LEXUS ES เจเนอเรชันใหม่ พลิกโฉมซีดานหรูให้สปอร์ตและล้ำสมัยยิ่งขึ้น พร้อมขยายตัวถังและฐานล้อ เพิ่มพื้นที่ห้องโดยสาร เปิดตัวเลือกทั้ง LEXUS ES350h ขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันที่ 6 และ LEXUS ES350e รถยนต์ไฟฟ้าที่เคลมระยะทางวิ่งสูงสุด 620 กิโลเมตร

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 69 เลกซัส ประเทศไทย ได้เปิดตัว LEXUS ES เจเนอเรชันใหม่ ที่เรียกได้ว่ายังคงรักษาจุดเด่นด้านความหรูหราและความนุ่มนวลในการโดยสารเอาไว้อย่างครบถ้วน แต่เพิ่มเติมบุคลิกสปอร์ตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับรถซีดานหรูรุ่นสำคัญของแบรนด์ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น


ราคา LEXUS ES 2026

- ราคา LEXUS ES350e Premium อยู่ที่ 3,290,000 บาท

- ราคา LEXUS ES350h Grand Luxury อยู่ที่ 3,890,000  บาท


แม้รูปลักษณ์จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม แต่รถยังคงถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ ES ผ่านสัดส่วนตัวถัง การจัดวางพื้นที่ภายใน ตลอดจนรายละเอียดการออกแบบภายนอก ซึ่งผสมผสานความสง่างามเข้ากับเส้นสายที่ดูสปอร์ตอย่างลงตัว


ตัวรถมีความยาว 5,140 มิลลิเมตร กว้าง 1,920 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาวเกือบ 3 เมตร ส่งผลให้มีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เสา C ถูกออกแบบให้ลากไปสิ้นสุดบริเวณฝากระโปรงท้าย ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร โดยเฉพาะบริเวณเบาะหลังซึ่งยังคงเป็นจุดขายสำคัญของ ES


เบาะโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ให้บางลง แต่ยังคงเน้นความสบาย รองรับด้วยวัสดุหนังฟอกนุ่มพิเศษ Semi-Aniline Leather มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสี Hazel ช่วยสร้างบรรยากาศหรูหราและอบอุ่นภายในห้องโดยสาร


ห้องโดยสารมากับแนวคิดการออกแบบใหม่ Revolution Tatsuna Cockpit ซึ่งมุ่งสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้ขับขี่กับตัวรถ พร้อมจัดองค์ประกอบต่างๆ ให้ดูสะอาดตาและใช้งานได้สะดวก อีกหนึ่งจุดที่ทำให้ LEXUS ES ใหม่ดูล้ำสมัยขึ้น คืออินเทอร์เฟซของหน้าจอกลางและจอแสดงข้อมูล MID หลังพวงมาลัย ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ให้เป็นระเบียบ อ่านข้อมูลได้ง่าย และถือเป็นรูปแบบอินเทอร์เฟซที่ไม่เคยใช้ในรถยนต์ Lexus มาก่อน


ทั้งรุ่น ES350h Grand Luxury และ ES350e Premium ยังติดตั้งระบบเสียง Mark Levinson Premium Surround Sound System พร้อมลำโพง 17 ตำแหน่ง ให้กำลังขับสูงสุด 1,800 วัตต์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในห้องโดยสาร


สำหรับ ES350e Premium จะเพิ่มความโดดเด่นด้วยวัสดุตกแต่ง Bamboo Layering พร้อมระบบ Surface Emitting Ornamentation ซึ่งได้รับการออกแบบสำหรับ ES โดยเฉพาะ ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของ Lighting Design สร้างมิติของแสงและบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ภายในห้องโดยสาร


ขุมพลัง LEXUS ES350h Grand Luxury

ด้านขุมพลัง ES350h Grand Luxury ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส A25A-FXS ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดเจเนอเรชันที่ 6 และแบตเตอรี่ไฮบริดแบบลิเธียมไอออน ให้กำลังสูงสุด 247 แรงม้า

โดยรถสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.7 วินาที พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ระบุไว้ 22.72 กิโลเมตรต่อลิตร สะท้อนการพัฒนาสมรรถนะให้แรงขึ้น ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีกว่าเดิม

ขุมพลัง LEXUS  ES350e Premium

ส่วน ES350e Premium ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 224 แรงม้า จับคู่กับแบตเตอรี่ความจุ 76.96 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 620 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC


ช่วงล่าง LEXUS ES

ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut)  ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ (Multi-Link) พร้อมเหล็กกันโคลง โดย ES350h Grand Luxury ใช้โช้คอัพแบบ Swing Valve ขณะที่ ES350e Premium ติดตั้งโช้คอัพไฟฟ้า Adaptive Variable Suspension หรือ AVS


โดยการปรับปรุงช่วงล่างครั้งนี้มุ่งเพิ่มความสามารถในการซับแรงสั่นสะเทือนและเก็บรายละเอียดจากพื้นผิวถนนได้ดีในทุกช่วงความเร็ว พร้อมปรับอัตราทดพวงมาลัยให้สัมพันธ์กับช่วงล่างชุดใหม่ ช่วยให้การควบคุมมีความแม่นยำและขับสนุกมากขึ้น โดยไม่ลดทอนความนุ่มนวลอันเป็นเอกลักษณ์ของ LEXUS ES


LEXUS ES ใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์หรือเพิ่มเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับรถซีดานหรูให้มีบุคลิกสปอร์ตขึ้น ห้องโดยสารกว้างและล้ำสมัยกว่าเดิม พร้อมเปิดทางเลือกทั้งระบบไฮบริดและพลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถระดับพรีเมียมในยุคใหม่