ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โลกของ Ferrari Luce รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของค่ายม้าลำพอง และนี่รถที่ Ferrari ตั้งใจจะให้เป็นตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริง... และเมื่อเห็นแล้วมันไม่น่าจะเหมือนกับรถ Ferrari ที่คุณเคยคาดคิดเอาไว้ในหัวไหม? เชื่อว่าคงไม่มีใครคิดว่ารูปทรงมันจะออกมาแบบนี้ ที่ผ่านมา บรรดาซูเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าค่ายอื่นมักจะติดอยู่กับกรอบเดิมๆ ด้วยการออกแบบทรวดทรงตัวรถเลียนแบบพวกรถเครื่องยนต์วางกลางลำ (Mid-engined) แต่ผลลัพธ์ คือ ลูกค้ากลับไม่เล่นด้วย และแบรนด์ที่โด่งดังที่สุดในโลกอย่าง Ferrari ก็ไม่มีวันเดินตามรอยเท้าที่ล้มเหลวแบบนั้น แน่นอนว่า พวกม้าลำพองไม่ได้ก้าวมาถึงจุดสูงสุดของวงการได้ด้วยการวิ่งหนีความเสี่ยง
ในเกมนี้ Ferrari โชว์ความอัจฉริยะด้วยการดึงตัว LoveFrom เอเจนซี่ดีไซน์ระดับโลกมาดูแลงานออกแบบทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งบอสใหญ่ของที่นี่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น Sir Jonathan Ive อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบของ Apple นั่นเอง พวกศิลปินครีเอทีฟชอบเรียกการข้ามสายพันธุ์แบบนี้ว่า ‘Contamination’ (การรับเอาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาผสมผสาน) ส่วนทาง Ferrari ก็นิยามมันอย่างหรูหราว่าเป็นมุมมองที่หลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ และผสานหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่า มันเป็นแบบนั้นจริง
...
กระแสต่อต้านจากกลุ่ม Purist (พวกอนุรักษ์นิยมที่ยึดติดกับเครื่องยนต์สันดาป) ถือเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้กราฟราคาขายต่อของซูเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าดิ่งลงเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าดูจากบทเรียนของซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าแบรนด์อื่นที่ออกมาก่อนหน้านี้ ตลาดมือสองค่อนข้างเจ็บตัวหนักมาก แต่สำหรับค่ายม้าลำพองอย่าง Ferrari สิ่งที่ต้องคิดเผื่อไว้คือระบบบริหารจัดการโควตาและกลไกการตลาดอันทรงพลังขอ งFerrari ปกติแล้วมักจะจำกัดจำนวนการผลิตหรือคัดเลือกโปรไฟล์ลูกค้าอย่างเข้มงวด แม้ Luce จะเป็นอีวี แต่ด้วยความที่เป็น "รุ่นแรกในประวัติศาสตร์" แถมยังได้ลายเซ็นดีไซน์ของ Jony Ive เข้าไปบวกอีก มูลค่าในแง่ของของสะสม (Collectible Item) ในระยะยาวก็อาจจะมีแรงพยุงราคาเอาไว้ไม่ให้ร่วงเละเทะจนน่าเกลียด
ส่วนเรื่องงานออกแบบที่ดูแปลกตาและขัดความรู้สึกในแวบแรกนั้น ถือเป็นเรื่องปกติมากเมื่อค่ายรถระดับโลกเลือกที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ เช่นเดียวกับตอนที่เปิดตัว Purosangue หรือแม้กระทั่งพวกรถตระกูลสปอร์ตทัวริ่งท้ายลาดในอดีต ที่ตอนแรกคนก็ร้องยี่ห้อ แต่พอเวลาผ่านไป เส้นสายเหล่านั้นกลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทุกคนยอมรับและมองว่าคลาสสิกหน้าตาเฉย! ถ้ากลไกตลาดมือสองทำหน้าที่ของมันอย่างรุนแรงตามที่คาดการณ์ไว้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นม้าลำพองพลังไฟคันนี้ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้นจริงๆ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสทองของคนที่อยากได้แต่ไม่มีเงินมากพอที่จะถอยรถใหม่ป้ายแดง
มาไล่เรียงดูข้อมูลเทคนิคกันหน่อย ม้าลำพองพลังไฟคันนี้ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว แยกหมุนอิสระ 4 ล้อ เค้นกำลังสูงสุดออกมาได้บ้าเลือดถึง 1,035 แรงม้า อัตราเร่งกระชากวิญญาณจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาแค่ 2.5 วินาที ความเร็วสูงสุดทะลุไปถึง 309 กิโลเมตร/ชั่วโมง แบตเตอรี่มีความจุสะใจถึง 122 kWh พัฒนาบนสถาปัตยกรรมแรงดันไฟ 800 โวลต์ วิ่งทำระยะทางได้ราวๆ 530 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ส่วนน้ำหนักตัวถัง ขอยกให้มันเป็นรถที่หนักที่สุดของ Ferrari เพราะน้ำหนักตัวปาเข้าไปถึง 2,260 กิโลกรัม ซึ่งถ้ามองว่าเป็นรถไฟฟ้าที่มีความยาวตัวรถถึง 5 เมตร ตัวเลขน้ำหนักขนาดนี้ถือว่าวิศวกรทำการบ้านมาดีมาก
...
จุดที่เป็นไฮไลท์ยิ่งกว่าขุมพลังพันแรงม้า ก็คือ ความอเนกประสงค์และการใช้งานจริง ลืมเรื่องระบบขับเคลื่อนไปก่อน เพราะ Luce คันนี้ออกแบบมาให้มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง รองรับได้ถึง 5 ที่นั่ง แถมยังมาในรูปแบบตัวถังท้ายลาด 5 ประตู (Hatchback) ความต้องการพื้นที่ใช้สอย บวกกับหลักอากาศพลศาสตร์ที่ต้องรีดลมให้เนียนตาที่สุด ส่งผลให้หน้าตาของ Luce ออกมาล้ำยุคราวกับยานอวกาศ เส้นสายตัวถังที่ดูแปลกตาอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แถมยังมีกระบวนการคิดและการพัฒนาในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การสร้างรถซูเปอร์คาร์อีกตะหาก ชื่อรุ่น Luce (ลูเช่) ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ‘แสงสว่าง’ ซึ่งสื่อความหมายตรงตัวถึงการเป็นยนตรกรรมที่จะเข้ามา ‘ส่องแสงนำทางไปสู่อนาคตใหม่’ ของแบรนด์ม้าลำพองนั่นเอง
...
“เราเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า บริษัทจะแสดงความเป็นผู้นำออกมาได้ ก็ต่อเมื่อมีความกล้าที่จะท้าทายขีดจำกัดและเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ” Benedetto Vigna ซีอีโอของ Ferrari กล่าวเน้นย้ำว่า “Luce คือผลลัพธ์จากการจดสิทธิบัตรใหม่มากกว่า 60 รายการ และถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศแห่งความร่วมมือระหว่างเรากับพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก” อันที่จริง Ferrari เคยทดลองปั้นโปรเจกต์รถไฟฟ้าในทรงเดียวกับรุ่น F80 มาก่อน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทุบโต๊ะว่านั่นคือ ‘ทางตัน’ ในเชิงปรัชญาการสร้างรถ ตามคำอธิบายของ Matteo Lanzavecchia หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ที่ระบุว่า “ถ้าคุณเอาโครงสร้างรถเครื่องวางกลางลำมาทำ แล้วแค่ยกเครื่องยนต์กับถังน้ำมันออกเพื่อแทนที่ด้วยแบตเตอรี่กับมอเตอร์ไฟฟ้า คุณแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นเลย ทั้งในแง่ของจุดศูนย์ถ่วงหรือค่าโมเมนต์ความเฉื่อย”
“ด้วยการฉีกไปทำสิ่งที่ใหญ่กว่า เราจึงสามารถสร้างพื้นที่ใช้สอยที่รองรับได้ถึง 5 ที่นั่ง แถมจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ยังต่ำลงกว่าเดิมมาก ต่ำกว่า Purosangue ถึง 95 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแกร่งในการทนต่อแรงบิดตัว (Torsional Rigidity) ด้วยการหลอมรวมแพ็กแบตเตอรี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวถัง มีการคิดใหม่ทำใหม่หมดทุกอย่าง ส่งผลให้ชิ้นส่วนกว่า 95% ของรถคันนี้ คือชิ้นส่วนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด”
...
เมื่อตั้งใจมอง การที่ม้าลำพองเลือกทิ้งสูตรสำเร็จเดิมๆ แล้วหันไปสร้างรถ 5 ที่นั่ง ที่จุดศูนย์ถ่วงต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบนี้ ถือเป็นการตอกหน้าบรรดาคู่แข่งที่ยังยึดติดกับแพลตฟอร์มเดิมได้อย่างแสบสัน แนวทางการ ‘คิดใหม่ทำใหม่’ แบบนี้ จะช่วยให้ Ferrari ยึดหัวหาดในตลาด Super EV ได้ยาวๆ เลยมั้ย คงไม่ แต่ขายได้มั้ย แน่นอนว่าเศรษฐีรุ่นใหม่นั้นยินดีมากที่จะมี Fer หน้าตาประหลาดล้ำ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจอดอยู่ในโรงรถ
ในแง่ของระบบควบคุมการขับ Luce คือปรากฏการณ์ใหม่ โดยมอบขีดความสามารถในการควบคุมทุกล้ออย่างอิสระแบบไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ครอบคลุมทั้ง 3 แกนการเคลื่อนที่ คือ แนวราบ, แนวตรง และแนวดิ่ง โดยจะเน้นหนักเป็นพิเศษไปที่การจัดการไดนามิกของตัวถังในแนวราบ (Lateral Body Dynamic) ภายใต้การควบคุมของสมองกลอัจฉริยะส่วนกลางรุ่นใหม่ หรือ ‘Vehicle Control Unit’ (VCU) ที่คอยเฝ้าสแกนและคำนวณปรับแต่งพฤติกรรมของตัวรถด้วยความเร็วถึง 200 ครั้งต่อวินาที มอเตอร์คู่หน้า พร้อมใจกันเทกำลังออกมาที่ 282 แรงม้า ขณะที่คู่หลังรับหน้าที่เป็นแบ็คอัพขาโหดจ่ายกำลังสูงถึง 831 แรงม้า และเมื่อพูดถึงแรงบิด... ต้องใช้คำว่ามหาศาลราวกับสัตว์ร้าย เพราะเฉพาะที่ล้อคู่หลังมีแรงบิดสะใจพิกัด 5,900 ปอนด์-ฟุต หรือประมาณ 8,000 นิวตันเมตร
วิศวกรจากมาราเนลโลยังให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องประสิทธิภาพ ความหนาแน่นของพลังงาน และระบบจัดการความร้อน มอเตอร์คู่หน้าสามารถปั่นรอบได้จัดจัดถึง 30,000 รอบต่อนาที ปลดปล่อยพลังงานจากศูนย์ไปจนถึงขั้นสุดได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 วินาที ขณะที่โครงสร้างแชสซีส์และตัวถังเลือกใช้วัสดุอะลูมิเนียมรีไซเคิลสูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในขั้นตอนการผลิตลงได้อย่างมหาศาล ส่วนตำแหน่งของคนขับ ถูกร่นมาทางด้านหน้าและอยู่ใกล้กับเพลาล้อหน้า ทำให้ผู้ขับสัมผัสได้ถึงอารมณ์ในการควบคุมควบคุมรถที่เฉียบคมและแม่นยำอย่างเต็มเหนี่ยว แม้ว่ารถจะมีมิติตัวถังที่ใหญ่โตก็ตาม
นับเป็นครั้งแรกของ Ferrari ที่มีการนำซับเฟรม (Subframe) แบบยึดด้วยจุดยึดยืดหยุ่น (Elastically Mounted) มาใช้งานเพื่อช่วยลดแรงสั่นสะเทือน เสียงรบกวน และความกระด้าง (NVH) แน่นอนว่าเมื่อเป็น Ferrari สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘เสียงคำรามที่สมจริง’ ซึ่งถือเป็นจิตวิญญาณสำคัญ โดยทางค่ายระบุว่า “เราได้ติดตั้งระบบเซนเซอร์วัดความเร่งที่มีความแม่นยำสูง (Precision Accelerometer) ไว้ที่กึ่งกลางของเพลา เพื่อดักจับทุกแรงสั่นสะเทือนและคลื่นความถี่ทางไดนามิกจากการหมุนของชิ้นส่วนต่างๆ” ก่อนจะนำสัญญาณเหล่านั้นมาปรับแต่งและขยายเสียงให้ออกมาเร้าใจ คล้ายกับหลักการทำงานของกีตาร์ไฟฟ้า ซึ่งระบบนี้จะแผดเสียงทำงานทันทีเมื่อผู้ขับขี่สลับโหมดเข้าสู่ Performance mode
เพื่อดึงอารมณ์ร่วมในการขับขี่ให้กลับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย Ferrari ได้ติดตั้งระบบที่เรียกว่า Torque Shift Engagement ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่จำลองแรงหน่วงจากเครื่องยนต์ (Engine Braking) และสร้างการตอบสนองที่ดุดัน ผ่านการจ่ายแรงบิดแบบไล่ระดับ (Progressive Torque) ผลลัพธ์ที่ได้คือ เมื่อคุณพุ่งเข้าหาโค้ง คุณจะสามารถควบคุมรถได้ด้วยความรู้สึกและจังหวะแบบเดียวกับที่เคยทำในรถเครื่องยนต์สันดาปไม่มีผิดเพี้ยน นอกจากนี้ยังมีปุ่ม e-Manettino ติดตั้งเพิ่มเข้ามาคู่กับปุ่มปรับแชสซีส์แบบดั้งเดิม เพื่อทำหน้าที่ควบคุมทั้งพละกำลัง, กราฟแรงบิด, ระบบยึดเกาะ และสมรรถนะโดยรวม ผ่านโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ คือ ‘Range’, ‘Tour’ และ ‘Performance’
นอกจากระบบเฟืองท้ายเสมือน (Virtual Diff) และระบบกระจายแรงบิดอิสระทั้ง 4 ล้อ (Torque Vectoring) แล้ว Luce ยังมาพร้อมช่วงล่างแบบ Active และระบบควบคุมการลื่นไถล Side Slip Control เวอร์ชั่น 10.0 ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของเครือข่ายควบคุมแชสซีส์อันทรงพลัง (ที่มาพร้อมกับชื่อย่อทางเทคนิคยาวเป็นพรืด) โดยมีการใช้ระบบเบรกแบบสะสมพลังงาน (Regen) มาทำงานร่วมกับเบรกคาร์บอนเซรามิกประสิทธิภาพสูง จานหน้า 390 มม. หลัง 372 มม. แถมยังมีนวัตกรรมลูกปืนดุมล้อแบบใหม่ที่ช่วยลดแรงต้านการหมุนได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย
กลับมาที่เรื่องรูปลักษณ์ของ Luce ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ อันนี้แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน แต่จงรู้ไว้ว่านี่คือจักรกลที่ผ่านการคิดวิเคราะห์และประณีตในการสร้างทุกกระเบียดนิ้ว มันมาพร้อมกับประตูบานหลังแบบเปิดย้อน (Rear-hinged), ห้องโดยสารที่ดูแปลกตาพร้อมเสา C แบบ ‘Flying Bridge’ และกลิ่นอายความล้ำสมัยเหมือนรถต้นแบบที่หลุดออกมาวิ่งบนถนนจริง ล้อคู่หลังมีขนาดมหึมาถึง 24 นิ้ว ส่วนคู่หน้า 23 นิ้ว เปลี่ยนยางแต่ละครั้ง ต่อให้รวยแสนรวยก็ยังต้องคิด
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ Ive คุมบังเหียนอยู่ที่ Apple ตัวเขารวมถึงทีมงาน ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ รวมถึงเทคโนโลยีในภาพรวมไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาเปลี่ยนกล่องสี่เหลี่ยมสีครีมเชยๆ ให้กลายเป็นวัตถุที่ดูสนุกสนานน่าใช้งาน ก่อนจะพัฒนาต่อจนกลายเป็นประตูล้ำสมัยสไตล์มินิมอลที่พาเราก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ ส่วนเรื่องของ iPod และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ iPhone คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรกันมาก เพราะพวกมันเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเนื้อแท้แล้ว Ive คือชายผู้หลงใหลในการลงมือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ รู้วิธีการทำมันให้สลวย และเป็นคนที่ไม่ยอมอดทนกับงานดีไซน์ที่ชุ่ยหรือหยาบเลยแม้แต่นิดเดียว
“พวกเราตื่นเต้นมากกับการได้สร้างรถยนต์แบบ 5 ที่นั่งที่มีความยืดหยุ่น อเนกประสงค์ และหรูหราอยู่ในสายเลือด” Ive กล่าวระหว่างการพาทัวร์ชมตัวรถแบบเอ็กซ์คลูซีฟ “แน่นอนว่าด้วยระดับราคาย่อมทำให้รถคันนี้เป็นของสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์การใช้งานจริงได้มากกว่า นี่แหละคือบรรทัดฐานใหม่ (New Paradigm) และมันก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดด้วยเช่นกัน” เขาผายมือไปยังเส้นแนวหลังคาของตัวรถ “ลองจินตนาการดูสิว่า งานของเราจะง่ายขึ้นกว่านี้ขนาดไหน ถ้าเราสามารถกดไอ้จุดตรงนี้ลงต่ำกว่านี้ได้อีกสัก 2 นิ้ว”
เหนือสิ่งอื่นใด Luce คือรถที่เน้นเรื่องฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก ตัวรถยังต่ำกว่า Purosangue แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ต่างกัน โดยใช้วิธีคิดที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมา เคยมีค่ายอื่นพยายามปั้นรถทรงกล่องชิ้นเดียว (Monobox) ออกมาสู้ แต่ทรงแบบนั้นมักจะเข้าไปทำลายขนบเรื่องท่วงท่าและสัดส่วนที่ควรจะเป็นในงานดีไซน์รถยนต์ ทว่า Luce พยายามเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการออกแบบห้องโดยสารให้ถูกโอบล้อมด้วยโครงสร้างตัวถังภายนอกอีกชั้นหนึ่ง ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น ‘รถที่ซ้อนอยู่ข้างในรถ’ อีกที Ferrari ยังไม่ยอมเผยตัวเลขสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Drag Coefficient) ออกมาเป็นทางการ แต่ก็เคลมว่านี่คือรถที่ลู่ลมและแหวกอากาศได้เนียนที่สุดเท่าที่ค่ายเคยสร้างมา
อย่าแปลกใจว่าทำไม Luce ถึงมีอิทธิพลในการปลุกเร้าและสร้างแรงบันดาลใจในแบบที่รถยนต์คันอื่นทำไม่ได้ เพราะนั่นคือหน้าที่ส่วนหนึ่งของมัน บานกระจกบังลมด้านหน้าถูกออกแบบให้ลาดเอียงเทรวมเป็นชิ้นเดียวลงมาจนถึงฝากระโปรง ก่อนจะไปสิ้นสุดตรงใต้จมูกรถแบบลอยตัว (Floating Nose) และที่น่าทึ่งคือ รถคันนี้แทบจะไม่มีรอยต่อของตะเข็บตัวถัง (Shutlines) ให้เห็นเลย โดยเฉพาะรอยต่อระหว่างกระจกหน้ากับฝากระโปรงนั้น ถือเป็นงานดีไซน์และเทคนิคการผลิตที่เห็นแล้วต้องกลั้นหายใจด้วยความทึ่ง
ชุดไฟหน้าเลือกใช้หลอด LED ทรงเพรียวบาง โดยมีช่องดักลมติดตั้งอยู่ด้านล่างเพื่อส่งอากาศเข้าไปยังระบบปรับอากาศ (HVAC) ขณะที่ระยะห่างระหว่างเบ้าช็อคอัพคู่หน้ากับตัวถังนั้นถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำในระดับมิลลิเมตร อีกจุดที่น่าสังเกตคือตำแหน่งของใบปัดน้ำฝน ที่เลือกไปเก็บซ่อนไว้ที่ขอบกระจกสองฝั่งแทนที่จะวางราบอยู่ตรงกลางตามปกติ ซึ่งตรงนี้ Ive หลุดปากเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วพวกเขาอยากจะสร้างส่วนหน้ารถทั้งหมดให้เป็นกระจกชิ้นเดียวด้วยซ้ำ แต่ ณ เวลานี้ เทคโนโลยีแบบนั้นยังคงทำได้แค่ในรถต้นแบบเท่านั้น เช่นเดียวกับสารเคลือบกระจกประเภท ‘ไล่น้ำ’ (Hydrophobic) ที่เขาได้ร่วมพัฒนากับซัพพลายเออร์ผู้ผลิตกระจก แต่ก็น่าเสียดายที่พวกเขายังไม่สามารถหาวิธีไล่ความชื้นและหยดน้ำให้หมดไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้น สุดท้ายจึงยังต้องพึ่งพาใบปัดน้ำฝนแบบดั้งเดิมกันต่อไป “พวกเราให้ความเคารพและยกย่องวิศวกรเก่งๆ เป็นอย่างมาก และทาง Ferrari เองก็รู้ดีว่าพวกเราไม่ได้ทำงานแบบโยนงานข้ามกำแพงไปให้ทำส่งเดช” Ive กล่าวถึงขั้นตอนการทำงานของ LoveFrom “มันไม่ใช่เรื่องของการที่จะมาดึงดันเอาแต่ใจตัวเองในแบบของดีไซเนอร์เฮงซวยพรรค์นั้นอย่างแน่นอน”
ประวัติการทำงานที่ไร้คู่ต่อสู้ของ Ive ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายดีไซน์ของ Apple ถือเป็นจุดขายที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ซึ่งทาง Ferrari คาดการณ์ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่จะซื้อ Luce จะเป็นกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่เคยซื้อรถของบริษัทมาก่อน และที่มาที่ไปอันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของโลกเทคโนโลยีนี้ก็คือแรงดึงดูดสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย
งานตกแต่งภายในห้องโดยสารยิ่งตอกย้ำแนวคิดนี้ให้ชัดเจนขึ้นไปอีก กระแสในโซเชียลมีเดีย เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน แต่ห้องโดยสารของ Luce คือห้องโดยสารรถยนต์ที่น่าพึงพอใจและยอดเยี่ยมที่สุดในโลก (อย่างน้อยก็จนกว่าเราจะได้ลองนั่ง Bugatti Tourbillon นั่นแหละ)
หนึ่งในพลังพิเศษของ Ive คือความสามารถในการรับรู้ถึง ‘ระดับความใส่ใจ’ ที่ถูกอุทิศให้กับการสร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณภาพเหล่านั้นมันอบอวลอยู่ในอากาศ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ แต่นอกเหนือจากนั้น Luce ยังเป็นรถที่ให้สัมผัสที่ยอดเยี่ยม เปิดประตูทั้ง 4 บานออก แล้วไล่ดูงานประกอบรวมถึงความเนียนของแผ่นธรณีประตูและพื้นผิวรอบเสากลางรถ ลองก้มมองดูที่ตัวบานพับประตูเอง ซึ่งมันถูกสร้างออกมาให้ดูสวยงามราวกับงานประติมากรรม จากนั้นเมื่อปิดประตูลง คุณจะรับรู้ได้ถึงความแน่นหนาจากกระจกหน้าต่างแบบสองชั้น (Double Glazing) ทันที
พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน ตั้งใจออกแบบมาเพื่อหวนรำลึกถึงรถยนต์ Ferrari ในอดีต พวงมาลัยทำจากอะลูมิเนียมรีไซเคิลและประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนที่ผ่านการกลึงด้วยเครื่อง CNC แยกชิ้นกันถึง 19 ชิ้น ถัดไปคือโครงสร้างแผงแดชบอร์ดที่วางตัวยาวตลอดแนว ซึ่งถูกกัดขึ้นรูปมาจากอะลูมิเนียมบล็อกตันชิ้นเดียวแทนที่จะใช้การปั๊มขึ้นรูป ผลลัพธ์ที่ได้คือมันจะไม่มีความโค้งมนตรงมุมขอบจากการหักงอให้เห็นเลยแม้แต่น้อย หน้าจอกลางยังคงมีปุ่มควบคุมแบบกลไก (Physical Switchgear) พร้อมแถบเหล็กป้องกันชิ้นเล็กๆ ติดตั้งมาให้เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานควบคุมความปลอดภัย ตัวไอคอนรูปพัดลมจะหมุนอยู่ตลอดเวลาและจะหมุนเร็วขึ้นตามการทำงานของมอเตอร์ที่อยู่เบื้องหลัง แถมยังมีแท่นวางพักฝ่ามือมาให้ ทำให้จังหวะการกดสลับสวิตช์เปิด-ปิดเหล่านั้น ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินราวกับกำลังพรมปลายนิ้วลงบนแป้นเปียโนหลังเล็กๆ ชุดมาตรวัดที่อยู่ตรงหน้าคนขับนั้นมีความงดงามอย่างไม่ธรรมดา โดยยังคงใช้เข็มวัดความเร็วแบบกลกลไกชิ้นจริง ขอบหน้าปัดแบบ OLED สามารถเปลี่ยนสีไปตามโหมดการขับ แต่ทีเด็ดที่ดูเท่ คือ การที่เฉดสีเหล่านั้นจะค่อยๆ ไล่โทนสีและเลือนหายไปอย่างนุ่มนวล ก้านสวิตช์ระบบ Launch Control ย้ายไปติดตั้งไว้บนแผงควบคุมเหนือศีรษะ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแผงเครื่องวัดที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ ขณะที่ปุ่มกดสำหรับเปิดฝาท้ายก็มีการสลักกราฟิกรูปกระเป๋าเดินทางชิ้นเล็กๆ เอาไว้อย่างประณีต
บริเวณคอนโซลกลาง ออกแบบมาให้ดูเหมือนผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งที่แยกตัวเป็นอิสระ เลือกใช้แก้วมาเป็นวัสดุชิ้นเอก ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับ Corning ซัพพลายเออร์คู่บุญที่อยู่เบื้องหลังกระจก ‘Gorilla Glass’ ของ iPhone ทำให้ สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานที่แข็งแกร่งทนทานต่อการใช้งานจริงควบคู่ไปกับความสวยงามสะดุดตาภายในห้องโดยสารของ Luce ขณะที่กุญแจรถมีช่องเสียบเก็บซ่อนไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ และมีการใช้เทคโนโลยีหมึกอิเล็กทรอนิกส์ (E-ink) ทำให้สีเหลืองบนตราโลโก้ของ Ferrari จะถูกส่งผ่านและสว่างวาบไปปรากฏอยู่บนแป้นเลือกตำแหน่งเกียร์ทันทีเมื่อตัวกุญแจถูกเสียบเข้าที่ ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์การแสดงฉากละครที่สร้างความตื่นตาตื่นใจได้อย่างน่าประทับใจ
ชุดนาฬิกาและเข็มทิศแบบผสมผสานบนหน้าจอกลาง มีระดับความซับซ้อนของกลไกเทียบเท่ากับนาฬิกาข้อมือระบบจักรกลระดับไฮเอนด์ แม้แต่รางเลื่อนเบาะนั่งก็ยังถูกคิดและออกแบบขึ้นใหม่ ทั้งที่ปกติแล้วชิ้นส่วนพวกนี้มักจะไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจหรือใส่ใจสักเท่าไหร่นัก ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและละเอียดลออไม่ต่างจากส่วนอื่น มีระบบเครื่องเสียงชุดใหม่ที่มาพร้อมลำโพงถึง 21 ตัว ให้กำลังขับ 3,000 วัตต์ โดยระบบประมวลผลทั้งหมดจะถูกควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Ferrari
ที่ LoveFrom มีผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบตัวอักษร (Typeface) ประจำบริษัทที่ชื่อ Antonio ซึ่งเติบโตมาในพื้นที่ที่ใกล้กับมาราเนลโลมากพอที่จะได้ยินเสียงรถ Ferrari วิ่งทดสอบอยู่เป็นประจำ ทำให้ Luce มีรูปแบบตัวอักษรหรือฟอนต์เป็นของตัวเองในชื่อ ‘LF Maranello’ ส่วนตราโลโก้ Ferrari บนฝากระโปรงท้ายนั้น ถูกสลักขึ้นด้วยเลเซอร์ ซึ่งคุณสามารถปรับเร่งหรือลดระดับความเข้มของแสงโลโก้ได้ตามใจชอบ และนี่คือรถ Ferrari ที่งานดีไซน์จะไม่ถูกบดบังหรือลดทอนความสวยงามลงจากการติดตั้งแผ่นป้ายทะเบียนรถเลยแม้แต่น้อย
“หากมองในภาพรวมแล้ว ผมไม่คิดว่ามีสิ่งไหนที่เราอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำเลยนะ” Newson กล่าวสรุป “ไม่มีใครเร่งรีบหรือกดดันกันมากเกินไป เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำมันออกมาให้ถูกต้องและสมบูรณ์แบบที่สุด จุดประสงค์ทั้งหมดของโปรเจกต์นี้คือ การสร้างความแตกต่าง มันคือรถยนต์ไฟฟ้า Ferrari แบบ 5 ที่นั่ง พวกเราเริ่มต้นพัฒนามาจากแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า และสิ่งที่คุณได้เห็นอยู่ตรงนี้ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้บนแพลตฟอร์ม EV เท่านั้น”
แน่นอนว่า Ferrari จะยังคงมีรถยนต์ที่วางเครื่องยนต์แบบ 6 สูบ, 8 สูบ หรือ 12 สูบ ออกมาจำหน่ายให้คุณอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่ฉากทัศน์ของการสิ้นสุดยุคสมัยเครื่องยนต์สันดาป แต่อย่างไรก็ตาม Luce ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่แปลกประหลากมากที่สุดในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มันคือจักรกลที่แสดงให้เห็นว่าผู้สร้างยอมก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และปลดปล่อยความทะเยอทะยานออกมาอย่างหมดหน้าตัก เพราะ Ferrari มักจะชอบความท้าทายอยู่เสมอ และความท้าทายในครั้งนี้... ถือเป็นโจทย์ครั้งใหญ่เลยทีเดียว.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/