หลังจากที่ค่ายสี่ห่วงส่งทีมแข่งลงสู้ศึกเจ้าความเร็วสูงสุดในโลกอย่าง กรังด์ปรีซ์ Formula 1  เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 ล่าสุด Audi ก็พร้อมแล้วที่จะโหนกระแสความแรงและส่งต่อความตื่นเต้นนั้นมาสู่ท้องถนน ด้วยการเผยโฉมซูเปอร์คาร์ 1,001 แรงม้า และเพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ รถคันนี้จึงถูกขนานนามว่า Nuvolari เพื่อเป็นเกียรติแก่ ตาซิโอ นูโวลารี (Tazio Nuvolari) ยอดนักขับผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค อดีตมือซิ่งที่เคยควบอสูรกายเครื่องยนต์วี12 ซูเปอร์ชาร์จอย่าง Auto Union Type D  การเผยโฉม Nuvolari ในช่วงค่ำคืนก่อนการแข่งขัน โมนาโก กรังด์ปรีซ์ เป็นรถที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง หรือ True production car โดยจะถูกจำกัดจำนวนการผลิตเอาไว้แบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ เพียง 499 คันทั่วโลก กับราคาค่าตัวที่เขยิบขึ้นไปอยู่ฝั่งเหนือของครึ่งล้านปอนด์ (เกิน 22 ล้านบาทไทย ไม่รวมภาษีนำเข้า) และต้องแสดงความเสียใจกับนักขับพวงมาลัยขวาด้วย เพราะรถรุ่นนี้จะผลิตเฉพาะเวอร์ชันพวงมาลัยซ้ายเท่านั้น โดยตัวรถจะเริ่มทยอยส่งมอบถึงมือมหาเศรษฐีผู้จับจองในอีก 1 ปีนับจากนี้

...

ไส้ในแลมโบฯ ปรับสูตรใหม่ให้เชื่องมือสไตล์ Audi หากส่องดูสถาปัตยกรรมทางเทคนิคของ Nuvolari จะพบว่านี่คือพิมพ์เขียวของซูเปอร์คาร์ยุคใหม่ การวางเครื่องยนต์เทอร์โบทำงานประสานพลังร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว และระบบกระจายแรงบิดแบบไฮบริด องค์ประกอบพื้นฐาน ยกชุดส่งตรงมาจากเครือญาติฝั่งอิตาลีอย่าง Lamborghini Temerario ชนิดก๊อปปี้วาง มีการอัปเกรดชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อตักตวงประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ทั้งระบบส่งกำลัง ช่วงล่าง ทั้งหมดถูกปรับเซ็ตติ้งใหม่ เพื่อลบภาพจำฝั่งอิตาลี แล้วเติมแต่งรสชาติความนุ่มลึก ควบคุมง่าย และเชื่องมือ ตามแบบฉบับสายพันธุ์สี่ห่วง 

จากโปรเจกต์ลับ 918 Spyder สู่บิ๊กบอสผู้กุมบังเหียน Audi เกอร์นอต ดอลเนอร์ (Gernot Döllner) ซีอีโอคนปัจจุบันของ Audi  ใช้เวลาเก็บเกี่ยวชั่วโมงทำงานยาวนานถึง 23 ปีที่ Porsche ก่อนจะย้ายกลับมาซบรังเก่าและก้าวขึ้นมากุมบังเหียนใหญ่ที่ค่ายสี่ห่วง  หนึ่งในโปรเจกต์ยักษ์ที่เขาเคยคุมสมัยอยู่ศูนย์วิจัยไวส์ซาค (Weissach) ก็คือซูเปอร์คาร์ในตำนานอย่าง Porsche 918 Spyder ซึ่งแบบโผล่มาเซอร์ไพรส์คนทั้งโลกในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ เมื่อปี 2010 Porsche 918  พัฒนาขึ้นมาภายใต้ปฏิบัติการลับสุดยอดโดยทีมวิศวกรและดีไซเนอร์ระดับหัวกะทิ 

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่แบรนด์รถจะปิดบังความลับอะไรเอาไว้ได้ โลกอินเทอร์เน็ตนั้นหิวกระหายข้อมูลตลอดเวลา โดยไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เป็นความลับอีกต่อไป แต่ Audi กลับโชว์เหนือด้วย Nuvolari  รถยนต์โปรดักชันที่เร็วที่สุด ทรงพลังที่สุด เท่าที่ค่ายสี่ห่วงเคยสร้างมาในประวัติศาสตร์ พร้อมกับแปะป้ายค่าตัวชนิดเห็นแล้วต้องตกใจ เพราะราคาเริ่มต้นจะพุ่งทะยานทะลุครึ่งล้านปอนด์ คิดเป็นเงินไทยเหนาะๆ เกิน 22 ล้านบาท แบบยังไม่รวมภาษีนำเข้า! อันที่จริง มีกลิ่นโชยของรถต้นแบบคันนี้มาตั้งแต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบกริบ 

...

Audi เลือกหยิบเอาชื่อ Nuvolari ซึ่งเคยใช้ครั้งสุดท้ายกับรถต้นแบบเมื่อปี 2003 กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง เพื่อเป็นเกียรติแก่ ตาซิโอ นูโวลารี (Tazio Nuvolari) ยอดนักแข่งรถชาวอิตาเลียนผู้ไร้ความกลัวทั้งในยุคก่อนและหลังสงครามโลก ซึ่งเขาคนนี้แหละคือคู่แข่งคนโปรดตลอดกาลในใจของ เอนโซ เฟอร์รารี (Enzo Ferrari) บิดาผู้ก่อตั้งค่ายม้าลำพอง! นักขับฉายา "จอมบินแห่งมานตัว" หรือ Flying Mantuan เคยควบรถแข่งระดับตำนานอย่าง Auto Union Type C และ Type D ในช่วงปลายทศวรรษที่ 30 ซึ่งนั่นคือสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่โยงมาถึง Audi ในวันนี้... แล้วใครจะสนล่ะว่าจริงๆ แล้ว ตลอดอาชีพการแข่งขันส่วนใหญ่แกจะเป็นสาวกค่าย Alfa Romeo มากกว่า Audi  ?

นูโวลารีจะชอบสวมเสื้อแข่งสีเหลืองตัวเก่งลงสนาม แต่อสูรกายคันใหม่นี้กลับเผยโฉมออกมาด้วยสีเทาไทเทเนียม (Titanium paint) ซึ่งเป็นสีซิกเนเจอร์ใหม่ล่าสุดของ Audi แบบเดียวกับที่เคยเห็นในรถต้นแบบรุ่นเล็กอย่าง Concept C และยังเป็นสีเดียวกับที่ทีมแข่งสูตรหนึ่ง Formula 1 ของค่ายเลือกใช้  เป็นโทนสีที่ดูล้ำสมัยในทางเทคนิค แต่ก็แฝงไปด้วยพลังงานที่ปลุกเร้าอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่ออยู่บนตัวแข่ง F1 แน่นอนว่า Audi ตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากการกระโจนเข้าร่วมศึกความเร็วสูงสุดในโลกมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มที่—ทั้งในแง่ของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่รถบ้านและการตลาด 

...


โปรเจกต์ Nuvolari  ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง และไม่มีทางเสร็จไว หากไม่ได้ยืมเทคโนโลยีและชิ้นส่วนขนานใหญ่มาจากแบรนด์ร่วมเครือ โดยเฉพาะซูเปอร์คาร์ตัวแรงอย่าง Lamborghini Temerario ยิ่งไปกว่านั้น รูเวน โมห์ร (Rouven Mohr) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคผู้ปราดเปรื่องของ Audi ก็เพิ่งจะย้ายกลับมารับตำแหน่งที่เมืองอิงโกลสตัดท์ หลังจากไปฝังตัวทำคลอดรถอยู่ที่แบรนด์กระทิงดุ ที่ Sant’Agata อยู่พักใหญ่ ดังนั้น  รูเวนจึงรู้จักตื้นลึกหนาบางของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ชุดนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง สิ่งที่น่าสนใจคือ การหันมายกระดับความเชื่องมือและขับง่าย (Driveability) ของ Nuvolari แม้ว่าเครื่องยนต์บล็อกนี้จะลากรอบได้สะใจทะลุ 10,000 รอบต่อนาที เหมือนกับแฝดผู้พี่ฝั่งอิตาลี แต่วิศวกร Audi ปรับจูนให้มันมีแรงบิดช่วงกลาง (Mid-range) ที่หนาแน่นกว่า ส่วนสเปกทางเทคนิคที่เหลือ คาดเดาได้เลยว่าจะมีการใส่ความเป็นเทคโนโลยีฉบับ Audi เข้าไปแบบจัดเต็ม โดยที่อรรถรสและ ความสนุกหลังพวงมาลัยจะไม่ถูกลดทอนลงไปแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว

...

สายสัมพันธ์ฝั่งอิตาลีมาจากฝีมือของ มัสซิโม ฟราสเชลลา (Massimo Frascella) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์  คนใหม่ของ Audi เคยทำผลงานชิ้นโบแดงอย่าง Range Rover เจเนอเรชันปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีถึงงานดีไซน์สไตล์ "Modernism" ที่เน้นพื้นผิวตัวถังเรียบเนียนดุจก้อนหินแกรนิตแกะสลัก เป็นลายเซ็นเฉพาะตัวที่ฟราสเชลลานำมาใส่ใน Nuvolari  ตัวรถถูกลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปจนเหลือแต่แก่นแท้เพียวๆ โดยสลัดทิ้งงานตกแต่งที่รกรุงรังออกไปจนหมดเกลี้ยง

Nuvolari ดูแปลประหลาด หนาหนักจากรูปลักษณ์ที่เหมือนกับอนุสาวรีย์หินอ่อน มากกว่าจะเป็นรถสปอร์ตด้วยซ้ำ มันให้อารมณ์ความขลังที่มีแต่คนรุ่นใหม่เท่านั้นที่ชอบ บอกตามตรงว่าความทื่อของเส้นสายที่ไม่น่าจะได้รับความนิยมเริ่มโผล่ออกมาให้เห็นตั้งแต่ Jaguar ลุกลากมาจนถึงรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ของ Ferrari ที่โดนวิจารณ์อย่างยับเยินถึงแนวคิดของการออกแบบที่แปลกประหลาด สำหรับ Nuvolari ดีไซน์ของมันได้แรงบันดาลใจมาจากปรัชญาของโรงเรียนศิลปะ Bauhaus และดีไซเนอร์อย่าง ดีเทอร์ แรมส์ (Dieter Rams) ทำหน้าที่เชื่อมเส้นสายพื้นผิวตัวถังซึ่งดูเหมือนเอาลังกระดาษมาตัดแปะจนทื่อมะลื่อ ตั้งแต่ช่วงหลังเสา B-pillar ลากยาวไปจนถึงซุ้มล้อหลัง  ช่องดักอากาศแนวตั้งด้านข้างตัวรถ ถูกใช้เป็นกิมมิกเปลี่ยนเส้นสายรูปทรง (Silhouette) ซึ่งธรรมดาเกินไป มีการซ่อนกลไกเปิดประตูรถเอาไว้ได้อย่างแนบเนียนแต่นั่นเป็นสิ่งที่แบรนด์รถยนต์จีนทำมาตั้งนานแล้ว 

แม้โครงสร้างภาพรวมของ Nuvolari จะมีความเกี่ยวดองกับ Lamborghini Temerario แต่หน้าตามู่ทู่ของ Nuvolari  ทำให้คิดถึงรถในตำนานอย่าง Lamborghini Murciélago ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Countach สื่ออังกฤษชื่อดังอย่าง Topgear บอกว่า รถคันนี้มีพลังงานและแรงดึงดูดทางสายตาที่รุนแรง แต่จากข้อเท็จจริง ทรงแบบนี้แหละที่ถ่ายรูปให้สวยได้โคตรยาก เนื่องจากแสงจะไม่สะท้อนเล่นมุมบนตัวถังเหมือนกับรถที่มีส่วนโค้งส่วนเว้าแนวเซ็กซี่ในอดีต  Nuvolari  มีตัวเลขสมรรถนะแนวโหด Audi เคลมตัวเลขเร่งกวาดความเร็วจาก 0 ไปถึง 200 กม./ชม. (0-125 mph) ได้ในเวลาเพียงแค่ 6.8 วินาทีเท่านั้น!  นั่นเป็นตัวเลขที่เร็วกว่าอดีตแชมป์ซูเปอร์คาร์ปลั๊กอินขับเคลื่อน 4 ล้อในตำนานยุคแรกอย่าง Porsche 918 Spyder แบบทิ้งหายถึง 2.2 วินาที Nuvolari  แสยะยิ้มใส่ระบบล็อกความเร็วมาตรฐานที่ 250 กม./ชม. แล้วกดคันเร่งพุ่งทะยานต่อไปจนท็อปสปีดที่ 350 กม./ชม.  

ตัวถังภายนอกทั้งหมดถูกขึ้นรูปด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ในจุดนี้ Audi บอกว่ามันคือเทคโนโลยีที่ถอดแบบมาจากรถแข่งระดับ Formula One ใช้คาร์บอนไฟเบอร์เกรด Pre-preg หรือคาร์บอนที่เคลือบเรซิ่นสำเร็จรูปจากโรงงาน โดยนำชิ้นงานที่มีลวดลายการทักทอและจำนวนชั้นเลเยอร์ที่แตกต่างกัน มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการรีดอากาศออกด้วยระบบสุญญากาศ แล้วอบในตู้อบแรงดันสูง Autoclave เทคนิคระดับอวกาศนี้ช่วยให้ดีไซเนอร์สามารถสลักเสลาทรวดทรงที่ซับซ้อนได้อย่างอิสระ โดยยังคงประสิทธิภาพการกระจายความแข็งแรงที่แม่นยำ และทำน้ำหนักตัวถังให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่การออกแบบทรงของรถอย่างอิสระ กลับออกมาในแบบที่เห็น!! 

ความล้ำของงานตัวถังชิ้นนี้ยังเปิดโอกาสให้มหาเศรษฐีกระเป๋าหนักสามารถเลือกออปชันพิเศษอย่าง Naked Finish หรือการโชว์ลายสานของคาร์บอนไฟเบอร์แบบดิบๆ เปลือยๆ โดยไม่พ่นสีทับ แต่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญในเชิงอุตสาหกรรมคือ ค่าใช้จ่ายในการขึ้นรูปและทำแม่พิมพ์ (Tooling cost) ของเทคนิคนี้ มีต้นทุนที่ถูกกว่าระบบการฉีดน้ำยาเรซิ่นเข้าแม่พิมพ์แบบเดิมหรือ Resin Transfer Molding (RTM) ได้ทั้งความเบา ความแข็งแกร่งระดับรถแข่ง F1 และยังเซฟต้นทุนโรงงานไปได้พร้อมๆ กัน 

ตัวรถค่อนข้างเบา เป็นอานิสงส์ที่ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ล้วนทั้งชิ้นส่วนตัวถัง,ช่วงล่าง และระบบส่งกำลัง ทั้งหมดถูกยึดเข้ากับโครงสร้างแชสซีส์อลูมิเนียม Aluminium Structural Frame อย่างแน่นหนา  เป็นทีเด็ดที่ทำให้ Audi เหนือกว่าคู่แฝดฝั่งอิตาลีอย่าง Lamborghini ที่ยังใช้เปลือกตัวถังภายนอกเป็นอลูมิเนียม ส่งผลให้เจ้า Nuvolari คันนี้มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 1,750 กิโลกรัม  เบากว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่ตัวรถมีการขยายระยะห่างระหว่างล้อซ้าย-ขวา (Track) ให้กว้างกว่าปกติเพื่อการยึดเกาะถนน หัวใจทวินเทอร์โบ V8 ลากรอบทะลุ 10,000 รอบ/นาที!  เครื่องยนต์เบนซินวางกลาง วี8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ (Biturbo) กำลังสูงสุด 800 แรงม้า โดยจะแผดกร้าวทำกำลังสูงสุด ณ รอบเครื่องยนต์ที่สูงลิบลิ่วถึง 10,000 รอบต่อนาที ไส้ในใช้กระบอกสูบช่วงชักสั้น (Short Stroke)  ก้านสูบวัสดุไทเทเนียม (Titanium Rods)  นวัตกรรมระดับอวกาศเพื่อคอยยึดเหนี่ยวและรองรับแรงเหวี่ยงมหาศาลไม่ให้เครื่องยนต์ระเบิด เนื่องจากความเร็วรอบการหมุนที่น่าอัศจรรย์ 

ขยับมาดูระบบพ่วงไฟฟ้า  ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ามาให้ถึง 3 ตัว ตัวแรกแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 2 ตัวที่เหลือ รับหน้าที่แยกขับเคลื่อนล้อคู่หน้าฝั่งละตัว มอเตอร์แต่ละตัว มีกำลังสูงสุด  150 แรงม้า นวัตกรรมมอเตอร์ทอร์กจัด และตัวเลขรวม 1,001 แรงม้า ความล้ำลึกอีกหนึ่งจุดคือ มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งหมดเป็นประเภท Axial-flux หรือมอเตอร์สนามแม่เหล็กแนวแกน เจนเนอเรชันใหม่ที่มีความหนาแน่นของพลังงานสูงมาก ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาของ Yasa บริษัทผู้บุกเบิกเทคโนโลยีชื่อดังจากอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันถูกดาวสามแฉก Mercedes ซื้อกิจการไปเป็นที่เรียบร้อย ทีมพัฒนาทำงานอย่างเป็นอิสระและขายของให้ค่ายอื่นได้อยู่ และก็เหมือนกับรถยนต์ไฮบริดทั่วไป เจ้าของรถไม่สามารถจับเอาตัวเลขแรงม้าทั้งหมดของเครื่องยนต์และมอเตอร์มารวมกันดื้อๆ เป็น 1,250 แรงม้าได้ เนื่องจากทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละตัว ต่างทำกำลังสูงสุด (Peak Power) ในรอบความเร็วที่แตกต่างกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพละกำลังรวมทั้งระบบ (System Power) ถึงถูกเคลมตัวเลขสุทธิไว้ที่ 1,001 แรงม้า ซึ่งตัวเลขระดับนี้บอกเลยว่าอยู่ในระดับเดียวกับไฮเปอร์คาร์  

เมื่อเปรียบเทียบกับกระทิงดุ Lamborghini แม้ว่าเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะมีโครงสร้างทางกลไกเหมือนกันทุกประการ แต่การปรับตั้งค่าหรือการคาลิเบรต (Calibration) นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะ Audi จงใจจูนระบบให้เน้นการตอบสนองของแรงบิดที่หนาแน่นดุดันและมาไวสะใจกว่า แบตเตอรี่ไฮบริดของ Nuvolari ถูกอัปเกรดให้มีความจุสูงขึ้น โดยมีความจุรวม (Gross) อยู่ที่ 7.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)  ขนาดมิติตัวกล่องภายนอกกลับเท่าเดิม มีกำลังที่จ่ายออกมาได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าเดิม ไม่ว่าจะเอาไปขับหวดจับเวลาในสนามแข่ง หรือกำลังกดมิดคันเร่งข้ามเขาแถมยังช่วยเพิ่มความประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการใช้งานชีวิตประจำวัน 

ระบบเบรก + ชาร์จไฟกลับอย่างโหด ในส่วนของการเติมพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ ระบบชาร์จไฟกลับจากการเบรก หรือ Brake Regeneration รองรับและปั่นกระแสไฟกลับได้แรงมาก เทียบเท่าพละกำลังถึง 3,800 แรงม้า! และเมื่อต้องกระทืบเบรกหยุดฝูงม้าก็มีชุดจานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาดมหึมาถึง 420 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรก 10 พ็อต (10-piston calipers)  โดยเลือกใช้ระบบเบรกอัจฉริยะส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า (Brake-by-wire) เพื่อฟีลลิ่งการลงน้ำหนักที่แป้นเบรกได้อย่างแม่นยำ  ผสานการทำงานระหว่างการหน่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและการจับของผ้าเบรกปกติได้อย่างไร้รอยต่อ กำลังมหาศาลระดับพันม้า ถูกจัดสรรกระจายลงสู่พื้นถนนด้วยระบบสมองกลอัจฉริยะที่ฉลาดจนน่าปวดหัว Audi ขนานนามระบบนี้ว่า Quattro Predictive Ride  หัวใจหลักของมันคือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคอยควบคุมการกระจายแรงบิดไปยังล้อแต่ละข้าง (Torque Vectoring) ทั้งในจังหวะการกดคันเร่ง และจังหวะการเหยียบเบรกหน่วงความเร็ว  ทั้งหมดนี้จะถูกคำนวณและประเมินผลตัดสลับกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของแรงยึดเกาะถนนตามสภาพการณ์จริงแบบเรียลไทม์วินาทีต่อวินาที

ระบบช่วยเหลือการทรงตัว ย่อมาจาก Extra-Sensory Perception หรือ ระบบสัมผัสที่หกหยั่งรู้อนาคต เป็นตัวคอยแบ่งแยกและฉุดรั้งระหว่างคำว่า ไฮเปอร์คาร์ระดับเทพ กับ รถที่พุ่งแหกโค้งพุ่งลงข้างทางไปฟาดกับต้นไม้  ระบบสมองกลของ Nuvolari ล้ำหน้าเหนือชั้นไปกว่าแฝดผู้พี่ฝั่งแลมโบฯ ไปอีกขั้น  ถูกติดตั้งเซนเซอร์อัจฉริยะแบบ 3 มิติ (3D Sensors) เจเนอเรชันใหม่ สามารถประมวลผลและล่วงรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวรถ ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะคอยวัดค่าความเร่งในแนวเส้นตรง 3 มิติ และวัดความเร่งในการบิดตัวทางมุมอีก 3 มิติควบคู่กันไป 





แตกต่างจากฝั่ง Lamborghini เนื่องจาก Nuvolari เลือกใช้โช็คอัพแบบปกติหรือพาสซีฟแดมเปอร์ (Passive Dampers) แทนที่จะใช้โช้คอัพแบบปรับไฟฟ้า (Adaptive) ซึ่งเรื่องนี้ รูเวน โมห์ร (Rouven Mohr) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของ Audi  ให้เหตุผลไว้ว่า  โช้คอัพแบบดั้งเดิมที่เซ็ตมาอย่างลงตัวนี้ จะให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่สม่ำเสมอ คาดเดาอาการรถได้ง่ายกว่า และให้จังหวะการยืด-ยุบของล้อรถที่เนียนแน่นสมูทกว่าระบบโช้คอัพไฟฟ้า 

สิทธิ์ในการจับจองพื้นที่สายการผลิต ยังไม่ได้ถูกแจกจ่ายหรือเคาะขายให้มหาเศรษฐีคนไหนทั้งนั้น เพราะเป็นการเผยโฉมครั้งแรกของโลก  สถานีต่อไป Audi เตรียมจะเอาไปจอดโชว์ตัวในงานเทศกาลความเร็วระดับโลกอย่าง Goodwood Festival of Speed และตัวเลขยอดการผลิตที่ 499 คัน นั้น ถูกล็อกตายไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีเพิ่มแน่นอน ถ้าคุณมีเงินเหลือและอยากได้อะไรที่เหมือนกับลังกระดาษเคลื่อนที่ก็คันนี้เลยครับ.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/