นี่คือการเติมเต็มช่องว่างรูโหว่ของ BMW ด้วยการส่งขุมพลังเบนซินล้วนบุกตลาดยุโรปใน เรือสำราญ Series 7 โฉมใหม่  LCI 2026 ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนที่ BMW เปิดตัว Series 7 เจเนอเรชันปัจจุบัน รหัส G70 ลูกค้าไฮโซ โดยเฉพาะลีมูซีนซึ่งถือเป็นยานพาหนชั้นเยี่ยมของโรงแรมหรู รถประจำตำแหน่งทูต หรือรถยนต์ของผู้นำทั่วโลก ต่างต้องผิดหวังไปตามๆ กัน เมื่อรุ่นเครื่องยนต์เบนซินล้วนทั้ง 735i, 740i และ 760i ไม่ถูกส่งไปทำตลาดในยุโรป โดยทางเลือกเดียวที่มีของไฮโซและผู้บริหารมือทองของบริษัทยักษ์คือ การหันไปคบกับขุมพลัง Plug-in Hybrid อย่างรุ่น 750e และ M760e ที่มีความซับซ้อนมากกว่าดีเซลหรือเบนซินเพียวๆ 


...




การกลับมาของเครื่องยนต์เบนซินในโฉม LCI  พร้อมกับการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมใหม่ (Facelift LCI) BMW ได้ตัดสินใจอุดช่องว่างดังกล่าวด้วยการส่ง 740 xDrive เข้าสู่ทำเนียบรถหรูในยุโรป ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินโดยไม่มีระบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มาพ่วงให้วุ่นวาย นั่นเป็นรถที่คนรวยในไทยอยากได้ซะด้วย  ไฮบริดแบบเบา หรือ Mild Hybrid 48V แน่นอนว่ากลายเป็นของจำเป็น เนื่องจากกฏ Euro-7 ที่เข้มงวดกวดขันกับรถสกปรกมลพิษเยอะ แม้จะส่งเบนซินล้วนมาให้ แต่ในทางเทคนิคแล้วมันยังคงแฝงระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นตัวช่วยลดมลพิษได้ดี 740 xDrive รุ่นใหม่  ใช้เทคโนโลยี Mild Hybrid 48 โวลต์ ทำงานผ่านมอเตอร์สตาร์ท (Starter Generator) ซึ่งติดตั้งไว้ที่เพลาข้อเหวี่ยงและรวมเข้ากับชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ZF8HP ช่วยให้การขับเคลื่อนนุ่มนวลและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการติดและดับเครื่องยนต์ที่เนียนจนไม่รู้สึก 


...


BMW เผยว่า ทีมวิศวกรได้ทำการปรับจูนเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง รหัส B58  ใหม่ เพื่อตอบโจทย์การขับที่ฉับไวแบบชาวยุโรป โดยขุมพลัง 6 สูบเรียง เทอร์โบชาร์จเจอร์รุ่นนี้ รีดพละกำลังออกมาได้สูงสุดถึง 394 แรงม้า พร้อมแรงบิด 540 นิวตันเมตร  โหมด Boost พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า เติมแรงบิดเข้ามาให้อีก 40 นิวตันเมตร ช่วยให้การเร่งแซงทำได้อย่างติดเท้า  

...


เทคนิคแพรวพราวภายใต้ฝากระโปรง Miller Cycle & New Turbo เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร ตัวนี้ หันมาใช้การทำงานแบบ Miller Cycle ติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์ลูกใหม่ ซึ่งมีพละกำลังเหลือเฟือที่จะพาร่างขนาดยักษ์ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 5.1 วินาที สำหรับความเร็วปลายที่ปลอดกล้องจับความเร็ว หากคุณมีโอกาสได้ลงไปหวดใน Autobahn เจ้า Series 7 ใหม่ลำนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กม./ชม. (ถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานความแรงของยนตรกรรมระดับแฟล็กชิปจากค่ายใบพัดฟ้าขาว

...



แม้จะเป็นซาลูนหรูขนาดใหญ่และน้ำหนักตัวไม่ใช่เล่นๆ แต่ 740 xDrive กลับทำตัวเลขความประหยัดได้อย่างน่าทึ่ง โดย BMW ประมาณการอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน WLTP ไว้ต่ำสุดเพียง 8.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 11.6 กม./ลิตร  ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดี สำหรับรถที่ไม่ใช้ระบบ Plug-in Hybrid ในกลุ่มเซกเมนต์ระดับบนสุดแบบนี้ ส่วนทางเลือกสำหรับคนรักรถขับหลัง ในบางตลาดอย่างสหรัฐอเมริกา BMW ยังมีแผนที่จะส่งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังอย่าง 740 (RWD) ลงสนามด้วย ในส่วนของพละกำลัง ยังคงได้แรงม้าแรงบิดเท่ากับรุ่นขับสี่ xDrive ทุกประการด้านอัตราเร่ง เมื่อขาดระบบช่วยขับเคลื่อนสี่ล้อไป ทำให้การออกตัวช้าลงเล็กน้อย โดยใช้เวลาเพิ่มขึ้น 0.4 วินาที รวมเป็น 5.4 วินาที สำหรับการทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. มีความประหยัดที่เพิ่มขึ้นด้วยน้ำหนักตัวที่เบาลงจากการถอดระบบขับเคลื่อนสี่ล้อออก ทำให้อัตราสิ้นเปลืองดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยลดลงเหลือเพียง 7.7 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 13 กม./ลิตร ในขณะที่ความเร็วสูงสุดยังคงถูกล็อกไว้เท่าเดิมคือ 250 กม./ชม.

 

มาที่ Series-7 รุ่น 735 ขับหลัง นี่คือรุ่นเริ่มต้นของเรือธงลำใหม่ ทำมาเพื่อเน้นความคุ้มค่าสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม นอกจากรุ่นหลักแล้ว ในภูมิภาคอื่น BMW ยังเตรียมส่งรุ่นรองอย่าง 735 ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ลงชิงพื้นที่ตลาดด้วยเช่นกัน โดยรุ่นนี้ยังคงพ่วงระบบ Mild Hybrid 48V มาให้เหมือนรุ่นพี่ แต่ทางวิศวกรได้ทำการตอนกำลังเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ให้เหลือกำลังอยู่ที่ 282 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร เมื่อกำลังลดลง สมรรถนะก็ย่อมลดหลั่นลงไปตามระเบียบ BMW 735 LCI ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ที่ 6.9 วินาที ส่งผลให้มันกลายเป็น Series 7 รุ่นที่ทำความเร็วได้ช้าที่สุดในตลาดขณะนี้ ส่วนอัตราสิ้นเปลือง แม้ความแรงจะหายไป แต่ตัวเลขความประหยัดน้ำมันนั้นยังคงทำได้ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกับรุ่น 740 ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหราของรถธงในราคาและค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้ง่ายขึ้น



ในส่วนของตัวแรงระดับท็อป  เตรียมล้างตารอพบกับโมเดลสายพันธุ์ดุใน Series-7 ตระกูล M Performance ขุมพลัง V8 ที่มีกำหนดการเผยโฉมในปี 2027 มีความเป็นไปได้สูงที่ BMW จะใช้ชื่อรุ่นว่า M760 เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวตายตัวแทนของ 760i รุ่นเดิมอย่างเต็มตัว  การขยับขึ้นมาติดตรา M ในครั้งนี้ คาดว่า จะมาพร้อมกับการอัปเกรดสมรรถนะให้จัดจ้านยิ่งขึ้น เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ซีซีดานหรูที่ขับสนุกที่สุดในคลาส 

สำหรับ BMW Series 7 รุ่นพื้นฐานประจำปี 2027 (รหัสตัวถัง G70) รุ่น 735 อาจจะไม่ใช่รถที่ทำให้อะดรีนาลีนของคุณสูบฉีดเท่าใดนัก ด้วยตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 6.9 วินาที ซึ่งถือว่าช้ากว่ารุ่น 740d xDrive อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้มันยังเป็นเพียง 1 ใน 2 รุ่นย่อยที่หลงเหลืออยู่ของตระกูล Series 7 ที่ยังคงใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง


สเปกเครื่องยนต์และการทำตลาด

หัวใจหลัก แม้ในรุ่นก่อนหน้า BMW เคยสร้างความประหลาดใจด้วยการวางเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตรในรถแฟล็กชิป แต่สำหรับโฉม LCI (Facelift) ล่าสุดนี้ BMW ยังคงยืนหยัดกับเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงเท่านั้น เครื่องยนต์รหัส B58 เทอร์โบชาร์จ 3.0 ลิตร ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Mild-hybrid ถูกปรับจูนพละกำลังให้เหลือ 282 แรงม้า พร้อมแรงบิด 425 นิวตันเมตร


สำหรับพื้นที่วางจำหน่าย BMW เลือกที่จะไม่ส่งรุ่น 735 ลงตลาดในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ โดยจะเน้นเจาะกลุ่มตลาดในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก แม้จะเป็นรุ่น "Entry-level" ที่สเปกดูถ่อมตัวไปนิดเมื่อเทียบกับมิติตัวถังที่ใหญ่โต แต่การยังได้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงในตำนานแทนที่จะเป็นเครื่อง 4 สูบก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าโล่งใจสำหรับแฟนบีเอ็มตัวยง

BMW 735 Li อืดสุดในตระกูล? สมรรถนะ BMW 7 Series รุ่นเริ่มต้นห่วยจริงหรือ? หากดูจากตัวเลขพละกำลังเพียวๆ มันอาจจะดูแรงเหลือเฟือสำหรับรถคอมแพ็คคาร์ทั่วไป แต่เมื่อมาอยู่ในร่างของ BMW Series 7 ที่มีมิติตัวถังขนาดมหึมาและน้ำหนักมหาศาล แน่นอนว่าพวกบีเมอร์ควรจะลืมเรื่องการไปทำลายสถิติที่สนาม Nürburgring ไปได้เลย ทาง BMW เคลมตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไว้ที่ 6.9 วินาที ซึ่งนั่นทำให้มันครองตำแหน่ง Series 7 ที่อืดที่สุด เท่าที่เงินคุณจะซื้อได้ในเวลานี้ เพราะแม้แต่รุ่นดีเซลอย่าง 740d xDrive ก็ยังทำผลงานได้จัดจ้านกว่าอย่างชัดเจน โดยใช้เวลาเพียง 5.7 วินาทีเท่านั้นในการทะยานไปแตะความเร็วที่เท่ากัน กำลังรอลุ้นว่า BMW Thailand น่าจะเอาเข้ามาขายด้วยการประกอบในปรเะเทศ แต่น่าจะโดนภาษีอ่วมอยู่เหมือนกัน

ในแง่ของระบบส่งกำลัง 735 คือ 1 ใน 2 รุ่นย่อยสุดท้ายของไลน์อัป LCI ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ระบบขับเคลื่อนล้อหลังเอาไว้ (อีกรุ่นคือ 740) ซึ่งทั้งคู่จะกลายเป็นของหายาก เพราะ BMW จะไม่ส่งไปทำตลาดในยุโรป โดยลูกค้าในทวีปเก่าจะได้ใช้รุ่น 740 xDrive แทน นั่นถือเป็นครั้งแรกของรหัสตัวถัง G70 ในยุโรปที่มีรุ่นเครื่องยนต์เบนซินล้วนวางจำหน่าย

 

ความเร็วสูงสุด แม้จะรั้งท้ายตระกูลในด้านอัตราเร่ง แต่ 735 ก็ยังถูกล็อกความเร็วด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 250 กม./ชม. เท่ากับรุ่นพี่ที่มีพละกำลังมหาศาลตัวอื่นๆ อัตราประหยัดเชื้อเพลิงถือว่าดีพอตัว มันจิบน้ำมันพอขำๆ แม้เศรษฐีที่ใช้รถระดับ Series 7 อาจจะไม่แคร์ค่าพลังงานมากนัก แต่รุ่นพื้นฐานนี้ก็ชูจุดเด่นเรื่องความประหยัด โดย BMW เคลมตัวเลขการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยตามมาตรฐาน WLTP ไว้ต่ำเพียง 13 กม./ลิตร เท่านั้นเอง คือทั้งใหญ่และหนัก แต่กินแค่นั้นถือว่าโอเคเลย เพราะรถไซล์นี้ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นเบนซิน + น้ำหนักตัว 2.3 ตัน จะมีอัตราสิ้นเปลืองลิตรต่อกิโลเมตรระดับเลขตัวเดียวกันทั้งนั้น 


สำหรับ7-Series LCI 2026 เตรียมพบกับ V8 พันธุ์ดุ การกลับมาทวงบัลลังก์ของ Series-7 M Performance ในปี 2027  สำหรับแฟนคลับ BMW M หรือพวกบบีเมอร์ที่โหยหาความแรงระดับจัดหนัก BMW เตรียมส่งร่างจำแลงใหม่ของ Series 7 ขุมพลัง V8 ลงสนามในปี 2027 โดยไฮไลต์สำคัญคือการกลับมาทำตลาดในยุโรปอีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่แทนรุ่น 760i เดิม มีการอัปเกรดหัวใจใหม่ในเครื่องยนต์ V8 รหัส S68 ด้วยพละกำลังที่เหนือชั้น ตามการคาดการณ์แล้ว 7 รุ่นใหม่ รีดพละกำลังออกมาได้มากกว่า 394 แรงม้า ในรุ่น 740 xDrive และภายใต้ตราสัญลักษณ์ M Performance มันอาจจะทำตัวเลขได้สูงกว่า 536 แรงม้า ซึ่งเป็นสถิติเดิมที่รุ่นก่อนเคยทำไว้ ขุมพลัง Twin-Turbo คาดว่าจะใช้เครื่องยนต์รหัส S68 ขนาด 4.4 ลิตร V8 เทอร์โบคู่  เทคโนโลยีล่าสุดจากแผนก M เสริมทัพด้วยระบบ Mild-hybrid 48 โวลต์ เพื่อช่วยให้การตอบสนองฉับไวและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป   

การนำเครื่องยนต์ V8 กลับมาบุกตลาดยุโรปครั้งนี้ คือสัญญาณชัดเจนว่า BMW ยังไม่ยอมละทิ้งความเร้าใจในแบบดั้งเดิม แม้จะอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าก็ตาม ใครที่คิดว่า Series 7 โฉมนี้จะยอมลดดีกรีความดุลง... เตรียมล้างตารอดูได้เลย



เรื่องน่าเศร้าที่เรารู้กันมานานแล้วก็คือ การปิดตำนานเครื่องยนต์ V12 ทำให้ทางเลือกสุดท้ายของมหาเศรษฐีที่อยากได้ของหนักๆอันทรงพลัง ต้องไปที่ Rolls-Royce เท่านั้น แต่ก็ต้องจ่ายแพงกว่าสิบเท่า!! ในขณะที่เครื่องยนต์ 4 สูบจะไม่ได้กลับมาสร้างสีสันอีกแล้ว หลังจาก BMW เคยเขนเครื่องยนต์ตัวเล็กใน Series-7 ปี 2018 ซึ่งผมเคยเดินทางไปทดสอบที่มิวนิค แต่หลังจากออกขาย 7 เครื่องเล็ก 2.0 ลิตร ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ลูกค้าส่วนใหญ่บ่นว่าเครื่องมีกำลังแรงบิดน้อยเกินไป ทำให้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร หายไปจาก Series-7 ตลอดกาล ข่าวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือขุมพลังระดับตำนานอย่าง V12 ก็ได้รูดม่านปิดฉากลงอย่างถาวรไปหลายปีแล้ว เผื่อคุณยังไม่รู้ว่า V12 ใน Series-7 ถูกยกเลิกนานหลายปีแล้ว เนื่องจากทำตัวเลขการปล่อย CO2 ให้ตรงกับมาตรฐาน Euro-7 ไม่ได้ แม้แต่ในเวอร์ชันอัปเกรดอย่าง BMW ALPINA Series 7 รุ่นที่กำลังจะมาถึง ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะไม่มีเครื่องบล็อกยักษ์นี้ให้เห็นอีกต่อไป คุณจะได้แค่ V8 4.4 ลิตร ที่มีพลังเทียบเคียงกับเครื่องยนต์ V12 รุ่นสุดท้ายที่ตายจากไปเมื่อหลายปีก่อน









เมื่อเงินเหลือเยอะและเสี้ยนเครื่องใหญ่ อยากได้ V12? คุณต้องข้ามไปคบกับนางฟ้าแสนสวย Rolls-Royce เท่านั้น หากใครยังหลงใหลในความนุ่มนวลและพละกำลังของเครื่องยนต์รหัส N74  อันทรงพลังเพียงหนึ่งเดียว ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ คือ ต้องขยับขึ้นไปหาแบรนด์สุดหรูอย่าง Rolls-Royce โดยเครื่องยนต์ V12  ขนาด 6.75 ลิตร เทอร์โบคู่ จะได้รับการปรับปรุงให้ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 7 อันเข้มงวด เพื่อต่อลมหายใจให้มันยังคงโลดแล่นอยู่ในตลาดโลกได้อีกหลายปี

น่าเสียดายที่กฎเกณฑ์เรื่องมลพิษทำให้เครื่องยนต์ V12 กลายเป็นของต้องห้ามสำหรับรถหรูแบรนด์กระแสหลัก แม้แต่ค่ายใบพัดฟ้าขาวเองก็ไม่อาจต้านทานกระแสนี้ได้ เหลือไว้เพียงตำนานให้คนรักเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ได้ระลึกถึงเท่านั้น.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/