ด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ข้อกำหนดที่เข้มงวด ทั้งด้านความปลอดภัยในการบิน ความพร้อมปฏิบัติการ ความคล่องตัว การฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน Saab JAS-39 Gripen จึงเป็นตัวแทนของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทางอากาศขั้นสูงสุด กล่าวโดยสรุปคือ Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่แถวหน้าของกองทัพอากาศไทยที่มีระบบสนับสนุนดีเยี่ยม สามารถทำหน้าที่ได้หลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะปฏิบัติการเชิงเดี่ยว หรือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายป้องกันประเทศที่ครอบคลุม เทคโนโลยีทันสมัย วัสดุล้ำยุค ระบบคอมพิวเตอร์แบบบูรณาการ และหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง วิศวกรการบินของสวีเดนได้สร้างเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่มีค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานที่ต่ำกว่าเครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน JAS-39 คือกระดูกสันหลังของกองทัพอากาศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก และเพื่อรับมือรวมถึงเอาชนะภัยคุกคามขั้นสูงในอนาคต Saab ได้พัฒนา Gripen E-series ขึ้นมาเป็นระบบเครื่องบินขับไล่ใหม่ ซึ่งซีรีส์ E นี้ถูกออกแบบมาสำหรับประเทศที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามรอบๆตัวที่รุนแรงขึ้น หรือมีอาณาเขตที่กว้างขวางกว่าที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัย

...

Gripen ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทำงานร่วมกับมาตรฐาน NATO ได้อย่างสมบูรณ์ และประสบความสำเร็จในการเข้าร่วมปฏิบัติการที่นำโดย NATO รวมถึงการฝึกซ้อมและภารกิจรักษาความปลอดภัยทางอากาศอีกนับไม่ถ้วน

วีรกรรมในสนามฝึก สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามมองไม่เห็น 


สเตฟาน อิงลันด์ (Stefan Englund) อดีตวิศวกรการบินของกองทัพอากาศสวีเดน เล่าผ่าน Quora ว่า Gripen เข้าร่วมการฝึก Red Flag ครั้งแรก ในปี 2006 ด้วย JAS-39 รุ่น Gripen A โดยถูกจัดให้อยู่ทีมสีแดง (ฝ่ายตรงข้าม) ซึ่งถูกจำกัดการสนับสนุนจาก AWACS และภาคพื้นดิน แต่เครื่อง Gripen ได้เชื่อมต่อระบบลิงก์เข้าด้วยกันและทำหน้าที่เป็น AWACS เสียเอง จนสร้างความตระหนักรู้ต่อสถานการณ์ในสนามรบได้ดีเยี่ยม หลบหลีกการป้องกันภาคพื้นดิน เลี่ยงการถูกตรวจจับจากหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ และทำแต้มสังหารได้ถึง 10 ครั้งในวันแรก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเครื่องขับไล่ขั้นสูงอย่าง Typhoon อีกด้วย ทั้งหมดเข้าต่อตีและผละออกโดยไม่มีการสูญเสียเนื่องจากไม่สามารถถูกตรวจพบ 

นอกจากนี้ นักบิน Gripen คนหนึ่งในทีม ยังสามารถคว่ำ F-16 Block 50+ ได้ถึง 5 ลำ ระหว่างการรบระยะประชิดในการฝึก Red Flag Alaska และที่ผ่านมา Gripen ไม่เคยพ่ายแพ้ในการเผชิญหน้าทางอากาศ หรือต้องล้มเหลวในวัตถุประสงค์ของภารกิจ ยิ่งไปกว่านั้น JAS-39 ยังเป็นเครื่องบินขับไล่เพียงรุ่นเดียวที่สามารถขึ้นบินได้ตามแผนทั้งหมด ในขณะที่เครื่องรุ่นอื่น ต้องจอดรออยู่บนพื้นเพื่อรอให้สภาพอากาศเปิด ผลการประเมินในครั้งนั้นระบุว่า ขีดความสามารถของ Gripen จำเป็นต้องได้รับการประเมินใหม่ทั้งหมด

Gripen 3 ลำ ต่อ F-16 5 ลำ ในการฝึกร่วมกับกองทัพอากาศนอร์เวย์ Gripen สวีเดน 3 ลำ ปะทะกับ F-16 ของนอร์เวย์ 5 ลำ ผลปรากฏว่า Gripen ชนะรวดด้วยคะแนน 5-0, 5-0 และ 5-1 หลังจบการบินทั้ง 3 รอบ

...

การปะทะกับเครื่อง F-15C  ในการฝึก Loyal Arrow ที่สวีเดน Gripen ลำหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายรุก สามารถสกัดกั้น F-15C ของสหรัฐฯ 3 ลำได้ ผลคือ F-15 ถูกยิงตก 2 ลำ และอีกหนึ่งลำหนีไปได้ด้วยแรงขับต่อน้ำหนักที่ดีกว่า (แต่ต้องยอมรับว่านี่คือการรบในถิ่นของ Gripen)

อิงลันด์อธิบายเพิ่มว่า "แม้ F-16 จะมีอัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนัก (TWR) สูงกว่า แต่ต้องพิจารณาเรื่องแรงต้าน (Drag) และภาระปีก (Wing loading) ด้วย ซึ่ง Gripen มีแรงต้านต่ำกว่ามากและภาระปีกก็น้อยกว่ามาก ทำให้มันสามารถทำความเร็วเหนือเสียงได้ด้วยเครื่องยนต์ปกติ (Dry Thrust) แม้จะบรรทุกอาวุธเต็มอัตราศึก (AMRAAM 4 นัด, Sidewinder 2 นัด และถังน้ำมันสำรอง) และแม้จะขาดแรงขับเท่า F-16 แต่มันก็ทำอัตราไต่ได้เกือบเท่ากันเพราะแรงต้านที่ต่ำ"

...

"Gripen เป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุดในปัจจุบัน  มันเริ่มต้นจากการเป็นทรัพยากรทางยุทธวิธี แต่ในไม่ช้าก็ถูกยกระดับเป็นทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ และไม่มีภารกิจใดถูกยกเลิกเนื่องจากปัญหาทางเทคนิค แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นอมตะ แต่มันแค่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป เครื่อง F-15 อาจจะหลีกเลี่ยงการพัวพันและรักษาระยะห่างเพื่อรบแบบนอกสายตา (BVR) ได้ถ้าพวกเขามองเห็นและหลบขีปนาวุธ Meteor พ้น แต่การเข้ามาปะทะโดยตรงกับ JAS-39 นั้นไม่ใช่กลยุทธ์ที่ฉลาดนักของนักบิน F-15

E-series นิยามใหม่ของอำนาจทางอากาศ

Gripen E-series มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิม เพิ่มระยะการบิน และความสามารถในการบรรทุกอาวุธที่มากขึ้น ติดตั้งเรดาร์แบบ AESA ใหม่, ระบบตรวจจับและติดตามด้วยอินฟราเรด (IRST), ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสารที่ล้ำสมัย พร้อมการสร้างความตระหนักรู้สถานการณ์ที่เหนือชั้น ซึ่งจะเป็นการนิยามอำนาจทางอากาศใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21

...

อิงลันด์สรุปว่า "เครื่องบินเพียงรุ่นเดียวที่ควรนำมาเปรียบเทียบกับ Gripen E คือ F-35 เหมือนที่คนพูดถึง F-35 ว่า 'พวกเขาจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรโจมตีเขา' แม้ภายนอก Gripen E จะดูเหมือนเดิม แต่ข้างในคือเครื่องบินใหม่ทั้งหมดที่มีขีดความสามารถเทียบชั้นได้กับ F-35 เพียงแต่ Gripen E ไม่ได้ถูกสร้างด้วยเทคโนโลยี Stealth มาตั้งแต่ต้น ถึงอย่างนั้นมันก็มีหน้าตัดสะท้อนเรดาร์ (RCS) ที่ต่ำกว่าเครื่องบินรุ่นอื่น ๆ (ยกเว้น F-35 และ F-22) และด้วยชุดอุปกรณ์สงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยี GaN (Gallium Nitride) มันน่าจะกลายเป็น 'เครื่องบินผี' (Ghost) ในสนามรบได้เลยทีเดียว"

JAS 39 Gripen ประเทศไหนใช้บ้าง และทำไมถึงเลือกเครื่องบินรุ่นนี้?

เครื่องบินขับไล่ Jas 39 Gripen นั้นมีรุ่นที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพ (Modifications) ออกมามากมาย โดยรุ่นใหม่ล่าสุดคือตระกูล E-series ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่น JAS 39 E, รุ่นสองที่นั่งสำหรับฝึกบิน JAS 39 F และรุ่น JAS 39 Gripen Maritime สำหรับประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน

ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่รุ่นนี้มีประจำการอยู่ใน 6 ประเทศ ได้แก่:

สวีเดน มี 90 ลำ (รวมรุ่น C และ D) โดยมีแผนจะจัดหาเครื่องรุ่น E เพิ่มเติมอีก 60 ลำภายในปี 2030

บราซิล มีประมาณ 10 ลำ และคาดว่าจะได้รับเพิ่มอีก 30 ลำภายในปี 2027

สาธารณรัฐเช็ก ใช้งานในรูปแบบการเช่าจำนวน 14 ลำ

ฮังการี มี 14 ลำ และคาดว่าจะได้รับเพิ่มอีก 4 ลำในปีหน้า

แอฟริกาใต้ มีประจำการ 26 ลำ

ไทย มีประจำการ 12 ลำ และสั่งเพิ่มอีก 12 ลำ ภายในปี 2035

 


หนึ่งในข้อได้เปรียบของการร่วมงานกับบริษัท SAAB คือความพร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศที่ใช้งานเครื่องบิน Gripen รวมถึงการจัดตั้งฐานการผลิตชิ้นส่วนบางรายการในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ในปี 2023 มีการเปิดสายการผลิต Gripen (รุ่น E) ขึ้นในประเทศบราซิล และในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 ได้มีการเปิดสำนักงาน SAAB ในกรุงบูดาเปสต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งศูนย์พัฒนาการบิน (Aviation Development Centre) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี ซึ่งจะเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics) การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความจริงเสมือน (VR) รวมถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย

ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับระบบ Link-T (เครื่องมือสื่อสารเฉพาะทางที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบการบินและอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น) ซึ่งหากเปรียบเทียบกับบริษัท Lockheed Martin ของสหรัฐฯ ที่มีเครื่องบิน F-16 ประจำการอยู่ในไทยเช่นกัน ทางบริษัทไม่ได้ตกลงที่จะมอบเทคโนโลยีช่องทางส่งสัญญาณข้อมูลนี้ให้

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแผนที่จะสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงและตรวจเช็กสภาพเครื่องบินในท้องถิ่น พร้อมทั้งปรับปรุงระบบของเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้า Saab 340 Erieye จำนวน 2 ลำให้ทันสมัยขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทของไทยยังได้รับโอกาสให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของเครื่องบิน Gripen ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้เอง เช่น ยาง ล้อตลับ (Bearings) แคลมป์ (อุปกรณ์สำหรับยึดชิ้นส่วนเครื่องบิน) และชิ้นส่วนโครงสร้างลำตัวเครื่องบิน

ขั้นตอนเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประเทศลูกค้าได้รับเทคโนโลยีและสร้างฐานการผลิตใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ตลอดจนส่งเสริมด้านนวัตกรรม การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และการศึกษาในประเทศอีกด้วย

การผ่านสนามรบครั้งแรกของ JAS 39 Gripen

แม้ว่าเครื่องบินรุ่นแรกจะถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1996 แต่ JAS 39 Gripen เพิ่งจะได้สัมผัสสมรภูมิจริงเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ในระหว่างความขัดแย้งระยะสั้นระหว่างไทยและกัมพูชา

เป็นที่ทราบกันดีว่า หลังจากถูกระดมโจมตีหลายแนว การยิงจรวดเข้าใส่พื้นที่พลเรือนจากการเปิดศึกของกัมพูชาจนทำให้มีคนไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก กองทัพอากาศไทยได้ใช้เครื่องบิน Gripen โจมตีที่ตั้งของกัมพูชาได้อย่างประสบความสำเร็จ แบรนดอน ไวเคิร์ต จากนิตยสาร National Interest ของสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเครื่องบินสวีเดนที่มีส่วนช่วยให้ไทยได้รับชัยชนะว่า "การสนับสนุนจากระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมการบิน (AWACS) รุ่น Erieye ของสวีเดน ซึ่งกองทัพอากาศไทยมีประจำการคือกุญแจสำคัญในการลดภัยคุกคามและประสานงานภารกิจ โดยช่วยให้เห็นสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้หลบเลี่ยงระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานของกัมพูชาได้ 

เมื่อเปรียบเทียบ Gripen กับ F-16  มีข้อได้เปรียบของ Gripen คือ การออกแบบที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน Gripen กลายเป็นข้อได้เปรียบในช่วงสงครามที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น มันมีหน้าตัดสะท้อนเรดาร์ (RCS) ที่เล็กกว่า F-16 ทำให้เรดาร์ของกัมพูชาตรวจจับได้ยากกว่า นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ JAS 39 ยังต่ำกว่าเครื่องบินลำอื่นที่ผลิตโดยชาติตะวันตกอย่างมาก ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับประเทศที่มีงบประมาณทางทหารจำกัด อีกทั้ง Gripen ยังสามารถบินขึ้นลงจากรันเวย์ที่สั้นกว่า จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเคลื่อนกำลังพลอย่างรวดเร็วในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและป่าทึบของไทย 

ประสิทธิภาพของ Gripen ได้รับการยืนยันจากข้อเท็จจริงที่ว่า หลังจากความขัดแย้ง 4 วันสิ้นสุดลง รัฐบาลไทยได้อนุมัติการจัดซื้อ Gripen รุ่น E/F เพิ่มเติมอีก 4 ลำ ในวงเงินประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่ให้ครบ 12 ลำ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแผนการที่จะค่อยๆ ปลดประจำการเครื่องบิน F-16 ของไทย และดูเหมือนว่าจะแทนที่ด้วย Gripen ทั้งหมด

จากการบินรบในสมรภูมิจริง คาดการณ์ได้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาที่มีงบประมาณทางทหารจำกัดแต่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงฝูงบิน อาจจะหันมาสนใจซื้อ JAS 39 Gripen มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแถบละตินอเมริกา เอเชีย หรือแม้แต่ในยุโรปเองก็ตาม

หนึ่งในปัญหาสำคัญของ JAS 39 Gripen คือการต้องพึ่งพาประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาประกอบเป็นเครื่องบินลำนี้ โดยในบรรดาเครื่องบินขับไล่ยุโรปในรุ่นราวคราวเดียวกัน Gripen ถือเป็นเครื่องบินที่พึ่งพาเทคโนโลยีภายนอกมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งชิ้นส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของตัวเครื่องส่งมาจากสหรัฐฯ หลัก ๆ ได้แก่ เครื่องยนต์ General Electric F414G, ระบบพยุงชีพของ Honeywell และเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การพึ่งพาดังกล่าวกลายเป็นประเด็นปัญหาเมื่อต้องเจอกับกฎระเบียบ ITAR (International Traffic in Arms Regulations) ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า หากอาวุธชนิดใดมีชิ้นส่วนของอเมริกาประกอบอยู่ ผู้ผลิตจะต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจากสหรัฐฯ เสียก่อน จึงจะสามารถส่งออกไปยังประเทศที่สามได้

 ในช่วงที่ SAAB กำลังเจรจากับโคลอมเบีย มีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ ขู่ที่จะไม่ส่งมอบเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินที่จะส่งไปยังโคลอมเบียในภายหลัง หรือแม้กระทั่งอาจใช้มาตรการสั่งห้ามส่งออก เพื่อกดดันให้โคลอมเบียเปลี่ยนใจไปซื้อเครื่องบิน F-16 แทน

แม้ทางการโคลอมเบียและตัวแทนของ SAAB จะไม่ได้ยืนยันเรื่องแรงกดดันจากสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ และในท้ายที่สุดโคลอมเบียก็ตัดสินใจเลือก Gripen แต่ถึงกระนั้น เพียงแค่ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีที่สหรัฐฯ จะสามารถขัดขวางข้อตกลงระหว่าง SAAB กับประเทศที่สามได้ ก็ถือเป็นข้อจำกัดที่ขัดขวางความสามารถของบริษัทสวีเดนในการแข่งขันกับอเมริกาอยู่ดี

ในช่วงทศวรรษ 2010 SAAB เคยพยายามหาเครื่องยนต์จากยุโรปมาใช้แทนเครื่องยนต์ของอเมริกา แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้วยเหตุผลที่ไม่เปิดเผย

ปัจจุบัน ผู้บริหารของบริษัทขานรับแนวโน้มที่ยุโรปจะหันมาพึ่งพาตนเองในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2024 มิคาเอล โยฮันส์สัน (Mikael Johansson) ซีอีโอของ SAAB ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg โดยย้ำว่า สถานการณ์ที่งบประมาณด้านการป้องกันประเทศของยุโรปกว่า 80% ไหลไปสู่สหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และควรจะเปลี่ยนสัดส่วนให้เงินอย่างน้อย 70% หมุนเวียนอยู่ภายในยุโรปแทน

ในเดือนมีนาคม 2025 สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า SAAB ได้เสนอให้ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มสแกนดิเนเวียหันมาใช้เครื่องบินสอดแนมรุ่น GlobalEye ของตน แทนที่เครื่องบิน Boeing E-7 Wedgetail ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านั้นยังคงตัดสินใจเลือกเครื่องบินจากฝั่งอเมริกาอยู่ดี

ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ SAAB พยายามใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะตระหนักดีถึงการที่บริษัทต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากอเมริกา และต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต

เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 โดย SAAB

เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 (Fifth-generation) คือเทคโนโลยีการบินที่ใหม่ที่สุดในปัจจุบัน เครื่องบินในยุคนี้มีคุณสมบัติเด่นคือ มีการป้องกันการตรวจจับจากเรดาร์และอุปกรณ์ตรวจหาอื่น ๆ ในระดับสูง (Stealth), มีเซ็นเซอร์พิเศษที่ช่วยให้นักบินมองเห็นภาพรวมการปฏิบัติการได้อย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์, มีระบบสื่อสารที่แข็งแกร่ง, ระบบวิเคราะห์ตัวเครื่องอัจฉริยะ และเครือข่ายที่เชื่อถือได้ซึ่งสามารถเชื่อมต่อเครื่องบินแต่ละลำเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพจำลองสนามรบที่แม่นยำและบูรณาการข้อมูลระดับสูงให้แก่กองกำลังฝ่ายเดียวกัน

ในปัจจุบัน เครื่องบินขับไล่ายุคที่ 5 ที่มีประจำการอยู่ ได้แก่ F-22 Raptor หรือ F-35 Lightning II ของสหรัฐฯ และ Chengdu J-20 ของจีน ขณะที่ยุโรปยังไม่มีการผลิตเครื่องบินในยุคนี้และต้องพึ่งพาเครื่องบินจากสหรัฐฯ เป็นหลัก คำถามคือ SAAB จะสามารถก้าวไปสู่อีกระดับและผลิตเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 เองได้หรือไม่?

บริษัทสวีเดนแห่งนี้เริ่มมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว โดยได้เริ่มก้าวแรกในทิศทางนี้มาตั้งแต่ปี 2023 ในตอนนั้นสวีเดนได้เข้าร่วมในโครงการ GCAP (Global Combat Air Programme) ร่วมกับอังกฤษ อิตาลี และญี่ปุ่น แต่ในเวลาต่อมาได้ตัดสินใจถอนตัวจากโครงการความร่วมมือดังกล่าว เพื่อหันมามุ่งพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ด้วยตนเองแทน

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2024 บริษัท SAAB ได้ประกาศว่าสำนักงานสรรพาวุธกลาโหมสวีเดน (Swedish Defence Logistics Agency) ได้มอบหมายให้ทำการศึกษาแนวคิด (Concept Study) สำหรับเครื่องบินขับไล่แห่งอนาคตของสวีเดน โดยตามสัญญาดังกล่าว การศึกษาวิจัยนี้จะดำเนินการตั้งแต่ปี 2024 ไปจนถึงปี 2025 ซึ่งขอบเขตของงานรวมถึง "การศึกษาแนวคิดของระบบทั้งแบบที่มีนักบินและไร้คนขับในเชิงระบบ การพัฒนาเทคโนโลยี และการสาธิตประสิทธิภาพ"

ในปี 2024 SAAB ได้เผยแพร่ภาพแนวคิดของเครื่องบินแห่งอนาคตลำนี้ โดย ปีเตอร์ นิลส์สัน หัวหน้าฝ่ายโครงการขั้นสูงของ SAAB กล่าวว่า "โครงการนี้จะมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการตรวจจับได้ยาก (Low Visibility), ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomy) และขีดความสามารถในการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare)" ซึ่งลำดับความสำคัญเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อกำหนดและสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปที่กองทัพอากาศยุคใหม่ต้องเผชิญ 

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2024 มีการเปิดเผยรายละเอียดใหม่บางส่วนว่า เครื่องบินขับไล่แห่งอนาคตของ SAAB จะยังคงใช้เครื่องยนต์ ระบบตัวเครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics) จากรุ่น Gripen แต่จะมีการนำโครงสร้างลำตัวเครื่องบินแบบใหม่ที่พรางตัวจากเรดาร์ได้ดีขึ้น (Stealthier Airframe) มาใช้ พร้อมทั้งติดตั้งระบบประมวลผลดิจิทัลแบบใหม่ ระบบสื่อสารขั้นสูง และการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปด้วย

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะใช้ระบบอากาศยานไร้คนขับ (Drones) ที่ออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการร่วมกับเครื่องบินขับไล่แบบมีนักบิน โดยโดรนเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวล่อเพื่อรับการโจมตีจากศัตรูแทน หรือทำการสอดแนมและโจมตีอย่างแม่นยำในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง 

ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน บริษัท SAAB ร่วมกับ Helsing สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศของเยอรมนี ได้ทำการทดสอบการจำลองการรบของเครื่องบินขับไล่ Gripen E ที่ควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปะทะกับนักบินจริง ภายใต้ชื่อโครงการ Project Beyond แม้ว่าการทดสอบจะยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าฝ่ายมนุษย์หรือ AI ทำผลงานได้ดีกว่ากัน แต่ทาง SAAB ก็แสดงความพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ทางบริษัทระบุว่า: "ในระหว่างการบิน เครื่อง Gripen E ได้ส่งต่อการควบคุมไปยัง Centaur (AI ที่พัฒนาโดย Helsing) ซึ่งสามารถบังคับเครื่องบินเพื่อทำท่วงท่าซับซ้อนโดยอัตโนมัติในสภาวะการรบแบบนอกระยะสายตา (Beyond Visual Range) และส่งสัญญาณให้นักบินทำการยิงได้อย่างประสบความสำเร็จ" ทั้งนี้ การรบนอกระยะสายตาหมายถึงการต่อสู้ทางอากาศที่เครื่องบินขับไล่โจมตีกันในระยะที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น (ปกติจะมากกว่า 30-50 กิโลเมตรขึ้นไป) ซึ่งต้องพึ่งพาเรดาร์และเซ็นเซอร์ในการตรวจจับเป้าหมายแทนการมองเห็นด้วยตา

จากการทดสอบนี้ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเครื่องบินยุคถัดไปกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาเดียวของบริษัทอาจเป็นเรื่องระยะเวลาในการพัฒนาและการเริ่มผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยมีรายงานว่ากระบวนการนี้อาจลากยาวไปจนถึงทศวรรษ 2040 หรืออาจถึงปี 2050

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงมีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสด้านเวลา เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ JAS 39 Gripen E เนื่องจากปัจจุบันคู่แข่งได้เสนอขายเครื่องบินยุคที่ 5 ไปแล้ว ในขณะที่สวีเดนยังคงนำเสนอเครื่องบินยุคที่ 4 หรือที่บางส่วนเรียกว่ายุค 4.5 (เครื่องบินที่มีคุณสมบัติบางประการของยุคที่ 5) หากกระบวนการล่าช้าไปจนถึงปี 2050 ก็มีความเสี่ยงว่าในวันที่ SAAB เข้าสู่ตลาดด้วยเครื่องบินยุคที่ 5 หรือ 5.5 (ผ่านการปรับปรุง) คู่แข่งรายอื่นอาจจะนำเสนอเครื่องบินยุคที่ 6 ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่า SAAB จะไม่มีลูกค้าเลย เพราะนอกจากสวีเดนที่น่าจะซื้อเครื่องบินจากผู้ผลิตของตนเองแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่มองว่าเครื่องบินยุคที่ 6 นั้นมีราคาสูงเกินไปและมีฟังก์ชันการใช้งานเกินความจำเป็น แต่สำหรับประเทศที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ พวกเขาก็มักจะเลือกเครื่องบินยุคใหม่ล่าสุดมากกว่า ดังที่กำลังเกิดขึ้นในบางประเทศของยุโรป แม้ว่าในภาพรวมจะมีแนวโน้มการมุ่งหน้าสู่การพึ่งพาตนเองในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นก็ตาม

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/