ภาพพระบรมฉายาลักษณ์จากนิตยสาร 'ดิฉัน' ฉบับ 498 เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2540 ณ พระตำหนักนนทบุรี จากภาพประวัติศาสตร์ของรถยนต์พระที่นั่ง Mercedes-Benz SLK (R170) สีฟ้า (สีเปิดตัวอย่างเป็นทางการของเบนซ์ยุคนั้นคือสี Linarite Blue Metallic เบอร์สี 352) เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดเชิงลึกของตัวรถทั้งภายนอกและภายใน วิเคราะห์ได้ว่า พระราชพานะของทั้งสามพระองค์ คือ SLK R170 รุ่น Pre-Facelift ปี 1996 - ต้นปี 2000 และค่อนข้างมั่นใจว่าเป็น SLK รุ่น 230 Kompressor โดยสังเกตที่มือจับที่เปิดประตูด้านนอกของรถยนต์พระที่นั่ง R170 มือจับเปิดประตูภายนอกเป็นพลาสติกสีดำทึบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ R170 โฉมแรกสุด ถ้าเป็นรุ่นปรับโฉม Facelift ปี 2000 เป็นต้นไป มือจับประตูจะถูกพ่นเป็นสีเดียวกับตัวถัง
รถยนต์พระที่นั่งแห่งความรักของทั้งสามพระองค์ ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทย รถรุ่นนั้นก็คือ Roadster หลังคาโลหะแบบพับเก็บได้โมเดล SLK เวอร์ชันแรกสุดของค่ายตราดาว ซึ่งเปิดตัวสู่สายตาของสาธารณะชนเป็นครั้งแรกเมื่อปีคศ 1996 ด้วยรหัสตัวถัง R170 พระราชพาหนะที่ผลิตโดยแบรนด์ตราดาวในอดีต ด้วยรูปทรงที่เล็กกระทัดรัด สั้น แบนและเตี้ย ตามสูตรสำเร็จของสปอร์ตคาร์สองที่นั่งเครื่องวางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง จากปี 1997-2003 บนยอดจำหน่ายจากการรวบรวมสถิติการขายมากกว่า 3 แสนคัน
...
เหตุผลและบริบทในยุคนั้นทำไม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ถึงทรงเลือก Mercedes-Benz SLK 230 Kompressor (R170) สีลินาไรต์บลูคันนี้ มีประเด็นทางประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่น่าสนใจมานำเสนอ
ทรงโปรดการขับรถด้วยพระองค์เอง
เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านทรงมีพระปรีชาสามารถ มีความเชี่ยวชาญด้านการบิน ทรงบินกับเครื่องบินรบหลายแบบ รวมถึงยังทรงเป็นนักบินเครื่องบินพานิชย์ และทรงโปรดการขับรถยนต์ด้วยพระองค์เองมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ รถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์หลายคัน มักจะเป็นรถที่เน้นสมรรถนะและการควบคุม รถโรดสเตอร์ 2 ประตูเปิดประทุน ขับเคลื่อนล้อหลัง ที่มีบาลานซ์ตัวรถดีอย่าง SLK เหมาะสำหรับการเสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์
นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกยานยนต์ในยุค 90s
หากย้อนเวลากลับไปช่วงปี 1996 - 1997 ที่ R170 เปิดตัว นี่คือหนึ่งในรถที่ล้ำสมัยและดูดีที่สุดในยุคนั้น เทคโนโลยีหลังคาเหล็กพับได้ด้วยไฟฟ้า (Vario-roof) ของ R170 เป็นของใหม่ที่สร้างความฮือฮาและถือเป็นการปฏิวัติวงการ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา รถเปิดประทุนส่วนใหญ่จะเป็นหลังคาผ้าใบ Soft top ที่ดูแลรักษายาก โดยเฉพาะเมืองร้อน และไม่มีความปลอดภัยเท่าที่ควร แต่เบนซ์ทำหลังคาโลหะที่เปิด-ปิดได้ภายใน 25 วินาที ทำให้มีทั้งความปลอดภัย แข็งแรง ทัศนวิสัย และความเงียบเหมือนรถคูเป้เมื่อปิดหลังคา ในแง่ความปลอดภัยตามมาตรฐานรถยนต์พระที่นั่ง
ขนาดที่กะทัดรัด คล่องตัวสูง และสีสันที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ส่วนพระองค์
ตัวรถ R170 มีความยาวไม่ถึง 4 เมตร สั้นกว่า SL R129 ครึ่งเมตร ทำให้ SLK R170 เป็นรถที่คล่องตัวสูง เหมาะสำหรับการขับผ่อนคลายพระราชอิริยาบถในเขตพระราชฐานหรือเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ สี Linarite Blue Metallic ซึ่งเป็นสีไฮไลต์ในการเปิดตัวของ SLK ยุคนั้น แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงเลือกสีสันที่สดใส ทันสมัย และฉีกไปจากภาพจำของรถยนต์พระที่นั่งที่เป็นทางการ (ซึ่งมักจะเป็นสีงาช้าง สีเหลืองนวล หรือสีเข้มทึบ) สะท้อนถึงบรรยากาศส่วนพระองค์ที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองกับพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ ดังที่ปรากฏในพระบรมฉายาลักษณ์
...
เมืองชตุทท์การ์ท ในปี 1996 คำว่านวัตกรรมล้ำสมัย และ เสน่ห์อันน่าดึงดูด กลายเป็นคำนิยามยอดฮิตทันทีเมื่อ Mercedes-Benz เปิดผ้าคลุมเผยโฉมรถสปอร์ตสองที่นั่งเปิดประทุนขนาดเล็ก ชื่อ SLK รหัสตัวถัง R170 ซึ่งถือเป็นรถสปอร์ตเปิดหลังคาแบบสองที่นั่ง ในงาน Turin Motor Show ครั้งที่ 66 การเปิดตัวครั้งแรกของรถสปอร์ตขนาดคอมแพกต์ในช่วงปลายเดือนเมษายน 1996 สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งวงการ นี่คืองานเปิดผ้าคลุมครั้งแรกที่ Mercedes-Benz นำเสนอรถโรดสเตอร์ขนาดเล็กที่มีตำแหน่งทางการตลาดอยู่ต่ำกว่ารุ่นพี่อย่าง SL เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัย ในยุค 90
...
หลังคาโลหหะแบบพับได้ของ Mercedes-Benz SLK R170 กลายเป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจจากทั้งบรรดาผู้เชี่ยวชาญในวงการและสาธารณชนทั่วไป ระบบหลังคา Vario roof รวมข้อดีของหลังคาแข็งแบบ Hardtop ที่มีความทนทานแข็งแกร่งมากกว่าหลังคาผ้าแล้วนำมาติดตั้งในรถเปิดประทุนแบรนด์ตราดาวเป็นครั้งแรก การออกแบบจุดพับที่ซับซ้อน แสดงออกถึงความชาญฉลาดทางวิศวกรรมยานยนต์ กลายเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ส่งให้ SLK R170 เป็นผู้เบิกทางให้กับเซกเมนต์ใหม่ในตลาดรถเปิดประทุน หลังจากการปรากฎตัวของ R170 บริษัทรถยนต์คู่แข่ง ก็คิดค้นหลังคาโลหะพับได้ที่ปกป้องผู็้ดยสารได้ดีกว่าหลังคาผ้า แต่สุดท้าย น้ำหนักของหลังคาแบบนี้ทำให้แบรนด์รถหันกลับมาใช้หลังคาผ้าอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ Mercedes-Benz เคยส่งสัญญาณให้เห็นหน้าตาของรถโรดสเตอร์คันนี้ล่วงหน้ามาแล้ว 2 ปี ผ่านรถต้นแบบ SLK Study ซึ่งถูกเปิดตัวในเมืองตูรินเมื่อเดือนเมษายน 1994 ดีไซน์เนอร์นักออกแบบยานยนต์ระดับโลกอย่าง Giorgietto Giugiaro ได้มอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่ บรูโน ซักโค (Bruno Sacco) และ ปีเตอร์ ไฟฟ์เฟอร์ (Peter Pfeiffer) สองนักออกแบบของค่ายตราดาว เพื่อยกย่องการออกแบบที่มองการณ์ไกลและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ จากนั้น รถต้นแบบ SLK ในเวอร์ชันที่พัฒนาจนก้าวล้ำยิ่งขึ้นพร้อมกับระบบหลังคา Vario roof ก็ได้คลอดตามออกมาโชว์ตัวในงาน Paris Motor Show ในเดือนตุลาคม 1994
...
SLK จากค่ายดาวสามแฉกแห่งเมืองชตุทท์การ์ท ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยยอดขายรวม ตลอดทั้ง 3 เจเนอเรชัน (ไล่ตั้งแต่รหัสตัวถัง R170, R171 และ R172) ทะลุเกิน 670,000 คัน โดยเฉพาะโฉมแรกสุดซึ่งหมายถึงพระราชพาหนะของในหลวง รัชกาลที่ 10 รหัส R170 ที่ผลิตระหว่างปี 1996 ถึง 2004 นั้น กวาดตัวเลขไปได้ถึง 311,000 คัน หลังจากการปรับเปลี่ยนระบบการเรียกชื่อรุ่น (Nomenclature) ใหม่ของไลน์อัปผลิตภัณฑ์จาก Mercedes-Benz ส่งผลให้รหัสตัวถัง R172 ถูกเปลี่ยนชื่อเรียกขานใหม่ กลายเป็น SLC ในปี 2016 เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและความใกล้ชิดทางด้านวิศวกรรมระหว่างรถโรดสเตอร์รุ่นนี้กับรถตระกูล C-Class นั่นเอง
ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ถือเป็นยุคที่มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกในการขับขี่ หรือ Emotional car ออกมาหลายรุ่น ความสำเร็จอย่างล้นหลามของ Mazda MX-5 ที่เปิดตัวไปในปี 1989 เป็นตัวจุดชนวนสำคัญที่ทำให้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมียมต่างพากันกระโดดลงมาร่วมวงในเซกเมนต์นี้อย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น BMW Ferrari และอีกหลายแบรนด์ที่นำหลังคาโลหะพับเก็บได้มาใส่ไว้ในรถเปิดประทุนรุ่นใหม่ของค่าย
SLK R170 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มย่อส่วนจาก Mercedes-Benz C-Class (รหัส W202) ตัวรถมีความยาวรวมตลอดคัน 3,995 มิลลิเมตร ทำให้มันสั้นกว่าพี่ใหญ่ร่วมค่ายอย่าง Mercedes-Benz SL (รหัส R129) อยู่ราว ๆ ครึ่งเมตรเลยทีเดียว และตัวเลขยอดจำหน่ายสะสมรวมทั้งหมดอยู่ที่ 311,222 คัน ตลอดอายุการตลาด ระหว่างเดือนเมษายน 1996 ไปจนถึงช่วงปลายปี 2004 SLK R170 มีรุ่นย่อยให้เลือกตั้งแต่ SLK 200, SLK 200 Kompressor, SLK 230 Kompressor, SLK 320 และตัวแรงอย่าง SLK 32 AMG สำหรับรุ่นที่ขายดีที่สุดคือ SLK 230 Kompressor ที่วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง ขนาด 2.3 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศซูเปอร์ชาร์จเจอร์ รีดกำลังได้ 193 แรงม้า และด้วยน้ำหนักตัว 1,325 กิโลกรัม (ถ้ารุ่นพื้นฐาน LK 200 จะหนักแค่ 1,260 กิโลกรัม) ทำให้ SLK 230 Kompressor ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 231 กม./ชม.
สำหรับ SLK 200 Kompressor ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร พัฒนาต่อยอดมาจากบล็อก 2.3 ลิตรเดิม ด้วยการปรับช่วงชักให้สั้นลง ใช้ระบบอัดอากาศซูเปอร์ชาร์จเจอร์กลไกตัวเดิม พัฒนาขึ้นมาเพื่อเจาะกลุ่มประเทศที่มีข้อกฎหมายจัดเก็บภาษีรถยนต์เครื่องยนต์เกิน 2.0 ลิตรในอัตราที่สูงมากโดยเฉพาะ
การเลือกใช้ระบบอัดอากาศแบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์กลไกในยุคนั้น ถือเป็นการหวนรำลึกถึงรถยนต์รุ่นตำนานของ Mercedes ในช่วงทศวรรษ 1920 จุดเด่นสำคัญของรถรุ่นนี้ คือ แทบจะไม่มีอาการรอรอบ (Turbo lag) เพราะตัวคอมเพรสเซอร์จะถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังจากเพลาข้อเหวี่ยงโดยตรง ทำให้ R170 ตอบสนองและสร้างแรงบูสต์ได้ทันที ตั้งแต่เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ แต่ข้อเสีย คือ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เทียบกับเครื่องยนต์แบบไม่มีระบบอัดอากาศที่มีกำลังใกล้เคียงกัน
สำหรับตัวท็อปออฟเดอไลน์อย่าง SLK 320 และ SLK 32 AMG ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 3.2 ลิตร ใน SLK 320 จะเป็นเครื่องยนต์หายใจเองธรรมดา (NA) ให้กำลัง 218 แรงม้า ส่วนรหัสแรง SLK 32 AMG จะพ่วงซูเปอร์ชาร์จเจอร์ ปั่นแรงม้าได้ 354 แรงม้า
เนื่องจากใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ C-Class (W202) SLK R170 เลยได้อานิสงส์ช่วงล่างที่ค่อนข้างเหนือชั้น ด้านหน้าเป็นแบบปีกนกคู่ (Double wishbones) และด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ (Multi-link) เพื่อให้ได้อาการรถที่ตอบสนองเฉียบคม ขับสนุก สมเป็นรถสปอร์ต ความสูงของช่วงล่าง ปรับให้เตี้ยลงกว่า C-Class ตัวซีดาน 20 มิลลิเมตร ในส่วนของระบบเบรก หยิบยืมมาจากพี่ใหญ่ร่วมค่ายอย่าง Mercedes-Benz E-Class (รหัส W210) แทน.
อาคม รวมสุวรรณ