"เอกนิติ" สั่งกรมสรรพสามิตเร่งศึกษาโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ผลิต EV–รถสันดาป–ไฮบริดที่ลงทุนตั้งโรงงานและจ้างงานในประเทศไทย วางหลักการเบื้องต้นให้ผู้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้รับอัตราภาษีต่ำกว่า ส่วนค่ายที่ไม่ตั้งฐานผลิตในไทยอาจต้องเสียภาษีสูงขึ้น พร้อมยืนยันมาตรการไม่กระทบข้อตกลง FTA

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเร่งพิจารณาแนวทางปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุน ตั้งโรงงาน และผลิตรถยนต์ภายในประเทศไทย

แนวทางดังกล่าวไม่ได้มุ่งสนับสนุนเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เท่านั้น แต่จะครอบคลุมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE รวมถึงรถยนต์ไฮบริด ตราบใดที่ผู้ประกอบการมีการลงทุนด้านการผลิตและสร้างการจ้างงานในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในประเทศได้สะท้อนปัญหาความลักลั่นของโครงสร้างภาษีศุลกากร โดยเฉพาะรถยนต์ที่นำเข้าจากบางประเทศซึ่งมีความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศไทย ทำให้ได้รับอัตราภาษีศุลกากรต่ำกว่าปกติ และอาจมีความได้เปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เนื่องจากผู้ผลิตในประเทศต้องแบกรับต้นทุนจากการลงทุนก่อสร้างโรงงาน การจ้างแรงงาน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ขณะที่รถยนต์สำเร็จรูปบางส่วนสามารถนำเข้ามาแข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบ FTA

นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังมองว่าภาษีสรรพสามิตสามารถนำมาใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อปรับสมดุลการแข่งขัน และสร้างความเป็นธรรมระหว่างรถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศได้ โดยไม่จำกัดประเภทเทคโนโลยีของรถยนต์

"เราคิดว่าภาษีสรรพสามิตจะเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการภายในประเทศ ไม่ใช่แค่รถ EV แต่รวมถึงรถสันดาปและรถไฮบริดที่มีโรงงานผลิตในไทย เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้มีทั้งการลงทุนและการจ้างงาน ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศเติบโต"

พร้อมกันนี้ นายเอกนิติยืนยันว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตดังกล่าวจะไม่สร้างปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อความตกลงการค้าเสรีที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศคู่ค้าอย่างแน่นอน โดยในระยะแรกจะเริ่มดำเนินการในส่วนของภาษีสรรพสามิตรถยนต์ก่อน

ส่วนจะขยายมาตรการไปยังภาษีแบตเตอรี่รถยนต์ด้วยหรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงการคลังยังมุ่งเน้นการศึกษาโครงสร้างภาษีสำหรับตัวรถยนต์เป็นลำดับแรก

ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติเ คยกล่าวถึงหลักการเบื้องต้นของมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนและผลิตสินค้าในประเทศไทยว่า ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจตั้งฐานการผลิตในประเทศควรได้รับสิทธิอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่ำลง ภายใต้เงื่อนไขสำคัญว่าต้องใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ หรือ Local Supply Chain

ขณะที่ผู้ประกอบการซึ่งไม่ได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย อาจต้องแบกรับอัตราภาษีที่สูงกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลงทุนในประเทศเสียเปรียบด้านการแข่งขัน รวมทั้งจูงใจให้ภาคเอกชนนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุน ตั้งฐานการผลิต สร้างงาน และเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โดยแนวทางดังกล่าวจึงไม่เพียงมุ่งปรับสมดุลระหว่างรถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายใช้ระบบภาษีเป็นกลไกดึงดูดการลงทุน และเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว