สาเหตุหลักที่ทำให้ Volvo EX30 เกิดเพลิงไหม้จากการชี้แจงอย่างเป็นทางการของ วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) และข้อมูลการเรียกเคลม (Recall) ระดับโลก พบว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากซอฟต์แวร์ แต่เป็น ข้อผิดพลาดจากกระบวนการผลิตชุดแบตเตอรี่ (Manufacturing Defect) ความบกพร่องของเซลล์แบตเตอรี่ (Battery Cell Defect) ปัญหานี้เกิดขึ้นกับรถเฉพาะล็อต (ช่วงปี 2022–2023) ในรุ่น Single Motor Extended Range และ Twin Motor Performance ซึ่งใช้แบตเตอรี่ประเภท NMC (Nickel Manganese Cobalt) จากผู้ผลิตแบตเตอรี่รายหนึ่งในจีน

การเกิดสารรัดวงจรภายใน  ในทางวิศวกรรม แบตเตอรี่จะมีแผ่นกั้นที่ทำการแยกขั้วบวกและขั้วลบออกจากกันเพื่อความปลอดภัย แต่ในล็อตที่มีปัญหา เมื่อแบตเตอรี่ผ่านการใช้งานหรือชาร์จไฟบ่อย ๆ เซลล์แบตเตอรี่เกิดการเปลี่ยนรูปจนมีความคม และไปแทงทะลุแผ่นกั้นนี้ ทำให้ขั้วบวกและขั้วลบสัมผัสกันโดยตรงภายในเซลล์การกระตุ้นจากแรงดันและระดับประจุที่สูง 

...

ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความร้อนสูงจนไฟลุก คือ "การชาร์จไฟเกิน 70%" เมื่อแบตเตอรี่มีแรงดันสูงและมีพลังงานสะสมหนาแน่น ประกอบกับจุดที่เกิดการรัดวงจรภายใน ความร้อนจะสะสมอย่างรวดเร็วจนระบบระบายความร้อนของรถ (Thermal Management) ไม่สามารถจัดการได้ทัน จนนำไปสู่การลุกไหม้ ข้อนี้ ที่บอกว่าไม่ควรชาร์จไฟเกิน 70% ไม่มีเจ้าของคนไหน ชาร์จไฟแค่นั้นหากสามารถชาร์จจนใกล้ 100% เนื่องจาก EX30 เป็นรถไฟฟ้าที่ไม่ได้ทำระยะทางได้ไกลอะไรมากนัก เจ้าของรถเกือบทุกคน จึงจำเป็นต้องประจุไฟให้อยู่ในแบตฯมากเข้าไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด
สถานการณ์ล่าสุด วอลโว่ได้ประกาศ Recall เพื่อเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ (Battery Module) ใหม่ให้กับรถล็อตที่มีปัญหากลุ่มนี้แล้ว และออกคำเตือนให้เจ้าของรถล็อตดังกล่าวตั้งค่าจำกัดการชาร์จไฟไว้ไม่เกิน 70% ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยในระหว่างรอคิวเปลี่ยนอะไหล่

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันความเสี่ยงในการเกิดเพลิงไหม้ ทั้งในกรณีเฉพาะของ Volvo EX30 ล็อตที่มีปัญหา และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วไป สามารถแบ่งแนวทางป้องกันและปฏิบัติออกเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้ 

1. การป้องกันเฉพาะหน้าสำหรับผู้ใช้ Volvo EX30 (ล็อตที่มีความเสี่ยง) หากคุณใช้รถ Volvo EX30 รุ่น Single Motor Extended Range หรือ Twin Motor Performance ที่อยู่ในข่ายล็อตที่มีปัญหา (ปี 2022–2023) ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของวิศวกรวอลโว่อย่างเคร่งครัด 

จำกัดการชาร์จไฟไม่เกิน 70% (Limit State of Charge) ให้เข้าไปตั้งค่าที่หน้าจอกลางของรถ (หรือผ่านแอปพลิเคชัน) เพื่อจำกัดระดับการชาร์จสูงสุด (Charging Limit) ไว้ที่ 70% ทันที เพื่อลดแรงดันและความหนาแน่นของพลังงานในเซลล์แบตเตอรี่ ไม่ให้ไปกระตุ้นจุดที่อาจเกิดการรัดวงจรภายใน

หลีกเลี่ยงการชาร์จแบบ DC Fast Charge ในช่วงที่รอการแก้ไข ให้เน้นชาร์จแบบ AC (Wallbox ที่บ้าน) เป็นหลัก เนื่องจากกระแสไฟที่นุ่มนวลกว่าจะไม่ทำให้เกิดความร้อนสูงเฉียบพลันในระดับเซลล์แบตเตอรี่

รีบนำรถเข้าตรวจสอบและเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ เมื่อได้รับการติดต่อจากทาง วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) ควรรีบนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการ Recall เปลี่ยนชิ้นส่วนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่ทันที ซึ่งศูนย์บริการจะเปลี่ยนให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

วิธีป้องกันและดูแลรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป เพื่อลดความเสี่ยงไฟไหม้ขณะจอด

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป การดูแลรักษาระบบแบตเตอรี่และพฤติกรรมการชาร์จที่ดี จะช่วยลดโอกาสเกิดสภาวะ Thermal Runaway หรือความร้อนสะสมได้อย่างมากครับ

ด้านพฤติกรรมการชาร์จและการใช้งาน

ตั้งค่าจำกัดการชาร์จปกติที่ 80%–90% สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป (โดยเฉพาะแบตเตอรี่ประเภท NMC) ไม่ควรชาร์จจนเต็ม 100% ค้างไว้บ่อย ๆ เพราะแรงดันที่สูงเกินไปจะทำให้เซลล์แบตเตอรี่เกิดความเครียดและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ควรชาร์จเต็ม 100% เฉพาะวันที่ต้องเดินทางไกลเท่านั้น

เลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 10%–15% การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงบ่อย ๆ ก็สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างเคมีภายในและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสารรัดวงจรได้เช่นกัน

อย่าขับรถซิ่งทันทีหลังชาร์จเสร็จ หรือชาร์จทันทีหลังขับรถเร็ว หลังจากเพิ่งชาร์จ DC Fast Charge เสร็จ หรือเพิ่งขับรถด้วยความเร็วสูงมา อุณหภูมิในก้อนแบตเตอรี่จะสูงมาก ควรจอดพักรถให้ระบบระบายความร้อนทำงานจนอุณหภูมิลดลงก่อน หรือรอให้แบตเตอรี่คลายความร้อนสัก 15–30 นาทีก่อนเริ่มชาร์จไฟ

การบำรุงรักษาและการตรวจเช็ก

นำรถเข้าศูนย์ทันทีหลังเกิดการกระแทกใต้ท้อง แบตเตอรี่รถ EV ส่วนใหญ่จะอยู่ใต้ท้องพื้นรถ หากขับปีนขอบทาง, ครูดเนิน, หรือกระแทกหินอย่างรุนแรง ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด เพราะโครงสร้างภายในหรือระบบท่อน้ำยาหล่อเย็นอาจเสียหายสะสมโดยที่เรามองไม่เห็นจากภายนอก ต้องให้ช่างยกฮ้อยส์ตรวจเช็กอย่างละเอียด

...

สังเกตความผิดปกติของระยะทางและอุณหภูมิ: หากพบว่าเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดลงเร็วผิดปกติขณะจอด, รถแจ้งเตือนข้อผิดพลาดเกี่ยวกับระบบไฟ (เช่น Isolation Fault หรือ Battery Management Error), หรือพัดลมระบายความร้อนของแบตเตอรี่ทำงานดังผิดปกติและทำงานไม่ยอมหยุดแม้จะดับเครื่องไปนานแล้ว ให้รีบส่งตรวจเช็กทันที

ไม่ดัดแปลงระบบไฟแรงดันสูง หลีกเลี่ยงการติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่ต้องตัดต่อสายไฟแรงดันสูง (สายสีส้ม) หรือระบบขับเคลื่อนจากอู่นอกที่ไม่ได้มาตรฐาน

ด้านสถานที่จอดและชาร์จไฟ

ตรวจสอบระบบไฟฟ้าของบ้านและ Wallbox ตรวจสอบให้มั่นใจว่าเครื่องชาร์จที่บ้านติดตั้งโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ มีการเดินสายไฟขนาดที่ถูกต้อง และมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ (RCBO Type B) ที่ได้มาตรฐาน

หลีกเลี่ยงการจอดรถทิ้งไว้กลางแดดจัดเป็นเวลานานติดต่อกันหลายวัน: แม้รถจะมีระบบระบายความร้อน แต่การจอดตากแดดจัดในสภาพอากาศเมืองไทยจะทำให้ระบบต้องทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความร้อนสะสมในตัวรถโดยรวม

สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า แนะนำให้จัดหา ถังดับเพลิงประเภทที่สามารถดับไฟระบบอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ได้ (เช่น ประเภทพ่นสารเคมีสูตรพิเศษ หรือถังดับเพลิงประเภทเคมีแห้ง/ฮาโลตรอน) ติดไว้ในรถหรือบริเวณที่ชาร์จไฟบ้าน เพื่อใช้ระงับเหตุในเบื้องต้นหากเกิดประกายไฟจากระบบสายไฟภายนอกครับ (แต่หากไฟลุกไหม้จากภายในก้อนแบตเตอรี่ใต้ท้องรถแล้ว ให้รีบอพยพออกจากตัวรถและแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทันที เพราะต้องใช้น้ำปริมาณมากในการหล่อเย็น)

...

ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าถึงเกิดไฟไหม้ได้ "แม้จะจอดอยู่เฉยๆ" การที่รถ EV เกิดไฟไหม้ขณะจอดนิ่ง ดับเครื่อง หรือหลังจากชาร์จไฟเสร็จแล้ว มักมีสาเหตุมาจากปฏิกิริยาลูกโซ่ทางเคมีที่เรียกว่า Thermal Runaway (สภาวะความร้อนหนีศูนย์) ซึ่งมักเกิดจากปัจจัยหลักๆ คือ

การลัดวงจรภายในเซลล์แบตเตอรี่ (Internal Short Circuit) เป็นสาเหตุที่น่ากลัวที่สุด เพราะเกิดขึ้นข้างในโดยที่ระบบเซนเซอร์ภายนอกอาจตรวจไม่พบทันที เกิดจาก:สารมลทินจากการผลิต: มีเศษโลหะขนาดเล็กหลุดรอดเข้าไปในเซลล์ตั้งแต่ในโรงงาน

การเกิด Dendrites (ผลึกโลหะ) เมื่อใช้งานไปนาน ๆ หรือผ่านการประจุไฟอย่างรวดเร็ว (Fast Charge) บ่อยครั้ง ลิเธียมจะจับตัวกันเป็นแท่งผลึกคล้ายรากไม้ที่มีความคม และค่อย ๆ แทงทะลุแผ่นกั้นขั้วแบตเตอรี่ เมื่อมันแทงทะลุสำเร็จแม้เพียงจุดเดียว ไฟฟ้าจะลัดวงจรเกิดเป็นจุดความร้อนสูง (Hotspot) ทันที แม้รถจะจอดนิ่งอยู่ก็ตาม

2) ความร้อนสะสมต่อเนื่องหลังจากการชาร์จไฟ (Post-Charging Thermal Stress) ขณะชาร์จไฟ (โดยเฉพาะการชาร์จกระแสตรง DC Fast Charge หรือการชาร์จจนเต็ม 100%) แบตเตอรี่จะมีความร้อนสูงและเกิดแรงดันเคมีภายในสูงมาก เมื่อเราชาร์จเสร็จแล้วนำรถมาจอด ปฏิกิริยาเคมีและความร้อนยังคงสะสมอยู่ภายในก้อนแบตเตอรี่ หากระบบหล่อเย็น (Cooling System) หยุดทำงานเร็วเกินไป หรือมีเซลล์ใดเซลล์หนึ่งเริ่มเสียหาย ความร้อนที่ไม่ถูกระบายออกจะค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดวิกฤตผ

...

3) ความเสียหายสะสมจากทางกายภาพ (Latent Mechanical Damage) รถอาจเคยเกิดอุบัติเหตุ เช่น ขับกระแทกหินอย่างรุนแรงใต้ท้องรถ, มีการชน, หรือครูดใต้ท้องมาก่อนหน้านี้ แบตเตอรี่อาจไม่ได้ไหม้ทันทีในตอนนั้น แต่โครงสร้างภายในก้อนแบตเตอรี่หรือท่อน้ำยาหล่อเย็นเกิดการบิดเบี้ยวหรือรั่วซึมอย่างช้า ๆ เมื่อเวลาผ่านไปจนโครงสร้างทนไม่ไหว เกิดการลัดวงจรหรือสารเคมีผสมกัน ไฟจึงลุกไหม้ขึ้นมาในขณะที่จอดทิ้งไว้

4) ความบกพร่องของระบบการจัดการแบตเตอรี่ (BMS Failure) และระบบสายไฟ BMS (Battery Management System) มีหน้าที่คอยตรวจจับแรงดันและอุณหภูมิของเซลล์แบตเตอรี่แต่ละเซลล์ หากระบบ BMS บกพร่อง ตรวจจับค่าความร้อนที่ผิดปกติไม่ได้ หรือระบบฟิวส์/สายไฟแรงดันสูงเกิดการเสื่อมสภาพ รัดวงจรจากความชื้นหรือหนูกัด ก็สามารถส่งผ่านความร้อนไปยังเซลล์แบตเตอรี่รอบ ๆ จนเกิดไฟไหม้ได้เช่นกัน

สรุปกลไกการไหม้ Thermal Runaway
เมื่อเกิดจุดความร้อนสูงขึ้นภายในเซลล์ (ไม่ว่าจะจากสาเหตุใดข้างต้น) และอุณหภูมิทะลุเกินประมาณ 150°C–200°C สารเคมีและสารละลายอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) ซึ่งเป็นสารไวไฟในแบตเตอรี่จะเริ่มสลายตัวและปลดปล่อยแก๊สไวไฟรวมถึงออกซิเจนออกมา ปฏิกิริยานี้จะสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นด้วยตัวเองเป็นทวีคูณ และลามไปยังเซลล์ข้างเคียงอย่างรวดเร็วคล้ายโดมิโน่ จนเกิดเพลิงไหม้รุนแรงที่ดับได้ยากเนื่องจากแบตเตอรี่ปล่อยออกซิเจนออกมาเลี้ยงไฟเองจากภายใน. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/