รถสมรรถนะสูงในยุคปัจจุบันมักจะหมกมุ่นอยู่กับการป่าวประกาศตัวเลขเวลาต่อรอบในสนาม Nürburgring, ระบบ Launch Control ที่ช่วยให้ออกตัวพุ่งทะยาน หรือแม้แต่ครีบรีดอากาศ (Active Aero) ที่ขยับไปมาดูยุกยิกเหมือนแมลงที่กำลังรำคาญแต่ถ้าย้อนกลับไปเกือบ 100 ปีที่แล้ว... Auto Union เคยทะยานไปบนถนนสาธารณะในอิตาลีด้วยความเร็วเกินกว่า 320 กม./ชม. (200 ไมล์/ชม.) มาแล้ว! ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V16 ซูเปอร์ชาร์จ ภายใต้ตัวถังที่ดูยังไงก็เหมือนกับลูกปืนใหญ่สีเงินมากกว่ารถยนต์และตอนนี้ Audi ได้นำความบ้าระห่ำนั้นกลับมาอีกครั้ง
...
Auto Union Lucca มีมิติตัวถังที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ทั้งเตี้ย แคบและเข้าออกจากค็อกพิตได้ยากมาก มันดูเหมือนยานมากกว่าจะเป็นรถแข่ง ตัวรถถูกออกแบบมาเพื่อแหวกอากาศโดยเฉพาะ จึงมีสัดส่วนที่ค่อนข้างแปลกตาเมื่อเทียบกับรถทั่วไปในยุคนั้น Auto Union Lucca มีขนาดความยาว 4,570 มิลลิเมตร ยาวกว่ารถคอมแพกต์สมัยนี้นิดหน่อย ตัวเลขความกว้างอยู่ที่ 1,700 มิลลิเมตร ค่อนข้างแคบเนื่องจากต้องการลดแรงต้านของกระแสอากาศ การออกแบบในลักษณะดังกล่าว เพื่อลดพื้นที่ปะทะลม ส่วนความสูง 1,200 มิลลิเมตร นั่นเตี้ยมากเพื่อจุดศูนย์ถ่วงต่ำและตัวเลขแอโรไดนามิกดีขึ้น สำหรับความยาวฐานล้ออยู่ที่ 2,800 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถโดยประมาณ 960 กิโลกรัม ถือว่าเบามากเพราะใช้อลูมิเนียมขึ้นรูปด้วยมือมาทำเปลือกตัวถัง
หัวใจของปีศาจโบราณคันนี้ คือ เครื่องยนต์ V16 ในตำนาน ความน่าสนใจคือความแตกต่างระหว่างตัวต้นตำรับ กับ ตัวเนรมิตใหม่ เครื่องยนต์ดั้งเดิม ในปี 1935 ใช้เครื่อง V16 Supercharged ขนาดความจุ 5.0 ลิตร ให้กำลังประมาณ 343 แรงม้า (PS) ส่วนเครื่องยนต์ตัวใหม่ ในปี 2026 แบบ Recreation Audi เลือกวางเครื่องยนต์จาก Auto Union Type C ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ V16 Supercharged ขนาด 6.0 ลิตร 6,005 ซีซี แรงม้าพุ่งไปถึง 520 แรงม้า (PS) ที่ 4,500 รอบ/นาที ส่วนแรงบิด แม้ไม่ได้ระบุตัวเลขเป๊ะๆ แต่ด้วยความจุ 6 ลิตรบวกซูเปอร์ชาร์จ แรงบิดมหาศาลทะลุ 500 นิวตันเมตรอย่างแน่นอนครับ เชื้อเพลิงของมันใช้สูตรพิเศษผสมเอง โดยใช้ Methanol 50%, เบนซินไร้สารตะกั่ว 40%, และ Toluene 10%
...
การทำสถิติโลก
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1935 ณ ถนนทางหลวงใกล้เมือง Lucca ประเทศอิตาลี
นักขับ Hans Stuck (พ่อของ Hans-Joachim Stuck นักขับชื่อดัง)
สถิติทำความเร็วเฉลี่ยแบบ Flying Mile ได้ที่ 320.267 กม./ชม.
ความเร็วสูงสุดที่บันทึกได้ 326.975 กม./ชม. ส่งผลให้มันกลายเป็นรถแข่งบนถนนที่เร็วที่สุดในโลก ณ เวลานั้นทันที
...
วาระสุดท้ายก่อนการ "ปลุกชีพ" ชะตากรรมของเจ้าปีศาจสี่ห่วงคันดั้งเดิมค่อนข้างน่าเศร้าและลึกลับพอสมควร จากความล้มเหลวในสนามแข่ง หลังจากทำสถิติได้เพียงไม่กี่เดือน รถ Lucca และรถแฝดอีกคันได้ลงแข่งในรายการ AVUS Race ที่เบอร์ลิน (พฤษภาคม ปี คศ 1935) แต่ด้วยการออกแบบที่เน้นลู่ลมมากเกินไป ทำให้ระบบระบายความร้อนทำงานไม่ทัน และเกิดปัญหายางระเบิดจนต้องออกจากการแข่งขัน หลังจากนั้นเยอรมันก็กระโจนเข้าสู่สงคราม ทำให้รถคันจริงหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ คาดว่ามันอาจถูกทำลายหรือสูญหายไปในช่วงความวุ่นวายของสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับรถแข่ง Silver Arrow อีกหลายคันที่ถูกยึดหรือถูกทำลายทิ้งโดยฝ่ายสัมพันธมิตร การที่ Audi ปลุกชีพมันขึ้นมาอีกครั้งในปี 2026 นี้ จึงไม่ใช่การบูรณะรถคันเดิม แต่เป็นการสร้างใหม่ทั้งหมด (Full Recreation) โดยใช้ภาพถ่ายและเอกสารจดหมายเหตุที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์ที่หายไปกว่า 90 ปีนั่นเอง
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม Auto Union คือบรรพบุรุษของ Audi ในปัจจุบัน (โลโก้ 4 ห่วงสื่อถึงการรวมตัวกันของ 4 แบรนด์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Auto Union) ส่วน Silver Arrows ที่ดูเหมือนกับแบรนด์ตราดาว นี่เป็นชื่อเรียกขานรถแข่งสีเงินจากเยอรมนีในยุคนั้น ทั้งของ Auto Union และ Mercedes-Benz ซึ่งธนูเงินของทั้งสองแบรนด์ต่างสร้างตำนานความเร็วระดับโลกก่อนเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
...
ทัังหมด เหมือนกับคนรนหาเรื่อง นี่คืองานช้างที่ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ในการเนรมิตเจ้าคุณปู่สายซิ่งซึ่งหลับไหลมานานแสนนาน หลังจาก Audi ส่งกระสุนเงินเข้ากรุสมบัติ สำหรับโปรเจกต์ปลุกชีพตำนานในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะต้องใช้เวลาซุ่มทำกันนานถึง 3 ปีเต็ม โดยมอบหมายให้สำนัก Crosthwaite & Gardiner ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับพระกาฬในการชุบชีวิต "ซากตำนาน" ให้กลับมาวิ่งได้ปรื๋อเป็นผู้ลงมือ เมื่อเสร็จสมบูรณ์ รถคันนี้จะถูกนำเข้าทำเนียบของสะสมประวัติศาสตร์ของ Audi ในฐานะ "ลูกธนูเงิน" ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
บรรดาแฟนพันธุ์แท้ของรถคลาสสิก อาจจะสังเกตเห็นจุดต่างที่สำคัญอยู่หนึ่งจุด เพราะเดิมทีเจ้า Lucca คันต้นตำรับนั้นใช้เครื่องยนต์ V16 ซูเปอร์ชาร์จ ขนาด 5.0 ลิตร รีดแรงม้าได้ 343 ตัว แต่ในเวอร์ชันเกิดใหม่ Audi เลือกวางเครื่องยนต์ Type C ขนาด 6.0 ลิตร ลงไปแทน ซึ่งทาง Audi ให้เหตุผลว่า ที่ต้องสลับเครื่องก็เพื่อความทนทาน และ ง่ายต่อการเซอร์วิสซ่อมบำรุงเวลาเอาออกไปวิ่งโชว์ตัว ไม่ไปพังจนทำให้ขายขี้หน้าซะเปล่าๆ แต่ถ้าแปลเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ... การจะควานหาอะไหล่เครื่องยนต์ V16 ของรถแข่งยุค 1930 ในปี 2026 มันไม่ใช่เรื่องที่จะเดินไปซื้อแถวเซียงกงได้ง่ายๆ ทั้งหมดต้องหล่อขึ้นมาใหม่ซึ่งทำให้ต้นทุนในการบูรณะสูงขึ้นจนเจ้าของโปรเจคนี้อาจโดนไล่ออกได้
แอโรไดนามิกขั้นเทพกับรูปทรงลู่ลมแบบยานอวกาศ นอกจากเรื่องเครื่องยนต์แล้ว ระบบระบายความร้อนและช่องถ่ายเทอากาศก็ได้รับการ "อัปเกรด" ใหม่เช่นกัน เพราะ Audi คงไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนยุคปี 30 ที่เครื่องยนต์มักจะน็อกง่ายๆ โดยเฉพาะในงานโชว์ตัวยุคปัจจุบัน การที่รถคลาสสิกมูลค่ามหาศาลจะมา "หม้อน้ำระเบิด" โชว์ต่อหน้าผู้ชม คงไม่ใช่ภาพที่น่าดูสักเท่าไหร่
ในด้านอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) เจ้า Lucca คันต้นฉบับนั้นถ้าใครได้เห็นของจริงในพิพิธภัณฑ์น่าจะสะอึกเพราะมันล้ำยุคจนน่าตกใจ! ตัวถังถูกพัฒนาขึ้นจากการทดสอบในอุโมงค์ลมที่สถาบันวิจัยการบินแห่งเยอรมนีในกรุงเบอร์ลิน โดยมีจุดเด่น คือ การปิดซุ้มล้อแบบมิดชิดไม่ให้กระแสลมเข้าไปบั่นทอนการใช้พลังงาน มีการใช้แผงตัวถังโลหะน้ำหนักเบาและมีครีบหาง เพื่อช่วยในการทรงตัว ซึ่งพอมองรวมๆ แล้วกลับดูเหมือนยานอวกาศที่ถูกออกแบบมาเพื่อพุ่งทะยานออกไปนอกชั้นบรรยากาศมากกว่า ตัวเลขค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศ ก็ยืนยันความเจ๋งนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะ Audi เผยว่า จากการนำรถที่สร้างขึ้นใหม่ไปเข้าอุโมงค์ลม ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) อยู่ที่เพียง 0.43 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจและยังดูดี แม้จะเทียบกับมาตรฐานรถยนต์ในยุคปัจจุบันแทบไม่ได้ก็ตาม!
Timo Witt หัวหน้าทีมผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์นี้ ได้เผยถึงความประทับใจในสปิริตของทีมงานยุคบุกเบิกไว้ว่า “สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งที่สุดคือ ระยะเวลาในการทำงาน ไม่ใช่แค่ความเร็วของรถ แต่เป็นความเร็วในการแก้ปัญหาเพื่อเอาชนะคู่แข่ง ทั้งเรื่องการพัฒนาทางเทคนิคและการบริหารจัดการภายในทีม อย่างตอนที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ ทีมงานทั้งชุดสามารถโยกย้ายแผนงานได้ทันทีแบบไม่มีอิดออด ถ้าขาดความยืดหยุ่นและการปรับตัวที่ไวปานสายฟ้าแบบนี้ สถิติโลกที่เมือง Lucca ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน
ความยืดหยุ่นมีความจำเป็น เพราะการสร้างสถิติครั้งนั้นเกือบจะกลายเป็นฝันร้าย เดิมที ทีม Auto Union ตั้งเป้าจะไปทำลายสถิติกันที่เมือง Gyón ในประเทศฮังการี แต่โดนพายุฝนถล่มจนต้องย้ายที่กันพัลวันอยู่หลายรอบ จนสุดท้ายมาลงตัวที่ทางหลวงสาย Florence–Viareggio ช่วงระหว่างเมือง Pescia และ Altopascio ใกล้กับเมือง Lucca นี่เอง ถนนเส้นนี้มีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีความกว้างแค่ราวๆ 8 เมตรเท่านั้น และที่สำคัญคือมัน "ตรงแด่ว" ซึ่งถ้าพูดกันตามประสาขาซิ่งยุคก่อนสงคราม ถนนสภาพนี้แหละครับคือสวรรค์ของการทำความเร็ว!
แต่ก่อนจะไปจารึกชื่อที่อิตาลี เจ้าปีศาจสีเงินคันนี้เคยผ่านการทดสอบสุดโหดที่สนาม AVUS ในเบอร์ลินมาแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 1934 ก่อนที่รถแฝดคนละฝา (ที่หน้าตาเหมือนกันแทบทุกระเบียดนิ้ว) จะไปปรากฏตัวโชว์โฉมในงาน Berlin Motor Show เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1935 โดยมาพร้อมกระจังหน้าหม้อน้ำที่ใหญ่ขึ้น และใบปิดโฆษณาที่ประกาศก้องอย่างภาคภูมิใจว่านี่คือ “รถแข่งบนถนนที่เร็วที่สุดในโลก!”
หลังจากสร้างชื่อกระฉ่อนโลก เจ้าปีศาจคันนี้ก็กลับมาลงสนามอีกครั้งในรายการ AVUS race ปี 1935 พร้อมกับรถคู่แฝด ซึ่งถือเป็นเวทีแจ้งเกิดของ Bernd Rosemeyer ยอดนักขับผู้เป็นตำนาน แต่ก็นั่นแหละครับ... บทสรุปกลับจบไม่สวยเท่าไหร่ เพราะต้องออกจากการแข่งขันกลางคันด้วยปัญหายางระเบิดและเครื่องยนต์ฮีต ซึ่งจะว่าไปมันก็คือเสน่ห์ของมอเตอร์สปอร์ตยุคก่อนสงครามอย่างแท้จริง นั่นคือความเร็วที่น่าสยดสยอง ตามมาด้วยความวายวายทางกลไกชนิดที่คาดเดาไม่ได้!
สำหรับเวอร์ชันเนรมิตใหม่คันนี้ ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความดิบไว้ครบถ้วน ทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีดแบบ Unsynchronised (ที่คนขับต้องอาศัยจังหวะแม่นยำสุดๆไม่งั้นก็จบเห่ นั่นคือ เกียร์พังคาตีน) ห้องโดยสารดีไซน์ย้อนยุค และรูปทรงที่ดูเหมือนหลุดมาจากเครื่องบินรบ โดย Witt หัวหน้าโปรเจกต์กล่าวว่า: “แน่นอนว่าเราจำลองมันออกมาให้สมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องความทนทานและการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กัน
เขายังเสริมอีกว่า เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างในเจ้า Auto Union Lucca คันนี้ เพราะไม่อย่างนั้นเครื่องยนต์อาจจะรับภาระด้านความร้อนสูงเกินไป ในระหว่างที่เราเอาออกไปวิ่งโชว์ตัวในเร็วๆ นี้ หมุดหมายต่อไปของ "ปีศาจ V16" คันนี้ก็คือ งาน Goodwood Festival of Speed ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9–12 กรกฎาคม 2026 โดยทาง Audi ยืนยันหนักแน่นว่า แฟนๆ จะได้เห็นมันปรากฏตัวพร้อมกับ “เสียงคำรามกึกก้องของเครื่องยนต์ 16 สูบ” แบบเต็มพิกัด!
ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง... ไอ้เสียงคำรามแบบบ้าพลังเนี่ยแหละ คือเหตุผลหลักที่โลกนี้ต้องมีงานอย่าง Goodwood ขึ้นมา!
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/