Honda พับแผนสร้างโรงงาน EV ในแคนาดามูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังความต้องการตลาดชะลอตัว และเตรียมยุติแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่พัฒนาร่วมกับ GM พร้อมเบนเข็มลุยตลาดรถไฮบริดในสหรัฐฯ แทน
สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า Honda Motor เตรียมระงับแผนการสร้างโรงงานรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV ในแคนาดาอย่างไม่มีกำหนด หลังความต้องการรถ EV ในสหรัฐชะลอตัวลงต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทหันกลับมาให้น้ำหนักกับรถยนต์ไฮบริดเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ในอเมริกาเหนือ
โดยรายงานระบุว่า ฮอนด้าได้ตัดสินใจตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 โดยให้เลื่อนโครงการก่อสร้างโรงงาน EV และโรงงานแบตเตอรี่ในรัฐออนแทรีโอออกไป 2 ปี จากแผนเดิมที่ประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2567 และตั้งเป้าเริ่มดำเนินการภายในปี 2571
อย่างไรก็ตาม หลังประเมินว่าสถานการณ์ตลาด EV ในระยะสั้นไม่น่าจะฟื้นตัวได้เร็ว บริษัทจึงตัดสินใจพักโครงการแบบไม่มีกำหนด และเริ่มหารือกับรัฐบาลแคนาดา โดยมีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกโครงการทั้งหมด ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาเหนือ
โดยก่อนหน้านี้ Honda วางแผนลงทุนรวม 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโรงงาน EV กำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี และโรงงานแบตเตอรี่ พร้อมได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลแคนาดา และได้เข้าซื้อที่ดินสำหรับโครงการแล้ว
โครงการดังกล่าวตั้งใจใช้ประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถ EV ภายใต้กฎหมาย Inflation Reduction Act ของสหรัฐ ที่ผ่านในยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อปี 2565 แต่ภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ สิทธิประโยชน์ดังกล่าวถูกยกเลิกในเดือนกันยายน ส่งผลให้ราคารถ EV หลายรุ่นในตลาดสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้สหรัฐยังผ่อนคลายข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของผู้ผลิตรถยนต์ในเดือนธันวาคม ทำให้ค่ายรถสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องผลิตรถ EV จำนวนมากเหมือนเดิม ขณะเดียวกัน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับแคนาดาที่ยังไม่มีข้อสรุป ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด
...
ขณะเดียวกันยอดขายรถยนไฟฟ้าในสหรัฐช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ร่วงลง 36% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่สัดส่วนยอดขายรถไฮบริดกลับพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19% จาก 11% ในปีก่อนหน้า
ฮอนด้าจึงเตรียมยุติการผลิตรถ EV รุ่น Prologue ซึ่งพัฒนาร่วมกับ General Motors ภายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และจะยุติการขายเมื่อสต็อกสินค้าหมดลง โดยรถรุ่นดังกล่าวเปิดตัวในปี 2567 แต่บริษัทต้องอัดเงินจูงใจจำนวนมากให้ตัวแทนจำหน่ายเพื่อเร่งยอดขาย
ก่อนหน้านี้ ฮอนด้ายังยุติการผลิตรถ EV รุ่น Acura ZDX และในเดือนมีนาคม บริษัทตัดสินใจยกเลิกการพัฒนารถ EV อีก 3 รุ่นสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ รวมถึงรถ 2 รุ่นในซีรีส์เรือธง 0 Series โดยบริษัทคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับกลยุทธ์ EV สูงถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2569
ฮอนด้ายังเตรียมลดงบลงทุนด้านระบบไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ทั่วโลกภายในปี 2573 จากแผนเดิม 7 ล้านล้านเยน พร้อมปรับกลยุทธ์ในอเมริกาเหนือให้มุ่งเน้นรถไฮบริดมากขึ้น
ปัจจุบัน บริษัทสามารถผลิตรถ EV ในอเมริกาเหนือได้จากโรงงานในรัฐโอไฮโอ ซึ่งฮอนด้าลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์จนถึงปี 2568 เพื่อปรับสายการผลิตให้สามารถผลิตรถเครื่องยนต์สันดาป รถไฮบริด และรถ EV บนสายการผลิตเดียวกันได้
ขณะเดียวกัน โรงงานแบตเตอรี่ในโอไฮโอที่สร้างร่วมกับ LG Energy Solution เดิมสำหรับผลิตแบตเตอรี่รถ EV จะถูกปรับไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถไฮบริดและระบบกักเก็บพลังงานแทน โดยฮอนด้าเตรียมเข้าซื้ออาคารและทรัพย์สินจากบริษัทร่วมทุน เพื่อให้สามารถสลับการผลิตระหว่างแบตเตอรี่ไฮบริดและ EV ได้ตามนโยบายของรัฐบาล
ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกของฮอนด้าลดลง 8% ในปีที่ผ่านมา เหลือ 3.52 ล้านคัน โดยตลาดจีนได้รับผลกระทบหนัก ยอดขายลดลงถึง 60% จากจุดสูงสุดในปี 2563 เนื่องจากแข่งขันด้านราคากับแบรนด์ท้องถิ่นไม่ได้ ในทางกลับกัน ตลาดอเมริกาเหนือยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญ คิดเป็นมากกว่า 40% ของยอดขายทั้งหมด จากความต้องการรถเครื่องยนต์น้ำมันและรถไฮบริดที่ยังแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่ Honda เท่านั้นที่เผชิญความยากลำบากในตลาด EV อเมริกาเหนือ โดย Nissan Motor ได้ยกเลิกแผนผลิตรถ EV 2 รุ่นในรัฐมิสซิสซิปปี ขณะที่ Ford Motor, Stellantis และ GM ต่างชะลอการพัฒนารถ EV หรือบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าจำนวนมากจากธุรกิจ EV
ที่มา : asia.nikkei.com