค 4.5+ เต็มรูปแบบ 

ย้ายตำแหน่งฐานล้อ (Landing Gear) 
แก้จุดอ่อนเรื่องรัศมีการบิน การขยายถังน้ำมันในเครื่องบินรบขนาดเล็กเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก วิศวกร Saab จึงย้ายตำแหน่งเก็บขากลาง หรือ Main Landing Gear จากเดิมที่ขดอยู่กลางลำตัวเครื่อง  ออกไปไว้ที่โคนปีก (Wing Root) การปรับโครงสร้างนี้ทำให้ได้พื้นที่ว่างกลางลำตัวสำหรับเพิ่มถังน้ำมันภายในถึง 40% ทำให้ Gripen E มีระยะทำการรบเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพึ่งถังน้ำมันสำรองภายนอก 

สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์แยกส่วน (Avionics 2.0)
งานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ Gripen E คือไฮไลต์สำคัญ โดยแยก Flight-Critical Software  ระบบความปลอดภัยและการบังคับบิน ออกจาก Mission-Critical Software  ระบบอาวุธ เรดาร์ และระบบการรบ อย่างเด็ดขาด ส่งผลให้การเขียนโค้ดอัปเดตระบบอาวุธหรืออัลกอริทึมการรบใหม่ๆ ทำได้ทันที เหมือนการอัปเดตแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟน โดยไม่ต้องเสียเวลาพานำเครื่องไปผ่านกระบวนการรับรองความปลอดภัยการบินใหม่ทั้งลำเหมือนเครื่องบินรุ่นเก่า

เรดาร์ AESA บนแท่น Swashplate และ IRST
เรดาร์ ES-05 Raven AESA ของ Gripen E ไม่ได้ติดตายอยู่กับที่ แต่ติดตั้งอยู่บนแท่นหมุนเอียง (Swashplate / Repositioner) ทำให้มีมุมมองและกวาดสายตาได้กว้างถึง ±100 องศา เทียบกับเรดาร์ AESA ทั่วไปที่กวาดได้ประมาณ ±60 องศา นักบินสามารถยิงขีปนาวุธแล้วหักหัวเครื่องบินหลบออกข้างได้ทันทีโดยที่เรดาร์ยังล็อกเป้าหมายให้ขีปนาวุธอยู่ ทำงานร่วมกับเซนเซอร์อินฟราเรด Skyward-G IRST ที่สามารถตรวจจับและติดตามเป้าหมายล่องหน (Stealth) จากความร้อนได้โดยไม่ต้องเปิดเรดาร์ส่งสัญญาณเผยตำแหน่งตัวเอง

ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Arexis (GaN Technology)
ระบบกวนสัญญาณและป้องกันตัว (EW) ของ Gripen E เปลี่ยนมาใช้สารครึ่งตัวนำ Gallium Nitride (GaN) ซึ่งให้พลังงานในการส่งคลื่นก่อกวน (Jamming) สูงกว่าเทคโนโลยีเดิมอย่างมหาศาล ทำหน้าที่เป็นเกราะลวงตา ทางอิเล็กทรอนิกส์รอบตัวเครื่องแบบ 360 องศา เพื่อสร้างเป้าลวงและบดบังตำแหน่งจริงจากเรดาร์ฝั่งตรงข้าม

เครื่องยนต์ (Engine)

Gripen C/D Volvo RM12 (เบส GE F404) | แรงดันขับ ~80 kN

Gripen E/F GE F414G | แรงดันขับ ~98 kN (เพิ่มขึ้น +22%)

ความจุเชื้อเพลิงภายใน

Gripen C/D ~2,270 กิโลกรัม

Gripen E/F ~3,180 กิโลกรัม (เพิ่มขึ้น +40%)

น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด (MTOW)

Gripen C/D ~14,000 กิโลกรัม

Gripen E/F ~16,500 กิโลกรัม

จุดติดตั้งอาวุธ (Hardpoints)

Gripen C/D 8 จุด

Gripen E/F 10 จุด (เพิ่มใต้ท้องเครื่อง 2 จุด)

ระบบเรดาร์ (Radar)

Gripen C/D PS-05/A (Mechanically Scanned)

Gripen E/F Selex ES-05 Raven (AESA บนจานหมุน Swashplate)

ระบบค้นหาเป้าหมายความร้อน (IRST)

Gripen C/D ไม่มีฝังในตัว (ต้องติดตั้ง Pod ภายนอกเพิ่ม)

Gripen E/F Skyward-G IRST ฝังไว้บริเวณหน้าห้องนักบิน

ขีดความสามารถ Supercruise

Gripen C/D ทำไม่ได้ (ต้องจุด Afterburner เพื่อทำความเร็วเหนือเสียง)

Gripen E/F ทำได้ที่ความเร็ว ~Mach 1.2 โดยไม่ต้องเปิด Afterburner

สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (Avionics)

Gripen C/D ซอฟต์แวร์การบินและซอฟต์แวร์ภารกิจรบรวมกันอยู่ในระบบเดียว

Gripen E/F แยกซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน (Flight-Critical) ออกจากซอฟต์แวร์รบ (Mission-Critical) อย่างเด็ดขาด

เครื่องยนต์ (Engine)
Gripen C/D Volvo RM12 (พัฒนาต่อยอดจาก GE F404) | แรงดันขับสูงสุดพร้อม Afterburner ประมาณ 80.5 kN (18,100 lbf)

Gripen E/F General Electric F414G | แรงดันขับสูงสุดพร้อม Afterburner ประมาณ 98 kN (22,000 lbf) — แรงดันขับเพิ่มขึ้น ~22%

พิสัยบินและระยะทำการ (Flight Range & Combat Radius)

Gripen C/D รัศมีทำการรบ (Combat Radius) ~800 กิโลเมตร พิสัยการบินส่งกำลัง (Ferry Range) ~3,200 กิโลเมตร (เมื่อติดตั้งถังน้ำมันสำรองภายนอก)

Gripen E/F รัศมีทำการรบ (Combat Radius) ~1,500 กิโลเมตร (เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากการปรับโครงสร้างเพิ่มความจุน้ำมันภายในลำตัวขึ้น 40%) พิสัยการบินส่งกำลัง (Ferry Range): ~4,000 กิโลเมตร (เมื่อติดตั้งถังน้ำมันสำรองภายนอก)

ความเร็วสูงสุด (Top Speed)

Gripen C/D: Mach 2.0 (~2,125 กม./ชม. ที่ระดับความสูง) | ไม่มีขีดความสามารถ Supercruise

Gripen E/F Mach 2.0 (~2,125 กม./ชม. ที่ระดับความสูง) | รองรับ Supercruise ที่ความเร็วประมาณ Mach 1.25 (บินความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องจุดสันทาบท้าย / Afterburner)

เพดานบินสูงสุด (Service Ceiling)

Gripen C/D ประมาณ 15,240 เมตร (50,000 ฟุต)

Gripen E/F ประมาณ 16,000 เมตร (52,500 ฟุต)

ระบบอาวุธและขีดความสามารถการบรรทุก (Weapons & Payload)

Gripen C/D น้ำหนักบรรทุกสูงสุด: ~5,300 กิโลกรัม จุดติดตั้งอาวุธ (Hardpoints) 8 จุด ปืนประจำเครื่อง Mauser BK-27 ขนาด 27 มม. (เฉพาะรุ่น C ที่นั่งเดียว) คลังอาวุธหลัก IRIS-T, AIM-9 Sidewinder, AIM-120 AMRAAM, Meteor, ขีปนาวุธต่อต้านเรือ RBS-15F, ระเบิดนำวิถีเลเซอร์ GBU-12

Gripen E/F น้ำหนักบรรทุกสูงสุด: ~7,200 กิโลกรัม (บรรทุกอาวุธและโหลดภายนอกได้เพิ่มขึ้น ~35%) จุดติดตั้งอาวุธ (Hardpoints) 10 จุด ย้ายฐานล้อหลักออกไปโคนปีก ทำให้เพิ่มจุดติดตั้งใต้ท้องเครื่องได้อีก 2 จุด ปืนประจำเครื่อง ปืนใหญ่กล Mauser BK-27 ขนาด 27 มม. (เฉพาะรุ่น E ที่นั่งเดียว) คลังอาวุธหลัก รองรับอาวุธมาตรฐาน NATO ยุคใหม่ เช่น Meteor  ระยะยิงไกลนอกสายตา BVR , IRIS-T, SPEAR 3, RBS-15F ER (ระยะยิงไกลขึ้น), ระเบิดนำวิถีดาวเทียม GBU-39 SDB, JDAM, และขีปนาวุธร่อน Taurus KEPD 350

ระบบเซนเซอร์ของ Gripen E ถูกออกแบบขึ้นใหม่ ทำงานร่วมกันระหว่างเรดาร์ AESA แบบกวาดสัญญาณเชิงรุก และระบบ IRST แบบตรวจจับเชิงรับ เพื่อให้ได้เปรียบในการค้นหาและโจมตีเป้าหมายตั้งแต่ระยะนอกสายตา (BVR)

เรดาร์ AESA ES-05 Raven (ระบบตรวจจับเชิงรุก)

เทคโนโลยี Swashplate (Roll-Repositioner) เรดาร์ AESA ทั่วไปที่หน้าจานติดตั้งตรึงอยู่กับที่มักมีมุมตรวจจับจำกัดเพียงประมาณ ±60° แต่ ES-05 Raven นำแผงมอดูล T/R (Transmitter/Receiver) มาติดตั้งบนจานหมุนเอียงเชิงกล ทำให้สามารถสแกนมุมมองกวาดสายตาได้กว้างถึง ±100° (รวมกว้าง 200°)

ความได้เปรียบทางยุทธวิธี  เมื่อยิงขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลอย่าง Meteor ออกไป นักบินสามารถเลี้ยวหักหลบออกจากทิศทางเดิมได้มากถึง 100° โดยเรดาร์ยังคงติดตามเป้าหมายและส่งสัญญาณปรับแก้ทิศทาง ให้ขีปนาวุธได้ต่อเนื่อง ช่วยให้ตัวเครื่องบินหลุดออกจากระยะยิงสวนของฝ่ายตรงข้ามทันที

โหมดการทำงานและคุณสมบัติ LPI รองรับการค้นหาและติดตามเป้าหมายหลายเป้าพร้อมกันทั้งทางอากาศ พื้นดิน  และพื้นน้ำ โดยใช้เทคโนโลยี Low Probability of Intercept (LPI) เปลี่ยนสลับความถี่และรูปแบบคลื่นอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบเตือนภัยเรดาร์ของศัตรูตรวจจับได้ยากมาก


เซนเซอร์ Skyward-G IRST (ระบบตรวจจับเชิงรับ) การตรวจจับความร้อนแบบ Passive Electro-Optical ติดตั้งอยู่บริเวณจมูกเครื่องด้านหน้ากระจกห้องนักบิน ทำงานในช่วงคลื่นอินฟราเรด 2 ย่านความถี่  คอยจับรังสีความร้อนจากท่อไอเสีย เครื่องยนต์ และความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีของลำตัวเครื่องบินกับอากาศ โดยไม่มีการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ ออกไป

ซุ่มยิงเครื่องบินล่องหน (Anti-Stealth) เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แม้จะลดการสะท้อนของคลื่นเรดาร์ (Low RCS) ได้ดี แต่ไม่สามารถซ่อนความร้อนจากการแหวกผ่านอากาศได้ Skyward-G จึงสามารถระบุตำแหน่งเป้าหมายล่องหนได้ในระยะไกลโดยไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวว่ากำลังถูกล็อกเป้า

การหลอมรวมข้อมูล ข้อมูลทิศทางและความร้อนจาก Skyward-G จะถูกประสานเข้ากับข้อมูลจากเรดาร์ ES-05 Raven และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Arexis กลายเป็นภาพสถานการณ์รบเดียวบนจอแสดงผลหลัก ทำให้นักบินตัดสินใจยิงอาวุธได้อย่างแม่นยำแม้ในภาวะที่ถูกก่อกวนสัญญาณเรดาร์อย่างหนัก

กองทัพอากาศไทยตัดสินใจเลือก JAS 39 Gripen E/F เพื่อเข้าประจำการทดแทนฝูงบิน F-16 A/B Block 15 ในฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช ด้วยเหตุผลที่ครอบคลุมทั้งมิติทางยุทธวิธี เทคโนโลยีเครือข่าย งบประมาณ และนโยบายชดเชย (Offset Policy) ซึ่งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศได้ตรงจุดกว่าคู่แข่งอย่าง F-16 Block 70/72 ในหลายประเด็น 

ขีดความสามารถทางยุทธวิธีและเซนเซอร์ 
การติดตั้งเรดาร์ AESA ES-05 Raven บนฐานหมุน  และเซนเซอร์ Skyward-G IRST มอบขีดความสามารถเห็นก่อน ยิงก่อน ทำให้นักบินสามารถล็อกเป้าหมายแบบพาสซีฟได้รอบทิศทาง ผสานกับชุดระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์  แบบบูรณาการที่ล้ำหน้า และการรองรับขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะนอกสายตาประสิทธิภาพสูงอย่าง MBDA Meteor  

อิสระในการพัฒนาระบบเครือข่าย 
สวีเดนอนุญาตให้กองทัพอากาศไทยเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดระบบเชื่อมโยงข้อมูล (Link T) ได้เองแบบ National Datalink ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลยุทธวิธีร่วมกับเครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า Saab 340 AEW และเครือข่ายของกองทัพเรือไทย โดยปราศจากข้อจำกัดทางซอร์สโค้ดแบบที่มักพบในการซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ  

นโยบายชดเชยผลประโยชน์ 
รัฐบาลสวีเดนและ Saab ให้การสนับสนุนเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการให้ทุนการศึกษา การฝึกอบรมวิศวกร และการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ซึ่งเป็นเงื่อนไขชี้วัดสำคัญในการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศ  

ต้นทุนความคุ้มค่าและลอจิสติกส์ 
Gripen ถูกออกแบบมาแต่ต้นให้มีค่าใช้จ่ายในการบินต่อชั่วโมง ต่ำกว่า F-16 อย่างมีนัยสำคัญ (ประมาณ 2 แสนกว่าบาท/ชั่วโมง เทียบกับระดับ 3 แสนบาท/ชั่วโมง) รวมทั้งมีระยะเวลาเตรียมเครื่องระหว่างเที่ยวบิน (Turnaround Time) สั้น และใช้เจ้าหน้าที่สนับสนุนภาคพื้นดินน้อยกว่า สอดรับกับสภาพงบประมาณกลาโหมที่จำกัด  

อิสระในการปฏิบัติการ 
การจัดซื้อจากสวีเดนมีข้อผูกมัดหรือข้อจำกัดการใช้งานในบางภารกิจ น้อยกว่าระเบียบการขายอาวุธยุทโธปกรณ์  ของสหรัฐฯ ทำให้กองทัพอากาศมีความยืดหยุ่นและเป็นอิสระในการวางแผนยุทธการสูงกว่า

แนวคิดการตัดสินใจของกองทัพอากาศ สะท้อนปรัชญาทางทหารที่มุ่งสร้างความเหนือชั้นทางยุทธวิธีและข้อมูล  (Tactical and Informational Superiority) ผ่านสถาปัตยกรรมระบบเปิด มากกว่าการยึดติดกับแพลตฟอร์มความคุ้นเคยเดิม โดยประเมินจากการดึงประสิทธิภาพสูงสุดออกมาจากงบประมาณจัดหาที่รัดกุม.


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/