สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ ชี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังการผลิตลดลง ยอดขายในประเทศซบเซา การส่งออกสะดุด และการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า พร้อมเสนอรัฐบาลเดินหน้า 3 มาตรการสำคัญ ปกป้องฐานการผลิต ส่งเสริมการลงทุน และกระตุ้นตลาดในประเทศ เพื่อรักษาสถานะไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ AIC เปิดเผยภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2569 ว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี การแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) และภาวะเศรษฐกิจที่กระทบกำลังซื้อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 3 เสาหลักต่อภาครัฐ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลก

ปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก แม้อันดับการผลิตจะลดลงจากอันดับ 10 ของโลกในปี 2566 มาอยู่ที่อันดับ 11 ในปี 2567 ขณะที่กำลังการผลิตในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับกว่า 2 ล้านคันในปี 2559 เหลือประมาณ 1.46 ล้านคันในปัจจุบัน ทั้งที่โรงงานทั่วประเทศมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกว่า 3 ล้านคันต่อปี แต่กลับใช้กำลังการผลิตจริงไม่ถึงครึ่ง

...


ด้านตลาดภายในประเทศ รถกระบะและรถ PPV ยังคงครองสัดส่วนมากกว่า 61% ของตลาด แต่ยอดขายยังได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดขายช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงติดลบราว 5%

ในทางกลับกัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลับเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา มียอดจองรถยนต์รวมกว่า 130,000 คัน และเกือบหนึ่งในสามเป็นรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ภาคการส่งออกยังคงเป็นรายได้หลักของอุตสาหกรรม แต่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาการเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของการส่งออกรถยนต์ไทย ลดลงถึง 30% และอาจส่งผลให้ต้องทบทวนเป้าหมายการส่งออกในปีนี้


นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์  นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือ TAIA กล่าวว่า เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ภาคเอกชนได้เสนอแนวทางเชิงนโยบาย 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย เสาหลักแรก การปกป้องการผลิตในประเทศ 

โดยเสนอให้ภาครัฐสร้างสมดุลการแข่งขันระหว่างรถยนต์นำเข้าและรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้นโยบาย EV3 และ EV3.5 ซึ่งปัจจุบันส่วนต่างภาษีสรรพสามิตระหว่างรถนำเข้าและรถผลิตในประเทศอยู่เพียง 8% ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิตในประเทศ พร้อมเสนอให้ทบทวนอัตราภาษี ระยะเวลามาตรการ และเงื่อนไขด้านโควตาการนำเข้าและการผลิตให้เหมาะสม

เสาหลักที่สอง การส่งเสริมการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ โดยเสนอให้มีมาตรการจูงใจด้านภาษีสำหรับผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) เพิ่มขึ้น รวมถึงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบ AI อิเล็กทรอนิกส์ การยกระดับทักษะแรงงาน และการพัฒนาศูนย์ทดสอบยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐออกแบบเงื่อนไขการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น รองรับผู้ผลิตทุกขนาด โดยเฉพาะผู้ผลิตที่มีปริมาณการผลิตไม่มาก เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่โดยไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทย

เสาหลักที่สาม การกระตุ้นตลาดในประเทศ โดยเสนอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องทุกเทคโนโลยี พร้อมเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อรถยนต์ การจัดซื้อรถยนต์ HEV/PHEV/BEV ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนตลาด และพิจารณามาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงรถกระบะที่ใช้เชื้อเพลิงทางเลือก B20 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด

"หากหลังสิ้นสุดมาตรการ EV3 และ EV3.5 ไม่มีนโยบายต่อเนื่อง อาจทำให้ผู้ผลิตหันกลับไปนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปแทนการผลิตในประเทศ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของไทยโดยตรง"

...

ขณะเดียวกัน รถกระบะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เนื่องจากมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศมากกว่า 90% การชะลอตัวของตลาดรถกระบะจึงส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการตลอดทั้งซัพพลายเชน

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังผลักดันความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์จีนกับผู้ประกอบการไทยผ่านกิจกรรม Business Matching เพื่อเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับผู้ผลิตไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่


จับตาผลกระทบซัพพลายเชน - จี้รัฐเร่งจัดการ "ซากรถ-แบตเตอรี่"

นอกเหนือจาก 3 เสาหลัก สมาคมฯ ยังแสดงความห่วงใยต่อ "ซัพพลายเชนรถปิกอัพ" ซึ่งมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สูงกว่า 90% หากตลาดกระบะยังคงชะลอตัว จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันได้เร่งผลักดันให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ผลิต EV จากจีนและซัพพลายเออร์ไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

...

อีกหนึ่งวาระเร่งด่วนที่ไทยยังตามหลัง คือ การจัดการรถยนต์และแบตเตอรี่ใช้แล้ว (End-of-Life Vehicle Management) ซึ่งภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งวางระบบนิเวศการจัดการซากรถแบบครบวงจร เพื่อรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์จากรถยนต์ไฟฟ้าที่จะล้นตลาดในอนาคตอันใกล้

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การมีนโยบายที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการปกป้องฐานการผลิต การส่งเสริมการลงทุน และการกระตุ้นตลาดภายในประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยให้ยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์ชั้นนำของโลกต่อไป.