โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ของกองทัพอากาศไทย เดินหน้าอีกขั้น หลังเครื่องบิน Saab Gripen E/F ลำแรกของไทย เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างเป็นทางการที่โรงงานของ Saab เมืองลินเชอปิง ประเทศสวีเดน สะท้อนความคืบหน้าสำคัญของโครงการเสริมศักยภาพกองทัพอากาศในยุคถัดไป

พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมคณะกรรมการบริหารโครงการร่วมไทย–สวีเดน เดินทางเยือนสวีเดนเพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการด้วยตนเอง โดยเข้าประชุมร่วมกับ Swedish Defence Materiel Administration หน่วยงานจัดหายุทโธปกรณ์ของสวีเดน รวมถึงหารือแนวทางความร่วมมือในอนาคตและการวางแผนจัดหาเครื่องบินในระยะต่อไป

เครื่องบิน Gripen E/F ชุดแรกของไทยจำนวน 4 ลำ อยู่ภายใต้โครงการ “บรูพาสันติ 1” ซึ่งลงนามจัดหาเมื่อปี 2568 วงเงินประมาณ 19,500 ล้านบาท โดยมีกำหนดส่งมอบในช่วงปี 2572 ก่อนขยายสู่ระยะที่ 2 เพิ่มเติมอีก 4 ลำ ตามแผนการจัดตั้งฝูงบินรวม 12 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบิน F-16A/B ที่ประจำการมายาวนานที่กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา

...

Gripen E/F ถือเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้รองรับการรบเครือข่ายสมัยใหม่ มีระบบเรดาร์ AESA รุ่นล่าสุด ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และขีดความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพการปฏิบัติการทางอากาศของไทยในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

การเริ่มต้นสายการผลิตในครั้งนี้ ยังถือเป็นสัญญาณสำคัญของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างไทยและสวีเดน ที่ไม่ได้จำกัดเพียงการจัดหาอากาศยาน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี การฝึกอบรม และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบินและระบบอาวุธสมัยใหม่อีกด้วย


เครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen E/F ที่กองทัพอากาศไทย (ทอ.) ได้คัดเลือกเข้าประจำการเพื่อทดแทน F-16 ฝูงบิน 102 นั้น ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากรุ่น C/D ที่เราคุ้นเคย โดยมีรายละเอียด ที่น่าสนใจดังนี้ 

เครื่องยนต์และการออกแบบโครงสร้าง
เครื่องยนต์ใหม่ (GE F414G) เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เดียวกับ F/A-18E/F Super Hornet ให้แรงขับสูงสุดประมาณ 98 kN (22,000 lbf) เพิ่มขึ้นจากเดิม 25% ช่วยให้ทำ Supercruise (บินเร็วเหนือเสียงโดยไม่ต้องใช้สันดาปท้าย) ได้ และรองรับน้ำหนักบรรทุกที่มากขึ้น

ความเร็วสูงสุดกว่า 2,450 กิโลเมตร/ชั่วโมง (บินเหนือเสียงโดยไม่ต้องใช้สันดาปท้าย)

พิสัยการบิน บินได้ไกลกว่า 1,500 กิโลเมตร

...

เครื่องยนต์ General Electric F414

ระบบเรดาร์ เรดาร์ Raven ES-05 แบบ AESA (Active Electronically Scanned Array) ตรวจจับเป้าหมายได้แม่นยำแม้เป้ามีหน้าตัดเรดาร์ต่ำ

เซนเซอร์ตรวจจับความร้อน: ระบบ IRST (Infrared Search and Track) ช่วยตรวจจับเป้าหมายเงียบโดยไม่ต้องเปิดเรดาร์

สถานีติดตั้งอาวุธ จุดติดตั้งภายนอก 10 จุด รองรับอาวุธปล่อยนำวิถีและระเบิดได้หลากหลาย

โครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น ตัวลำยาวขึ้นเล็กน้อยและมีการปรับตำแหน่งฐานล้อหลักไปไว้ที่โคนปีก ทำให้สามารถเพิ่มถังน้ำมันภายในได้มากขึ้นถึง 40% ส่งผลให้ระยะปฏิบัติการไกลขึ้นกว่ารุ่น C/D อย่างชัดเจน

จุดแข็ง (Hardpoints) เพิ่มขึ้นเป็น 10 จุด (จากเดิม 8 จุด) ทำให้ขนอาวุธและถังน้ำมันสำรองได้พร้อมกันมากขึ้น

ระบบตรวจจับและอิเล็กทรอนิกส์ (The Brain)

เรดาร์ AESA Raven ES-05 หัวใจสำคัญคือเรดาร์แบบ Active Electronically Scanned Array ที่ติดตั้งบนฐานหมุน (Swashplate) ทำให้มีมุมกวาดสัญญาณกว้างถึง ±100 องศา (กว้างกว่าเรดาร์ทั่วไปที่คงที่) ช่วยให้เครื่องบินสามารถยิงอาวุธแล้วหักเลี้ยวหลบได้โดยที่เรดาร์ยังจับเป้าหมายอยู่

...

IRST (Skyward-G) เซนเซอร์ตรวจจับความร้อนที่ติดตั้งอยู่หน้าห้องนักบิน ช่วยให้สามารถ "แอบมอง" และติดตามเป้าหมายได้โดยไม่ต้องเปิดเรดาร์ (Passive Tracking) ลดโอกาสที่จะถูกศัตรูตรวจพบ

Electronic Warfare (Arexis) ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการ 360 องศา ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถสร้างเป้าลวง (Digital Radio Frequency Memory - DRFM) เพื่อก่อกวนเรดาร์ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ

ห้องนักบินและส่วนเชื่อมต่อ (HMI)

Wide Area Display (WAD) หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่เพียงจอเดียว (19 x 8 นิ้ว) แทนที่หน้าจอแยกแบบเดิม นักบินสามารถปรับแต่งการวาง Layout ข้อมูลได้ตามความต้องการ เหมือนใช้แท็บเล็ตขนาดใหญ่ในห้องนักบิน

Targo II HMD หมวกนักบินติดศูนย์เล็งรุ่นใหม่ที่เชื่อมต่อกับระบบอาวุธและเซนเซอร์ ทำให้นักบินมองเห็นข้อมูลการบินและล็อกเป้าหมายได้เพียงแค่ "หันมอง"

AI Assistance (Centaur) มีระบบช่วยคิดและคัดกรองข้อมูล เพื่อลดภาระงานของนักบิน (Pilot Workload) ในสถานการณ์การรบที่ตึงเครียด

...

ขีดความสามารถด้านอาวุธ

Meteor BVRAAM: รองรับการใช้งานขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลเกินสายตาที่มี "No Escape Zone" กว้างที่สุดในโลก

Multi-Role Capability ออกแบบมาให้เปลี่ยนภารกิจได้รวดเร็ว (Air-to-Air, Air-to-Surface, Reconnaissance) โดยใช้เวลาเติมน้ำมันและติดตั้งอาวุธใหม่เพียง 10-15 นาที ด้วยเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเพียงไม่กี่คน



ความคืบหน้าในไทย
กองทัพอากาศไทยประกาศเลือก Gripen E/F อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2024 งบประมาณผ่านการอนุมัติหลักการจาก ครม. ในช่วงปี 2025 เพื่อจัดหาในระยะที่ 1 จำนวน 4 เครื่อง (จากแผนทั้งหมด 12 เครื่อง) เพื่อคงขีดความสามารถในการป้องกันน่านฟ้า การเลือกใช้รุ่น E/F นี้จะทำให้ ทอ. ไทยมีเครื่องบินที่เทคโนโลยีเทียบเท่ากับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ระดับแถวหน้าของโลก และยังทำงานร่วมกับระบบ Link T และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า (SAAB 340 Erieye) ที่เรามีอยู่ได้อย่างสมบูรณ์.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/