Rolls-Royce Droptail คือซีรีส์รถยนต์ Coachbuild ยานยนต์เปิดประทุนสองที่นั่งสุดหรู พร้อมความพิเศษที่ผลิตเพียง 4 คันในโลก แต่ละคันถูกสร้างขึ้นตามความต้องการเฉพาะตัวของมหาเศรษฐีซึ่งหมายถึงลูกค้าผู้ทรงอิทธิพลในด้านกำลังทรัพย์ รถRolls Royce รุ่นนี้ถือเป็นการกลับมาของรถตัวถังแบบ 2 ที่นั่ง (Roadster) ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของแบรนด์ RR
...
Rolls-Royce สานต่อตำนานแห่งสุนทรียศาสตร์ของการรังสรรค์ยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านรูปลักษณ์ของยนตรกรรมสปอร์ตเปิดประทุนสองประตูสองที่นั่ง ทั้งภาพลักษณ์อันทรงพลัง ความงดงาม และมูลค่ามหาศาลของตัวรถ นั่นก็คือคือราคาของยานยนต์รุ่นนี้ที่แพงจนทำให้คนรักรถเปิดหลังคาถึงกับสะดุ้งสุดตัว สมญานามหรือชื่อรุ่น ‘Droptail’ เป็นผลงานชิ้นเอกลำดับถัดมาจาก Rolls Royce Sweptail ที่ผลิตในปี 2017 ตามด้วยของมีมูลค่าอย่าง Rolls Royce Boat Tail ปี 2021 ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของการครอบครองยนตรกรรมที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก Rolls-Royce ได้บรรจงสร้างสรรค์รถรุ่นนี้ขึ้นมา ภายใต้ความต้องการของลูกค้าผู้มีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการครอบครองยานยนต์ที่ถือว่า มีราคาสูงที่สุดในโลก!
...
แน่นอนว่า Rolls Royce จะไม่มีการเปิดเผยนามของผู้ครอบครอง Droptail แต่เป็นที่รู้กันดีว่า... เจ้าของรถ เป็นมหาเศรษฐีนักสะสมรถยนต์ระดับตำนาน ชอบสะสมงานศิลปะที่มีมูลค่าเกินกว่าจินตนาการ เป็นผู้นำทางธุรกิจระดับโลก แต่สิ่งที่ประจักษ์ชัดคือ จะมี Droptail เพียง 4 รูปแบบ ที่แตกต่างกัน ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อความต้องการของลูกค้าผู้ทรงเกียรติทั้ง 4 ท่านโดยเฉพาะ มีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจบางอย่างของอครมหายานยนต์รุ่นนี้ Droptail ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะการออกแบบตัวถังของยานยนต์อเมริกัน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เชื่อมโยงกับทรงของยนตรกรรมคลาสสิกในอดีตอย่าง Rolls-Royce Silver Ghost ‘Sluggard’ ปี 1912, Rolls-Royce Phantom Brewster New York Roadster ปี 1930 และ Rolls-Royce Silver Ghost Piccadilly ปี 1925 ซึ่งทั้งหมด เป็นชื่อที่สะท้อนถึงความสง่างามเหนือกาลเวลา
...
...
Rolls-Royce Droptail ห่างไกลจากคำว่า งานเลียนแบบสไตล์ย้อนยุค (Retro Pastiche) โดยมีการสอดแทรกรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงลงไปในตัวรถ เช่น การออกแบบตราสัญลักษณ์ การปรับองศาช่วงบนของกระจังหน้าทรง Pantheon grille ให้มีความลาดเอียง นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ กระจังหน้าของ Rolls-Royce ไม่ได้ตั้งตระหง่านขนานกับเส้นขอบฟ้า การออกแบบในลักษณะดังกล่าวกลับมอบรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและมีความโฉบเฉี่ยวอย่างที่รถยนต์เปิดหลังคาควรจะเป็น ส่วนท้ายอันงดงาม ประดับด้วย Sail Cowls (ส่วนนูนหลังห้องโดยสารรูปทรงคล้ายใบเรือ) รวมถึงแผงด้านหลังขนาดใหญ่ ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงกด (Downforce) ตามหลักอากาศพลศาสตร์
คาร์บอนไฟเบอร์ถูกนำมาใช้ในหลายจุด ไม่ใช่แค่เพียงในส่วนที่มองเห็นด้วยตา Rolls-Royce ระบุว่าการพัฒนาโครงสร้างทางวิศวกรรมขึ้นใหม่ทั้งหมดสำหรับ Droptail โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างตัวถังแบบ Monocoque ผสานวัสดุอะลูมิเนียม เหล็กกล้า และคาร์บอนไฟเบอร์เข้าด้วยกัน แม้ว่านี่จะเป็นยนตรกรรมประเภทโรดสเตอร์ (Roadster) แต่ส่วนหลังคาซึ่งทาง Rolls-Royce อาจจะไม่ค่อยพอใจนักหากจะบอกว่า รูปทรงของมันคล้ายกับ Mini Coupe ในเอกสารข้อมูลของ Rolls-Royce ไม่ได้มีการกล่าวถึงหมวกแก๊ปแบบใส่กลับด้าน ซึ่งเคยเป็นเอกลักษณ์ของ Mini Cooper Coupe ชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ เปลี่ยนโฉมรถคันโตให้กลายเป็น รถสองประตูเปิดประทุนที่ดูน่าเกรงขามและเปี่ยมด้วยพลัง โดยได้รับอิทธิพลมาจากรถ Hot Rod ที่มีการหั่นหลังคาให้เตี้ยลง (Chop-top) ผสานกับกระจกบังลมหน้าที่ลาดเอียงและบานกระจกด้านข้างที่เพรียวบาง หลังคาชิ้นนี้ไม่ใช่ระบบพับเก็บอัตโนมัติทั่วไป เจ้าของรถต้องเลือกระหว่างการติดตั้งมันไว้ตลอดเวลาระหว่างการขับเคลื่อน หรือจะยอมเสี่ยงดวงกับสภาพอากาศ หากเลือกที่จะเปิดประทุนออกไปขับในวันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน
ภายในของ Rolls-Royce Droptail ถูกยกระดับให้เป็นวิหารแห่งงานศิลป์ สะท้อนถึงความประณีตขั้นสูงสุด โดยมีรายละเอียดที่เต็มไปด้วยงานศิลปะระดับสูง งานไม้ Parquetry ในรุ่น 'La Rose Noire' มีการใช้ไม้ Black Sycamore ถึง 1,603 ชิ้น ประกอบกันเป็นลวดลายกลีบกุหลาบที่กำลังร่วงหล่น งานชิ้นนี้นับว่ามีความซับซ้อนสุดๆ มันทำยากจนช่างฝีมือเพียงคนเดียว ต้องใช้เวลาทำงานในจุดนี้ให้สำเร็จนานถึง 9 เดือน และต้องทำงานในห้องที่เงียบสงัดเพื่อสมาธิสูงสุด แผงไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ รุ่น 'Amethyst' ทาง Rolls-Royce ได้สร้างพื้นผิวไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา โดยใช้ไม้ Calamander Light ที่มีความโปร่ง (Open-pore) ทอดยาวตั้งแต่แผงหน้าปัดไปจนถึงส่วนท้ายของรถ แผงคอนโซล ออกแบบให้ดูเรียบง่าย มีปุ่มควบคุมที่มองเห็น 3 ปุ่ม ขับเน้นความงามของวัสดุไม้และหนังให้โดดเด่นอย่างเต็มที่ บริเวณคอนโซลหน้า ติดตั้งนาฬิกาสั่งทำพิเศษจาก Audemars Piguet ซึ่งความพิเศษสุดๆ ก็คือ เจ้าของรถ สามารถถอดนาฬิกาที่ติดตั้งอยู่บนคอนโซลออกมาสวมใส่เป็นนาฬิกาข้อมือได้
หนังที่นำมาใช้ มีการตกแต่งขอบด้วยสีแดง Mystery และ True Love พร้อมประกายทองแดงจางๆ เพื่อจำลองผิวสัมผัสของกลีบกุหลาบ Black Baccara ด้วยสนนราคาที่คาดการณ์ว่าจะสูงกว่า 30 ล้านดอลลาร์ (ราว 1 พันล้านบาท ยังไม่รวมอัตราภาษีนำเข้าเกือบๆ 400%) ยนตรกรรมของ RR รุ่นนี้จึงไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือผลงานศิลปะเคลื่อนที่ที่หาชมได้ยากยิ่ง เพราะผลิตออกมาเพียงแค่สี่คันเท่านั้น
ภายใต้ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเหยียดคือ เครื่องยนต์ระดับตำนานแบบ V12 ทวินเทอร์โบ ความจุ 6.75 ลิตร Rolls-Royce ระบุว่า มีการปรับจูนเครื่องยนต์ตัวนี้จนมีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 30 แรงม้า นับเป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ให้กับยานยนต์หรูในตระกูล Coachbuild อ้างอิงจากตัวเลขแรงม้าของ Ghost Black Badge นั่นหมายความว่า Rolls-Royce Droptail จะมีกำลังประมาณ 620 แรงม้า
เป็นที่รู้กันว่า ในกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มก่อร่างแนวคิด จนกลายมาเป็นยานยนต์เปิดประทุนที่สมบูรณ์แบบนั้น ต้องใช้เวลาถึง 4 ปีครึ่ง Anders Warming ผู้อำนวยการด้านการออกแบบเปิดเผยว่า แผนก Coachbuild นั้นไม่ได้ทำงานแบบ "เชิงรุก" (Proactive) หรือ "เชิงรับ" (Reactive) แต่เป็นการทำงานแบบ "ไฮเปอร์แอคทีฟ" (Hyperactive) หรือกระตือรือร้นอย่างสุดโต่ง เมื่อถูกถามว่าระหว่าง Rolls-Royce กับลูกค้า ใครกันที่เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนโปรเจกต์เหล่านี้ แน่นอนว่าคนที่ต้องจ่ายเงินพันกว่าล้านสำหรับการซื้อรถยนต์เพียงแค่หนึ่งคัน จะเป็นคนชี้นำความต้องการทั้งหมด
ภายในห้องโดยสารนั้นมีความพิเศษอย่างยิ่ง โดย Rolls-Royce ยังคงรักษาความเรียบง่ายและสไตล์มินิมอลเอาไว้ ด้วยที่พักแขนขนาดใหญ่ที่ดูราวกับแท่นวางงานศิลปะแบบคานยื่น (Cantilevered Plinth) ซึ่งทำหน้าที่ปกปิดชุดควบคุมระบบความบันเทิงในยามที่ไม่ใช้งาน แต่หัวใจสำคัญที่โดดเด่นที่สุดของงานออกแบบภายในคันนี้ก็คือ "งานไม้"
งานไม้พาร์เควตรีใน Droptail (โดยเฉพาะในรุ่น La Rose Noire) ถือเป็นงานคราฟต์ที่ทลายขีดจำกัดของวงการยานยนต์ ด้วยความซับซ้อนระดับ "มหากาพย์" จากชิ้นส่วนจำนวรมหาศาล มีการใช้ไม้แบล็กไซคามอร์ (Black Sycamore) ตัดด้วยมือ รวมทั้งสิ้น 1,603 ชิ้น แบ่งเป็นชิ้นไม้รูปทรงสามเหลี่ยมสีพื้น 1,070 ชิ้น และชิ้นไม้ที่มีลวดลายของกลีบกุหลาบอีก 533 ชิ้น
ความซับซ้อนของลวดลายคือเป้าหมายของการเรียงไม้ให้ดูเหมือนกลีบกุหลาบที่กำลังร่วงหล่นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นงานที่ทำได้ยากมาก เพราะต้องคำนวณทิศทางของลายไม้และความเข้มของสีไม้แต่ละชิ้นให้เกิดมิติที่สมจริงสมาธิที่ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยยาก ช่างไม้ผู้ชำนาญการเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบงานชิ้นนี้ เพื่อให้รอยต่อและน้ำหนักมือคงที่ ต้องทำงานในห้องที่ตัดขาดจากเสียงรบกวน (Acoustically isolated) และสามารถทำได้เพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง เพื่อรักษาความแม่นยำของสายตาและอารมณ์ให้คงที่ เฉพาะส่วนของงานไม้อย่างเดียว ช่างไม้ต้องใช้เวลาในการรังสรรค์และประกอบ นานถึง 9 เดือน จนทั้งหมดกลายเป็นชิ้นงานไม้ศิลปะที่โอบล้อมห้องโดยสารจากแผงหน้าปัด ยาวไปจนถึงด้านหลังเบาะนั่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือความงดงามที่ดูเหมือนมีชีวิต เป็นเครื่องยืนยันว่า เงิน สามารถซื้อได้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง
กลับมาที่ความพิเศษของนาฬิกา แน่นอนว่าเครื่องบอกเวลาเรือนนี้ ไม่ใช่แค่การเป็นเครื่องประดับบนคอนโซล แต่มันคือการรวมโลกของ Haute Horlogerie (ศิลปะแห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูง) และ Bespoke Motoring เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ รุ่น La Rose Noire นาฬิกาที่ถูกติดตั้งคือ Audemars Piguet Royal Oak Concept Split-Seconds Chronograph GMT Large Date ขนาด 43 มิลลิเมตร กลไกการถอดเปลี่ยน (Removable Mechanism) วิศวกรของ Rolls-Royce และช่างนาฬิกาจาก AP ร่วมกันพัฒนาระบบยึดจับที่แน่นหนาแต่ถอดออกได้ง่ายเพียงแค่กดปุ่ม เมื่อถอดออกมาแล้ว เจ้าของสามารถนำมาประกอบเข้ากับสายนาฬิกาเพื่อสวมใส่บนข้อมือได้ทันที ด้วยโทนสีของหน้าปัดนาฬิกา ทั้งเข็มและรายละเอียดข้างใน ถูกปรับแต่งให้เป็นสีแดงและดำ (Mystery & True Love) เพื่อให้เข้ากับธีมกุหลาบ Black Baccara ของตัวรถ เมื่อเจ้าของรถถอดนาฬิกาไปสวมใส่ Rolls-Royce ได้เตรียม "แผ่นปิด" (Coin) ที่เป็นงานแกะสลักรูปกุหลาบสีขาวด้วยเหรียญเงินทำจากมือ เพื่อปิดช่องว่างบนคอนโซลไม่ให้ดูโล่งเกินไป
ความซับซ้อนของกลกลไก ตัวนาฬิกาใช้ระบบ Split-Seconds (Rattrapante) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในโลกนาฬิกา สามารถจับเวลาสองเหตุการณ์พร้อมกันได้ เหมาะกับภาพลักษณ์อันทรงพลังของเครื่องยนต์ V12
สรุปรายละเอียดรุ่นที่เผยโฉมแล้ว ปัจจุบันมีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาแล้ว 4 คัน คือ
La Rose Noire สีแดง คันรีวิว ได้รับแรงบันดาลใจจากกุหลาบ Black Baccara โดดเด่นด้วยงานไม้ Parquetry กว่า 1,600 ชิ้นที่ใช้เวลาทำนานสี่ปี
Amethyst แรงบันดาลใจจากอัญมณีอเมทิสต์ (พลอยสีม่วง) ใช้ไม้ Calamander Light และมีกระจกหลังคาแบบปรับทึบแสงได้ (Electrochromic) ที่เปลี่ยนสีตามตัวรถ
Arcadia แรงบันดาลใจจากดินแดนในตำนานกรีกที่หมายความถึง "สวรรค์บนดิน" มาในโทนสีขาวมุกผสมอนุภาคแก้วและอะลูมิเนียม พร้อมงานไม้ Santos Straight Grain ที่ซับซ้อนที่สุด
ส่วนคันที่สี่ (ยังไม่ระบุชื่ออย่างเป็นทางการ) มีรายงานว่า ผู้ครอบครอง คือ สุลต่านอิบราฮิมแห่งรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย
Rolls-Royce Droptail คือ นิยามของคำว่า "Luxury" ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ยานยนต์เปิดประทุนทั่วไป แต่มันคือส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณแห่งจักรกลที่กลายเป็นยานพาหนะและเคลื่อนย้ายความหรูหราไปกับเจ้าของได้ทุกที่ ทุกเวลา.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.thFacebook
https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/