ตลาดรถหรูเมืองไทยคึกคัก เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขายกลุ่ม Top-End Luxury ไตรมาสแรกโต 8% นำโดยแบรนด์ Maybach และ AMG
มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมอร์เซเดส เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวม Mercedes-Benz ในตลาดประเทศไทย เรามียอดจดทะเบียนในไตรมาสแรก ปี 2569 อยู่ที่ 1,949 คันและมียอดจำหน่ายรถยนต์รวม 1,304 คัน ซึ่งรวมทั้งกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์เชิงพาณิชย์
"ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในงาน Motor Show 2026 สร้างปรากฏการณ์ยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดมากกว่า 140% เรียกได้ว่ายอดจองเพิ่มขึ้นจาก 870 คัน เป็น 2,111 คัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทุบสถิติยอดจองสูงสุดในรอบ 7 ปี และทะลุหลัก 2,000 คัน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562"
ส่วนตัวเลขยอดขายกลุ่ม Top-End Luxury หรือ TEV+ เติบโตเพิ่มขึ้น 8% จากกระแสตอบรับอันดีของ G-Class, AMG CLE 53 และ EQS SUV โดยหากแยกตามแบรนด์ Mercedes-Maybach เติบโตขึ้นถึง 23.5% และ Mercedes-AMG เติบโตขึ้น 9.8%
...
นอกจากนี้กลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV ยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์ โดยมียอดขายเติบโตขึ้น 22.5% จากรุ่นยอดนิยมอย่าง E-Class, C-Class และ GLC สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยี PHEV สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มลักชัวรีชาวไทยในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ขณะที่กลุ่ม BEV มีรุ่นที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นคือ EQS SUV ที่เติบโตขึ้นถึง 175% และคาดว่าการเปิดตัว The all-new electric CLA เมื่อเร็วๆ นี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเซกเมนต์ BEV ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป
สำหรับกลุ่มรถแวน เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยรุ่น V-Class เติบโตขึ้น 43.5% และ Sprinter เติบโตขึ้นถึง 117.6% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่สูงมากในตลาดรถยนต์ MPV ระดับพรีเมียมและกลุ่มรถยนต์แวนขนาดใหญ่ โดยมีแผนที่จะเปิดตัว The all-new electric VLE และรถแวนอีกหลายรุ่นในช่วงปีที่จะถึงนี้
The new Mercedes-Maybach S-Class มีขายแค่ 16 คัน
มร. คริสเตียน กล่าวอีกว่า เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ The new Mercedes-Maybach S-Class ที่มีให้เลือกทั้งแบบ MANUFAKTUR package และรุ่นพิเศษอย่าง Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ที่วางจำหน่ายในราคา 14,000,000 บาท มีจำนวนจำกัดเพียง 16 คัน ในประเทศไทย เพื่อฉลองความสำเร็จในการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ ทั้ง 10 แห่ง
อย่างไรก็ตาม BEV เจเนอเรชันใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จอย่างมากทั่วโลก ซึ่งนอกเหนือจาก The all-new electric CLA ยังมีการทยอยเปิดตัวรถรุ่นสำคัญ อาทิ The all-new GLC, The all-new electric VLE และ The all-new electric C-Class โดยมีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นดังกล่าวภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ขณะเดียวกันผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock) ส่งผลให้เกิดความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นเป็นการชั่วคราว และเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีและปรับเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มากขึ้น
โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การนำเสนอระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยวางตำแหน่งให้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการผสานประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนสองระบบเข้าด้วยกัน พร้อมระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่มากกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
ทั้งนี้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในรุ่น C-Class, E-Class และ GLC ยังคงมียอดขายที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงรุกช่วยสนับสนุน อาทิ ข้อเสนออัตราเงินดาวน์ อัตราผ่อนชำระรายเดือน และการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนานถึง 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง รวมถึงโปรแกรมครอบคลุมการบำรุงรักษาต่างๆ ในแต่ละรุ่น โดยมุ่งมั่นนำเสนอในรูปแบ บMobility Solutions ไม่ใช่เพียงแค่การจำหน่ายรถยนต์ทั่วไป
...
นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนในการขยายสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าในโรงแรมระดับหรูและจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ชั้นนำรวมกว่า 15 แห่ง โดยมีความร่วมมือกับเครือโรงแรมระดับโลกอย่าง กลุ่มฮิลตัน (Hilton), ไมเนอร์ (Minor) และแมริออท (Marriott) ในการติดตั้งเครื่องชาร์จ Mercedes-Benz Wallbox กว่า 31 ชุด ภายในโรงแรมหรู 12 แห่งอีกด้วย